เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47 กลิ่นอายมหาจักรพรรดิ

บทที่ 47 กลิ่นอายมหาจักรพรรดิ

บทที่ 47 กลิ่นอายมหาจักรพรรดิ


อู๋หนิงจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา เศษเสี้ยวของกลิ่นอายมหาจักรพรรดิกดทับลงบนร่างของชายชราจนแผ่นหลังไม่อาจตั้งตรงได้ และเขาก็คุกเข่าลงข้าง ๆ ฉู่เซิ่งคุนดัง ตับ

"เจ้า... เจ้า..."

ดวงตาของชายชราหัวโล้นเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด จนแทบจะถล่นออกมาจากเบ้าตา

นั่นคือกลิ่นอายระดับมหาจักรพรรดิ!!

เขาไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญาเหมือนอย่างฉู่เซิ่งคุนที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งกลิ่นอายมหาจักรพรรดิ

ชายชราหัวโล้นตื่นตระหนกจนแทบเสียสติ ในใจนึกอยากจะฉีกทึ้งเนื้อหนังของฉู่เซิ่งคุนแล้วกลืนกินมันลงไปทั้งเป็นเสียเหลือเกิน

ไอ้สารเลวเอ๊ย เจ้าจะอวดดีหยิ่งยโสอย่างไรก็ช่างเถอะ แต่เจ้ากลับกล้าไปล่วงเกินตัวตนระดับมหาจักรพรรดิเนี่ยนะ!

เจ้ามันสมควรตายร้อยครั้งพันครั้ง!

ในเวลานี้ บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดราวกับป่าช้า ทุกคนต่างพากันยืนเซ่อทำอะไรไม่ถูก

ตัวตนระดับผู้สูงสุด!

กลับต้องมาคุกเข่าอ้อนวอนราวกับสุนัขจนตรอกเบื้องหน้าของคนผู้นี้!

โลกใบนี้มันบ้าคลั่งเกินไปแล้ว พวกเขารู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังติดอยู่ในความฝันก็ไม่ปาน

ซ่งหยวนเฉินที่เพิ่งถูกตบหน้าจนเสียโฉมและผู้คุ้มกันถูกสังหารไป พลันรู้สึกโกรธแค้นจนแทบกระอักเลือด ทว่าเมื่อได้เห็นภาพเบื้องหน้า เขากลับไม่กล้าปริปากเอ่ยคำใดออกมาแม้แต่คำเดียว รีบเบือนสายตาหนีไปทางอื่นด้วยความหวาดกลัว เพราะเกรงว่าจะดึงดูดความสนใจของอู๋หนิง

และแน่นอนว่า คนที่ตกตะลึงและสับสนที่สุดย่อมหนีไม่พ้นฉู่เซิ่งคุน

"แม้กระทั่งท่านอาจารย์..."

"นี่... นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน?!"

"ไม่มีทาง ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด!"

"นี่ต้องเป็นภาพลวงตาแน่ ๆ ทำลายมันซะ!"

อู๋หนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย "เจ้าหมอนี่หวาดกลัวจนเสียสติไปแล้วรึ?"

เขาเบือนหน้าหนีพลางสะบัดมือตบอีกฝ่าย หมายจะปลิดชีพให้สิ้นซาก

"ท่านผู้เจริญ โปรดเมตตาด้วย!"

ชายในชุดคลุมสีทมิฬท่าทางองอาจผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นกลางห้วงมิติอย่างไร้ร่องรอย

ทว่าท่วงท่าของอู๋หนิงกลับรวดเร็วและเด็ดขาดอย่างยิ่ง เขาสะบัดมือบดขยี้ร่างของฉู่เซิ่งคุนจนกลายเป็นละอองโลหิตในพริบตา แม้กระทั่งจิตวิญญาณก็ถูกทำลายจนมลายสิ้น ไม่เหลือหนทางให้เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

หลังจากนั้นเขาจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองชายในชุดคลุมทมิฬที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้น... เป็นเพียงยอดฝีมือขอบเขตระดับกึ่งจักรพรรดิขั้นสูงสุดเท่านั้น ไม่คู่ควรให้เขาต้องปรายตามองเป็นครั้งที่สองเลยด้วยซ้ำ

"ทำไม เจ้าคิดจะแก้แค้นให้มันรึ?"

"หามิได้ขอรับ" ชายในชุดคลุมทมิฬส่ายศีรษะ จากนั้นจึงรีบประสานมือคารวะอู๋หนิงอย่างนอบน้อม "เรียนท่านผู้เจริญ ฉู่เซิ่งคุนทำตัวเองย่อมสมควรตายแล้ว ทว่าข้าหวังว่าท่านจะยอมไว้ชีวิตผู้สูงสุดว่านเฟิงสักครั้งได้หรือไม่ขอรับ?"

ตูม!

ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยจบประโยค ร่างของชายชราหัวโล้นก็ถูกบดขยี้กลายเป็นละอองโลหิตไปในพริบตา

"เจ้า!" ชายในชุดคลุมทมิฬเดือดดาลขึ้นมาทันที

อู๋หนิงมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉยพลางเอ่ยว่า "กล้าลงมือโจมตีข้า? มันก็สมควรตายแล้ว!"

"หากเจ้าคิดจะแก้แค้น ก็ลงมือได้เลย"

"ข้ามิกล้าขอรับ!" ชายในชุดคลุมทมิฬรีบประสานมือคารวะ ท่วงท่าท่าทางเปลี่ยนเป็นอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างถึงที่สุด

แม้ว่าตำหนักอู๋จี๋ของพวกเขาจะมีมหาจักรพรรดิคอยหนุนหลังอยู่หนึ่งท่าน ทว่ามหาจักรพรรดิท่านนั้นได้ออกเดินทางท่องเที่ยวข้ามผ่านห้วงดาราจักรไปตั้งแต่เมื่อหลายพันปีก่อนและยังไม่ได้เดินทางกลับมา

ไม่มีทางที่ท่านจะกลับมาได้ในระยะเวลาอันสั้นนี้ ดังนั้นในยามนี้ เขาจึงไม่กล้าที่จะเปิดศึกปะทะกับมหาจักรพรรดิโดยเด็ดขาด

"เรียนท่านผู้เจริญ ในเมื่อยามนี้ทั้งฉู่เซิ่งคุนและผู้สูงสุดว่านเฟิงต่างก็ตกตายไปแล้ว ข้าหวังว่าเรื่องราวในครั้งนี้จะจบลงแต่เพียงเท่านี้ และโปรดอย่าได้ดึงเอาผู้บริสุทธิ์คนอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเลยนะขอรับ"

"ผู้บริสุทธิ์รึ?"

อู๋หนิงแค่นเสียงหยัน เจ้าแก่หนังเหนียวผู้นี้มีชีวิตอยู่มานานนับหมื่นปีและเข่นฆ่าผู้คนมานับไม่ถ้วน ยังกล้ามาเอ่ยคำว่าบริสุทธิ์ต่อหน้าเขาอีกหรือ?

"คิดจะให้เรื่องจบลงง่าย ๆ เช่นนี้คงเป็นไปไม่ได้ ศิษย์ของตำหนักอู๋จี๋เป็นฝ่ายมาล่วงเกินข้าก่อน หากยอมปล่อยไปง่าย ๆ เช่นนี้ แล้วเกียรติยศของข้าจะไปอยู่ที่ใด?"

"หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ผู้คนไม่พากันคิดว่าข้าเป็นคนที่จะมาข่มเหงรังแกอย่างไรก็ได้หรอกรึ?"

ชายในชุดคลุมทมิฬรีบเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว "ท่านผู้เจริญเอ่ยได้ถูกต้องแล้วขอรับ เรื่องในครั้งนี้เป็นความผิดของตำหนักอู๋จี๋ก่อนจริง ๆ"

"ข้าในนามของตำหนักอู๋จี๋ ขออภัยต่อท่านผู้เจริญไว้ ณ ที่นี่ด้วยขอรับ หวังว่าท่านผู้เจริญจะเมตตาอุเบกขา และโปรดอย่าได้ถือสาหาความกับพวกเราอีกเลย"

"เจ้าช่างเป็นคนที่รู้จักกาลเทศะดีแท้!" สีหน้าของอู๋หนิงดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย "เอาเถอะ ข้าไม่ใช่คนกระหายเลือด และไม่อยากจะสร้างความแค้นเคืองไปมากกว่านี้ จงนำผลึกปราณจิตวิญญาณจำนวนหนึ่งหมื่นล้านก้อนมามอบให้ข้าเพื่อเป็นค่าชดเชย แล้วพวกเราจะถือว่าเรื่องราวในครั้งนี้สิ้นสุดลง"

"ผลึกปราณหนึ่งหมื่นล้านก้อน?!" ใบหน้าของชายในชุดคลุมทมิฬถึงกับกระตุกอย่างรุนแรง เขาจะไปหาผลึกปราณมากมายปานนั้นมาจากที่ใด?

นั่นไม่ใช่ศิลาปราณทั่วไป ทว่ามันคือผลึกปราณจิตวิญญาณ!

ตั้งหนึ่งหมื่นล้านก้อน! ต่อให้ทุบตำหนักอู๋จี๋จนแหลกเป็นจุณ พวกเขาก็ไม่มีปัญญาหามาจ่ายได้ครบแน่นอน

"ทำไม หรือว่ามันยากเย็นเกินไป?" น้ำเสียงของอู๋หนิงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาเล็กน้อย

ชายในชุดคลุมทมิฬกัดฟันกรอดพลางเอ่ยว่า "เรียนท่านผู้เจริญ พวกเราไม่อาจหาผลึกปราณหนึ่งหมื่นล้านก้อนมามอบให้ท่านได้ในตอนนี้ ทว่าข้ายินดีที่จะนำศาสตราวุธระดับกึ่งจักรพรรดิชิ้นหนึ่งมามอบให้เพื่อเป็นการชดเชยขอรับ"

"มูลค่าของมันย่อมไม่ได้ด้อยไปกว่าผลึกปราณหนึ่งหมื่นล้านก้อนแน่นอน ท่านคิดเห็นเช่นไรขอรับ?"

"เช่นนั้นก็ได้" อู๋หนิงพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจ ดูเหมือนว่าขุมกำลังใหญ่โตเหล่านี้จะไม่ได้ร่ำรวยมั่งคั่งอย่างที่คิด ขนาดผลึกปราณหนึ่งหมื่นล้านก้อนยังไม่มีปัญญาหามาได้

ชายในชุดคลุมทมิฬนำระฆังม่วงทองใบหนึ่งออกมาและส่งมอบให้อู๋หนิง ในใจของเขารู้สึกเจ็บปวดราวกับโลหิตกำลังหลั่งริน

ในฐานะยอดฝีมือขอบเขตระดับกึ่งจักรพรรดิขั้นสูงสุด ทั่วทั้งร่างของเขามีศาสตราวุธระดับกึ่งจักรพรรดิเพียงสองชิ้นเท่านั้น ทว่ายามนี้กลับต้องจำใจมอบมันให้ผู้อื่นไปชิ้นหนึ่ง

มันราวกับกำลังถูกกรีดเฉือนเนื้อหัวใจออกไปก็ไม่ปาน!

อู๋หนิงรับระฆังมาพินิจพิจารณาดู มันคือศาสตราวุธระดับกึ่งจักรพรรดิประเภทโจมตีจิตวิญญาณ ก็นับว่าไม่เลวทีเดียว ทว่ามันกลับไม่มีประโยชน์อันใดสำหรับตัวเขาเลย

“ข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง หากภายในเวลาหนึ่งปีเจ้ารวบรวมผลึกปราณหนึ่งหมื่นล้านก้อนมามอบให้ข้าได้ เจ้าก็สามารถนำมันมาแลกเอาศาสตราวุธระดับกึ่งจักรพรรดิชิ้นนี้กลับคืนไปได้”

ดวงตาของชายในชุดคลุมทมิฬทอประกายวาบด้วยความยินดี “ขอบพระคุณท่านผู้เจริญยิ่งนักขอรับ!”

อู๋หนิงสะบัดมือแวบหนึ่ง พลางปรายสายตามองไปยังเงาร่างที่ซ่อนตัวอยู่กลางห้วงอากาศรอบ ๆ ก่อนจะพาร่างของหลี่หยวนเป่าและคนอื่น ๆ ทะยานจากไป

ใบหน้าของชายในชุดคลุมทมิฬแปรเปลี่ยนเป็นมืดมนลงทันที และร่างของเขาก็เลือนหายไปในพริบตาเช่นกัน

เวลาช่างกระชั้นชิดยิ่งนัก เขาจำเป็นต้องรีบหาหนทางเพื่อรวบรวมผลึกปราณมาไถ่ถอนศาสตราวุธระดับกึ่งจักรพรรดิของตนกลับคืนมาให้ได้

หลังจากที่พวกเขาทั้งหมดจากไปแล้ว ผู้คนในบริเวณนั้นต่างพากันลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

พวกเขามิกล้าที่จะเอ่ยปากพูดคุย หรือรั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้อีกต่อไป เพราะเกรงว่าจะถูกตำหนักอู๋จี๋ลงมือฆ่าปิดปาก จึงรีบพากันบังคับเรือเหาะทะยานหนีไปอย่างสุดชีวิตราวกับกำลังวิ่งหนีความตาย

หลายคนยังคงรู้สึกขวัญหนีดีฝ่อไม่หาย

สิ่งที่ได้พบเห็นและรับรู้ในวันนี้ช่างน่าตื่นตาตื่นใจและระทึกขวัญยิ่งนัก!

เรื่องราวในวันนี้คงเพียงพอให้พวกเขานำกลับไปคุยโวโอ้อวดได้ยาวนานนับร้อยปีเลยทีเดียว

"องค์ชาย..." ด้านหลังของซ่งหยวนเฉิน ชายหนุ่มหญิงสาวหลายคนต่างพากันมองดูเขาด้วยสายตาระมัดระวัง

"ไปกันเถอะ รีบออกไปจากที่นี่ก่อน" ใบหน้าของซ่งหยวนเฉินบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว แววตาแฝงไว้ด้วยเจตนาฆ่าอันเข้มข้น

คนพวกนี้ได้เห็นสภาพอันน่าอนาถและอัปยศที่สุดของเขาแล้ว เขาไม่มีทางปล่อยให้พวกมันมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างแน่นอน!

เมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ความโกรธแค้นอันไร้ขอบเขตก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจอีกครั้ง ส่งผลให้ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวดูน่าเกลียดน่ากลัว นัยน์ตาเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย แก้มครึ่งซีกที่กลายเป็นเนื้อบดชุ่มโชกไปด้วยโลหิต ยิ่งขับเน้นให้เขาดูราวกับอสูรกายที่กำลังทวงแค้น

เรือรบสีทองทะยานร่างอันตรธานหายไปที่เส้นขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว

ณ บริเวณภายนอกตำหนักอู๋จี๋ เงาร่างหลายสายปรากฏขึ้น

พวกเขาลล้วนเป็นยอดฝีมือผู้ทรงพลังจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ร้อยหลอมและสำนักศักดิ์สิทธิ์โลกีย์ ทว่าในยามนี้พวกเขากลับตกอยู่ในความเงียบงันอย่างถึงที่สุด

"ต่อจากนี้ พวกเราควรจะทำอย่างไรดี?" ชายชราเคราขาวผู้หนึ่งเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา

"จะทำอย่างไรได้อีกเล่า? ขนาดตำหนักอู๋จี๋ยังต้องยอมก้มหัวศิโรราบ ตัวตนระดับนั้นย่อมไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปล่วงเกินได้ พวกรีบเตรียมตัวเดินทางไปเข้าพบเพื่อขอขมาด้วยตนเองเถอะ"

"เฮ้อ คงทำได้เพียงเท่านี้แล้ว"

...

ในอีกด้านหนึ่ง

"ลูกพี่ เมื่อครู่นี้ท่านช่างองอาจและไร้เทียมทานยิ่งนัก!" หลี่หยวนเป่าเอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้นและเลื่อมใส แววตาเต็มไปด้วยความนับถือและโหยหา

"ข้าหวังว่าสักวันหนึ่ง ข้าจะสามารถองอาจได้สักครึ่งหนึ่งของท่านนะลูกพี่"

"ไม่ขอมากหรอก แค่ได้เศษเสี้ยวหนึ่งในหมื่นของท่าน ข้าก็พึงพอใจมากแล้ว"

อู๋หนิงคลี่รอยยิ้มบาง ๆ "เรื่องนั้นง่ายมาก เพียงแค่เจ้าขยันฝึกฝนจนก้าวเข้าสู่ขอบเขตนามมหาจักรพรรดิ เจ้าก็สามารถทำเช่นเดียวกับข้าเมื่อครู่นี้ได้แล้ว"

ใบหน้าของหลี่หยวนเป่าพลันเหี่ยวแห้งลงทันที

เขารู้สึกว่าตนเองเพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตจำแลงธรรมลักษณ์ได้ไม่นาน ด้วยพรสวรรค์อันน้อยนิดของเขา การจะก้าวไปถึงขอบเขตนามมหาจักรพรรดิ คงต้องใช้เวลาอีกสักกี่ชาติภพกันเชียว?

สวี่จื่อเชียนอดไม่ได้ที่จะทอดถอนหายใจออกมา "พี่อู๋ ท่านอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ คาดว่าท่านคงเป็นมหาจักรพรรดิที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์แล้วกระมัง?"

"บางทีนะ"

อู๋หนิงแหงนหน้ามองดูท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ พลางเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ ว่า "ทว่าพวกเจ้าต้องจำเอาไว้ เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือผู้คนยังมีผู้คน ตัวตนระดับมหาจักรพรรดิเป็นเพียงจุดสูงสุดของมวลมนุษย์เท่านั้น ทว่าในเบื้องบนนั้น... ยังมีโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่านี้ซุกซ่อนู่อยู่อีกมากมายนัก"

จบบทที่ บทที่ 47 กลิ่นอายมหาจักรพรรดิ

คัดลอกลิงก์แล้ว