- หน้าแรก
- หย่ารักสามีเลว ย้อนเวลาไปเป็นยอดดวงใจผู้บัญชาการ
- บทที่ 4: เปิดมิติวิเศษ
บทที่ 4: เปิดมิติวิเศษ
บทที่ 4: เปิดมิติวิเศษ
“พี่คะ พี่! ฉันได้มาแล้ว!”
เซิ่นไป๋ซู่วิ่งกระหืดกระหอบมาตลอดทางจนถึงริมตลิ่ง พลางร้องตะโกนบอกพี่สาวอย่างเริงร่าหวังเอาความดีความชอบ
เซิ่นไป๋จือไม่สนว่าเศษดินทรายจะเปรอะเปื้อนก้อนหินอยู่หรือไม่ หล่อนรีบรับก้อนหินที่ควรจะเป็นของตนเองมาถือไว้ด้วยความตื่นเต้นระคนยินดี ราวกับว่ากงล้อแห่งโชคชะตาได้ถูกผลักให้กลับมาแล่นบนเส้นทางที่ถูกต้องอีกครั้งในวินาทีนี้ ต่อจากนี้ไป หล่อนจะอาศัยมิติวิเศษแห่งนี้พร้อมกับความทรงจำจากชาติปางก่อน พาน้องสาวก้าวเดินไปสู่เส้นทางชีวิตสายใหม่ที่แตกต่างจากเดิม
เมื่อมองดูน้องสาวตัวน้อยที่กำลังยืดอกทำหน้าภาคภูมิใจรอคอยคำชม หล่อนก็เอื้อมมือไปลูบหัวเด็กสาวเบา ๆ พลางเอ่ยปลอบโยนราวกับเด็กเล็ก ๆ “ซู่ซู่ของพี่เก่งที่สุดเลย!”
นับตั้งแต่ซู่ซู่ลืมตาดูโลก เซิ่นไป๋จือก็เป็นคนคอยประคบประหงมเลี้ยงดูน้องสาวคนนี้มาโดยตลอด ในตอนนั้นหล่อนเพิ่งจะมีอายุได้เพียงแปดขวบ แต่กลับต้องคอยดูแลซู่ซู่ที่ยังเป็นทารกวัยไม่กี่เดือนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ต่อมาเมื่อซู่ซู่เริ่มเติบโตขึ้น เด็กสาวจึงมักจะเดินเตาะแตะตามติดพี่สาวเป็นเงาตามตัวไปทุกหนทุกแห่ง
นั่นก็เพราะว่าพ่อแม่ของพวกหล่อนไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาหรือปกป้องลูก ๆ ของตัวเองได้เลยแม้แต่น้อย พ่อของหล่อนเป็นคนกตัญญูอย่างโง่เขลา เบื้องบนสั่งให้หันซ้ายหันขวาก็ยอมทำตามคำสั่งของปู่กับย่าตระกูลเซิ่นทุกอย่างโดยไม่ปริปาก ส่วนแม่ก็เป็นพวกคลั่งรักอย่างกู่ไม่กลับ พ่อว่าอย่างไรนางก็ว่าตามนั้นไม่มีขัด แถมเป็นเพราะนางไม่สามารถคลอดลูกชายสืบสกุลให้แก่พ่อได้ นางจึงรู้สึกผิดบาปราวกับทำเรื่องเสื่อมเสียให้แก่ตระกูลเซิ่น ส่งผลให้นางยิ่งยอมก้มหัวศิโรราบให้แก่คนบ้านเซิ่นหนักกว่าเก่า
ด้วยเหตุนี้ สองพี่น้องจึงกลายเป็นลูกพลับนิ่มที่ใครในตระกูลเซิ่นก็สามารถจิกหัวรังแกได้ตามใจชอบ มีเพียงเพราะหล่อนโตกว่าหน่อย จึงพอจะออกโรงกางปีกปกป้องซู่ซู่ได้บ้างเล็กน้อย แต่ยังนับว่าโชคดีที่ซู่ซู่เกิดมาพร้อมความเด็ดเดี่ยวและมีนิสัยเผ็ดร้อน การกดขี่ข่มเหงของคนตระกูลเซิ่นนอกจากจะไม่ทำให้หล่อนยอมสยบแล้ว มันกลับยิ่งผลักดันให้หล่อนดื้อรั้นจนหลุดพ้นจากการควบคุมของคนพวกนั้นไปไกล
ในชาติที่แล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องเข้ามาช่วยชีวิตหล่อนเอาไว้ ซู่ซู่ก็คงจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและรุ่งโรจน์ไปแล้ว...
“พี่คะ เหม่ออะไรอยู่เหรอ? ดีใจจนร้องไห้เลยหรือไง? ก็แค่อีก้อนหินน่าเกลียดก้อนเดียวแท้ ๆ แต่พวกพี่กลับแย่งกันราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างนั้นแหละ! ไม่รู้สึกสกปรกบ้างหรือไง? รีบเอาไปล้างในแม่น้ำนู่นไป๊!”
ในระหว่างที่เซิ่นไป๋จือกำลังปล่อยให้ความคิดล่องลอยอยู่นั้น เซิ่นไป๋ซู่ก็โยนเสื้อผ้าทั้งหมดในมือลงไปในบริเวณน้ำตื้นของแม่น้ำ แล้วใช้ไม้ท่อนยาวคอยเขี่ย ๆ กวน ๆ ผ้าในน้ำไปมา
“ไม่มีอะไรหรอก พี่แค่คิดว่าซู่ซู่ของพี่โตขึ้นมากแล้ว แถมยังช่วยงานพี่ได้ตั้งหลายอย่าง พี่ก็เลยดีใจน่ะ”
เซิ่นไป๋จือเอ่ยชมน้องสาวจากใจจริง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ ข้างริมน้ำ นำก้อนหินลงไปแกว่งล้างในน้ำจนสะอาดเอี่ยมอ่อง จากนั้นจึงขยับเข้าไปช่วยเซิ่นไป๋ซู่ขยี้ซักกองเสื้อผ้าเหล่านั้นอย่างลวก ๆ
เซิ่นไป๋ซู่ก้มลงไปงมหาก้อนหินสีเข้มที่มีขนาดไล่เลี่ยกันจากริมตลิ่งมาได้อีกสองก้อน ก่อนจะโยนโปะลงบนกองเสื้อผ้า แล้วเอ่ยกับเซิ่นไป๋จือว่า “เอาล่ะพี่ พี่ไม่ต้องเล่าหรอกว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ้านพี่เขย แต่พี่ต้องได้รับความไม่เป็นธรรมมาแน่ ๆ เมื่อกี้พี่บอกว่ามีธุระสำคัญต้องไปทำไม่ใช่เหรอ? รีบไปเถอะ ไปเร็วเข้า!”
เซิ่นไป๋จือมองดูแล้วก็อดรู้สึกผิดและเป็นกังวลแทนไม่ได้ กลัวว่าหากน้องสาวกลับไปแล้วจะไม่รู้จะส่งงานอย่างไร “ถ้าแกกลับไปแบบนี้ ต้องโดนด่าอีกแน่ ๆ เลย...”
“หน้าตาฉันเหมือนพวกโง่ที่ยอมนั่งรอคอยให้คนมาด่าหรือไงคะ? ฉันทำก้อนหินของหล่อนหาย ฉันก็เลยหาก้อนหินที่คล้ายกันตั้งสองก้อนกลับไปชดใช้ให้แล้วนี่ไง? ก็เก็บมาจากแม่น้ำสายเดียวกันทั้งนั้น มันจะไปต่างกันตรงไหน? ถ้าหล่อนยังคิดว่าไม่พอ วันหลังฉันจะมางมจากในแม่น้ำไปให้อีกเยอะ ๆ เลย ในน้ำนี่มีถมเถไป อยากได้เท่าไหร่จะขนไปประเคนให้!”
เนื่องจากพวกหล่อนทั้งคู่ไม่มีนาฬิกาข้อมือ จึงทำได้เพียงกะเวลาเอาคร่าว ๆ จากตำแหน่งของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า ดูท่าทางแล้วน่าจะใกล้ถึงเวลาเลิกงานขุดดินของพวกชาวบ้านในหมู่บ้านแล้ว เวลาไม่คอยท่าจริง ๆ หลังจากสองพี่น้องพูดคุยกำชับกันอีกสองสามประโยค เซิ่นไป๋จือก็รีบเดินลัดเลาะไปตามลำน้ำสายเล็ก มุ่งหน้าไปยังบริเวณภูเขาหลังหมู่บ้านเพียงลำพัง
เซิ่นไป๋ซู่มองหาก้อนหินก้อนใหญ่ริมตลิ่งแล้วทิ้งตัวลงนั่ง ดวงตาคู่คมจับจ้องมองตามแผ่นหลังของพี่สาวที่ค่อย ๆ ห่างสายตาออกไป พลันสีหน้าของเด็กสาวก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและเย็นชาขึ้นมา หล่อนรู้ดีว่าพี่สาวต้องไปเผชิญพบเจอกับเรื่องที่เลวร้ายมากแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของพี่สาว ไหนเลยจะยอมวิ่งหนีกลับมาบ้านเดิมในวันที่สองของการแต่งงานแบบนี้
แม้หล่อนจะไม่รู้ว่าธุระสำคัญที่พี่สาวเอ่ยถึงคืออะไร แต่หล่อนก็พร้อมจะรับฟังและทำตาม ในเมื่อพี่สาวเอ่ยปากขอให้หล่อนช่วยถ่วงเวลาเซิ่นไป๋เวยไว้ให้ได้มากที่สุด เช่นนั้นหล่อนก็จะยอมกลับบ้านให้ช้าหน่อยก็แล้วกัน! หากหล่อนยังไม่กลับไปก่อไฟหุงหาอาหาร ย่าของหล่อนที่ไม่เคยหยิบจับงานบ้านงานเรือนมานานนับสิบปีก็คงไม่มีวันย่างกรายเข้าไปในห้องครัวแน่ ๆ และเมื่อทุกคนเลิกงานกลับมา สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ต้องจัดการก็คือการทำให้อิ่มท้องของคนทั้งบ้านก่อน! ส่วนเรื่องที่เซิ่นไป๋เวยอยากจะได้น้ำอุ่นอาบน้ำน่ะเหรอ? ก็รอก่อนไปเถอะ!
เซิ่นไป๋จือเดินย้อนกระแสน้ำของลำธารสายเล็กขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งแน่ใจว่าบริเวณโดยรอบไม่มีผู้คนอยู่แล้ว หล่อนจึงหยิบก้อนหินก้อนนั้นออกมาด้วยความตื่นเต้นระคนตื้นตัน หล่อนใช้ปลายเล็บสะกิดสะเก็ดแผลที่เพิ่งจะแห้งตรงข้อมือออกเบา ๆ ทันใดนั้น หยาดเลือดสีแดงสดก็ซึมหลั่งออกมาเป็นเม็ด ๆ อีกครั้ง
หล่อนรีบนำก้อนหินสีดำไปแนบกดทับลงบนบาดแผลทันที และเมื่อได้เห็นกับตาตนเองว่าก้อนหินเริ่มดูดซับหยาดเลือดเข้าไปทีละน้อย... มิติวิเศษที่หล่อนเฝ้าฝันถึงก็กำลังจะเปิดออกในอีกไม่ช้า