- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ พ่อเฮงซวยกับแม่เลี้ยงหลีกทางไปซะ
- บทที่ 28 ถานหว่านหว่านปฏิเสธ
บทที่ 28 ถานหว่านหว่านปฏิเสธ
บทที่ 28 ถานหว่านหว่านปฏิเสธ
ทว่าเมื่อครั้งก่อนที่เขาพาอวี๋ซีเฟิงกลับมา
ความเปราะบางและเก็บตัวของอวี๋ซีเฟิงได้ทิ้งความประทับใจไว้ในใจเขา
เขาไม่คาดคิดเลยว่าเธอจะกล้าคว้าเลื่อยไฟฟ้าฟาดใส่หัวคนอื่น!
ของพรรค์นั้นดูทั้งหนักและเทอะทะ เธอไม่กลัวเลยสักนิดว่าถ้าพลาดพลั้งปล่อยมือไปอาจทำให้ถึงตายได้
อวี๋ซีเฟิงกำบิสกิตอัดแท่งไว้แน่นและสบตากับหัวหน้าหวัง แววตาของเธอทำให้หัวใจของหัวหน้าหวังหล่นวูบ
คราวก่อนฝนตกหนักเกินไป เขาจึงมองเห็นหญิงสาวคนนี้ไม่ชัดนัก
เธอไม่ได้เปราะบางเลย
มันเป็นสายตาที่ดูบางเบาแต่หนักแน่น ซุกซ่อนความเหี้ยมโหดและเด็ดขาดของคนที่เคยผ่านความตายมาแล้ว
หัวหน้าหวังเคยเห็นท่าทีแบบนี้จากพวกเดนตายเท่านั้น
เมื่อนึกถึงวิดีโอนั้น สายตาของหัวหน้าหวังก็จับจ้องอวี๋ซีเฟิงอย่างแน่วแน่ราวกับเหยี่ยว
เพื่อนร่วมงานของหัวหน้าหวังพาตัวหม่าเถียนออกไป
ส่วนเขาเดินตามอวี๋ซีเฟิงทีละก้าวไปจนถึงชั้นสิบห้า
อวี๋ซีเฟิงขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองร่างสูงที่อยู่ตรงหน้า ส่วนเจ๊อวิ๋นเดินตามมาด้านหลังด้วยความงุนงง
หัวหน้าหวังยืนอยู่หน้าประตูบ้านของอวี๋ซีเฟิง หันไปพูดกับเจ๊อวิ๋นว่า
"เมื่อทางคุณได้ผลสรุปแล้ว ผมจะให้ทางนิติบุคคลแจ้งให้ทราบ"
เจ๊อวิ๋นมองอวี๋ซีเฟิง เมื่อเห็นอวี๋ซีเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย เธอจึงเดินกลับเข้าห้องไป
เมื่อเธอจากไป ก็เหลือเพียงอวี๋ซีเฟิงกับหัวหน้าหวัง หัวหน้าหวังมองอวี๋ซีเฟิงอย่างเงียบๆ และหลังจากผ่านไปเนิ่นนาน เขาก็เอ่ยขึ้น
"ผมขอเข้าไปดื่มน้ำสักแก้วได้ไหม?"
อวี๋ซีเฟิงตอบ
"ได้สิคะ"
หัวหน้าหวังไม่จำเป็นต้องสุภาพขนาดนี้ด้วยซ้ำ
เมื่อความสงบเรียบร้อยล่มสลาย คนอย่างหัวหน้าหวังก็ยิ่งมีอำนาจมากขึ้นในหลายๆ เรื่อง
ทว่าในยามกลียุค มาตรการขั้นเด็ดขาดคือสิ่งจำเป็น
อวี๋ซีเฟิงเปิดประตู
เธอแอบสงสัยอยู่ในใจ หรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่ซูเปอร์มาร์เก็ต?
ไม่น่าจะใช่ ศพนั้นยังคงนอนนิ่งอยู่ในมิติของเธอ
อวี๋ซีเฟิงมั่นใจว่าไม่มีใครแถวนั้น และไม่มีกล้องวงจรปิดตัวไหนจับภาพตอนที่เธอแทงคนได้
ไม่มีอะไรในบ้านที่ไม่ควรอยู่ที่นี่
แม้ว่าอวี๋ซีเฟิงจะไม่คาดคิดว่าจะบังเอิญเจอหัวหน้าหวังก่อนที่จะลงไปชั้นล่างพร้อมกับเจ๊อวิ๋น
และด้วยเหตุผลบางอย่างที่เธอยังไม่รู้ หัวหน้าหวังเริ่มสงสัยในตัวเธอแล้ว
แต่ด้วยความระมัดระวัง ก่อนออกจากบ้าน เธอก็ยังคงเก็บข้าวของทุกอย่างที่ไม่ควรมีอยู่ในบ้านออกไปจนหมด
ข้าวของในครัวถูกจัดเตรียมไว้ในปริมาณที่พอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป ส่วนกระป๋องเนื้อวัวหม้อไฟขนาดใหญ่ถูกวางไว้บนชั้นวางด้านบน
"ต้องเปลี่ยนรองเท้าไหม?" หัวหน้าหวังเอ่ยถาม
"ไม่ต้องค่ะ ที่บ้านไม่มีรองเท้าผ้าฝ้ายเหลือแล้ว" อวี๋ซีเฟิงตอบ
รองเท้าของหัวหน้าหวังเปื้อนโคลนเต็มไปหมด แต่เขาก็ยังถอดมันออก และยืนบนพื้นด้วยถุงเท้าสีดำเพียงคู่เดียว
"แมวยังอยู่ไหม?"
เสี่ยวจวี๋วิ่งออกมาจากระเบียง ขนของมันเป็นเงางามและพวงหางฟูฟ่อง
อวี๋ซีเฟิงรินน้ำเปล่าหนึ่งแก้วแล้วยื่นให้หัวหน้าหวัง
หัวหน้าหวังกวาดสายตามองไปรอบห้อง สำรวจทุกซอกทุกมุม
"ช่วงนี้เลี้ยงแมวคงลำบากน่าดู"
"แมวไม่ใช่หมา ก็เลยไม่เป็นไรหรอกค่ะ" อวี๋ซีเฟิงตอบ
หลายครอบครัวในหมู่บ้านเลี้ยงหมา แต่ตอนนี้เนื้อหมาได้กลายเป็นอาหารบนโต๊ะไปแล้ว อาหารหมาเองก็เช่นกัน
เนื้อแมวมีรสเปรี้ยวแถมยังมีน้ำหนักไม่มาก เห็นได้ชัดว่าไม่คุ้มค่าเท่าเนื้อหมา
หัวหน้าหวังถามขึ้น
"ช่วงนี้คุณได้ออกจากบ้านบ้างไหม?"
หัวใจของอวี๋ซีเฟิงกระตุกวูบ แต่สีหน้าของเธอยังคงสงบนิ่งขณะส่ายหน้า
"ข้างนอกมีแมลงสาบเยอะขนาดนั้น ฉันจะออกไปได้ยังไงคะ? แมวตัวนี้กินแมลงสาบได้ ฉันก็เลยไม่ต้องให้อาหารมันมากนัก"
"ตั้งแต่คราวก่อนที่ผมพาคุณกลับมา คุณก็ไม่ได้ออกไปไหนเลยงั้นเหรอ?" หัวหน้าหวังซักไซ้
"ฉันไปซูเปอร์มาร์เก็ตกับเจ๊อวิ๋นและเพื่อนบ้านอีกคนค่ะ" เมื่อพูดถึงตรงนี้ อวี๋ซีเฟิงก็อุ้มเสี่ยวจวี๋ขึ้นมา เผยรอยยิ้มเขินอายเล็กน้อย "ถ้าไม่ได้ออกไปตอนนั้น ฉันคงต้องแย่งอาหารแมวของเสี่ยวจวี๋กินแน่ๆ"
ชั่วขณะหนึ่ง เมื่อมองดูหญิงสาวตรงหน้าที่กำลังก้มหน้าอุ้มแมว หัวหน้าหวังก็เริ่มสงสัยในลางสังหรณ์ของตัวเองเป็นครั้งแรก
ไม่ว่าจะมองยังไง เธอก็เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง
หน้าตาดีนิดหน่อย ใจดีพอประมาณ และเข้ากับเพื่อนบ้านได้ดี นั่นคงเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงกล้าจับเลื่อยไฟฟ้าขึ้นมาเพื่อปกป้องพวกเขา
"แล้วเลื่อยไฟฟ้านั่นเอามาจากไหนล่ะ?" หัวหน้าหวังเอ่ยถาม
"ช่างก่อสร้างทิ้งเอาไว้ตอนที่มาต่อเติมบ้านน่ะค่ะ" อวี๋ซีเฟิงตอบเสียงเบา
อืม ฟังดูไม่มีพิรุธ
"ของสิ่งนี้ถือเป็นอาวุธควบคุม ตามกฎระเบียบแล้วจำเป็นต้องถูกยึด" หัวหน้าหวังกล่าว "ผมต้องเอามันไป"
อวี๋ซีเฟิงตอบ
"...อยู่ตรงระเบียงค่ะ"
หัวหน้าหวังเปิดตู้เก็บของที่ระเบียง
เสียงของอวี๋ซีเฟิงดังแว่วมาจากด้านหลัง
"ทุกครั้งที่คุณมา ดูเหมือนว่าคุณจะเอาของของฉันไปตลอดเลยนะคะ"
หัวหน้าหวังหัวเราะแห้งๆ
"ไม่ใช่แค่คุณหรอก เรือคายัคทุกลำแถวนี้ก็ถูกเกณฑ์ไปใช้หมดแล้ว และตอนนี้ยังคืนให้คุณไม่ได้"
ภารกิจกู้ภัยของทีมกำลังตึงตัวอย่างหนัก
มือของหัวหน้าหวังที่ถือเลื่อยไฟฟ้าอยู่รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย
แม้เขาจะทำตามกฎระเบียบ แต่ลึกๆ แล้วเขาก็รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมกับอวี๋ซีเฟิงเลย
หัวหน้าหวังล้วงกระเป๋า หยิบบิสกิตอัดแท่งออกมาสองชิ้น ด้านในเสื้อแจ็กเก็ตของเขามีไฟแช็กกับปากกา
เขาเก็บปากกากลับเข้าไปในกระเป๋า แล้ววางของที่เหลือรวมถึงธนบัตรหลายสิบหยวนลงบนโต๊ะ
น้ำเสียงของเขาแข็งทื่อ
"ถือซะว่าเป็นค่าชดเชยเล็กๆ น้อยๆ ก็แล้วกัน ถ้าวันหลังคุณต้องการความช่วยเหลืออะไร ก็มาหาผมได้"
เงินหลายสิบหยวนนั้นไม่มีค่าอะไร แต่บิสกิตอัดแท่งสองถุงนี้ยังพอรับได้
อวี๋ซีเฟิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
พูดตามตรง เธอไม่ชอบหน้าหัวหน้าหวังเลย
ทั้งสถานะเจ้าหน้าที่ทางการและเจตนาแอบแฝงส่วนตัวของเขา มีแต่จะนำความเดือดร้อนมาให้เธอ
อวี๋ซีเฟิงขี้เกียจเกินกว่าจะพูดอะไรอีก
"ไม่เป็นไรค่ะ"
หัวหน้าหวังถอนหายใจ
"การที่คุณปกป้องตัวเองน่ะเป็นเรื่องที่ถูกแล้ว แต่การใช้เลื่อยไฟฟ้ามันดูสะดุดตาและสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีเท่าไหร่ วันหลังผมจะให้เพื่อนร่วมงานคอยจับตาดูสถานการณ์ทางฝั่งคุณให้มากขึ้นด้วย"
เขาไม่พูดอะไรอีก ดื่มน้ำจนหมดแก้ว แล้วเดินจากไปพร้อมกับถือเลื่อยไฟฟ้าออกไป
เมื่อเดินไปได้ครึ่งทาง หัวหน้าหวังก็หันกลับมามองอีกครั้ง และเห็นอวี๋ซีเฟิงยังคงยืนอยู่หน้าประตู เขาฝืนยิ้มอย่างเก้อเขินพร้อมกับโบกมือให้
อวี๋ซีเฟิงยืนอยู่หน้าประตู แน่นอนว่าเธอไม่ได้ออกมายืนส่งหัวหน้าหวัง
เธอเพียงแค่จ้องมองรอยนูนตรงเอวด้านหลังของหัวหน้าหวัง ด้วยความรู้สึกอยากได้จนแทบอดใจไม่ไหว
จะดีแค่ไหนกันนะถ้าเธอได้มันมาสักกระบอก
เธอรีบกดข่มความคิดนั้นลงไปอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา
อวี๋ซีเฟิงปิดประตู แล้วแกะห่อบิสกิตอัดแท่งที่หัวหน้าหวังทิ้งไว้ให้
มันดูคล้ายกับบิสกิตอาหารเช้าที่เธอเคยซื้อตามร้านสะดวกซื้อสมัยเรียน แต่เนื้อสัมผัสแข็งและแห้งกว่ามาก
รสชาติก็ไม่ได้แย่นัก เอาไว้กินสลับแก้เลี่ยนบ้างเป็นครั้งคราวก็พอได้
ก่อนที่ฝนจะตกหนัก อวี๋ซีเฟิงเคยซื้อบิสกิตอัดแท่งแบบนี้ตุนไว้ถึงสองร้อยกล่อง แต่ละกล่องหนักสิบสามกิโลกรัม
ด้วยข้าวสวยร้อนๆ อาหารปรุงสุกใหม่ๆ และขนมขบเคี้ยวหลากหลายชนิดที่กวาดมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต พูดตามตรง เธอแทบไม่เคยนึกถึงบิสกิตอัดแท่งที่แข็งจนเอาไปทำอิฐได้พวกนี้เลย
อาหารกระป๋องมีรสชาติจืดชืด และมีดอกไม้จีนเป็นส่วนประกอบ
อวี๋ซีเฟิงแทะบิสกิตอัดแท่งไปสองสามคำ เก็บส่วนที่เหลือไว้ แล้วต้มเส้นบะหมี่แห้งกินเองทั้งห่อ
เมื่อเส้นบะหมี่สุก เธอก็นำไปล้างด้วยน้ำพุภูเขาจากในมิติ
วันนี้อวี๋ซีเฟิงอยากกินบะหมี่คลุก การล้างด้วยน้ำเย็นจะช่วยให้เส้นเหนียวนุ่มยิ่งขึ้น
เธอตักแบ่งใส่ชามให้ตัวเองหนึ่งที่ ส่วนเส้นที่เหลือก็ถูกนำไปเก็บไว้ในมิติ
ตอนนี้เส้นบะหมี่ยังคงจืดชืดและมีน้ำชุ่มอยู่ อวี๋ซีเฟิงตักพริกเผาเหล่ากานมาหนึ่งช้อนใส่ลงไป แล้วใช้ตะเกียบคคลุกเคล้าให้เข้ากัน
บิสกิตอัดแท่งที่เหลือถูกบดจนละเอียด เนื้อสัมผัสของมันดูคล้ายเนยถั่วแห้งๆ และคล้ายกับถั่วบด อวี๋ซีเฟิงโรยมันลงบนเส้นบะหมี่เล็กน้อย
บะหมี่ชามนี้รสชาติกลมกล่อมมาก
อวี๋ซีเฟิงกินอย่างเอร็ดอร่อยด้วยความพึงพอใจ
สำหรับอวี๋ซีเฟิง บิสกิตอัดแท่งเป็นเพียงแค่เครื่องปรุงรส แต่สำหรับลูกบ้านคนอื่นๆ ในหมู่บ้านเดียวกัน
ครอบครัวหนึ่งค่อยๆ หักบิสกิตอัดแท่งออกอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็หักครึ่งของครึ่งนั้นอีกที แบ่งกันกินคนละหนึ่งในสี่ส่วน โดยแต่ละคนจะตักกับข้าวเย็นชืดกินแกล้มไปหนึ่งช้อน
"ฉันได้ยินมาว่า ถ้าค่อยๆ กินบิสกิตอัดแท่งช้าๆ มันจะไปพองตัวในท้อง แล้วก็ทำให้อิ่มท้องมากเลยนะ"
สมาชิกในครอบครัวเคี้ยวช้าๆ ตามที่บอก ลิ้มรสชาติแต่ละคำอยู่นานสองนาน
ถานหว่านหว่านกลับมาที่ห้อง และเฉียนอิงก็นั่งอยู่บนโซฟา ส่งยิ้มมาให้เธอ
ตรงหน้าของเฉียนอิง มีบิสกิตอัดแท่งของคนสามคนกองรวมกันอยู่ น้ำหนักรวมสามชั่ง
"หว่านหว่าน ในเมื่อเราก็กินข้าวด้วยกันอยู่แล้ว งั้นเราเอาเสบียงมารวมกันเถอะ" น้ำเสียงของเฉียนอิงดูเป็นธรรมชาติ แต่ดวงตาของเธอกลับมืดมิดและล้ำลึก
"อาหารของเราถูกแมลงสาบกินไปหมดแล้ว ช่วงนี้เธอคงลำบากน่าดู หว่านหว่าน เธอโทษพวกเราหรือเปล่าที่สร้างความเดือดร้อนให้?"
"ฉันจะคิดแบบนั้นได้ยังไง?" ถานหว่านหว่านฝืนยิ้ม
เธอรู้สึกเสียใจขึ้นมาแล้ว
เธอควรจะฟังคำแนะนำของครูอวี๋ซีเฟิง และปล่อยให้เพื่อนร่วมห้องกลับไปที่โรงเรียน
ไม่ว่าเพื่อนร่วมห้องของเธอจะเป็นตายร้ายดียังไง มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอสักนิด