- หน้าแรก
- พลิกชะตาตระกูลปลายแถวด้วยระบบสิ่งก่อสร้างเทพ
- บทที่ 18 ตระกูลจ้าวล้อมที่พำนัก
บทที่ 18 ตระกูลจ้าวล้อมที่พำนัก
บทที่ 18 ตระกูลจ้าวล้อมที่พำนัก
ภายในโถงประชุม ซ่งฉางอันฝืนยันกายลุกขึ้นยืนพลางลอบเก็บเศษเสี้ยวทิพยเต๋าที่ผนึกเศษเสี้ยววิญญาณของเซียงหลิ่วไว้เข้าสาบเสื้ออย่างระมัดระวัง
"อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าพาผู้นำตระกูลจ้าวและสหายเต๋าเสวียนหมิงไปพักรักษาตัวที่เรือนในก่อนเถิด" ซ่งฉางอันสั่งการเสียงหนัก น้ำเสียงแฝงแววเหนื่อยล้าอันไม่อาจปิดบัง
ซ่งหมิงอวิ๋นรีบรับคำสั่ง พลางเรียกคนในตระกูลสองคนมาช่วยกันแบกประคองร่างที่หมดสติของทั้งสองคนออกไป
เมื่อภายในโถงประชุมเหลือเพียงสองพ่อลูก ซ่งหมิงอวิ๋นจึงเอ่ยถามด้วยความกังวลใจอย่างลึกซึ้ง "ท่านพ่อ คนของตระกูลจ้าวที่อยู่ด้านนอก..."
ซ่งฉางอันเดินไปที่หน้าต่างพลางแง้มมองผ่านช่องแคบๆ ที่ภายนอกที่พำนักตระกูลซ่ง ยามนี้ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวนับหลายสิบคนได้ปิดล้อมประตูใหญ่ไว้หมดสิ้นแล้ว ผู้นำของพวกมันคือจ้าวอู๋หยา น้องชายของจ้าวอู๋จี๋ ซึ่งกำลังยืนประจันหน้าอยู่กับคนในตระกูลซ่งที่เฝ้าประตู
"จ้าวอู๋หญานำทีมมาด้วยตนเอง ดูท่าพวกมันคงมิได้มาดีแน่" คิ้วของซ่งฉางอันขมวดมู่ลี่ "จ้าวอู๋จี๋นอนหมดสติอยู่กับพวกเราที่นี่ เรื่องนี้ยากที่จะอธิบายให้กระจ่างแจ้งได้จริงๆ"
"ทว่าพวกเราช่วยชีวิตผู้นำตระกูลจ้าวไว้ชัดๆ นะขอรับ!" ซ่งหมิงอวิ๋นเอ่ยด้วยความคับแค้นใจ "หากมิใช่เพราะท่านพ่อลงมือช่วย ผู้นำตระกูลจ้าวคงถูกเศษเสี้ยววิญญาณของเซียงหลิ่วเข่นฆ่าไปนานแล้ว!"
ซ่งฉางอันเผยรอยยิ้มขมขื่นพลางส่ายหน้า "ผู้ใดจะเชื่อเล่า? การถูกเศษเสี้ยววิญญาณของเซียงหลิ่วยึดร่างนั้นลึกลับพิสดารเกินไป ตระกูลจ้าวย่อมเชื่อเพียงว่าพวกเราลงมือทำร้ายจ้าวอู๋จี๋ด้วยกลอุบายชั่วร้ายเท่านั้น"
เขานวดคลึงขมับที่ปวดตุบๆ พลางเอ่ยต่อว่า "อีกอย่าง ตระกูลจ้าวก็จ้องจะตะครุบตระกูลซ่งของเราปานเสือจ้องตะครุบเหยื่อมานานแล้ว คราวนี้พวกเราเท่ากับยื่นข้ออ้างอันดีเยี่ยมในการหาเรื่องให้พวกมันเอง"
ขณะที่สองพ่อลูกกำลังหารือแผนการรับมือ เสียงฝีเท้าอันรีบร้อนก็ดังมาจากภายนอกประตู
"ผู้นำตระกูล! จ้าวอู๋หยาบอกว่าต้องการพบผู้นำตระกูลจ้าวภายในชั่วธูปดับ มิฉะนั้นมันจะบุกพังประตูเข้ามาขอรับ!" บ่าวรับใช้หนุ่มในตระกูลรายงานด้วยความลนลาน
ซ่งฉางอันสูดหายใจเข้าลึก บังคับตนเองให้สงบเยือกเย็นลง
ยิ่งอยู่ในช่วงเวลาวิกฤตเพียงใด ก็ยิ่งต้องรักษาความสงบไว้ให้มั่น นี่คือสัจธรรมที่เขาเรียนรู้หลังจากดิ้นรนต่อสู้ในโลกใบนี้มาห้าปีเต็ม
"ส่งต่อคำสั่งของข้า: ให้คนในตระกูลทั้งหมดถอยร่นไปยังเรือนหลัง และเปิดใช้งานค่ายกลป้องกันที่พำนักเดี๋ยวนี้" ซ่งฉางอันสั่งการเสียงเรียบเคร่งขรึม "อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าไปที่คลังสมบัติ นำหินปราณวิญญาณระดับต่ำสามก้อนออกมาเพื่อรักษากลไกการทำงานของค่ายกล"
ซ่งหมิงอวิ๋นชะงักงัน "ท่านพ่อ ในคลังสมบัติมิใช่ว่าหมดไปแล้ว..."
"ไปเถิด" ซ่งฉางอันส่งสายตามีเลศนัยให้บุตรชาย
แม้ซ่งหมิงอวิ๋นจะเต็มไปด้วยความฉงน ทว่าเขาก็ยังคงรับคำสั่งและผละจากไป
เมื่อบุตรชายจากไปแล้ว ซ่งฉางอันก็หลับตาลง ส่งสัมผัสรับรู้จมหายเข้าไปในแผงควบคุมในสมอง
ค่ายกลป้องกันที่พำนัก ระดับ 0 สามารถอัปเกรดได้
ระดับ 1: พลังป้องกัน +20%, สามารถต้านทานการโจมตีที่ต่ำกว่าขั้นหลอมรวมปราณระดับเจ็ดได้
เงื่อนไขการอัปเกรด: หินปราณวิญญาณระดับต่ำ x3, ซ่อมแซมรอยร้าวของตาค่ายกล เสร็จสิ้น
นี่คือสิ่งปลูกสร้างที่สามารถอัปเกรดได้ซึ่งเขาค้นพบหลังจากข้ามภพมาไม่นาน ทว่าที่ผ่านมากลับมิอาจอัปเกรดได้เนื่องจากขาดแคลนหินปราณวิญญาณ ยามนี้สถานการณ์วิกฤตตรึงเครียด เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องนำทรัพย์สินส่วนสุดท้ายออกมาใช้
ไม่นานนัก ซ่งหมิงอวิ๋นก็เดินกลับมา ในมือของเขากำหินปราณวิญญาณระดับต่ำที่หม่นแสงสามก้อนไว้แน่น—นี่คือทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายของตระกูลซ่งอย่างแท้จริง
"ท่านพ่อ นำหินปราณวิญญาณมาแล้วขอรับ"
ซ่งฉางอันรับหินปราณวิญญาณมา พลางเดินไปที่ตาค่ายกลบริเวณใจกลางโถงประชุม และฝังพวกมันลงไปทีละก้อน ยามที่พลังงานวิญญาณไหลเวียนเข้าไป ทั่วทั้งที่พำนักตระกูลซ่งก็สั่นสะเทือนเล็กน้อย ม่านแสงสีเขียวอ่อนจางค่อยๆ ทะยานตัวขึ้น โอบล้อมเรือนหลังเอาไว้ทั้งหมด
"ค่ายกลอัปเกรดแล้วรึ?" ซ่งหมิงอวิ๋นจับจ้องม่านแสงป้องกันที่ดูแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัดด้วยความประหลาดใจ
ซ่งฉางอันพยักหน้ารับโดยมิได้อธิบายความอันใดมาก ดรรชนีทองคำของเขาคือความลับอันยิ่งใหญ่ที่สุด มิอาจบอกกล่าวแก่ผู้ใดได้แม้กระทั่งบุตรชายของตนเอง
ในยามที่ค่ายกลถูกเปิดใช้งานอย่างสมบูรณ์ เสียงคำรามของจ้าวอู๋หยาก็ดังมาจากภายนอก: "ซ่งฉางอัน! หากเจ้ายังไม่ยอมเปิดประตู ก็อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานี!"
ซ่งฉางอันจัดแจงเสื้อคลุมให้เข้าที่พลางเอ่ยกับบุตรชาย "ตามข้าออกไปพบพวกมัน"
"ท่านพ่อ มันอันตรายเกินไปขอรับ!"
"การหลบซ่อนอันตรายยิ่งกว่า" ซ่งฉางอันเอ่ยเสียงเรียบ "ในเมื่อตระกูลจ้าวบุกมาถึงประตูบ้าน ย่อมต้องมีหนทางคลี่คลาย"
สองพ่อลูกเดินทางมาถึงประตูใหญ่ ซ่งฉางอันส่งสัญญาณให้คนในตระกูลเปิดประตูออก
ที่ภายนอก จ้าวอู๋หยายืนตั้งท่าพร้อมด้วยผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวกว่าสามสิบคน ยามที่เห็นซ่งฉางอันเดินออกมา จ้าวอู๋หยาก็แค่นยิ้ม "ผู้นำตระกูลซ่งผู้ยิ่งใหญ่ในที่สุดก็ยอมโผล่หัวออกมาแล้วรึ? พี่ใหญ่ของข้าอยู่ที่ใด?"
"ผู้นำตระกูลจ้าวยามนี้กำลังพักผ่อนอยู่ในเรือนของข้า" ซ่งฉางอันเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ "ไม่ทราบว่านายน้อยรองจ้าวนำกำลังคนมามากมายปานนี้มีธุระอันใดหรือ?"
ประกายแสงเย็นเยียบผาดผ่านดวงตาของจ้าวอู๋หยา "พักผ่อนรึ? ข้าได้รับข่าวมาว่าพี่ใหญ่ประสบอุบัติเหตุที่ตระกูลซ่งของพวกเจ้า! ซ่งฉางอัน เจ้าช่างขวัญกล้านักที่บังอาจลงมือกับผู้นำตระกูลจ้าว!"
"เหตุใดนายน้อยรองจ้าวถึงได้กล่าวเช่นนั้นเล่า?" ซ่งฉางอันแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ "ผู้นำตระกูลจ้าอยู่ที่นี่จริง ทว่าเขาเพียงแต่กำลังปรับลมปราณเนื่องจากเกิดเหตุขัดข้องเล็กน้อยในยามบำเพ็ญเพียรเท่านั้น หากนายน้อยรองจ้าวไม่เชื่อ ก็สามารถเข้ามาตรวจดูด้วยตาตนเองได้"
คำพูดนี้ทำให้จ้าวอู๋หยาต้องชะงักงัน เดิมทีมันคิดว่าซ่งฉางอันจะบ่ายเบี่ยงด้วยข้ออ้างสารพัด นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากเชื้อเชิญให้เข้าไปด้านนอกด้วยตนเองเช่นนี้
หรือจะมีกับดักซุกซ่อนอยู่?
จ้าวอู๋หรี่ตาลง พลางพินิจพิเคราะห์ซ่งฉางอันอย่างละเอียด หมายจะมองหาพิรุธบนใบหน้าของอีกฝ่าย ทว่าสีหน้าของซ่งฉางอันกลับราบเรียบปกติ แววตาสงบนิ่ง ไร้ซึ่งร่องรอยรอยร้าวใดๆ
"ก็ได้! ข้าจะเข้าไปดูให้เห็นกับตา!" จ้าวอู๋หยาแค่นเสียงเย็น "หากข้าพบว่าเจ้าโป้ปดมดเท็จ..."
"ข้าซ่งฉางอันยินดีใช้ศีรษะบนบ่าเป็นหลักค้ำประกัน" ซ่งฉางอันเอ่ยอย่างเปิดเผย
จ้าวอู๋หยาส่งสัญญาณให้ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้ารออยู่ภายนอก โดยพาผู้อาวุโสสองคนเข้าไปด้วยเท่านั้น ส่วนซ่งฉางอันก็พาซ่งหมิงอวิ๋นตามไปเพียงคนเดียว ยามที่พวกเขาก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนหลัง
ระว่างทาง จ้าวอู๋หยาสังเกตเห็นม่านแสงคุ้มกันที่ทอประกายเหนือที่พำนักตระกูลซ่ง แววตาฉายประกายประหลาดใจวูบหนึ่ง "ค่ายกลป้องกันของตระกูลซ่งมีอานุภาพปานนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?"
"เพิ่งจะปรับปรุงแก้ไขเล็กน้อยในช่วงนี้เอง" ซ่งฉางอันเอ่ยบ่ายเบี่ยงอย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อมาถึงห้องที่จ้าวอู๋จี๋พักรักษาตัว จ้าวอู๋หยาก็รีบสาวเท้าขึ้นหน้าไปตรวจสอบทันที มันแลเห็นจ้าวอู๋จี๋นอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าแดงระเรื่อ ลมหายใจคงที่สม่ำเสมอ ดูไม่ออกเลยว่ามีอาการบาดเจ็บ คล้ายคนนอนหมดสติไปธรรมดาเท่านั้น
"เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับพี่ใหญ่กันแน่?" จ้าวอู๋หยาหันกลับมาซักไซ้
"ปราณวิญญาณของผู้นำตระกูลจ้าวไหลย้อนกลับในยามบำเพ็ญเพียร ส่งผลให้เส้นชีพจรได้รับความเสียหาย จึงได้หมดสติไปเช่นนี้" ซ่งฉางอันเตรียมคำอธิบายไว้พร้อมสรรพแล้ว "โชคดีที่ตรวจพบได้ทันท่วงที ยามนี้ไม่มีปัญหาใหญ่โตอันใดแล้ว ขอเพียงพักผ่อนอย่างสงบสักสองสามวันก็กู้สติกลับคืนมาได้"
จ้าวอู๋หยายังคงเคลือบแคลงสงสัย ยื่นมือไปตรวจชีพจรของจ้าวอู๋จี๋ เป็นไปตามคาด สัมผัสได้ว่าปราณวิญญาณภายในร่างของจ้าวอู๋จี๋ปั่นป่วนและเส้นชีพจรชำรุดเสียหาย ซึ่งคล้ายคลึงกับอาการธาตุไฟแทรกขัดแย้งยิ่งนัก
"หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดเจ้าจึงไม่รีบแจ้งข่าวแก่ตระกูลจ้าวในทันที?" จ้าวอู๋หยาคาดคั้น
ซ่งฉางอันเผยรอยยิ้มขมขื่น "นายน้อยรองจ้าวก็เห็นสภาพของตระกูลซ่งในยามนี้แล้ว หากพวกเราแจ้งข่าวไปอย่างบุ่มบ่าม ข้าเกรงว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ข้าตั้งใจจะรอให้จ้าวอู๋จี๋อาการคงที่ก่อนแล้วค่อยแจ้งข่าว นึกไม่ถึงว่านายน้อยรองจ้าวจะได้รับรู้ข่าวสารและเดินทางมาถึงรวดเร็วปานนี้"
คำอธิบายนี้สมเหตุสมผล จ้าวอู๋หยามิอาจหาพิรุธได้ในเวลานี้ ทว่าในใจของมันกลับรู้สึกว่าเรื่องราวคงมิได้เรียบง่ายถึงเพียงนี้แน่นอน
"ข้าต้องการพาพี่ใหญ่กลับไปรักษาตัวที่ตระกูลจ้าว" จ้าวอู๋หยาเอ่ยเสียงหนัก
"มิได้" ซ่งฉางอันส่ายหน้า "ยามนี้เส้นชีพจรของผู้นำตระกูลจ้าวเปราะบางยิ่งนัก มิควรเคลื่อนย้ายร่างกายเด็ดขาด หากเกิดเหตุพลิกผันอันใดระหว่างทาง ข้าซ่งฉางอันมิอาจแบกรับภาระหน้าที่นี้ได้"
"เจ้า!" จ้าวอู๋หยาเดือดดาล ทว่ายามเมื่อมองดูพี่ชายที่หมดสติ มันก็ได้แต่สะกดกลั้นความโกรธไว้ "ถ้าเช่นนั้นเจ้ามีข้อเสนอประการใด?"
"มิสู้ให้ผู้นำตระกูลจ้าวพักรักษาตัวที่นี่สักสองสามวัน รอให้อาการคงที่แล้วค่อยกลับตระกูลจ้าวดีหรือไม่?" ซ่งฉางอันเสนอ "แม้ข้าจะไร้ความสามารถ ทว่าก็พอมีความรู้เรื่องการปรับสมดุลเส้นชีพจรอยู่บ้าง"
แววตาของจ้าวอู๋หยาไหววูบ คล้ายกำลังชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียในใจ การพาพี่ชายกลับไปย่อมทำให้เบาใจกว่า ทว่าหากเป็นจริงดังที่ซ่งฉางอันเอ่ยและการเคลื่อนย้ายทำให้อาการทรุดหนักลง ย่อมเป็นผลเสียอันใหญ่หลวง
ยิ่งไปกว่านั้น ในใจลึกๆ ของมันกลับมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาลางๆ: หากพี่ชายต้องตายลงเพราะอาการบาดเจ็บครั้งนี้จริงๆ... ถ้าเช่นนั้นตำแหน่งผู้นำตระกูลจ้าว..."
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา มันก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วในใจของจ้าวอู๋หยา
"ก็ได้ เอาตามที่เจ้าว่า" ในที่สุดจ้าวอู๋หยาก็พยักหน้ารับ "ทว่าข้าต้องรั้งอยู่ที่นี่เพื่อดูแลพี่ใหญ่ด้วยตนเอง"
"นั่นเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว" ซ่งฉางอันยิ้มรับคำ
หลังจากส่งผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวคนอื่นๆ กลับไป ซ่งฉางอันก็จัดแจงห้องพักให้แก่จ้าวอู๋หยาที่บริเวณข้างๆ ห้องของจ้าวอู๋จี๋ทันที
ยามที่เดินทางกลับมายังห้องหนังสือ ซ่งหมิงอวิ๋นก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมา "ท่านพ่อ เหตุใดจึงต้องให้จ้าวอู๋หญารั้งอยู่ในที่พำนักด้วยเล่าขอรับ? นี่มิใช่เป็นการชักศึกเข้าบ้านหรอกหรือ?"
ซ่งฉางอันทอดถอนใจ "หากวันนี้พวกเราไม่ยอมให้มันเข้าบ้าน ตระกูลจ้าวต้องลงมือโจมตีแน่นอน ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเราในยามนี้ ค่ายกลป้องกันคงต้านทานได้ไม่นาน การปล่อยให้มันเข้ามากลับช่วยให้สถานการณ์คงที่ไว้ได้"
"ทว่าอาการของจ้าวอู๋จี๋และสหายเต๋าเสวียนหมิง..."
"นั่นคือสิ่งที่ข้ากำลังกังวลอยู่" สีหน้าของซ่งฉางอันเคร่งเครียด "จ้าวอู๋จี๋สูญเสียพลังปราณวิญญาณไปจนหมดสิ้น ยามนี้พวกเราพอจะปิดบังได้ชั่วครู่ ทว่ามิอาจปิดบังได้ตลอดไป เมื่อใดที่จ้าวอู๋หยาล่วงรู้ความจริง มันย่อมต้องหันหลังกลับมาเล่นงานพวกเราแน่นอน"
"แล้วสหายเต๋าเสวียนหมิงเล่าขอรับ?"
"สถานการณ์ของเสวียนหมิงยิ่งยุ่งยากกว่านัก" ซ่งฉางอันนวดคลึงหว่างคิ้ว "แม้เศษเสี้ยววิญญาณของเซียงหลิ่วจะถูกผนึกไว้แล้ว ทว่ามันกลับทำลายสัมผัสรับรู้ทางวิญญาณของเขาอย่างรุนแรง ไม่รู้ว่าจะฟื้นขึ้นมาเมื่อใด หากสำนักเซียวเหยาส่งคนมาสืบความ..."
สองพ่อลูกสบตากันด้วยความเงียบงัน ต่างสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ยามราตรีมาเยือน ซ่งฉางอันเดินทางมายังศาลบรรพชนเพียงลำพัง ที่นี่คือสิ่งปลูกสร้างที่เก่าแก่ที่สุดของตระกูลซ่ง และเป็นสิ่งปลูกสร้างเพียงไม่กี่แห่งในดรรชนีทองคำของเขาที่ยังมิได้รับการอัปเกรด
ศาลบรรพชน ระดับ 0
ระดับ 1: ผลลัพธ์วิญญาณ: เพิ่มความสามัคคีของคนในตระกูลเล็กน้อย, ผลลัพธ์การคุ้มครองจากบรรพชน +1%
เงื่อนไขการอัปเกรด: หินปราณวิญญาณระดับต่ำ x3, ธูปไม้จันทน์ x3 กำ ยังไม่เสร็จสิ้น
หากสามารถอัปเกรดศาลบรรพชนได้ บางทีเขาอาจจะได้รับความช่วยเหลือบ้าง ทว่าหินปราณวิญญาณระดับต่ำสามก้อน... ตระกูลซ่งในยามนี้ไม่มีปัญญาหามาได้อีกแล้ว
"บรรพบุรุษอยู่บน ซ่งฉางอันลูกหลานอกตัญญูกราบคารวะขอรับ" ซ่งฉางอันจุดธูปสามดอกพรางก้มกราบคารวะด้วยความเคารพ "ยามนี้ตระกูลซ่งกำลังเผชิญหน้ากับศึกหนักทั้งภายนอกและภายใน ซ่งฉางอันมีความรู้ตื้นเขินนัก ไม่รู้ว่าจะจัดการเช่นไรดี ขอเรียนเชิญบรรพบุรุษช่วยชี้แนะหนทางรอดด้วยเถิด..."
ท่ามกลางควันธูปที่ม้วนตัวลอยล่อง ซ่งฉางอันพลันสัมผัสได้ถึงสิ่งใดบางอย่าง เขาหยิบเศษเสี้ยวทิพยเต๋าที่ผนึกเศษเสี้ยววิญญาณของเซียงหลิ่วออกมาจากสาบเสื้อ
เศษเสี้ยววัตถุทอแสงประกายแปลกประหลาดภายใต้แสงเทียนของศาลบรรพชน ลวดลายรูปงูบนพื้นผิวคล้ายกำลังบิดตัวเคลื่อนไหวไปมาราวกับมีชีวิต
"เซียงหลิ่ว..." ซ่งฉางอันพึมพำกับตนเอง "หากข้าสามารถรีดเค้นข้อมูลบางอย่างจากเศษเสี้ยววิญญาณสายนี้ได้..."
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา มันก็ไม่อาจลบเลือนไปได้อีก
เซียงหลิ่วคือสัตว์ร้ายโบราณ ย่อมล่วงรู้ความลับมากมายมหาศาล ขอเพียงได้รับข้อมูลมาสักเล็กน้อย บางทีอาจจะช่วยให้ตระกูลซ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้
ทว่าการทำเช่นนี้อันตรายแสนสาหัสอย่างไม่ต้องสงสัย แม้เศษเสี้ยววิญญาณของเซียงหลิ่วจะถูกผนึกไว้ ทว่าอย่างไรมันก็คือสัตว์ร้ายโบราณ หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว เขาอาจถูกมันกลืนกินไปแทน
ขณะที่ซ่งฉางอันกำลังลังเลใจ เศษเสี้ยววัตถุในมือพลันอุ่นขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงอันเย็นชาสายหนึ่งดังก้องขึ้นในสมองของเขาโดยตรง:
"เจ้าหนู... เจ้าปรารถนาจะทำข้อตกลงกับข้ารึ?"
หัวใจของซ่งฉางอันกระตุกวูบ เกือบจะโยนเศษเสี้ยววัตถุนั้นทิ้งไป
"ไม่ต้องตกใจไป แม้ตราประทับแท่นบูชาเทวะจะทรงพลัง ทว่าก็มิอาจตัดขาดสัมผัสรับรู้ทางวิญญาณของข้าได้หมดสิ้นหรอก" น้ำเสียงของเซียงหลิ่วแฝงแววหยอกเย้า "อย่างไรเล่า? เจ้าอยากรู้หนทางคลี่คลายสถานการณ์ตรงหน้าหรือไม่?"
ซ่งฉางอันฝืนบังคับตนเองให้สงบลง "เหตุใดข้าต้องเชื่อเจ้า?"
"เพราะข้าล่วงรู้ความจริงเรื่องที่จ้าวอู๋จี๋สูญเสียพลังปราณวิญญาณ และข้ายังรู้วิธีที่จะทำให้เขากลับคืนสู่สภาพเดิมได้ด้วย" น้ำเสียงของเซียงหลิ่วเต็มไปด้วยสิ่งล่อใจ "ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังล่วงรู้เหตุผลที่แท้จริงที่ชีพจรปราณวิญญาณเทือกเขาเป่ยเหอแห้งขอดลงด้วย..."
ประโยคนี้แทงใจซ่งฉางอันเข้าอย่างจัง ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขาพยายามสืบหาต้นตอการเหือดแห้งของชีพจรปราณวิญญาณมาโดยตลอด ทว่ากลับไม่เคยพบคำตอบเลย
"เหตุผลคือสิ่งใด?" ซ่งฉางอันอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
เซียงหลิ่วส่งเสียงหัวร่อแผ่วเบา "นั่นคือเนื้อหาของข้อตกลง เจ้าปล่อยข้าออกไป ข้าจะบอกความจริงแก่เจ้า และจะช่วยเจ้าคลี่คลายเรื่องเดือดร้อนทั้งหมดเอง"
ซ่งฉางอันเงียบงันไป การปลดปล่อยเศษเสี้ยววิญญาณของเซียงหลิ่วเท่ากับเป็นการรนหาที่ตาย เขาไม่มีทางโง่เขลาปานนั้นแน่
"เจ้าไม่กล้ารึ?" เซียงหลิ่วเอ่ยเย้ยหยาม "ถ้าเช่นนั้นก็จงนั่งรอให้ตระกูลซ่งล่มสลายไปเสียเถิด ยามนี้จ้าวอู๋หยาเริ่มเกิดความสงสัยแล้ว อย่างช้าที่สุดวันพรุ่งนี้มันย่อมต้องล่วงรู้ความจริงเรื่องจ้าวอู๋จี๋สูญเสียตบะแน่นอน ถึงเวลานั้นยามที่ตระกูลจ้าวยกกำลังมาบุก ลำพังเพียงค่ายกลป้องกันที่พำนักระดับต่ำที่เพิ่งอัปเกรดนี้ จะต้านทานได้สักกี่น้ำ?"
หัวใจของซ่งฉางอันดิ่งวูบ คำพูดของเซียงหลิ่วนั้นถูกต้อง กระดาษมิอาจห่อหุ้มไฟได้ตลอดไป จ้าวอู๋หายย่อมต้องรู้ความจริงเข้าสักวัน
"นอกจากเรื่องปล่อยเจ้าไปแล้ว เงื่อนไขข้ออื่นๆ ยังพอพิจารณาได้" ซ่งฉางอันเอ่ยหยั่งเชิง
เซียงหลิ่วเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า "ถ้าเช่นนั้นก็เปลี่ยนเงื่อนไข: เจ้าจงพาข้าไปที่ต้นกำเนิดของชีพจรปราณวิญญาณ เมื่อไปถึงที่นั่น ข้าจะบอกเหตุผลที่ชีพจรปราณวิญญาณแห้งขอดให้แก่เจ้าเอง"
ต้นกำเนิดของชีพจรปราณวิญญาณรึ? ซ่งฉางอันใจสั่น ตระกูลซ่งปกป้องชีพจรปราณวิญญาณเทือกเขาเป่ยเหอมานานหลายร้อยปี ผู้นำตระกูลทุกรุ่นย่อมล่วงรู้ตำแหน่งของต้นกำเนิดดี ทว่าสถานที่แห่งนั้นถูกซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิดซ้ำยังมีตราประทับคาถาขัดขวางที่บรรพบุรุษตั้งไว้ คนภายนอกไม่มีทางหาเจอเด็ดขาด
"เจ้าคิดจะทำสิ่งใดที่ต้นกำเนิดของชีพจรปราณวิญญาณกันแน่?" ซ่งฉางอันเอ่ยถามด้วยความระแวดระวัง
"นั่นมิใช่เรื่องที่เจ้าต้องใส่ใจ" น้ำเสียงของเซียงหลิ่วแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา "จะตกลงหรือไม่? ให้คำตอบที่ชัดเจนมา"
ซ่งฉางอันกำเศษเสี้ยววัตถุแน่น ในใจเกิดการต่อสู้กันอย่างรุนแรง การพาเศษเสี้ยววิญญาณของเซียงหลิ่วไปที่ต้นกำเนิดชีพจรปราณวิญญาณนั้นมีความเสี่ยงมหาศาล ทว่าหากสามารถพบต้นตอการเหือดแห้งได้จริงๆ บางทีอาจจะช่วยกอบกู้ตระกูลซ่งให้พ้นภัยได้
และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ คำเตือนบนแผงควบคุมในสมองของเขายังคงไม่เลือนหายไป: เจตจำนงหลักของเซียงหลิ่วจะตื่นขึ้นในอีกสามปีให้หลัง หากเขา มิอาจยกระดับความแข็งแกร่งของตระกูลก่อนเวลานั้นได้ ตระกูลซ่งย่อมต้องพินาศอยู่ดี
"ก็ได้ ข้าตกลง" ในที่สุดซ่งฉางอันก็ตัดสินใจเด็ดขาด "ทว่าเจ้าต้องสาบานด้วยทัณฑ์จิตมาร ว่าจะไม่ทำร้ายคนในตระกูลซ่งแม้แต่คนเดียว และต้องบอกเล่าเหตุผลที่ชีพจรปราณวิญญาณแห้งขอดแก่ข้าตามความจริง"
"ยอดเยี่ยม!" เซียงหลิ่วหัวร่อเสียงดัง "ข้าขอสาบานด้วยทัณฑ์จิตมาร ว่าจะไม่ทำร้ายคนในตระกูลซ่งที่ต้นกำเนิดชีพจรปราณวิญญาณ และจะบอกความจริงเรื่องการเหือดแห้งของชีพจรปราณวิญญาณแก่เจ้า หากขัดคำสาบานนี้ ขอให้ดวงวิญญาณของข้าต้องแตกดับสลายสิ้นซาก!"
ยามเมื่อคำสาบานสิ้นสุดลง ซ่งฉางอันสัมผัสได้ถึงเศษเสี้ยววัตถุที่สั่นสะเทือนเล็กน้อย พลังสัญญาอันไร้รูปสายหนึ่งเชื่อมต่อตัวเขาเข้ากับเศษเสี้ยววิญญาณของเซียงหลิ่ว
คำสาบานด้วยทัณฑ์จิตมารคือคำสาบานที่รุนแรงที่สุดในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร หากผู้ใดผิดคำสัตย์ ย่อมต้องถูกจิตมารสะท้อนกลับเล่นงานจนดับสูญ เมื่อมีหลักประกันนี้ ซ่งฉางอันจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
"คืนนี้ยามจื่อ จงพาข้าไปที่ต้นกำเนิดชีพจรปราณวิญญาณ" น้ำเสียงของเซียงหลิ่วแฝงความตื่นเต้นอันไม่อาจสะกดกลั้น
ซ่งฉางอันพยักหน้ารับพรางเก็บเศษเสี้ยววัตถุเข้าสาบเสื้อตามเดิม เขาเดินออกจากศาลบรรพชนพลางแหงนมองดวงจันทร์สว่างบนท้องฟ้ายามราตรี ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน
เขาไม่รู้ว่าการเดินทางในคืนนี้จะเป็นโชคดีหรือภัยพิบัติ
ทว่าเพื่ออนาคตของตระกูลซ่ง เขาจำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายครั้งนี้
ขณะที่เขากำลังจะเดินกลับห้องเพื่อเตรียมตัว คนในตระกูลคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความลนลาน:
"ผู้นำตระกูล! แย่แล้วขอรับ! ผู้อาวุโสจ้าวอู๋หยา... มันมุ่งหน้าไปพบสหายเต๋าเสวียนหมิงแล้วขอรับ!"
หัวใจของซ่งฉางอันกระตุกวูบ สิ่งที่เขาหวาดกลัวที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว
หากจ้าวอู๋หยาล่วงรู้ว่าเสวียนหมิงนอนหมดสติอยู่เช่นกัน มันย่อมต้องเกิดความสงสัยแน่นอน ถึงเวลานั้น...
"เร็วเข้า! ไปขัดขวางมันไว้!" ซ่งฉางอันรีบเร่งรุดมุ่งหน้าไปยังห้องที่เสวียนหมิงพักรักษาตัวทันที
ราตรีทวีความมืดมิด และชะตากรรมของตระกูลซ่งอาจถึงจุดเปลี่ยนในคืนนี้เอง...