เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 เต่าดำหมอบ

บทที่ 4 เต่าดำหมอบ

บทที่ 4 เต่าดำหมอบ


บทที่ 4 เต่าดำหมอบ

“ปกป้องฉันงั้นเหรอ?” ลู่หยุนมองเก้อหลงอีกครั้ง

“ระดับการฝึกฝนของข้าถึงระดับปราณเปลี่ยนแปลงแล้ว ถึงแม้มันจะไม่มากแต่ก็ไม่มีใครสู้ข้าได้” เมื่อคิดขึ้นแล้วเก้อหลงก็ก้าวไปข้างหน้าใบหน้าของเขายิ้มกว้าง “ที่สำคัญ ก็เพราะข้าคือราชเลขาของตระกูลเก้อ ทุกคนต้องให้ความเคารพยำเกรงแก่ข้า”

ไอ้แก่นี่แย่แล้วเว้ย! ลู่หยุนคิดในใจ “ถ้าเป็นแบบนั้น เราต้องรบกวนราชเลขาเก้อด้วยนะ”

......

“ไอ้สารเลวลู่มาโชว์ตัวในเมืองแล้วเว้ย!”

“โอ้พระเจ้า นี่เขายังไม่ตายอีกเหรอ?”

“สวรรค์ทอดทิ้งพวกเราแล้ว! เหตุใดไอ้ชั่วลู่มันยังมีชีวิตอยู่?”

“ยัยปีศาจว่านเฟิงก็อยู่ด้วย!”

“ตาแก่นั่นใครน่ะ? น่าจะเป็นราชเลขาเก้อนะ! ทำไมเขาถึงไปกับเจ้าลู่ล่ะ?”

“ไอ้แก่เก้อ!”

ความโกลาหลครั้งใหญ่ปะทุขึ้นทันทีที่ลู่หยุนปรากฏตัวในเมืองสนธยาพร้อมกับว่านเฟิงและเก้อหลง

ว่านเฟิงนั้น ดูเธอคุ้นเคยกับปฏิกิริยาพวกนี้เป็นอย่างดี เพราะสำหรับตัวเธอแล้ว ความต้องการของเขาคือคำสั่งที่เธอต้องทำให้สำเร็จ ซึ่งนั่นก็คือการทำให้เจ้าเมืองของเธอกลายเป็นอันดับหนึ่งในการทำลายล้างเมืองนี้

หยาดเหงื่อจาง ๆ ผุดขึ้นที่หน้าผากของเก้อหลง และเขาก็แทบจะควบคุมมันไม่ไหวแล้ว เขาไม่คุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้เลยสักนิด ลู่ผู้ก่อความหายนะ ใครจะไปคิดล่ะว่ามันจะเลวร้ายได้แบบนี้!

ผัวะ!

ไข่เน่าลอยจากไหนก็ไม่รู้ กระแทกเข้าใส่หัวของเก้อหลงจากด้านหลัง กลิ่นของมันแรงจนทำให้เขาแทบอ้วกออกมา

ในทางกลับกัน ว่านเฟิงเองก็ร่ายกำแพงลมป้องกันเจ้านายของเธอเรียบร้อยแล้ว

“นี่ฉันเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของชาวเมืองสินะ!” ลู่หยุนพูดกับตัวเอง “ฉันเป็นไอ้สารชั่วแบบนั้นเลยเหรอ?”

“ท่านแย่กว่านั้น 10 เท่าเลย!” เก้อหลงพูดแห้ง ๆ ในขณะที่เช็ดคราบไข่เน่า

“ว่านเฟิง เจ้าไปซื้อกระดาษเหลือง ข้าวเหนียว แล้วก็พลั่วมาให้หน่อย” พวกเขาถอนหายใจเมื่อเดินทางมาถึงโรงชา ลู่หยุนยื่นรายการซื้อของให้กับเธอ

“รับทราบเจ้าค่ะ” ผู้หญิงคนนั้นออกเดินทางสู่ตลาดทันที

หนึ่งแสนปีก่อน ได้เกิดหายนะอันยิ่งใหญ่โลกแห่งเซียน ทำให้พวกเซียนจำนวนมากล้มตายไปพร้อม ๆ กับเส้นฝึกตนที่หายสาบสูญ หลังจากนั้นอีกหนึ่งแสนปีต่อมาโลกนี้ก็ค่อย ๆ ซ่อมแซมตัวเอง มีเซียนเพียงไม่กี่คนแล้วในตอนนี้ นั่นหมายความว่าเมล็ดพันธุ์วิเศษทุกชนิดจะฟื้นกลับมา

ผู้ฝึกตนเองก็ไม่ได้กินมันจนเข้าถึงระดับเซียนได้ ดังนั้นพวกเขาจึงยังต้องการสารอาหารตามปกติอยู่

“กระดาษเหลืองและข้าวเหนียว?” เก้อหลงถามด้วยความสงสัย

ลู่หยุนกวาดสายตาไปที่ราชเลขา “ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ? เจ้ามาที่นี่เพื่อมาดูแลฉันไม่ให้เป็นอันตรายใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นก็อย่าถามในสิ่งที่เจ้าไม่ควรจะรับรู้”

การมีเก้อหลงอยู่ข้างเขา เพียงแค่นี้ก็ทำให้หงุดหงิดพอสมควรแล้ว มันจะดีกว่านี้ถ้าตาแก่นี่เป็นสาวสวย แต่ความจริงแล้วมันก็ไม่ใช่อยู่ดีล่ะนะ!

ริมฝีปากของเก้อหลงบิดเบี้ยวเล็กน้อย เขาเลือกที่จะนิ่งเฉย

ว่านเฟิงกลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับถุงข้าวเหนียว กองกระดาษสีเหลือง พลั่วและจอบ

“เรากำลังจะออกจากเมือง” ลู่หยุนประกาศเมื่อเขาครอบครองสองสิ่งแรก

“ออกจากเมืองเหรอ?” เก้อหลงดีใจสุด ๆ การออกจากเมืองนั่นหมายถึงความตาย มันจะเป็นการเดินทางไปสู่ความตายของไอ้เจ้านี้อย่างแน่นอน

แต่ยังไม่ทันที่เก้อหลงจะทำอะไร ว่านเฟิง เธอก็วิ่งไปทางประตูทางทิศตะวันออก มือของเธอคว้าตัวลู่หยุนเอาไว้และวิ่งไปตามแรงลม

ตำหนักเจ้าเมืองอยู่ที่ใจกลางเมือง มหานครแห่งนี้กว้างใหญ่กว่า 100 ไมล์ ด้วยพลังของลู่หยุนในตอนนี้ เขาไม่สามารถไปถึงประตูเมืองได้ภายในเวลาอันรวดเร็วแน่

ว่านเฟิงหยิบยันต์ออกมาเร่งความเร็วของเธอกว่าเดิม 10 เท่า

“ตามพวกเขาไป!” เก้อหลงกัดฟันและรีบวิ่งตามไป “นังเด็กนั่นไปถึงระดับปราณรวมตัวได้ตั้งแต่อายุยังน้อย! นี่มันอัจฉริยะชัด ๆ ถ้าเลี้ยงดูดี ๆ ล่ะก็เธอจะต้องเข้าสู่ระดับแกนกลางได้ภายในวันเดียวแน่ ไปจับพวกมันมา!” เก้อหลงประเมินสภาพของว่านเฟิงได้จากพลังที่ถูกปล่อยออกมา

เพื่อที่จะปกปิดตัวตนของเธอไว้ ว่านเฟิงจึงใช้พลังแค่ระดับปราณรวมตัวเท่านั้น พลังที่แท้จริงของเธอสูงกว่าเก้อหลง และไม่มีทางที่เขาจะยอมรับมันง่าย ๆ แน่

“แต่หลังจาก 6 เดือนนังนั่นก็จะต้องตายไปพร้อม ๆ กับไอ้สารเลวนั่นแล้วนี่หว่า...” เก้อหลงลู่บมือของเขาอย่างละโมบ “ถ้าข้าเก็บพลังหยินจากนางได้ ข้าก็จะได้พลังของนาง! บางทีข้าอาจจะเข้าสู่ระดับแกนกลางได้แน่!”

“ในเมื่อพวกมันอยากจะออกจากเมืองไปก็ดี เหอะ ถ้างั้นก็คงไม่มีใครที่จะได้รับของขวัญชั้นเยี่ยมแบบนี้นอกจากข้าอีกแล้วล่ะ!” เปลวไฟแห่งความโลภลุกโชนขึ้น ว่าแล้วเขาก็รีบวิ่งออกไป

เมืองสนธยา ประตูตะวันออก

ยามเฝ้าเมืองทั้งสองกำลังทำเรื่องให้ลู่หยุนและว่านเฟิงออกจากเมือง แต่อันที่จริงแล้วนั่น การออกจากเมืองของพวกเขาคงเป็นเรื่องอยากพอสมควร เพราะมีชนชั้นสูงมากมายได้ใช้อำนาจห้ามให้เจ้าเมืองออกจากที่นี่

"ช้าก่อน! ท่านจะไปไหนกันหรือ?” ชายในเครื่องแบบทหารนายหนึ่งกระโดดลงมาจากกำแพงเมืองหยุดพวกเขาทั้งคู่

“เจ้าเมืองคนนี้อยากจะออกจากเมืองเท่านั้นเอง มีปัญหารึเปล่า?” ลู่หยุนตะโกนอย่างเย็นชาใส่เขา

"ไม่มีเลยขอรับ!" ทหารเริ่มมีความหวาดกลัว “มันมี…”

“ไม่ต้องห่วง ท่านหยิง ตาแก่คนนี้จะปกป้องท่านเจ้าเมืองเอง” เก้อหลงวิ่งตามมาทันและพูดกับยามเฝ้าเมือง

“ถ้าเป็นตามที่ท่านราชเลขาพูดล่ะก็! อนุมัติได้!” นายทหารหยิงหัวเราะและหลีกทางให้กับเขา

มีข่าวลือว่าหลานสาวของตาแก่นั่นตายด้วยน้ำมือของลู่หยุน ถ้าหากเก้อหลงไปกับเขาด้วย เขาจะต้องหาทางจัดการลู่หยุนแน่! นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมพวกชนชั้นสูงหลาย ๆ คนถึงให้เขาอยู่ใกล้กับลู่หยุน

ไม่มีใครกล้าพอที่จะฆ่าเจ้าเมืองอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่กับเก้อหลง ใบหน้าชั่วร้ายปรากฏบนหน้าของนายทหารหยิงเมื่อเขามองลูหยินเดินทางออกไป

ทั้งสามเดินทางไปยังเขาแดงสนธยาหลังจากออกจากเมือง

“ท่านกำลังจะขึ้นไปบนเขาใช่ไหม?” ใบหน้าที่มีสีสันแห่งความสุขของเก้อหลง เมื่อเขานึกถึงจุดหมาย

ภูเขาอยู่นอกเมืองและเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ฉันกำลังจะดำเนินการนี้! ข้าจะจัดการลู่หยุนก่อน แล้วก็จัดการว่านเฟิง เพื่อที่จะได้กลายเป็นระดับแกนกลาง!

แต่การฆ่าลู่หยุนหมายความว่าข้าจะไม่สามารถอยู่ในเขตสนธยาได้อีกต่อไป ตาเฒ่านั่นต้องการให้ข้าจับตามองเด็กเปรตนี่ มากกว่าจะให้ข้าจัดการมัน บางทีข้าอาจจะเป็นแพะรับบาปเรื่องนี้หลังจากที่มันตายก็ได้

…ถ้าอย่างนั้นข้าจะต้องฆ่าเขาโดยที่ไม่มีใครรู้ ถ้าข้าเข้าสู่ระดับแกนกลางได้หลังออกจากเมืองไป ทั้งโลกเซียนก็จะต้องฟังคำสั่งข้า!

ทั้งหมดรีบเดินทางไปยังตีนเขา

ภูเขาแดงสนธยามีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นสีแดงสดทั่วทั้งเขต ด้วยสาเหตุที่ว่ามันเป็นสุสานของเซียน นั่นก็ทำให้มันเป็นสถานที่ที่เป็นลางร้าย ไม่มีใครกล้าเข้ามาที่นี่เลย แม้แต่เซียนเองก็ตาม

แม้ว่านักผจญภัยหลายคนพยายามที่จะสำรวจหลุมฝังศพ และหาโอกาสแสวงโชคอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่มีใครทำมันได้สำเร็จ

แม้แต่เซียนก็ตายที่นี่

ดังนั้นแม้ว่าภูเขาจะอยู่ใกล้กับเมืองสนธยาแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็ปราศจากสิ่งมีชีวิตด้วยเช่นกัน

“เต่าดำหมอบอยู่บนเนินเขาเพื่อกำราบโชคลาภของภูเขานี้ ภาพของเต่าดำเกิดจากงูและเต่ารวมกันกลายเป็นลักษณะของหยินแบบสุด ๆ มันปรากฏเป็นพื้นที่สีดำ กับดักแห่งความตาย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงไม่มีใครมาที่นี่” ลู่หยุนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความสงสัยขณะที่เขามองภูเขา

ทั้งโลกนี้มีการแบ่งฮวงจุ้ยอยู่ 4 แบบ ค่ายกล พื้นที่ แบบรัศมี และแบบรัศมีครอบคลุมทั่วโลก

เต่าดำหมอบที่อยู่ตรงหน้าเขานี้คือตัวอย่างที่ดีของฮวงจุ้ยแบบพื้นที่ บนโลกนั้นฮวงจุ้ยแบบนี้หมายถึงความภักดีและความยิ่งใหญ่ นั่นก็หมายความว่าใครก็ตามที่ถูกฝังอยู่ในเขาลูกนี้จะต้องเป็นคนที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน

มังกรแบกโลงในเมืองเองก็คือตัวอย่างสำหรับฮวงจุ้ยแบบรัศมี

“สถานที่แห่งนี้เงียบสงบและไร้ผู้คน เป็นสถานที่ที่ดีเยี่ยมในการฆ่าใครสักคนและฝังศพ” ลู่หยุนพูดอย่างฉับพลัน

“เอ๊ะ?” หัวใจของเก้อหลงแทบจะหยุดเต้น “ท่านเอาอะไรมาพูดว่าข้าจะสังหารท่าน?”

“แกส่งหลานสาวสุดรักให้มาเกลี้ยกล่อมฉัน แต่ก็จบลงที่ถูกฉันทรมานจนตาย เธอบอกว่าแกเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของเธอ ทำไมแกถึงไม่อยากจะล้างแค้นให้กันล่ะ?” ลู่หยุนส่ายหัวเล็กน้อย

จริง ๆ แล้วลู่หยุนเองก็รู้สึกเศร้าพอสมควรที่ได้ยินเรื่องนี้จากว่านเฟิง ลู่หยุนคนก่อนไม่มีความเป็นลูกผู้ชายเอาซะเลย เขามีความกล้าก็จริงแต่ว่ามันไม่ใช่แบบนี้โว้ย! ใครมันจะกล้าทำร้ายหญิงสาวสุดสวยงามแถมยังเวอร์จิ้นแบบว่านเฟิงได้อีกล่ะ??

การเกิดมาในสายเลือดต้องสาปนี้ทำให้เขาอ่อนแอกว่าคนทั่วไป บวกกับการที่มีมังกรแบกโลงศพอยู่ในเมืองนี้มันยิ่งทำให้พลังงานปีศาจมากมายแผ่ออกมา นี่ยังไม่ต้องพูดถึงราชเลขาเซียที่จับให้เขาอยู่กลางรูปแบบการปฏิเสธหยินทั้ง 9 นั่นด้วยนะ

โชคดีมากที่เจ้าของร่างคนก่อนผไม่ได้กลายเป็นขันที แต่ถึงอย่างงั้น ลู่หยุนคนเก่าที่มักพุ่งไปหาว่านเฟิงอยู่บ่อยครั้ง เขาก็ไม่เคยทำอะไรเธอได้เลย

ตระกูลเก้ออยู่ใต้บัญชาของตระกูลลู และเก้อหลงเองก็แนะนำหลานสาวให้กับลู่หยุน ช่างน่าเสียดายที่มันเป็นการเดินหมากที่ผิดพลาดสำหรับเขา การส่งนางไปให้กับเจ้าเมืองคนนี้ถือเป็นการหยามเกียรติมาก! และด้วยความโกรธามันทำให้เจ้าเมืองคนก่อนจัดการทำร้ายหญิงสาวจนถึงแก่ความตาย

“หึหึหึหึ ในเมื่อรู้แล้วล่ะก็ จงตายเสียเถอะ!” เก้อหลงหัวเราะอย่างแรงกล้าแล้วเรียกดาบขึ้นมาในมือของเขาโดยที่ไม่มีใครรู้ที่มาของมัน

จบบทที่ บทที่ 4 เต่าดำหมอบ

คัดลอกลิงก์แล้ว