- หน้าแรก
- พลิกชะตาตระกูลปลายแถวด้วยระบบสิ่งก่อสร้างเทพ
- บทที่ 20 ชีพจรปราณวิญญาณหวนคืน
บทที่ 20 ชีพจรปราณวิญญาณหวนคืน
บทที่ 20 ชีพจรปราณวิญญาณหวนคืน
ซ่งฉางอันยืนอยู่ข้างสระบูชาเซียน สัมผัสถึงไอปราณวิญญาณอันหนาแน่นที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนานซึ่งอบอวลไปทั่วทั้งถ้ำ ผืนน้ำในสระทอแสงเรืองรองเป็นสีฟ้าอ่อน ปราณวิญญาณอันบริสุทธิ์เข้มข้นจนแทบจะควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมรวมปราณระดับหกเช่นเขา รู้สึกสบายเนื้อสบายตัวอย่างประหลาด
"ในที่สุด..." ซ่งฉางอันระบายลมหายใจยาว ความเหนื่อยล้าสะสมตลอดหลายวันที่ผ่านมาพลันมลายหายไปในพริบตา
เขาโน้มกายลงมองไปยังก้นสระ ชิ้นส่วนมรรคาแห่งสวรรค์ชิ้นนั้นยังคงทอแสงอ่อนจาง คำกล่าวเฮือกสุดท้ายของเซียงหลิ่วยังคงดังแว่วอยู่ในรูหู แฝงไว้ด้วยความอาฆาตมาดร้ายอันลึกล้ำเข้ากระดูกดำ
"เซียงหลิ่ว..." ซ่งฉางอันพึมพำกับตนเอง "ดูท่าเรื่องนี้จะยังไม่จบลงง่ายๆ"
ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือการคลี่คลายวิกฤตอันเร่งด่วนของตระกูลซ่ง การฟื้นตัวของชีพจรปราณวิญญาณหมายความว่าตระกูลซ่งมีโอกาสได้หายใจหายคอเสียที
ซ่งฉางอันนั่งขัดสมาธิลงข้างสระน้ำ เริ่มโคจรเคล็ดวิชาฉางชุนอันเป็นวิชาสืบทอดประจำตระกูล ปราณวิญญาณอันหนาแน่นพุ่งทะลักเข้าสู่ร่างของเขาดั่งกระแสน้ำหลาก ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจร ความรู้สึกอันปลอดโปร่งโล่งสบายที่ไม่ได้สัมผัสมานานแสนนานนี้ แทบจะทำให้เขาต้องครางอุทานออกมาด้วยความสุขสม
นับตั้งแต่ชีพจรปราณวิญญาณเริ่มแห้งขอด เขา ก็ไม่ได้สัมผัสกับการบำเพ็ญเพียรที่ราบรื่นเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว พรสวรรค์รากปราณสี่ธาตุของเขาเดิมทีก็ทำให้ฝึกตนได้เชื่องช้าอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอกับปราณวิญญาณอันเบาบาง ตบะของเขาในช่วงหลายปีมานี้จึงแทบจะหยุดนิ่งอยู่กับที่
หนึ่งชั่วโมงให้หลัง ซ่งฉางอันลืมตาขึ้น ประกายตาคมกริบพาดผ่านดวงตาชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไป
"สมกับเป็นปราณวิญญาณที่สั่งสมมานับร้อยปี" เขาสัมผัสได้ถึงปราณวิญญาณอันเปี่ยมล้นภายในร่าง ตบะของเขาในยามนี้มีวี่แววว่าจะทะลวงผ่านขั้นบำเพ็ญเพียรอย่างเลือนลาง
ทว่ายามนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมากักตนฝึกวิชา คนในตระกูลซ่งทั้งหมดกำลังทุกข์ตรมกับเรื่องชีพจรปราณวิญญาณที่แห้งขอด เขาจำเป็นต้องนำข่าวดีนี้กลับไปแจ้งให้เร็วที่สุด
ซ่งฉางอันหยัดกายลุกขึ้น ยืนมองชิ้นส่วนมรรคาแห่งสวรรค์ที่ก้นสระเป็นคราสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปตามเส้นทางเดิม
ยามที่ก้าวเท้าออกจากถ้ำ ท้องฟ้าเบื้องบนก็เริ่มสว่างรำไร ซ่งฉางอันสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด รู้สึกปลอดโปร่งและกระปรี้กระเปร่ายิ่งนัก
เมื่อเดินทางกลับมาถึงที่พำนักตระกูลซ่ง เหล่าคนในตระกูลก็เริ่มตื่นนอนกันแล้ว ยามแลเห็นซ่งฉางอันเดินกลับมาจากทางหลังเขา ศิษย์รุ่นเยาว์หลายคนที่ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อมาฝึกยุทธ์ต่างพากันค้อมกายทำความเคารพ
"ผู้นำตระกูล"
ซ่งฉางอันพยักหน้ารับคำ ก่อนจะสาวเท้าตรงไปยังโถงประชุมทันที
"ไปเรียกคนในตระกูลทั้งหมดมาประชุม ข้ามีเรื่องสำคัญจะประกาศ" เขาเอ่ยสั่งการศิษย์ตระกูลที่อยู่เวรยามค่ำคืน
เพียงไม่นาน คนในตระกูลซ่งกว่าสามสิบชีวิตก็มารวมตัวกันพร้อมหน้าในโถงประชุม ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เห็นได้ชัดว่ายังคงเดือดเนื้อร้อนใจกับอนาคตเบื้องหน้าของตระกูล
ซ่งฉางอันยืนเด่นอยู่หน้าเก้าอี้ประธาน สายตากวาดมองคนในตระกูลที่อยู่เบื้องล่าง คนเหล่านี้คือญาติมิตรของเขาในโลกใบนี้ การได้ใช้ชีวิตร่วมกันมาห้าปีเต็มทำให้เกิดความผูกพันอันลึกซึ้งต่อตระกูลแห่งนี้ไปเสียแล้ว
"ทุกท่าน" ซ่งฉางอันเอ่ยปาก น้ำเสียงทุ้มต่ำมั่นคง "ปัญหาเรื่องชีพจรปราณวิญญาณ ได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว"
ภายในโถงประชุมเงียบสงัดไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องอุทานด้วยความตื่นตระหนกยินดี
"เรื่องจริงหรือขอรับ? ผู้นำตระกูล!"
"ชีพจรปราณวิญญาณฟื้นคืนแล้วรึ?"
"เป็นไปได้อย่างไรกัน..."
ซ่งฉางอันยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียงลง: "รายละเอียดเฉพาะเจาะจงนั้นไม่สะดวกที่จะเปิดเผย ทว่าชีพจรปราณวิญญาณได้ฟื้นคืนกลับมาแล้วจริงๆ อีกทั้งความเข้มข้นของปราณวิญญาณยังก้าวล้ำไปกว่าแต่ก่อนมากนัก"
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ: "นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้คนในตระกูลทุกคนกลับมาบำเพ็ญเพียรตามปกติ ยิ่งกว่านั้น ข้าได้ตัดสินใจที่จะเปิดคลังสมบัติของตระกูล เพื่อแจกจ่ายหินปราณวิญญาณระดับต่ำเพิ่มเติมให้แก่ทุกคนอีกคนละสามก้อน เพื่อช่วยให้พวกเจ้ายกระดับตบะให้เร็วที่สุด"
สิ้นคำกล่าวนี้ ภายในโถงประชุมก็ยิ่งเกิดเสียงฮือฮาดังสนั่นหวั่นไหว ยอดต้องรู้ว่าคลังสมบัติของตระกูลซ่งนั้นอัตคัดขัดสนเพียงใด การที่ผู้นำตระกูลใจป้ำถึงเพียงนี้ ย่อมแสดงว่าเรื่องชีพจรปราณวิญญาณฟื้นคืนเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
"ฉางอัน คำกล่าวนี้เป็นเรื่องจริงแน่รึ?" ชายชราผมขาวเคราขาวตนหนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขาคือผู้อาวุโสสามของตระกูลซ่ง และเป็นอาแท้ๆ ของซ่งฉางอัน นามว่าซ่งหมิงหยวน
"วางใจเถิดท่านอาสาม" ซ่งฉางอันพยักหน้ารับ "เรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ ข้าย่อมไม่นำมาล้อเล่นเป็นแน่"
เขาทอดสายตามองไปยังเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ในที่นั้น: "ในเมื่อชีพจรปราณวิญญาณฟื้นคืน ตระกูลซ่งของพวกเราก็ต้องเร่งรุดหน้า นับแต่วันนี้เป็นต้นไป หากคนในตระกูลคนใดที่มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปี สามารถทะลวงผ่านขั้นบำเพ็ญเพียรย่อยได้ภายในเวลาหนึ่งเดือน ข้าจะตบรางวัลให้อีกหินปราณวิญญาณระดับต่ำห้าก้อน"
เหล่าเยาวชนต่างพากันตื่นเต้นดีใจ หันไปสบตาแลกเปลี่ยนความยินดีกันพัลวัน
หลังเสร็จสิ้นการประชุม ซ่งฉางอันได้รั้งตัวผู้อาวุโสไม่กี่คนไว้เป็นการส่วนตัว
"ฉางอัน มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?" ซ่งหมิงหยวนเอ่ยถามอย่างอดรนทนไม่ได้ "เหตุใดชีพจรปราณวิญญาณจึงได้ฟื้นคืนอย่างกะทันหันเช่นนี้?"
ซ่งฉางอันเตรียมคำอธิบายไว้ล่วงหน้าแล้ว: "ข้าพบเบาะแสในบันทึกที่ท่านบรรพบุรุษทิ้งเอาไว้ ว่าต้นกำเนิดชีพจรปราณถูกสิ่งชั่วร้ายกัดเซาะ เมื่อคืนข้าจึงได้เสี่ยงอันตรายเข้าไปตรวจสอบ อาศัยความคุ้มครองจากบรรพชน ในที่สุดก็สามารถขจัดสิ่งชั่วร้ายนั้นจนสิ้น และฟื้นฟูชีพจรปราณวิญญาณกลับมาได้"
เขาเลือกที่จะปิดบังเรื่องราวของเซียงหลิ่วและชิ้นส่วนมรรคาแห่งสวรรค์เอาไว้ ความลับเหล่านี้ ยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น
เหล่าผู้อาวุโสต่างหันมามองหน้ากัน แม้จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่ออยู่บ้าง ทว่าชีพจรปราณวิญญาณที่ฟื้นคืนกลับมาเป็นความจริงแท้แน่นอน พวกเขาจึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงสิ่งใดต่อ
"หากเป็นเช่นนี้ ตระกูลซ่งของพวกเราก็พอจะรวบรวมกำลังเพื่อฟื้นฟูตระกูลได้อีกครา" ผู้อาวุโสสองซ่งหมิงเต๋อเอ่ยพรางลูบเครา
"ถูกต้องแล้ว" ซ่งฉางอันพยักเห็นด้วย "ทว่าเรื่องนี้ไม่ควรแพร่งพรายออกไปภายนอกเด็ดขาด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเดือดเนื้อร้อนใจที่มิจำเป็น"
ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกัน ตระกูลซ่งยามนี้ยังอ่อนแอนัก หากผู้อื่นล่วงรู้ว่าชีพจรปราณวิญญาณฟื้นคืน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีผู้คิดโลภอยากครอบครอง
เมื่อเหล่าผู้อาวุโสแยกย้ายกันไปหมดแล้ว ซ่งฉางอันยังคงอยู่ภายในโถงประชุมเพียงลำพัง เพียงตั้งจิต หน้าจอแสงพลันผุดพรูขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้ง
แปลงปราณวิญญาณ ระดับ 0 สามารถอัปเกรดได้
ศาลบรรพชน ระดับ 0
หอตำรา ระดับ 0
ถ้ำบำเพ็ญเพียร ระดับ 0
ทว่าที่แตกต่างไปจากเดิมคือ มีสถานะใหม่เพิ่มขึ้นมาต่อท้ายสิ่งปลูกสร้างแต่ละชิ้น:
ได้รับการหล่อเลี้ยงจากชีพจรปราณวิญญาณ ผลลัพธ์การอัปเกรดเพิ่มขึ้น 50%
ซ่งฉางอันรู้สึกยินดีเป็นล้นพ้น ดูท่าการฟื้นตัวของชีพจรปราณวิญญาณจะไม่เพียงส่งผลดีต่อการบำเพ็ญเพียรเท่านั้น ทว่ายังช่วยหนุนเสริมดรรชนีทองคำของเขาอีกด้วย
เขาเบนความสนใจไปที่แปลงปราณวิญญาณเป็นอันดับแรก เงื่อนไขการอัปเกรดของแปลงปราณวิญญาณนั้นเรียบง่ายที่สุด ขอเพียงใช้หินปราณวิญญาณระดับต่ำ 1 ก้อนและแรงงานพื้นฐานเท่านั้น แม้คลังสมบัติจะอัตคัด ทว่าหินปราณวิญญาณระดับต่ำก้อนเดียวยังพอจะเจียดออกมาได้
"ใครอยู่ข้างนอก เข้ามานี่ที" ซ่งฉางอันเอ่ยเรียกศิษย์ตระกูลที่รออยู่ด้านนอก "ไปที่คลังสมบัติ นำหินปราณวิญญาณระดับต่ำมาให้ข้าหนึ่งก้อน จากนั้นให้คนไปเตรียมเเถพืชและถากถางคันนาให้เรียบร้อย"
"รับทราบขอรับ ผู้นำตระกูล"
เพียงไม่นาน สิ่งของที่จำเป็นก็ถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ ซ่งฉางอันเดินทางไปยังแปลงปราณวิญญาณที่อยู่หลังบ้านด้วยตนเอง
แปลงปราณวิญญาณแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก มีพื้นที่เพียงราวครึ่งหมู่ ปลูกพืชวิญญาณระดับต่ำเอาไว้บางส่วน เนื่องจากก่อนหน้านี้ปราณวิญญาณเจือจาง พืชวิญญาณเหล่านี้จึงเจริญเติบโตได้ไม่ดีนัก
ซ่งฉางอันโรยเถ้าพืชลงบนแปลงนาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำบนแผงควบคุม และสั่งให้ศิษย์ตระกูลช่วยกันถากถางคันนา จนกระทั่งขั้นตอนสุดท้าย เขาได้ฝังหินปราณวิญญาณระดับต่ำลงไปกึ่งกลางแปลงปราณวิญญาณ
เมื่อขั้นตอนทั้งหมดเสร็จสิ้น ข้อความบนหน้าจอแสงก็เริ่มแปรเปลี่ยน:
แปลงปราณวิญญาณกำลังอัปเกรด...
การอัปเกรดเสร็จสิ้น
แปลงปราณวิญญาณ ระดับ 1: ความเร็วในการเติบโตของพืชผล +10%, ประสิทธิภาพการดูดซับปราณวิญญาณ +5%
ได้รับการหล่อเลี้ยงจากชีพจรปราณวิญญาณ ผลลัพธ์จริง: ความเร็วในการเติบโตของพืชผล +15%, ประสิทธิภาพการดูดซับปราณวิญญาณ +7.5%
ซ่งฉางอันสำรวจแปลงปราณวิญญาณอย่างละเอียด พลันสังเกตเห็นว่าพืชวิญญาณในแปลงดูจะเขียวขจีมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา และปราณวิญญาณโดยรอบก็กำลังค่อยๆ ม้วนตัวหลั่งไหลเข้าหาแปลงปราณวิญญาณอย่างช้าๆ
"ไม่เลวเลย" ซ่งฉางอันพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ลำดับถัดไปคือศาลบรรพชน การจะอัปเกรดศาลบรรพชนต้องใช้หินปราณวิญญาณระดับต่ำ 3 ก้อน และธูปไม้จันทน์ 3 กำ เรื่องหินปราณวิญญาณยังพอจัดการได้ ทว่าธูปไม้จันทน์นั้น...
"ท่านอาสาม" ซ่งฉางอันไปหาซ่งหมิงหยวน "ในคลังยังพอมีธูปไม้จันทน์เหลืออยู่บ้างหรือไม่?"
ซ่งหมิงหยวนขมวดคิ้ว: "ธูปไม้จันทน์รึ? ชนิดที่ใช้ในการกราบไหว้บูชาใช่หรือไม่? ในคลังน่านจะมีสะสมอยู่บ้าง เดี๋ยวข้าไปตรวจสอบดูให้"
ครู่หนึ่ง ซ่งหมิงหยวนก็เดินกลับมาพร้อมธูปไม้จันทน์สองกำ: "เหลืออยู่เพียงเท่านี้ ยังขาดไปอีกหนึ่งกำ"
ซ่งฉางอันครุ่นคิดชั่วครู่: "ไม่เป็นไร ข้าจะไปดูที่ศาลบรรพชนก่อน"
ศาลบรรพชนตระกูลซ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของที่พำนัก เป็นสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่เรียบง่าย ยามที่ผลักประตูเปิดออก กลิ่นธูปหอมอ่อนๆ ก็ลอยมาแตะจมูกทันที
ภายในโถงประดิษฐานป้ายวิญญาณของท่านบรรพบุรุษตระกูลซ่งในอดีต และที่อยู่บนตำแหน่งสูงสุดก็คือผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานแห่งสำนักเซียวเหยา—ซ่งชิงอวิ๋น
ซ่งฉางอันจุดธูปกราบไหว้ พลันพึมพำอธิษฐานในใจ: "ท่าน บรรพบุรุษเบื้องบน ซ่งฉางอันผู้เป็นลูกหลานที่ไร้ความสามารถ จะต้องฟื้นฟูตระกูลซ่งให้เจริญรุ่งเรืองให้จงได้"
หลังเสร็จสิ้นพิธีการ เขาหยิบหินปราณวิญญาณระดับต่ำ 3 ก้อนออกมา นำไปวางไว้ในตำแหน่งที่แตกต่างกันสามจุดภายในศาลบรรพชนตามคำชี้แนะของแผงควบคุม จากนั้นจึงวางธูปไม้จันทน์สองกำลงบนโต๊ะเครื่องเซ่นไหว้
หน้าจอแสงผุดขึ้นมาอีกครั้ง:
เงื่อนไขการอัปเกรดศาลบรรพชนยังไม่บรรลุผลสำเร็จ ขาดแคลนธูปไม้จันทน์ x1 กำ
ซ่งฉางอันขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูท่าดรรชนีทองคำนี้จะมีความเข้มงวดกวดขันยิ่งนัก ขาดตกบกพร่องไปเพียงนิดก็มิยอมให้ผ่าน
"ฉางอัน" เสียงของซ่งหมิงหยวนดังมาจากเบื้องหลัง "ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ยามที่บิดาของเจ้ายกย่องมีชีวิตอยู่ เขาชื่นชอบธูปไม้จันทน์เป็นพิเศษ ในห้องของเขาอาจจะยังพอมีเหลืออยู่บ้าง"
นัยน์ตาของซ่งฉางอันเป็นประกายวาบ: "ขอบพระคุณท่านอาสามที่ช่วยเตือนความจำขอรับ"
เขารีบรุดไปยังห้องพักเดิมของบิดาเจ้าของร่างทันที และพบธูปไม้จันทน์ที่ยังไม่ได้เปิดใช้งานห่อหนึ่งซุกซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในตู้เสื้อผ้าจริงๆ
เมื่อกลับมาถึงศาลบรรพชน เขานำธูปกำนั้นไปวางสมทบ ข้อความบนหน้าจอแสงก็เริ่มพลิกผันแปรเปลี่ยน:
ศาลบรรพชนกำลังอัปเกรด...
การอัปเกรดเสร็จสิ้น
ศาลบรรพชน ระดับ 1: เพิ่มความสามัคคีของคนในตระกูลเล็กน้อย, ผลลัพธ์การคุ้มครองจากบรรพชน +1%
ได้รับการหล่อเลี้ยงจากชีพจรปราณวิญญาณ ผลลัพธ์จริง: ความสามัคคีของคนในตระกูลเพิ่มพูนขึ้น, ผลลัพธ์การคุ้มครองจากบรรพชน +1.5%
ในพริบตาที่การอัปเกรดเสร็จสิ้น ซ่งฉางอันรู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นริ้วไปทั่วทั้งร่าง จิตวิญญาณปลอดโปร่งแจ่มใสขึ้นมาทันตา ในเวลาเดียวกัน เขาคล้ายกับสัมผัสได้ถึงเส้นสายความผูกพันอันลึกซึ้งที่ก่อตัวขึ้นระหว่างตนเองและคนในตระกูลอย่างเลือนลาง
"นี่คือผลลัพธ์ของการเพิ่มพูนความสามัคคีในตระกูลอย่างนั้นรึ?" ซ่งฉางอันครุ่นคิดอย่างมีนัย
ในช่วงไม่กี่วันต่อมา ทั่วทั้งตระกูลซ่งต่างจมดิ่งอยู่กับความปิติยินดีที่ชีพจรปราณวิญญาณฟื้นคืน ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของคนในตระกูลเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ศิษย์หลายคนที่เคยติดขัดอยู่ที่คอขวดต่างพากันทะลวงขั้นบำเพ็ญเพียรได้สำเร็จทีละคน
ซ่งฉางอันเองก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า เขาอาศัยช่วงที่ปราณวิญญาณหนาแน่นหลังการฟื้นตัว เร่งบำเพ็ญเพียรทั้งกลางวันกลางคืน เคล็ดวิชาฉางชุนหมุนเวียนภายในร่างอย่างราบรื่นขึ้นเรื่อยๆ ตบะขั้นหลอมรวมปราณระดับหกค่อยๆ มั่นคง และเริ่มรุดหน้าไปสู่ระดับเจ็ดตามลำดับ
เช้าวันหนึ่ง ในขณะที่ซ่งฉางอันกำลังฝึกตนอยู่ภายในลานบ้าน เขาพลันล่วงรู้ถึงสิ่งใดบางอย่าง จึงได้เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ลำแสงสายหนึ่งพุ่งทะยานมาจากขอบฟ้า ก่อนจะร่อนลงประทับเบื้องหน้าประตูที่พำนักตระกูลซ่ง
"ผู้บำเพ็ญเพียรเซียน?" ใจของซ่งฉางอันกระตุกวูบ
ผู้มาเยือนสวมชุดคลุมลัทธิเต๋าโทนสีเขียว ที่เอวเหน็บกระบี่ยาว ท่วงท่าสง่างามโอ่อ่าไม่ธรรมดา เขา กวาดสายตามองที่พำนักตระกูลซ่งก่อนจะเอ่ยเสียงดัง: "ศิษย์สำนักเซียวเหยา หลินฟาน ได้รับคำสั่งจากสำนัก เดินทางมาเยือนผู้นำตระกูลซ่งโดยเฉพาะ"
หัวใจของซ่งฉางอันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง สำนักเซียวเหยา! นี่คือสำนักดั้งเดิมที่ท่านบรรพบุรุษจากมามิใช่หรือ!
เขาจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะเร่งสาวเท้าไปต้อนรับที่หน้าประตู: "ข้าคือซ่งฉางอัน ไม่ทราบว่ายอดคนจากสำนักใหญ่จะมาเยือน ต้อนรับขับสู้ได้ไม่ทั่วถึง โปรดอภัยด้วย"
หลินฟานยิ้มน้อยๆ: "ผู้นำตระกูลซ่งเกรงใจไปแล้ว สำนักของข้าล่วงรู้ถึงความผิดปกติของชีพจรปราณวิญญาณแห่งเทือกเขาเป่ยเหอ จึงได้ส่งข้ามาตรวจสอบโดยเฉพาะ"
ใจของซ่งฉางอันดิ่งวูบ เหตุใดสำนักเซียวเหยาจึงได้ให้ความสนใจกับชีพจรปราณวิญญาณเทือกเขาเป่ยเหอเล่า? หรือจะเป็นเพราะ...
ภายนอกของเขายังคงรักษาความสงบนิ่งไร้แววพิรุธ: "เชิญด้านในก่อนเถิดท่านผู้แทน"
หลังจากนำทางหลินฟานเข้าสู่โถงประชุมและยกชาหอมมาต้อนรับ ซ่งฉางอันลอบสำรวจศิษย์สำนักเซียวเหยาผู้นี้ และพบว่าตบะของอีกฝ่ายลึกล้ำจนมิอาจหยั่งรู้ อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นยอดคนขั้นสร้างรากฐานเป็นแน่
"ไม่ทราบว่าท่านผู้แทนเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ มีธุระอันใดหรือขอรับ?" ซ่งฉางอันเอ่ยถามหยั่งเชิง
หลินฟานจิบชาคำหนึ่งก่อนจะเอ่ยอย่างเชื่องช้า: "เมื่อร้อยปีก่อน บรรพบุรุษซ่งชิงอวิ๋นของพวกเจ้ารับคำสั่งจากสำนักให้มาสยบยอดอสูร ณ ที่แห่งนี้ เมื่อไม่นานมานี้ สำนักสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของมหาผนึก จึงได้ส่งข้ามาตรวจสอบดูความเรียบร้อย"
ระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนกถาโถมเข้าสู่จิตใจของซ่งฉางอันทันที ท่านบรรพบุรุษมาสยบยอดอสูรอย่างนั้นรึ? หรือสิ่งที่เขาหมายถึงคือเซียงหลิ่ว?
เขาฝืนบังคับตนเองให้สงบนิ่ง: "ท่านผู้แทนล้อเล่นแล้ว ตระกูลซ่งของพวกเราปักหลักอยู่ที่นี่มานับร้อยปี ไม่เคยได้ยินเรื่องยอดอสูรอันใดเลยขอรับ"
สายตาของหลินฟานคมกริบดั่งอัสนีบาต จ้องตรงมายังซ่งฉางอัน: "ผู้นำตระกูลซ่งไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ หรือ?"
บรรยากาศภายในโถงประชุมพลันตึงเครียดขึ้นมาในพริบตา
สมองของซ่งฉางอันแล่นริ้วอย่างรวดเร็ว ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะเปิดเผยความจริงเพียงบางส่วน: "เรียนตามตรง ความจริงแล้วเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ชีพจรปราณวิญญาณเกิดความผิดปกติขึ้นจริง ทว่ายามนี้ได้รับการแก้ไขด้วยเคล็ดวิชาที่ท่านบรรพบุรุษทิ้งเอาไว้เรียบร้อยแล้วขอรับ"
"โอ้?" หลินฟานเลิกคิ้วขึ้น "พอจะเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยได้หรือไม่?"
ซ่งฉางอันเล่าเรื่องราวที่เตรียมไว้ล่วงหน้า โดยละเว้นข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเซียงหลิ่วและชิ้นส่วนมรรคาแห่งสวรรค์เอาไว้สิ้น
หลังจากฟังจบ หลินฟานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง: "หากเป็นเช่นนั้น ข้าขอไปตรวจสอบที่ต้นกำเนิดชีพจรปราณวิญญาณสักหน่อยได้หรือไม่?"
ใจของซ่งฉางอันบีบรัดทันที ชิ้นส่วนมรรคาแห่งสวรรค์ยังคงจมอยู่ที่ก้นสระบูชาเซียน หากหลินฟานไปพบเข้า...
"เรื่องนี้..." เขาแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ "ท่านบรรพบุรุษมีคำสั่งเสียไว้ ว่าเขตต้องห้ามของชีพจรปราณวิญญาณ ยอดมิให้คนนอกล่วงล้ำเข้าไปเด็ดขาดขอรับ"
หลินฟานยิ้มน้อยๆ: "ผู้นำตระกูลซ่งมิต้องกังวล ข้าไม่มีเจตนาร้าย เพียงทว่าต้องทำตามคำสั่งของสำนักให้ลุล่วงเท่านั้น"
เขาเว้นจังหวะก่อนจะเอ่ยอย่างมีนัยลึกล้ำ: "อีกอย่าง ยอดอสูรตนนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หากมันหลุดรอดออกมาได้ ไม่เพียงแต่ตระกูลซ่ง ทว่าเทือกเขาเป่ยเหอทั้งใบย่อมต้องพินาศย่อยยับ"
ซ่งฉางอันตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากปฏิเสธย่อมทำให้หลินฟานเกิดความระแวง ทว่าหากยินยอม ชิ้นส่วนมรรคาแห่งสวรรค์ก็อาจจะถูกเปิดเผย
ในขณะที่กำลังลังเลใจ ศิษย์ตระกูลคนหนึ่งก็รีบรุดเข้ามา: "ผู้นำตระกูลขอรับ ตระกูลจ้าวส่งเทียบเชิญมา เรียนเชิญท่านไปร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของผู้นำตระกูลจ้าวในอีกสามวันข้างหน้าขอรับ"
ใจของซ่งฉางอันไหววูบ สบโอกาสเอ่ยปากทันที: "ท่านผู้แทนเดินทางมาไกล เหตุใดไม่พักผ่อนที่เรือนพักซอมซ่อของข้าสักสองสามวันเล่าขอรับ? รอให้ข้าจัดการธุระเรื่องงานเลี้ยงวันเกิดของตระกูลจ้าวเสร็จสิ้นแล้ว ข้าจะนำทางท่านผู้แทนไปตรวจสอบชีพจรปราณวิญญาณด้วยตนเอง ดีหรือไม่ขอรับ?"
หลินฟานจ้องมองซ่งฉางอัน ในที่สุดก็พยักหน้ารับคำ: "เอาตามนั้นก็ได้"
หลังจากจัดแจงที่พักให้หลินฟานเรียบร้อย ซ่งฉางอันก็กลับมาที่ห้องด้วยหัวใจอันหนักอึ้ง
การมาเยือนของสำนักเซียวเหยาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เรื่องราวของเซียงหลิ่วเกรงว่าจะซับซ้อนเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้มากนัก
เขากางกระดาษหยิบพู่กันขึ้นมา เริ่มเรียบเรียงเบาะแสในยามนี้:
ประการแรก บรรพบุรุษซ่งชิงอวิ๋นรับคำสั่งจากสำนักเซียวเหยาให้มาสยบเซียงหลิ่ว
ประการที่สอง เศษเสี้ยววิญญาณของเซียงหลิ่วหลุดรอดและสร้างวังวนกลืนปราณขึ้นที่ต้นกำเนิดชีพจรปราณ
ประการที่สาม สำนักเซียวเหยาสัมผัสถึงความเคลื่อนไหวของมหาผนึก จึงส่งศิษย์มาตรวจสอบ
ประการที่สี่ แม้เศษเสี้ยววิญญาณของเซียงหลิ่วจะถูกทำลายไปแล้ว ทว่าพลังวิญญาณดั้งเดิมของมันยังคงสลักอยู่ในชิ้นส่วนมรรคาแห่งสวรรค์
ทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายชี้ตรงไปยังข้อสรุปเดียว: ภัยคุกคามจากเซียงหลิ่วยังไม่จบลง และการที่สำนักเซียวเหยาให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ ย่อมส่งสัญญาณว่าวิกฤตที่ใหญ่หลวงกว่ากำลังย่างกรายเข้ามา
"ข้าต้องเร่งเพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้เร็วที่สุด" ซ่งฉางอันกำหมัดแน่น
เขาทอดสายตามองหน้าจอแสง สายตาไปหยุดอยู่ที่ถ้ำบำเพ็ญเพียรและหอตำรา เงื่อนไขการอัปเกรดของสิ่งปลูกสร้างทั้งสองชิ้นนี้ช่างยากเย็นแสนเข็ญนัก ทว่ายามนี้ชีพจรปราณวิญญาณฟื้นคืนแล้ว บางทีเขาอาจจะหาหนทางรวบรวมวัตถุดิบที่จำเป็นมาได้
ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
"ผู้นำตระกูลขอรับ ตระกูลจ้าวส่งคนมาอีกแล้ว บอกว่าต้องการให้ท่านยืนยันด้วยตนเองว่าจะไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดหรือไม่ขอรับ"
ซ่งฉางอันขมวดคิ้วมุ่น การที่ตระกูลจ้าวมาตอแยบ่อยครั้งในช่วงเวลานี้ เกรงว่าจุดประสงค์คงมิใช่เพียงแค่งานเลี้ยงวันเกิดธรรมดาๆ แน่
เขาผลักประตูเปิดออก เอ่ยสั่งศิษย์ตระกูล: "ไปบอกคนนำสาร ว่าข้าจะไปร่วมงานเลี้ยงตรงเวลา"
หลังจากศิษย์ตระกูลเดินจากไป ซ่งฉางอันยืนนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ทอดสายตามองไปยังทิศทางของตระกูลจ้าว
ตระกูลจ้าวคือตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรที่ใหญ่ที่สุดในอาณาบริเวณเทือกเขาเป่ยเหอ และจับจ้องคิดจะฮุบชีพจรปราณวิญญาณของตระกูลซ่งมาโดยตลอด ยามนี้ชีพจรปราณวิญญาณฟื้นตัว ตระกูลจ้าวเกรงว่าจะสัมผัสถึงความเคลื่อนไหวได้แล้ว
เบื้องหน้ามีผู้แทนสำนักเซียวเหยา เบื้องหลังมีตระกูลจ้าวคอยจับจ้อง ยิ่งในเงามืดยังมีภัยคุกคามจากเซียงหลิ่วแฝงเร้นอยู่...
ซ่งฉางอันสูดหายใจเข้าลึก ดูท่างานเลี้ยงฉลองวันเกิดครานี้ คงจะไม่สงบราบรื่นเสียแล้ว
เขาต้องเร่งเพิ่มพูนความแข็งแกร่งในขณะที่ต้องระแวดระวังความโลภของทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุด เขาต้องสืบหาความบาดหมางระหว่างเซียงหลิ่วและสำนักเซียวเหยาให้กระจ่าง รวมถึงบทบาทของตระกูลซ่งในเรื่องราวความขัดแย้งนี้...
ยามราตรีก้าวลึก ซ่งฉางอันไร้ซึ่งความง่วงเหงาหาวนอน เขาหยิบป้ายคำสั่งผู้นำตระกูลที่พกติดตัวออกมาลูบไล้อย่างแผ่วเบา
ด้านหลังป้ายสลักอักษรขนาดเล็กไว้สี่คำ: สงบร่มเย็นยาวนาน
นี่คือความหวังที่บิดาของเจ้าของร่างเดิม หรือผู้นำตระกูลคนก่อนมอบไว้ให้แก่เขา ยามนี้ มันได้กลายมาเป็นภาระหน้าที่ที่เขาต้องแบกรับไว้เช่นกัน
"ในเมื่อข้ารับสืบทอดภาระนี้มาแล้ว ข้าจะปกป้องตระกูลแห่งนี้ไว้ให้ดี" ซ่งฉางอันพึมพำกับตนเอง
ภายนอกหน้าต่าง ดวงจันทร์ทอแสงนวลเด่นอยู่กลางเวหา แสงจันทร์อันเย็นเยียบสาดส่องลงบนที่พำนักตระกูลซ่ง ราวกับห่มผ้าคลุมสีเงินให้แก่ตระกูลเก่าแก่แห่งนี้
ทว่าภายใต้เงามืดที่แสงจันทร์มิอาจส่องถึง คล้ายกับมีสิ่งใดบางอย่างกำลังบิดตัวเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ...
ซ่งฉางอันสัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติ พลันเอี้ยวตัวหันกลับไปมองนอกหน้าต่างทันที ทว่ากลับแลเห็นเพียงเงาไม้ที่ไหวเอนตามสายลมเท่านั้น
"คิดไปเองอย่างนั้นรึ?" เขาขมวดคิ้วมุ่น
ไม่รู้ด้วยเหตุใด เขา มักจะรู้สึกราวกับมีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องตระกูลซ่งมาจากในเงามืด คอยจับจ้อง... ตัวเขาอยู่ตลอดเวลา