- หน้าแรก
- ข้ามโลกไปเป็นเด็กฝึกงานพิพิธภัณฑ์ เปิดฉากมาก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเทพมาร
- บทที่ 13 ใครๆ ก็คือนักตกปลา
บทที่ 13 ใครๆ ก็คือนักตกปลา
บทที่ 13 ใครๆ ก็คือนักตกปลา
"เอาล่ะ คุณเก็บเบ็ดได้แล้ว"
หลินโยวปรบมือพลางเขี่ยเซียนตกปลาไปอีกทีหนึ่ง
เซียนตกปลาไม่พูดไม่จา เขาเพียงเก็บคันเบ็ดกลับมาอย่างเงียบเชียบ ที่ปลายเบ็ดนั้นยังมีปลาสวยงามสีสันสดใสติดมาด้วยหนึ่งตัว
ถึงแม้หลินโยวจะบอกว่าไม่ต้องตกปลาขึ้นมา แต่เซียนตกปลาก็ไม่ได้เชื่อฟังไปเสียทุกเรื่อง เขามีความคิดเป็นของตัวเองเหมือนกัน ในเมื่อเหวี่ยงเบ็ดไปแล้ว จะไม่มีของติดมือกลับมาได้อย่างไร
เขาแกะปลาที่ยังดิ้นขลุกขลักออกจากตัวเบ็ด แล้วส่งให้หลินโยว
"ปลาของนาย"
"คุณไปตกปลาตัวนี้มาจากไหนเนี่ย"
หลินโยวจ้องมองปลาสวยงามที่ยังดิ้นอยู่ในมือของเซียนตกปลา แต่เขาไม่ได้ยื่นมือไปรับ
เขารู้สึกว่าปลาตัวนี้ดูคุ้นตาพิลึก
เมื่อได้ยินคำถาม เซียนตกปลาก็ชี้มือไปทิศทางหนึ่งส่งๆ
"ทางนั้น"
หลินโยวทองมองตามทิศทางที่ปลายนิ้วของเซียนตกปลาชี้ไป เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลางไล่เรียงแผนผังในหัวว่าทิศนั้นมีอะไรตั้งอยู่บ้าง
ดูเหมือนน้ำพุจำลองจะอยู่ทางนั้นพอดีเลยแฮะ
จัดการแบบนี้มันจะไม่เกิดเรื่องใช่ไหมเนี่ย
หลินโยวแอบรู้สึกประหม่าขึ้นมานิดหน่อย ถึงแม้ว่าถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ เบื้องบนก็อาจตามสืบมาไม่ถึงตัวเขาหรอก แต่ถ้าตัดเรื่องกฎหมายทิ้งไป นี่ก็ถือเป็นปัญหาในระดับศีลธรรมเลยนะ
"คุณรู้ไหมว่าทุกครั้งที่คุณตกปลา ทางออกของวังวนสีดำนั่นมันไปโผล่ที่ไหน"
"ไม่รู้"
เซียนตกปลาเอ่ยปากเรียบๆ
เมื่อเห็นหลินโยวเอาแต่จ้องหน้าเขาเขม็ง บางทีอาจเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้คำพูดดูน่าเชื่อถือขึ้น เซียนตกปลาจึงอุตส่าห์ยอมอธิบายเพิ่มให้อีกหนึ่งประโยค ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
"ฉันไม่เคยไปฝั่งโน้นสักหน่อย"
หลินโยว: “...”
เขาพยักหน้าอย่างแข็งทื่อ พลางพาเซียนตกปลาเดินวนในหมู่บ้านอีกหนึ่งรอบ สุดท้ายพวกเขาก็เดินออกจากหมู่บ้านทางประตูใหญ่อีกฝั่งหนึ่ง
หลินโยวไม่ได้รีบร้อนมุ่งหน้าไปที่น้ำพุจำลองเพื่อพิสูจน์ความจริงอะไรทั้งนั้น
เพราะถึงอย่างไรจะไปหรือไม่ไปก็มีค่าเท่ากัน ถ้าถุงขยะพวกนั้นไปโผล่ในน้ำพุจำลองจริงๆ ต่อให้เขาไปตอนนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ในทางกลับกัน ถ้ามันไม่โผล่ไปที่นั่น การที่เขาจะไปหรือไม่ไปก็ไม่สำคัญแล้ว
ส่วนสาเหตุที่ต้องออกจากหมู่บ้าน ก็เป็นเพราะหลินโยวเริ่มหิวข้าวเย็นแล้วนั่นเอง
ถือโอกาสลงมาทิ้งขยะแล้วก็ออกไปหาอะไรกินข้างนอกเสียเลยแล้วกัน
หลินโยวเลือกร้านอาหารเล็กๆ เจ้าประจำร้านหนึ่ง แล้วเขากับเซียนตกปลาก็เดินตามกันเข้าไปในร้าน
ในระหว่างทางที่เดินมา หลินโยวได้กำชับเซียนตกปลาเอาไว้แล้วว่าให้เดินตามเขามาเงียบๆ เขาทำอะไรอีกฝ่ายก็ต้องทำตามนั้น ห้ามแสดงท่าทางพิลึกพิลั่นออกมาให้คนอื่นเห็นเด็ดขาด เดี๋ยวคนจะเข้าใจผิดเอาได้
ความจริงแล้วในใจของเซียนตกปลาก็แอบรู้สึกเอือมระอาอยู่เหมือนกัน อย่างไรเขาก็เป็นเอนทิตีที่เคลื่อนไหวอยู่ในจักรวาลพื้นผิว ถึงจะพูดน้อยไปหน่อยแต่ก็ไม่ได้ดูแย่ขนาดที่หลินโยวคิดหรอกนะ
ทำไมในสายตาของหลินโยว เขาถึงกลายเป็นลิงป่าเพิ่งลงจากเขาไปเสียได้ล่ะเนี่ย
ช่วงเวลานี้ในร้านอาหารมีคนค่อนข้างเยอะ หลินโยวเหลียวมองไปรอบๆ สุดท้ายก็เลือกนั่งที่โต๊ะตรงมุมร้าน
หลังจากสแกนคิวอาร์โค้ดสั่งอาหารของตัวเองเสร็จ หลินโยวก็หันไปถามเซียนตกปลาว่าอยากกินอะไรไหม ซึ่งคำตอบที่ได้รับคืออีกฝ่ายไม่กิน
หลินโยวเดาเอาไว้อยู่แล้วว่าเซียนตกปลาต้องพูดแบบนี้ เขาเลยถือวิสาสะสั่งอาหารเพิ่มให้อีกสองสามอย่าง
แน่นอนว่าล้วนแต่เป็นของที่เขาชอบกินทั้งนั้น
ในระหว่างที่รออาหาร หลินโยวก็ไถโทรศัพท์มือถือแก้เซ็ง ส่วนเซียนตกปลาก็นั่งอยู่ข้างๆ ก้มหน้ามองดูเขาไถโทรศัพท์ไปด้วย
บางครั้งพอเลื่อนไปเจอภาพที่เกี่ยวกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือท้องทะเล เซียนตกปลาก็จะเผลอกำตะเกียบในมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
ก่อนจะเข้าร้านอาหาร หลินโยวสั่งให้เซียนตกปลาเอาคันเบ็ดไปซ่อนไว้ก่อน ดังนั้นในตอนนี้เซียนตกปลาจึงทำได้เพียงใช้ตะเกียบแทนคันเบ็ดไปพลางๆ
...
เนื่องจากคนในร้านค่อนข้างเยอะ บรรยากาศจึงค่อนข้างวุ่นวาย มีเสียงเซ็งแซ่ดังระงมไปทั่วทั้งร้าน
ทว่าท่ามกลางเสียงรบกวนเหล่านั้น หลินโยวกลับได้ยินเสียงที่คุ้นหูดังมาจากโต๊ะข้างหลัง แถมเสียงพวกนั้นยังชัดเจนแจ่มแจ้งสุดๆ อีกด้วย
ในตอนที่แอบฟังคนพวกนั้นคุยกัน หลินโยวรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังสวมหูฟังตัดเสียงรบกวนอยู่ยังไงยังงั้น แม้แต่นิ้วที่กำลังไถคลิปวิดีโอก็หยุดชะงักลงโดยไม่รู้ตัว
...
"หัวหน้าครับ พวกเรามานั่งคุยเรื่องพวกนี้กันโจ่งแจ้งแบบนี้ ถ้าเกิดคนธรรมดามาได้ยินเข้าจะทำอย่างไรล่ะครับ"
"วางใจเถอะ ไม่มีทางหรอก ในสายตาของคนธรรมดา พวกเราก็แค่กำลังนั่งคุยเรื่องสัพเพเหระในครอบครัวกันเท่านั้นแหละ"
หวังอู่ตักข้าวสวยเข้าปากคำโต ก่อนจะวกกลับเข้าประเด็นเดิม
"ในช่วงสองวันที่ผ่านมา หมู่บ้านแห่งนี้เกิดความผันผวนของมลพิษขึ้นหลายครั้ง ถึงแม้ขอบเขตจะเล็กมาก แต่ระดับความรุนแรงกลับสูงจนน่าขนลุก"
"ตอนนี้เบื้องบนยืนยันได้แล้วว่า ความผันผวนของมลพิษพวกนั้นล้วนมีสาเหตุมาจากนักตกปลา และครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้น ระดับมลพิษถึงขั้นแตะเกณฑ์ระดับยุบตัวเลยทีเดียว"
พูดถึงตรงนี้ หวังอู่ก็ถอนหายใจออกมา
"เฮ้อ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณลักษณะพิเศษของนักตกปลามันเฉพาะตัวเกินไป ไม่เหมาะแก่การระดมพลออกตามหา เบื้องบนก็คงไม่ส่งพวกเราแค่สามคนมาคอยเฝ้าจับตาดูอยู่ที่นี่หรอก"
เมื่อได้ยินคำพูดของหวังอู่ ทั้งซุนชวนและเหลียงเชาก็พยักหน้าเห็นด้วย
"นั่นสิครับ ถ้านักตกปลาเหมือนกับเอนทิตีส่วนใหญ่ที่ชอบปลดปล่อยมลพิษออกมาเองล่ะก็ พวกเราคงหาตัวเขาได้ง่ายกว่านี้เยอะ"
"น่าเสียดายจริงๆ นักตกปลาดูเหมือนจะไม่ค่อยปลดปล่อยมลพิษออกมาเองเลย ไม่อย่างนั้นล่ะก็ เขาคงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มระดับจุดจบไปแล้วล่ะมั้ง"
"เพียะ!"
จู่ๆ ฝ่ามือหนักๆ ก็ฟาดลงบนกะโหลกของซุนชวนเข้าอย่างจัง
ซุนชวนหยุดอาการส่ายหัวไปมาทันที เขาเงยหน้ามองหวังอู่อย่างไม่เข้าใจ
"หัวหน้า ตบหัวผมทำไมเนี่ย"
"ตบทำไมงั้นเหรอ"
"เรื่องแบบนี้มันเอามาพูดเล่นสุ่มสี่สุ่มห้าได้ที่ไหนกันล่ะ"
"พลังของนักตกปลาน่ะ แม้แต่สภาบริหารก็ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ทั้งหมด ถ้าเกิดเขาจงใจปลดปล่อยมลพิษออกมาตลอดเวลาจริงๆ นายคิดว่าโลกใบนี้จะเป็นอย่างไร"
"อยากให้มีเอนทิตีระดับจุดจบเพิ่มขึ้นมาอีกตัวหรือไง"
เมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองพูดจาไม่เข้าหูจริงๆ ซุนชวนก็ยิ้มแห้งๆ ออกมา
"ขอโทษครับหัวหน้า ท่านใจเย็นๆ ก่อนนะ เมื่อกี้ผมโดนเซี่ยวชวนเข้าสิงน่ะครับเลยพูดจาเลอะเทอะไปหน่อย ท่านใจเย็นๆ นะครับ"
เหลียงเชาที่นั่งอยู่ข้างๆ ซุนชวนก็รีบช่วยเสริมทัพทันที
"ใจเย็นๆ ครับหัวหน้า เซี่ยวชวนมันก็แค่ปากพล่อยไปชั่ววูบเท่านั้นเอง"
เมื่อเห็นดังนั้น หวังอู่ก็ยอมนั่งลงแต่โดยดี ความจริงเขาไม่ได้โกรธเคืองอะไรจริงจังหรอก แค่รู้สึกว่าคำพูดของซุนชวนไม่ค่อยเหมาะสม เลยอยากจะสั่งสอนสักหน่อยเท่านั้นเอง
พอเห็นหวังอู่นั่งลงที่เดิม ซุนชวนก็เหมือนจะโดนเซี่ยวชวนเข้าสิงอีกรอบ วิญญาณแห่งการรนหาที่ตายเริ่มลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
"ตามข้อมูลที่บันทึกไว้ ก่อนที่นักตกปลาจะแสดงท่าทีคุกคามหรือปลดปล่อยมลพิษออกมา เขา… ก็ดูไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดาทั่วไปเลยนะครับ"
"พวกคุณว่า เป็นไปได้ไหมว่านักตกปลาอาจจะอยู่ใกล้ๆ ตัวพวกเรานี่เอง"
"บางที เขาอาจจะได้ยินบทสนทนาที่พวกเราเพิ่งคุยกันไปเมื่อกี้ด้วยก็ได้นะ"
คราวนี้ไม่ใช่แค่หวังอู่แล้ว แม้แต่เหลียงเชาที่นั่งกินข้าวเงียบๆ อยู่ข้างๆ ก็เริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้
เนื่องจากพวกเขาได้รับมอบหมายภารกิจนี้มา จึงได้มีโอกาสล่วงรู้ข้อมูลที่สมาชิกทั่วไปยากจะเข้าถึง
ซึ่งในข้อมูลนั้นเน้นย้ำเอาไว้เป็นพิเศษว่า ถึงแม้นักตกปลาจะไม่มีท่าทีจงใจทำร้ายคน แต่ก็จงระวังอย่าให้ถูกนักตกปลาจ้องเล่นงานเด็ดขาด
เพราะทันทีที่ถูกนักตกปลาหมายหัว นั่นหมายถึงการเข้าไปพัวพันในโซ่ตรวนแห่งโชคชะตา โชคชะตาของทั้งคู่จะถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน
และถ้าไม่มีความสามารถพอที่จะตัดโซ่ตรวนแห่งโชคชะตาที่เชื่อมกับนักตกปลาได้ล่ะก็ สิ่งเดียวที่รอคอยอีกฝ่ายอยู่ก็คือความตายเท่านั้น
ต่อให้นักตกปลาไม่ได้จงใจทำร้ายเลยก็ตาม
เมื่อคิดได้ดังนั้น ทั้งหวังอู่และเหลียงเชาก็เริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันที
พวกเขากวาดสายตามองไปที่ผู้คนในร้านอาหาร ไม่ว่าใครก็ตามที่เห็นในตอนนี้ ต่างก็รู้สึกระแวงไปหมดว่าคนคนนั้นแหละคือนักตกปลาสุดสยองคนนั้น