เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 พบพานสหายเก่า

บทที่ 29 พบพานสหายเก่า

บทที่ 29 พบพานสหายเก่า


เบื้องหน้าประตูเขา กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรยืนหยัดอยู่ด้วยท่าทีเคร่งขรึมและน่าเกรงขาม

ผู้ที่ยืนนำหน้าสุดเป็นสตรีในชุดคลุมสีเขียว อายุอานามราวสามสิบปี ใบหน้านวลขาวทว่าแฝงไว้ด้วยแววตาอันเฉียบคมดุดัน ระหว่างคิ้วฉายแววทระนง ข้างเอวแขวนกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง ฝักกระบี่สลักลวดลายเมฆาอันวิจิตร บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นอาวุธเวทที่ไม่ธรรมดา

ยามที่ซ่งฉางอันมองเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนได้ถนัดตา ในใจของเขาพลันเกิดระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนกซัดสาดอย่างรุนแรง

สตรีผู้นี้มิใช่ใครอื่น นางคือคนรักในวัยเยาว์ของเจ้าของร่างเดิมก่อนที่เขาจะข้ามภพมา—หลิวหรูเยียน

ในอดีต ตระกูลหลิวและตระกูลซ่งนับเป็นมิตรสหายเก่าแก่ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น หลิวหรูเยียนและซ่งฉางอันเติบโตมาด้วยกันและมีความสนิทสนมกันอย่างยิ่ง ทว่าต่อมาตระกูลหลิวสามารถปีนป่ายขึ้นสู่ต้นไม้ใหญ่ อย่างสำนักชิงอวิ๋น จึงได้อพยพย้ายรกรากทั้งตระกูลมุ่งหน้าสู่เขาชิงอวิ๋น ส่งผลให้ทั้งสองตระกูลขาดการติดต่อกันนับแต่นั้น

ทว่าสิ่งที่ทำให้ซ่งฉางอันต้องตื่นตระหนกยิ่งกว่าคือ กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรที่ยืนอยู่เบื้องหลังหลิวหรูเยียนล้วนมีกลิ่นอายพลังอันลึกล้ำ ยอดฝีมือที่มีตบะต่ำที่สุดยังอยู่ที่ขั้นหลอมรวมปราณระดับเจ็ด ส่วนตัวหลิวหรูเยียนเอง ยามนี้กลับทะยานขึ้นสู่ขั้นสร้างรากฐานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!

"แม่นาง... แม่นางหลิ่ว?" ซ่งฉางอันสะกดกลั้นความตื่นตระหนกในใจพลางเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ราบเรียบที่สุด

หลิวหรูเยียนกวาดสายตามองเขาด้วยความเฉยชา แววตาแฝงไว้ด้วยความห่างเหิน "ท่านผู้นำตระกูลซ่ง มิได้พบกันเสียหลายปี"

คำเรียกขานว่า "ท่านผู้นำตระกูลซ่ง" นี้ ทำเอาซ่งฉางอันเกิดความรู้สึกอันหลากหลายขึ้นมาในใจ ดูเหมือนว่าคนรักในวัยเยาว์ในวันวาน ยามนี้ได้กลายเป็นคนแปลกหน้าไปเสียแล้ว

"ไม่ทราบว่าวันนี้แม่นางหลิ่วเดินทางมาด้วยธุระอันใดรึ?" ซ่งฉางอันเอ่ยถาม

ผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนผู้หนึ่งที่อยู่ด้านหลังหลิวหรูเยียนก้าวเท้าออกมาข้างหน้า พลางเอ่ยเสียงดัง "พวกเรามาที่นี่ตามคำสั่งของสำนักชิงอวิ๋น เพื่อเข้าควบคุมชีพจรปราณวิญญาณแห่งเทือกเขาเป่ยเหอ ท่านผู้นำตระกูลซ่ง โปรดให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกให้แก่พวกเราด้วย"

วาจาเหล่านั้นแม้จะฟังดูสุภาพ ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงไว้ด้วยความโอหังที่มิอาจปฏิเสธได้

หัวใจของซ่งฉางอันดิ่งวูบ สามสำนักใหญ่เริ่มเคลื่อนไหวแล้วจริงๆ และพวกมันยังมาถึงรวดเร็วปานนี้

"เข้าควบคุมชีพจรวิญญาณรึ?" ซ่งฉางอันแสร้งทำเป็นงุนงง "เทือกเขาเป่ยเหอแห่งนี้คือทรัพย์สินบรรพบุรุษของตระกูลซ่งข้า ไม่ทราบว่าเหตุใดสำนักชิงอวิ๋นจึงคิดจะเข้ามาควบคุมเล่า?"

ในที่สุดหลิวหรูเยียนก็เอ่ยปาก น้ำเสียงของนางเย็นเยียบ "เหตุใดต้องแสร้งทำเป็นไขสือด้วยเล่า ท่านผู้นำตระกูลซ่ง ยามนี้สามสำนักใหญ่ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้ว ชีพจรปราณวิญญาณแห่งเทือกเขาเป่ยเหอจะถูกดูแลโดยสำนักชิงอวิ๋น เห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าสามวันในการย้ายออกไปจากที่นี่"

สิ้นคำกล่าวนี้ คนในตระกูลซ่งที่อยู่โดยรอบต่างระเบิดโทสะขึ้นมาทันที

"อาศัยสิทธิ์อันใดกัน!"

"นี่คือแผ่นดินบรรพบุรุษของตระกูลซ่งเรานะ!"

"รังแกกันเกินไปแล้ว!"

ซ่งฉางอันยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามมิให้คนในตระกูลส่งเสียงอื้ออึง ก่อนจะจับจ้องสายตาตรงไปยังหลิวหรูเยียน "แม่นางหลิ่ว เทือกเขาเป่ยเหอคือรากฐานประทังชีวิตของตระกูลซ่งข้า หากพวกเราละทิ้งชีพจรวิญญาณนี้ไป แล้วคนในตระกูลซ่งหลายร้อยชีวิตจะมุ่งหน้าไปพึ่งพิงสิ่งใดได้?"

หลิวหรูเยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย "ท่านผู้นำตระกูลซ่ง นี่คือการตัดสินใจของสำนัก หาใช่สิ่งที่ข้าจะบิดเบือนได้ไม่ ทว่า..."

นางเว้นจังหวะพลางหยิบแผ่นหยกออกมาจากแขนเสื้อ "หากตระกูลซ่งยินยอมสยบแทบเท้าสำนักชิงอวิ๋น ข้าสามารถช่วยวิ่งเต้นเพื่อให้ตระกูลของพวกเจ้าได้ตำแหน่งตระกูลสายนอกมาครอง แม้จะต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถรักษาอารยธรรมและมรดกตกทอดเอาไว้ได้"

วาจาเหล่านี้ฟังดูงดงาม ทว่าซ่งฉางอันกลับได้ยินคำข่มขู่ที่ซ่อนอยู่ภายในได้อย่างชัดเจน

จะยินยอมละทิ้งชีพจรวิญญาณแต่โดยดีเพื่อแลกกับตำแหน่งตระกูลสายนอก หรือจะยอมถูกขับไล่ไสส่งอย่างโหดเหี้ยมจนไม่เหลือแม้แต่ศักดิ์ศรีชิ้นสุดท้าย

ซ่งฉางอันแค่นยิ้มในใจ หลิวหรูเยียนผู้นี้ช่างเรียนรู้วิธีการข่มขู่สลับปลอบโยนของพวกสำนักใหญ่มาได้อย่างทะลุปรุโปร่งยิ่งนัก

"ข้าขอขอบคุณในความหวังดีของแม่นางหลิ่ว" ซ่งฉางอันเอ่ยตอบอย่างไม่นอบน้อมและไม่โอหัง "ทว่าเทือกเขาเป่ยเหอคือแผ่นดินบรรพบุรุษของตระกูลซ่ง ข้าจำเป็นต้องปฏิเสธ"

ประกายความประหลาดใจวูบผ่านดวงตาของหลิวหรูเยียน คล้ายกับนางคาดไม่ถึงว่าซ่งฉางอันจะกล้าปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้

นางกวาดสายตามองสำรวจซ่งฉางอันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทันใดนั้นก็อุทานออกมาเสียงเบา "ท่าน... ท่านทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานแล้วรึ?"

เมื่อครู่นี้นางมัวแต่สนใจเรื่องงานของสำนัก จึงมิได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของตระกูลบำเพ็ญเพียรของซ่งฉางอัน ในความทรงจำของนาง พรสวรรค์ของซ่งฉางอันนั้นจัดว่าธรรมดาสามัญ การที่เขาสามารถก้าวขึ้นสู่ขั้นหลอมรวมปราณระยะหลังได้ก่อนอายุหกสิบก็ก็นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว เหตุใดในวัยสี่สิบห้าปี เขาจึงสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานได้?

ซ่งฉางอันลอบอุทานในใจว่าแย่แล้ว ก่อนหน้านี้ที่สระบูชาวิญญาณ เขาได้อาศัยมรดกตกทอดของท่านบรรพบุรุษในการฝืนทะลวงคอขวดเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐาน ยามนี้ตบะของเขายังไม่คงที่ พลังปราณจึงรั่วไหลออกไปจนทำให้หลิวหรูเยียนมองออก

"ข้าเพียงแค่โชคดีทะลวงผ่านได้เท่านั้น" ซ่งฉางอันเอ่ยตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้

แววตาคลางแคลงใจของหลิวหรูเยียนยิ่งลึกล้ำขึ้น "เท่าที่ข้ารู้มา ชีพจรปราณวิญญาณแห่งเทือกเขาเป่ยเหอจวนจะแห้งขอดเต็มที ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ท่านผู้นำตระกูลซ่งอาศัยสิ่งใดในการทะลวงเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานกันแน่?"

คำถามนี้ช่างเฉียบคมและแทงใจดำยิ่งนัก

ซ่งฉางอันแล่นความคิดในหัวอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางเอ่ยตอบ ในตอนนั้นเอง เสียงเตือนของระบบก็ดังก้องขึ้นในหัวของเขา:

มีเหตุการณ์พิเศษบังเกิดขึ้น: พบพานสหายเก่า

ทางเลือกที่ 1: บอกความจริงทั้งหมด จะได้รับความประทับใจจากหลิวหรูเยียน ทว่ามีความเสี่ยงที่ความลับเรื่องเซี่ยงหลิ่วจะถูกเปิดโปง

ทางเลือกที่ 2: ปั้นแต่งเหตุผลลวง จำเป็นต้องสูญเสียอายุขัย 10 ปี เพื่อเปิดใช้งานวิชาปิดฟ้าข้ามทะเล

ทางเลือกที่ 3: เบี่ยงเบนประเด็นสนทนา จำเป็นต้องสูญเสียอายุขัย 5 ปี เพื่อเปิดใช้งานค่ายกลพิทักษ์เขา

ซ่งฉางอันลอบยิ้มขมขื่นในใจ ต้องสูญเสียอายุขัยอีกแล้ว ระบบเฮงซวยนี่คิดจะเอาชีวิตเขาให้ได้เลยใช่หรือไม่

ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันคับขันตรงหน้า เขาจำเป็นต้องเลือกอย่างรวดเร็ว

"ตามความสัตย์จริง" ในที่สุดซ่งฉางอันก็เลือกทางเลือกที่สอง "ช่วงเวลาก่อนหน้านี้ข้าได้เดินทางท่องเที่ยวไปภายนอก และบังเอิญได้รับวาสนามาเกื้อหนุน จึงทำให้สามารถทะลวงผ่านได้ชั่วคราวขอรับ"

ขณะที่เอื้อนเอ่ย เขาก็ลอบสละอายุขัยสิบปีเพื่อเปิดใช้งานวิชาปิดฟ้าข้ามทะเลในทันที ในพริบตา กลิ่นอายพลังรอบกายของเขากลายเป็นพร่าเลือนและยากจะคาดเดา ทำให้ผู้อื่นมิอาจสืบเสาะจนพบฐานะตบะที่แท้จริงได้

หลิวหรูเยียนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทว่าเมื่อเห็นว่ากลิ่นอายพลังของซ่งฉางอันมิได้ดูเหมือนคนที่ฝืนทะลวงผ่านโดยอาศัยพลังภายนอก นางจึงไม่ได้ซักไซ้อันใดต่อ

"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านผู้นำตระกูลซ่งก็ควรจะเข้าใจดีว่า เทือกเขาเป่ยเหอในยามนี้มิเหมาะสำหรับการเจริญรุ่งเรืองของตระกูลซ่งอีกต่อไปแล้ว" หลิวหรูเยียนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา "สู้มานั่งเฝ้าชีพจรวิญญาณที่แห้งขอดแห่งนี้ มิสู้หาหนทางรอดใหม่จะดีกว่ารึ"

ซ่งฉางอันส่ายหน้าปฏิเสธ "แม่นางหลิ่ว เจ้าไม่เข้าใจ สำหรับตระกูลซ่งแล้ว เทือกเขาเป่ยเหอมิใช่เพียงแค่ชีพจรวิญญาณสายหนึ่ง ทว่ามันคือรากฐานที่ท่านบรรพบุรุษหลงเหลือเอาไว้ให้ หากแม้แต่รากฐานยังสามารถละทิ้งได้ตามใจชอบ เช่นนั้นการคงอยู่ของตระกูลซ่งจะมีควาหมายใดเล่า?"

น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นทรงพลังหนักแน่น จนแม้กระทั่งผู้บำเพ็ญเพียรของสำนักชิงอวิ๋นที่อยู่ด้านหลังหลิวหรูเยียนยังต้องพลอยสะเทือนใจตามไปด้วย

หลิวหรูเยียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทอดถอนใจออกมาในที่สุด "ซ่งฉางอัน เจ้านี่ยังคงดื้อรั้นเหมือนเดิมไม่มีผิด"

คำเรียกขานว่า "ซ่งฉางอัน" นี้ หาใช่คำว่า "ท่านผู้นำตระกูลซ่ง" อันห่างเหินอีกต่อไป ความห่างเหินระหว่างคนทั้งสองคล้ายจะขยับเข้าใกล้กันมากขึ้นเล็กน้อย

"เอาเถิด" หลิวหรูเยียนโบกมือ "เห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าตัดสินใจสิบวัน อีกสิบวันให้หลัง ข้าจะกลับมาฟังคำตอบจากเจ้า"

นางจับจ้องสายตามองซ่งฉางอันเนิ่นนานพลางหันหลังเตรียมจากไป ทว่าจู่ๆ ก็ชะงักฝีเท้าลงแล้วส่งกระแสเสียงปราณวิญญาณลึกลับมาที่ข้างหูของเขา:

"ระวังคนของสำนักเซียวเหยาไว้ให้ดี พวกมันไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้จบลงง่ายๆ แน่"

กล่าวจบ นางก็นำพากลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสำนักชิงอวิ๋นทะยานร่างจากไป อันตรธานหายลับไปในม่านหมอกอย่างรวดเร็ว

ซ่งฉางอันยืนนิ่งอยู่กับที่ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย

คำเตือนของหลิวหรูเยียนช่วยยืนยันความสงสัยในใจของเขาได้เป็นอย่างดี สำนักเซียวเหยายังคงลอบจับตาดูอยู่เนิ่นๆ และพร้อมที่จะหวนกลับมาแว้งกัดได้ทุกเมื่อจริงๆ

และการปรากฏตัวของสำนักชิงอวิ๋นก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ยุ่งเหยิงซับซ้อนขึ้นไปอีก สามสำนักใหญ่ต่างมีความนึกคิดแอบแฝงของตน และตระกูลซ่งก็กลายเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งในกระดานของพวกมันเท่านั้น

"ท่านพ่อ ยามนี้พวกเราควรทำอย่างไรดีขอรับ?" ซ่งชิงหยุนก้าวเท้าเข้ามาเอ่ยถาม ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์กังวล

ซ่งฉางอันดึงสติกลับคืนมา สายตาทอประกายเด็ดเดี่ยว "ส่งคำสั่งของข้าออกไป เปิดใช้งานค่ายกลพิทักษ์เขา ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าออกตามใจชอบเด็ดขาด"

"ท่านพ่อ ท่านคิดจะ..." ซ่งชิงว่านเอ่ยปากอย่างลังเล

ซ่งฉางอันทอดสายตามองไปยังขุนเขาอันห่างไกล น้ำเสียงหนักอึ้ง "ถึงเวลาที่ต้องเลือกแล้ว"

เมื่อกลับมาถึงโถงประชุม ซ่งฉางอันก็เปิดแผงควบคุมของระบบขึ้นมาทันที

หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์เมื่อครู่ แผงควบคุมก็เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่:

แผงควบคุมอัปเกรดสิ่งปลูกสร้างตระกูล (เกิดการกลายพันธุ์)

ฟังก์ชันใหม่: การสืบทอดสายเลือด

สามารถสละอายุขัยเพื่อปลดล็อคมรดกตกทอดของท่านบรรพบุรุษได้

มรดกตกทอดที่สามารถปลดล็อคได้ในยามนี้:

ท่องโลกาอย่างเสรี (ปลดล็อคแล้ว)

วิชาปิดฟ้าข้ามทะเล (ปลดล็อคแล้ว)

ค่ายกลพิทักษ์เขา ระดับ 1 สามารถอัปเกรดได้

ค่ายกลพิทักษ์เขา ระดับ 1: สามารถต้านทานการโจมตีของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานได้

เงื่อนไขการอัปเกรด: สูญเสียอายุขัย 20 ปี, หินปราณวิญญาณระดับต่ำ x100, ธงค่ายกล x3 ผืน

ซ่งฉางอันมองดูเงื่อนไขการอัปเกรดแล้วอดไม่ได้ที่จะยิ้มขมขื่น ต้องสูญเสียอายุขัยอีกแล้วหรือ ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะสูญเสียไปสิบห้าปี หากต้องสูญเสียอีกยี่สิบปี เกรงว่าตัวเขาคงจะอยู่ได้อีกไม่นานแน่

ทว่าสถานการณ์บีบคั้นจนถึงขีดสุด เขาไม่มีหนทางอื่นให้เลือกอีกแล้ว

"อัปเกรดค่ายกลพิทักษ์เขา" เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันตัดสินใจเด็ดขาด

พร้อมๆ กับอายุขัยยี่สิบปีที่ถูกสูบออกไป เทือกเขาเป่ยเหอทั้งลูกพลันเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างรุนแรง ลำแสงวิญญาณสายแล้วสายเล่าพุ่งทะยานขึ้นมาจากขุนเขา ถักทอร้อยรัดกันกลายเป็นตาข่ายแสงขนาดมหึมาบนท้องฟ้า โอบล้อมที่พำนักตระกูลซ่งทั้งหมดเอาไว้ด้านใน

สัมผัสได้ถึงพลังอันกล้าแกร่งของค่ายกล คนในตระกูลต่างพากันแสดงสีหน้าปิติยินดีออกมาตามๆ กัน

"ท่านผู้นำตระกูลเปิดใช้งานค่ายกลพิทักษ์เขาแล้ว!"

"พวกเรารอดพ้นภัยแล้ว!"

ทว่าซ่งฉางอันกลับมิอาจฝืนยิ้มออกมาได้ แม้ค่ายกลพิทักษ์เขาจะสามารถปกป้องตระกูลซ่งไว้ได้ชั่วคราว ทว่านั่นก็หมายความว่าตระกูลซ่งต้องตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง อีกทั้งมันยังต้านทานได้เพียงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น หากมีศัตรูที่ทรงฤทธิ์ยิ่งกว่านี้บุกมา ย่อมต้องไร้ความหมายอยู่ดี

เขาจำเป็นต้องเร่งเพิ่มพูนความสามารถของตนให้เร็วที่สุด

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาจึงเบนสายตาไปจับจ้องยังอีกหนึ่งทางเลือกในการสืบทอดสายเลือด:

สายเลือดเซี่ยงหลิ่ว (ปิดล็อคอยู่)

เงื่อนไขการปลดล็อค: สูญเสียอายุขัย 30 ปี, ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการถูกพลังสายเลือดตีกลับ

สายเลือดเซี่ยงหลิ่ว!

หัวใจของซ่งฉางอันกระตุกวูบ แม้จะต้องสูญเสียอายุขัยมากกว่าและมีความเสี่ยงมหาศาล ทว่าเขาเคยได้ประจักษ์ถึงอิทธิฤทธิ์อันน่ากลัวของสายเลือดเซี่ยงหลิ่วมาด้วยตาตนเองแล้ว หากเขาสามารถควบคุมพลังชนิดนี้ได้ บางทีอาจจะพอมีทุนรอนไว้ต่อกรกับสามสำนักใหญ่ได้จริงๆ

ในขณะที่เขากำลังลังเลใจ เสียงเคาะประตูอย่างเร่งรีบก็ดังขึ้นจากภายนอก

"ท่านผู้นำตระกูล เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!" คนในตระกูลคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "ชีพจรวิญญาณที่หลังเขา... ชีพจรวิญญาณแห้งขอดสิ้นเชิงแล้วขอรับ!"

ซ่งฉางอันใจหายวาบพลางรีบรุดมุ่งหน้าไปยังหลังเขาทันที

ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือ ต้นน้ำของชีพจรวิญญาณที่เคยมีหมอกปราณวิญญาณอบอวล ยามนี้กลับกลายสภาพเป็นความเงียบสงัดราวกับป่าช้า ตาน้ำพุวิญญาณแห้งขอด พืชวิญญาณเหี่ยวเฉาแห้งตาย แม้กระทั่งโขดหินในขุนเขายังสูญสิ้นความแวววาวในอดีตไปจนหมดสิ้น

"จบสิ้นแล้ว ครานี้จบสิ้นกันหมดแล้ว" ผู้อาวุโสในตระกูลท่านหนึ่งทรุดร่างลงกับพื้น น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม

การแห้งขอดของชีพจรวิญญาณ หมายความว่าทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรชิ้นสุดท้ายของตระกูลซ่งได้มลายหายไปสิ้นแล้ว เมื่อไม่มีพลังปราณวิญญาณคอยเกื้อหนุน ค่ายกลพิทักษ์เขาก็คงจะยืนหยัดอยู่ได้อีกไม่นานเช่นกัน

ทว่ายามจ้องมองชีพจรวิญญาณที่แห้งขอด ซ่งฉางอันกลับมีจิตใจที่สงบนิ่งขึ้นมาอย่างประหลาด

ในเมื่อไม่มีหนทางให้ถอยร่นอีกต่อไป เช่นนั้นก็มีเพียงต้องสู้ตายถวายชีวิตเท่านั้น

เขาเปิดแผงควบคุมของระบบขึ้นมาพลางเลือกทางเลือกนั้นอย่างเด็ดเดี่ยว:

"ปลดล็อคสายเลือดเซี่ยงหลิ่ว!"

พร้อมๆ กับอายุขัยสามสิบปีที่ถูกสูบออกไป พลังอันบ้าคลั่งสายหนึ่งพลันระเบิดออกภายในร่างกายของเขา ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสพุ่งเข้าจู่โจม จนทำเอาเขาจวนเจียนจะหมดสติไป

ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ความรับรู้จะพร่าเลือน คล้ายกับเขาจะได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นลางๆ:

ปลดล็อคสายเลือดเซี่ยงหลิ่วเสร็จสมบูรณ์

ได้รับความสามารถใหม่: เนตรเซี่ยงหลิ่ว

ในเวลาเดียวกัน ณ สถานที่ที่ห่างไกลออกไปนับร้อยลี้ เซียวเหยาจื่อที่กำลังนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่พลันลืมตาขึ้นกะทันหัน ใบหน้าปรากฏแววตาสนุกสนานและปิติยินดีอย่างบ้าคลั่ง:

"พบแล้ว! ในที่สุดแก่นแท้เซี่ยงหลิ่วก็ตื่นรู้อย่างเต็มกำลังแล้ว!"

เขาลุกขึ้นยืน ดวงตาทอประกายแห่งความโลภโมโทสัน:

"ส่งคำสั่งออกไป มุ่งหน้าสู่เทือกเขาเป่ยเหอในทันที ครานี้พวกเราต้องแย่งชิงแก่นแท้เซี่ยงหลิ่วมาให้จงได้!"

ซ่งฉางอันหาได้รู้เรื่องไม่ว่า การกระทำที่ตัดสินใจปลดล็อคสายเลือดเซี่ยงหลิ่วของเขา ได้ดึงดูดความสนใจของเซียวเหยาจื่อเข้าให้แล้ว

และในยามนี้ ตัวเขาดิ่งจมอยู่กับพละกำลังอันแกร่งกล้าที่ได้รับมาจากสายเลือดเซี่ยงหลิ่ว โดยมิได้ตระหนักถึงภัยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาเลยแม้แต่น้อย

เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง รูม่านตาของเขาได้แปรเปลี่ยนเป็นเส้นตั้งตรงดูแปลกประหลาด แผ่ประกายแสงสีเขียวอ่อนอันน่าขนลุกออกมาจางๆ

เนตรเซี่ยงหลิ่ว สามารถมองทะลุภาพลวงตาและรับรู้ถึงแก่นแท้ของสรรพสิ่งได้

และยามที่เขาทอดสายตามองไปยังชีพจรวิญญาณที่แห้งขอดแห่งนั้น เขากลับค้นพบความลับอีกประการหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน...

จบบทที่ บทที่ 29 พบพานสหายเก่า

คัดลอกลิงก์แล้ว