- หน้าแรก
- บุกเบิกแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เริ่มต้นที่เมล็ดพันธุ์
- บทที่ 469 : ผลประกอบการพุ่งกระฉูดอย่างต่อเนื่อง | บทที่ 470 : พื้นที่ชุ่มน้ำของแม่น้ำ
บทที่ 469 : ผลประกอบการพุ่งกระฉูดอย่างต่อเนื่อง | บทที่ 470 : พื้นที่ชุ่มน้ำของแม่น้ำ
บทที่ 469 : ผลประกอบการพุ่งกระฉูดอย่างต่อเนื่อง | บทที่ 470 : พื้นที่ชุ่มน้ำของแม่น้ำ
บทที่ 469 : ผลประกอบการพุ่งกระฉูดอย่างต่อเนื่อง
"หุ้นของย่าเซิ่งขึ้นหรือยัง?"
"ก็พอได้ ทรงตัวแล้ว โรงงานปุ๋ยอินทรีย์ไส้เดือนที่ร่วมมือกับย่าเซิ่งก็กำลังผลิตอยู่..."
ระหว่างที่ถาม กัวหยางก็เปิดหน้าจอหุ้นบนคอมพิวเตอร์และค้นหากลุ่มบริษัทย่าเซิ่ง
เนื่องจากตอบสนองนโยบายพักดินอย่างแข็งขัน ผลงานราคาหุ้นของย่าเซิ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมาจึงไม่ค่อยดีนัก กลายเป็นเส้นกราฟสีเขียวที่ร่วงลงมา
ความจริงแล้วเรื่องการพักดิน รัฐบาลมีเงินอุดหนุนให้
แต่ฟาร์มของรัฐของย่าเซิ่งส่วนใหญ่ยังคงบริหารจัดการโดยพนักงาน ที่ดินที่มีการบริหารจัดการขนาดใหญ่ยังมีน้อย
แถมตลาดทุนก็ไม่ค่อยอินกับนโยบายพักดิน ทำให้ราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทย่าเซิ่ง, ซูเคิ่นหนงฟา, เป่ยต้าฮวง และบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกมีราคาหุ้นที่ไม่ค่อยดีนัก
ทว่า ช่วงสองเดือนมานี้ ตลาดทุนเหมือนจะเริ่มได้กลิ่นอะไรบางอย่าง ราคาหุ้นเลยมีแนวโน้มดีดตัวกลับ
กัวหยางหัวเราะ "ดูเหมือนฐานรากของการพักดินจะมั่นคงแล้ว ปริมาณน้ำไหลลงมาทางปลายน้ำแม่น้ำซูเล่อปีนี้ก็ยังพอใช้ได้ใช่ไหม?"
ฉีจื่อเหวินตอบ "เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอีกประมาณ 15% พืชพรรณทางปลายน้ำของลุ่มแม่น้ำฟื้นตัวได้ดีมาก เมื่อเดือนที่แล้วสำนักบริหารจัดการแม่น้ำทาริมยังมาลงพื้นที่ตรวจสอบ และเชิญให้เจียเหอเข้าร่วมโครงการผันน้ำเชิงนิเวศระยะที่สองของแม่น้ำทาริมด้วย"
พอพูดถึงสำนักบริหารจัดการแม่น้ำทาริม กัวหยางก็นึกถึงโครงการของบริษัทมู่เหอบนแม่น้ำไคตู ที่ทำออกมาได้สวยงามจริงๆ
โครงการผันน้ำเชิงนิเวศระยะที่สองของแม่น้ำทาริม เจียเหอต้องเข้าไปมีเอี่ยวด้วยแน่นอน
จากนั้นเขาก็นึกถึง 'มุมสูงแผ่นดินจีน' เลยถามถึงความคืบหน้า
"วันที่หนึ่งเดือนหน้าจะออนไลน์ครับ การโปรโมตก็เริ่มอุ่นเครื่องแล้ว"
"ดูตัวเต็มหรือยัง?"
"ดูแล้วครับ ทุกคนเห็นตรงกันว่าสมบูรณ์แบบมาก ผมให้ อวี๋เล่อ จัดงานดูหนังอีกรอบ..."
"ไม่ต้องหรอก ปล่อยให้ผมลุ้นบ้างเถอะ"
ฉีจื่อเหวินรู้ว่าบอสรักสารคดีอย่างลึกซึ้ง มีความชอบส่วนตัวที่ไม่เหมือนใคร ในเมื่อกลับมาแล้วก็ต้องให้เขาดูวิธีก่อนแน่นอน
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ กัวหยางก็ขัดจังหวะขึ้นมาก่อน
"'แดนสวรรค์ฉีเหลียน' กระแสตอบรับบนเน็ตค่อนข้างดี ครั้งนี้ก็คงไม่แย่หรอก อวี๋เล่อยังมีฝีมืออยู่ พอออนไลน์ปุ๊บก็ให้เขาเริ่มเตรียมทำซีซันสองได้เลย"
"ไม่ต้องรอดูผลตอบรับเหรอครับ?"
"ไม่ต้องหรอก เชื่อการตัดสินใจของพวกคุณ ในเมื่อเห็นตรงกันว่าสมบูรณ์แบบ ถ้าสุดท้ายกระแสออกมาไม่ดี ผมคงต้องสงสัยรสนิยมการชมของพวกคุณแล้วล่ะ"
"เอ่อ... ผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญซะด้วยสิ"
"เพราะงั้นนายถึงเป็นตัวแทนของคนทั่วไปได้ไง"
กระแสความนิยมการท่องเที่ยวที่ 'แดนสวรรค์ฉีเหลียน' สร้างขึ้นยังไม่ทันจางหาย ภูมิทัศน์อันงดงามของเทือกเขาฉีเหลียนซานในฤดูร้อน ก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นระลอก
กระแสการท่องเที่ยวในจิ่วเฉวียน, เจียอวี้กวน, ภูเขาฉีเหลียน และพื้นที่อื่นๆ ยังคงรักษาไว้ได้เป็นอย่างดี แม้จะสู้สถานที่ท่องเที่ยวระดับท็อปไม่ได้ แต่ก็เบียดขึ้นมาอยู่ในระดับกลางค่อนบนได้
สร้างคุณูปการให้กับ GDP ของเมืองเล็กๆ เหล่านี้ไม่น้อย
'มุมสูงแผ่นดินจีน' อาจจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างออกไปอีก
เขาเลื่อนดูรายชื่อหุ้นที่เลือกไว้ในแอปพลิเคชันเทรดหุ้น ซึ่งเรียงลำดับจากอัตราการขึ้นของราคาจากน้อยไปมาก
แถวบนเป็นสีเขียวเรียงราย ย่าเซิ่งก็อยู่ในอันดับต้นๆ ขึ้นมานิดหน่อย 0.2% เลื่อนลงไปอีกก็เป็นหุ้นที่มีแนวโน้มขาขึ้นค่อนข้างดี
โดยรวมแล้วหุ้นที่ขึ้นมีมากกว่าหุ้นที่ตก
หุ้นในลิสต์ที่เลือกไว้ล้วนเป็นหุ้นที่เวยกวงถือครองในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นอกจากหุ้นบริษัทใหญ่ที่มีผลประกอบการดีในความทรงจำของเขาแล้ว ก็ยังมีหุ้นแปลกๆ เพิ่มมาอีกหลายตัว
ที่เยอะที่สุดคือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเจียเหอ
เจียฮว่า, ย่าเซิ่ง, ซูเคิ่นหนงฟา, กว้านหนง... ใช้การกระทำเพื่อสนับสนุนการพัฒนาของอุตสาหกรรมการเพาะปลูก
เลื่อนลงไปแล้วเลื่อนลงไปอีก กัวหยางถึงหาเจียฮว่าเจอในบรรดาหุ้นตัวท้ายๆ ราคามันพุ่งกระฉูดถึง 5.63% ทะยานขึ้นไปถึง 60 หยวนแล้ว เกือบจะทำกำไรเป็นสองเท่าแล้ว
พอดูเส้นกราฟรายวันและรายสัปดาห์ ก็เป็นแนวโน้มขาขึ้นมาตลอดทาง แทบจะไม่เห็นช่วงปรับฐานเลย มีแค่ช่วงที่พุ่งชนเพดานเท่านั้นที่มีการปรับตัวลงเล็กน้อย แต่ไม่นานก็พุ่งทะยานขึ้นไปอีก
"รายงานผลประกอบการครึ่งปีของเจียฮว่าดีเกินคาดเหรอ? ผลงานในตลาดหุ้นถึงโหดเหี้ยมขนาดนี้?"
เมื่อได้ยินฉีจื่อเหวินก็ขยับเข้ามาด้านหลังกัวหยาง ถึงได้รู้ว่าบอสนั่งดูตลาดหุ้นมาตลอด
"ไม่ใช่แค่รายงานครึ่งปีที่ดีเกินคาดครับ ยอดขายแบรนด์อวี้เจ๋อก็พุ่งกระฉูดเหมือนกัน สินค้าใหม่สองสามตัวที่เปิดตัวในฤดูร้อนนี้ เก๋อเหวินเย่าทุ่มทุนสร้างสุดๆ ในเรื่องการโปรโมต พอสินค้าวางจำหน่ายก็ได้รับการตอบรับอย่างร้อนแรง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสท่องเที่ยวในเส้นทางวงแหวนชิงไห่-กานซู่ ครีเอเตอร์บนเว็บไซต์วิดีโอหลายคนเชียร์อวี้เจ๋อหนักมาก ผลลัพธ์ก็สุดยอดจริงๆ ทะลุกรอบความเข้าใจแบบเดิมๆ ของบางคนไปเลย
ลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
รายงานครึ่งปีของเจียฮว่าเพิ่มขึ้น 110% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว รายได้ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 2.2 พันล้าน อวี้เจ๋อและไป๋เฉ่าจี๋ล้วนมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด!
นอกจากนี้ ตั้งแต่รายงานครึ่งปีออกมาจนถึงตอนนี้ กระแสของอวี้เจ๋อและไป๋เฉ่าจี๋ก็ยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มยอดขายในเว่ยไหลเถียนเจียนก็เพิ่มขึ้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ!
เมื่อเทียบกันแล้ว การเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นยังถือว่าเบาบางไปเลย บางคนยังมองว่าราคาหุ้นของเจียฮว่าตอนนี้ถูกปั่นให้สูงเกินจริงด้วยซ้ำ
ในช่วงครึ่งปีหลัง อวี้เจ๋อและไป๋เฉ่าจี๋ต้องทำให้ทุกคนเซอร์ไพรส์อีกแน่นอน"
กัวหยางหัวเราะออกมา จิบจี้เสี่ยวไป๋ที่แช่เย็นไปอึกหนึ่ง จิตใจที่ร้อนรุ่มถึงค่อยเย็นลงมา
เจียเหอซื้อกิจการของเจียฮว่าไปด้วยเงินทุนกว่า 5 พันล้านหยวน หากคิดตามราคาหุ้นในตอนนี้ ความจริงมันก็ใกล้จะคืนทุนแล้ว
"บางทีซวงเม่ยที่ฟื้นคืนชีพกลับมา อาจจะเปลี่ยนจุดยืนของแบรนด์สักหน่อยก็ได้"
ฉีจื่อเหวินถาม "บอสมีไอเดียอะไรไหมครับ?"
อุตสาหกรรมเครื่องสำอางนอกจากจะแข่งกันที่คุณภาพแล้ว ที่มากกว่านั้นคือการแข่งขันด้านการตลาดและการโปรโมต กลุ่มคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ความงามมาอย่างยาวนาน ล้วนมีความเข้าใจที่ฝังรากลึกเกี่ยวกับแบรนด์
ในสายตาของพวกเธอ แบรนด์ระดับสากลอย่างเอสเต้ ลอเดอร์ ย่อมดีกว่าแบรนด์เล็กๆ
ซึ่งความจริงก็อาจจะเป็นเช่นนั้น
เพื่อทะลวงวงล้อม กัวหยางได้รับปากแล้วว่าจะอัดฉีดเงินทุน 500 ล้านหยวนให้เจียฮว่า เพื่อฟื้นคืนชีพ 'ซวงเม่ย' และให้การสนับสนุนในด้านการโปรโมต
เงินก้อนนี้ไม่ได้ถูกอัดฉีดแบบรวดเดียวจบ ตอนนี้อาจจะให้ไปแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
แต่จู่ๆ เจียฮว่าก็พุ่งทะยาน ผลประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผลกำไรของปีนี้คงไม่ต่ำแน่
ถึงแม้จะเพิ่มการโปรโมตและฟื้นคืนชีพซวงเม่ย เงินทุนที่มีอยู่ก็สามารถรับมือได้อย่างสบายๆ
ทว่า เงินทุนที่รับปากว่าจะให้ก็ไม่จำเป็นต้องถอนคืน
กัวหยางเองก็ไม่รู้ว่าประสิทธิภาพที่แท้จริงของแบรนด์ดังเหล่านั้นเป็นอย่างไร แต่อวี้เจ๋อมีความได้เปรียบในเรื่องวัตถุดิบ
เขาเองก็เคยใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด บำรุงผิว และเติมความชุ่มชื้นของอวี้เจ๋อ และมันก็ได้ผลดีจริงๆ
ตอนนี้มันอาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีเกินไปแล้วล่ะ
กัวหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "บางทีซวงเม่ยอาจจะทำเป็นแบรนด์สินค้าหรูหราก็ได้นะ เก๋อเหวินเย่าอยากเข้าสู่วงการแฟชั่น ก็สนับสนุนเขาทำไปเถอะ"
ฉีจื่อเหวินกล่าวอย่างครุ่นคิด "ตอนนี้การควบคุมเจียฮว่าของเราค่อนข้างอ่อนแอ มีแค่รองประธานฝ่ายธุรกิจแบรนด์สองคน หากจะเข้าซื้อกิจการในอุตสาหกรรมแฟชั่น อาจจะมีช่องโหว่ในการกำกับดูแลเรื่องการใช้เงินทุน"
"ทุจริตก็คือทุจริต จะมาบอกว่าช่องโหว่ในการกำกับดูแลอะไรกัน"
กัวหยางหัวเราะด่าเบาๆ แล้วจึงพูดต่อ "อย่าลืมสิ ฉวนหวางยังมีพื้นที่ให้จัดการเรื่องวัตถุดิบอยู่นะ"
"ต้องขึ้นราคาวัตถุดิบไหมครับ?"
กัวหยางคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "สินค้าใหม่ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรสูง สามารถทยอยขึ้นราคาได้ ใช้วิธีต้มกบในน้ำอุ่น"
ฉีจื่อเหวินพูดอย่างฉุกคิดขึ้นมาได้ "เพราะงั้นซวงเม่ยถึงต้องทำเป็นแบรนด์สินค้าหรูหรา ถึงตอนนั้นก็จะสามารถผูกขาดเรื่องวัตถุดิบได้ จะผลิตมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับฉวนหวาง แถมยังโยกย้ายกำไรได้ดีขึ้นด้วย"
วัตถุดิบสำคัญในการผลิตอวี้เจ๋อมาจากลาเวนเดอร์ที่กัวหยางเพาะปลูกขึ้นในตอนแรก แต่อวี้เจ๋อก็ใช้เพียงส่วนหนึ่งของคุณสมบัติของมันเท่านั้น
ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาได้อีกมาก
"ไม่ใช่แค่เจียฮว่า ผู่เล่อเหวยเหม่ยก็เช่นกัน แต่เพราะมีประสบการณ์จากเจียฮว่าแล้ว ฉวนหวางเลยบีบช่องว่างกำไรของผู่เล่อเหวยเหม่ยจนถึงขีดสุดตั้งแต่แรกเริ่ม"
ด้วยการโยกย้ายผลกำไรอย่างลับๆ แบบนี้ เจียเหอซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่แล้ว ก็สามารถเพลิดเพลินกับกำไรที่มากขึ้นได้
สิ่งที่เสียหายย่อมเป็นผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อยคนอื่นๆ แต่เจียเหอสามารถผลักดันบริษัทได้อย่างจริงใจ และยังเหลือเศษเนื้อให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยและนักลงทุนรายย่อยได้กินบ้าง ในโลกที่เต็มไปด้วยความเน่าเฟะ นี่ถือว่าเป็นมโนธรรมของวงการเลยทีเดียว
เมื่อเข้าใจถึงจุดสำคัญนี้แล้ว ฉีจื่อเหวินก็รายงานเรื่องงานอื่นๆ อีกเล็กน้อย แล้วจึงเตรียมตัวไปคุยกับอวี๋ฉิน
กัวหยางก็ยินดีให้เป็นเช่นนั้น
เขากำลังพยายามมอบอำนาจให้ฉีจื่อเหวิน รอดูสักสองปีก่อน ถ้าได้ผลดี เขาก็จะพยายามถอยไปอยู่เบื้องหลัง
หลังจากฉีจื่อเหวินเดินออกไป กัวหยางก็ดูเอกสารต่ออีกหน่อย พอเลยสิบโมงไปแล้ว เขาก็ต่อสายหาเลขาคนหนึ่งของกระทรวงเกษตร
เพื่อขอคำปรึกษาเรื่องนโยบายเกี่ยวกับการลงทุนด้านเกษตรในภูมิภาคต่างๆ อย่างเช่น โรมาเนีย และ ยูเครน
ตอนบ่าย ผลลัพธ์ก็ถูกส่งกลับมา แถมยังเป็นท่านรองรัฐมนตรี ฟั่นเจี้ยน ที่โทรศัพท์กลับมาด้วยตัวเองอีกด้วย
"ประธานกัว เจียเหอมีความสนใจที่จะไปลงทุนในยุโรปตะวันออกเหรอ?"
หลังจากรับโทรศัพท์ กัวหยางก็ลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ ทอดสายตามองไปยังเทือกเขาฉีเหลียนซาน ตีนเขาในฤดูร้อนเต็มไปด้วยสีเขียวขจี
"บริษัทเกษตรกรรมที่มีความทะเยอทะยานทุกแห่ง ล้วนไม่ยอมพลาดตลาดยุโรปตะวันออกหรอกครับ"
"ก็จริง หนิงเกาหนิงก็เพิ่งจะเล็งตลาดยุโรปตะวันออกไปเหมือนกัน กำลังยื่นเรื่องขึ้นไปให้ผู้บริหารระดับสูง ครั้งนี้นายคงไม่ได้คิดจะตัดหน้าหรอกนะ?"
"ตัดหน้า? ตัดหน้าเรื่องอะไรครับ? กลุ่มบริษัทธัญพืชแห่งชาติมีเป้าหมายเข้าซื้อกิจการอีกแล้วเหรอ?"
กัวหยางทำหน้างง เมื่อฟังจากความหมายนี้ หนิงเกาหนิงคงมีผลงานใหม่อีกแล้วสินะ!
"นี่นายไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่?"
"ผมไม่รู้จริงๆ ครับผู้นำ ผมจะไปคอยจ้องกั๋วเหลียงอยู่ทุกวี่ทุกวันทำไมล่ะ!" กัวหยางร้องโอดครวญอย่างได้รับความไม่เป็นธรรม
ในเวลาเดียวกัน เขาก็เริ่มรู้สึกสงสัยในความเคลื่อนไหวใหม่ของกั๋วเหลียง ธุรกิจหลักของกั๋วเหลียงคือธัญพืชและน้ำมัน ภารกิจทางการเมืองคือการรับประกันความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ
ตามหลักแล้ว ตอนนี้อัตราการพึ่งพาตัวเองด้านธัญพืชและน้ำมันในประเทศนับวันจะยิ่งสูงขึ้น กั๋วเหลียงก็ไม่น่าจะมีความสนใจในต่างประเทศมากนักสิ
"ผู้นำครับ กั๋วเหลียงจะไปลงทุนอะไรในยุโรปตะวันออกล่ะ?"
"ก็ต้องเป็นด้านการเกษตรนั่นแหละ แต่หลักๆ คือธัญพืชและน้ำมัน ทว่ากั๋วเหลียงอยากจะกลืนลงไปอาจจะมีความยากอยู่บ้าง"
พอพูดถึงตรงนี้ ฟั่นเจี้ยนก็รู้สึกแปลกใจ ก่อนจะถามต่อ "ไม่มีบริษัทยุโรปติดต่อพวกนายมาบ้างเลยเหรอ? นายเพิ่งจะกลับมาจากเนเธอร์แลนด์ไม่ใช่หรือไง?"
"ไม่มีครับ กั๋วเหลียงมีสถานะแบบไหน เจียเหอมีสถานะแบบไหน เขาก็ต้องรังเกียจว่าเจียเหอจนน่ะสิครับ!"
"หึๆ~ ช่างกล้าพูดออกมาได้นะนาย"
"จนจริงๆ ครับ!"
"เลิกกวนได้แล้ว รู้จัก นิเดร่า อะกริคัลเจอร์ และ โนเบิล อะกริคัลเจอร์ ไหม?"
"ซี๊ด~ พวกเขาเป็นฝ่ายติดต่อกั๋วเหลียงไปเหรอครับ?"
สำนักงานใหญ่ของนิเดร่า อะกริคัลเจอร์ ตั้งอยู่ในร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ และกัวหยางก็เพิ่งกลับมาจากร็อตเตอร์ดัม แถมยังได้ทานข้าวร่วมกับนายกเทศมนตรีเมืองร็อตเตอร์ดัมด้วยซ้ำ...
ฉวนหวางเพิ่งจะเข้าซื้อกิจการผู่เล่อเหวยเหม่ยมา
มีความเคลื่อนไหวใหญ่โตขนาดนี้ เขาไม่เชื่อหรอกว่านิเดร่า อะกริคัลเจอร์จะไม่รู้จักเจียเหอ
มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกเมินไปดื้อๆ อย่างไรเสีย กั๋วเหลียงถึงจะเป็นพ่อค้าธัญพืชตัวแทนของรัฐบาลได้
นิเดร่า อะกริคัลเจอร์ และโนเบิล อะกริคัลเจอร์ เขาจะไม่รู้จักได้ยังไงล่ะ
กลุ่มบริษัทกั๋วเหลียงในมิติเวลาเดิมก้าวขึ้นเป็นพ่อค้าธัญพืชรายใหญ่ระดับโลก ก้าวสำคัญก็คือการเข้าซื้อกิจการทั้งนิเดร่า และโนเบิล อะกริคัลเจอร์พร้อมกัน
เพื่อการนี้ กั๋วเหลียงและคาร์กิลล์ รวมถึงพ่อค้าธัญพืชรายใหญ่ทั้งสี่ ต่างก็มีความขัดแย้งกัน
ตอนนั้นท่านประธานของบริษัทคาร์กิลล์ โทรศัพท์หาหนิงเกาหนิงด้วยตัวเอง แสดงความเห็นว่าต้นทุนการควบรวมกิจการในต่างประเทศมันสูง ถ้าหากต้องการถั่วเหลือง ก็สามารถมาหาคาร์กิลล์ได้โดยตรง
แต่หนิงเกาหนิงก็ยังคงเข้าซื้อกิจการนิเดร่าและโนเบิลพร้อมกันอยู่ดี
และกั๋วเหลียงก็ยังบรรลุข้อตกลงในการร่วมทุนและร่วมมือกับพ่อค้าธัญพืชรายใหญ่ทั้งสี่ จนก้าวไปสู่การแข่งขันบนเวทีเดียวกัน และท้ายที่สุดก็สามารถแซงหน้าได้
"ไม่น่าเป็นไปได้นะ!" กัวหยางพึมพำ "ประธานหนิงสนใจจริงๆ เหรอ?"
ฟั่นเจี้ยนบอกว่า "ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น หนิงเกาหนิงอยากปั้นให้กั๋วเหลียงกลายเป็นบริษัทอาหารและธัญพืชชั้นนำระดับโลกมาโดยตลอด"
สำหรับสาเหตุที่นิเดร่าและโนเบิลต้องการขายกิจการพร้อมกันนั้น กัวหยางไม่ได้สนใจจะไปค้นหาความจริง และไม่สนด้วยว่าเวลาจะเร็วขึ้นกว่าเดิมหรือไม่
ตอนนี้การเกษตรทั่วโลกมันเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว สองบริษัทนั่นก็แค่ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกก่อนเวลาอันควรก็เท่านั้นเอง~
นิเดร่า อะกริคัลเจอร์ ก็เป็นบริษัทสินค้าเกษตรและการค้าระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ธุรกิจของพวกเขาครอบคลุมหลายสิบประเทศ มีอิทธิพลอย่างมากในอาร์เจนตินาและบราซิล
ส่วนสำนักงานใหญ่ของโนเบิล อะกริคัลเจอร์ ตั้งอยู่ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีอิทธิพลอย่างแข็งแกร่งในยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งยูเครน นับว่าเป็นผู้ส่งออกน้ำมันพืชรายใหญ่อันดับสองของยูเครน
พูดตามตรง กัวหยางรู้สึกอิจฉาตาร้อนอยู่เล็กน้อย
เจียเหอก็พยายามมองหาโอกาสในการเข้าซื้อกิจการมาตลอด แต่พอคนอื่นมีความคิดที่จะขาย เขาก็ไปหากั๋วเหลียงก่อนอยู่ดี
"ปัญหาเรื่องเงินทุนของหนิงเกาหนิงคงหนักน่าดูเลยใช่ไหมครับ?"
"อืม ก็ไม่น้อยล่ะ แต่โอกาสมาถึงแล้ว การปล่อยผ่านไปแบบนี้ไม่ใช่สไตล์ของหนิงเกาหนิงหรอก เขาอาจจะร่วมมือกับกลุ่มทุนระหว่างประเทศเพื่อเข้าซื้อกิจการ"
ฟั่นเจี้ยนมีท่าทีเหมือนจะกังวลใจอยู่บ้าง "ช่วงสองปีมานี้ การซื้อกิจการยิ่งใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ เบื้องบนก็ปวดหัวเหมือนกัน"
กัวหยางพูดติดตลก "ผมว่าน่าจะดีใจจนแทบไม่ทันมากกว่านะครับ"
"เฮ้อ จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้นะ รู้ไหมว่าถ้าซื้อพร้อมกันสองแห่งต้องใช้เงินเท่าไหร่? สองหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ! อัตราหนี้สินของกั๋วเหลียงก็ไม่น้อยแล้วนะ"
"ไม่ใช่ไม่น้อยครับ มันสูงมากต่างหาก แต่ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็ยังมีเบื้องบนคอยค้ำไว้ หนี้เยอะแค่ไหนก็ไม่ต้องกลุ้มใจหรอก แต่ที่ผมไม่เข้าใจเลยก็คือ การนำเข้าธัญพืชในประเทศลดลงอย่างมาก ขาดตลาดในประเทศคอยรองรับแบบนี้ การเข้าซื้อกิจการทั้งสองแห่งของกั๋วเหลียง คงยากที่จะได้กำไรใช่ไหมครับ?"
"เพราะมันมีความหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญกว่า สำหรับการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแข่งขันระดับสากลยังไงล่ะ"
"ทีนี้ผมเข้าใจแล้วล่ะ"
เงียบกันไปพักหนึ่ง ทั้งสองคนดูเหมือนกำลังใช้ความคิด รอให้อีกฝ่ายเปิดปากก่อน
กัวหยางเลยอดทนไว้ การเข้าซื้อกิจการทั้งสองแห่งนี้ เจียเหอเข้าไปมีเอี่ยวก็ไม่มีประโยชน์อะไร เป้าหมายของเจียเหอคือการหาเงิน ความตระหนักรู้ของเขายังไม่สูงส่งขนาดนั้นหรอก~
ในท้ายที่สุด หลังจากฟั่นเจี้ยนแอบด่าในใจไปประโยคหนึ่ง เขาก็เปิดปากพูด "เจียเหออยากจะร่วมลงทุนสักหน่อยไหมล่ะ?"
"เอ๊ะ ได้สิครับ"
กัวหยางตอบรับทันควัน แล้วก็ถามต่อ "สักเท่าไหร่ถึงจะเหมาะครับ ขโมยซีนเจ้าภาพมันคงดูไม่ดีสักเท่าไหร่"
"..."
ก็มีแต่นายแหละที่ชอบร้องจน!
ฟั่นเจี้ยนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก "เอาแค่พอเป็นพิธีก็พอ เจียเหอไปลงทุนที่โรมาเนียดีกว่า ที่นั่นโครงสร้างพื้นฐานแย่ การเช่าที่ดินในท้องถิ่นจะต้องเตรียมตัวสำหรับระยะยาว ส่วนเรื่องนโยบาย เอกสารก็ส่งไปให้หมดแล้ว ถือว่าไม่เลวเลยนะ สามารถรับเงินอุดหนุนได้เยอะมากทีเดียว"
"ฮ่าๆ~ เรื่องการเพาะปลูกน่ะ เจียเหอมืออาชีพอยู่แล้ว"
วางสายเสร็จ กัวหยางถึงเพิ่งจะมาเหลือบมองนโยบายการลงทุนด้านการเกษตรของโรมาเนียอยู่สองสามตา
เงินอุดหนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นให้สูงมาก
โครงการเดียวที่มีการลงทุนในด้านการเกษตรเกินกว่า 30 ล้านยูโร ท้ายที่สุดก็จะสามารถรับเงินอุดหนุนได้มากกว่า 20 ล้านยูโร
แค่นี้ก็รู้ได้เลยว่าที่นั่นหิวโหยกระหายเงินทุนแค่ไหน พื้นฐานทางการเกษตรน่าจะย่ำแย่มาก
แต่ทรัพยากรที่ดินก็ดีจริงๆ ตั้งอยู่ในเขตดินดำที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ดินในพื้นที่ราบมีความอุดมสมบูรณ์สุดๆ
แม้ว่าสภาพพื้นที่ของยูเครนจะดีกว่า แต่เหตุการณ์การรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสีเชอร์โนบิล ก็ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคเหนือต้องเผชิญกับมลพิษทางกัมมันตภาพรังสี
เมื่อเทียบกันแล้ว โรมาเนียได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้น้อยมาก
อีกทั้งเกษตรกรท้องถิ่นปลูกข้าวสาลีโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลง จุดนี้ยิ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขามีศักยภาพในการแข่งขันในยุโรปค่อนข้างสูง
หลังจากศึกษาเรื่องนี้อยู่พักใหญ่ เจียเหอธัญพืชและน้ำมันก็กำหนดทิศทางการลงทุนด้านการเพาะปลูกในโรมาเนียแล้ว ว่าจะเน้นไปที่การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารออร์แกนิก โดยมีตลาดยุโรปเป็นเป้าหมาย
จากนั้นก็เป็นการจัดตั้งทีมงาน ในโรมาเนียสามารถซื้อสิทธิการใช้งานแบบรวดเดียวหลายสิบปีได้ แต่ที่ดินมันกระจัดกระจาย จึงอาจจะมีความยากลำบากในการเลือกที่ดินอยู่บ้าง
แต่ก็นั่นแหละ นี่ไม่ใช่เรื่องที่กัวหยางจะมาสนใจ
เขาได้รับข่าวที่ทำให้เขาต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึงจากปากของเกาเต๋อ
"น้ำมันเหวินกวนกั่วจินหลัวกำลังจะขายหมดเกลี้ยงเลยเหรอ?"
"ใช่ครับ ยอดขายรายวันในช่วงครึ่งปีมานี้พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ บริษัทเองก็ทุ่มโปรโมตอย่างหนัก ผลก็คือ พอเผลอแป๊บเดียวสินค้าก็ขายหมดเกลี้ยงซะแล้ว"
ตอนนี้เลิกประชุมแล้ว ทั้งสองคนกำลังเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันไปตามโถงทางเดิน กัวหยางพูดขึ้นว่า "ไปนั่งคุยกันที่ห้องฉันเถอะ"
เกาเต๋อไม่ได้ปฏิเสธ พอไปถึงห้องทำงาน กัวหยางก็ต้มน้ำร้อนก่อน จากนั้นทั้งสองก็ไปนั่งลงที่โต๊ะน้ำชา
"มันเรื่องอะไรกันเนี่ย? ฉันจำได้ว่าน้ำมันจากเมล็ดเหวินกวนกั่วที่เตรียมไว้แปรรูปเป็นน้ำมันประกอบอาหาร มีตั้ง 5 แสนตันไม่ใช่เหรอ นี่มันกำลังจะขายหมดเนี่ยนะ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย ถ้าคิดตามราคาที่ประเมินไว้ นี่มันยอดขายตั้ง 3.3 หมื่นล้านเลยนะ"
"เอ่อ ยอดขายของจินหลัวก็เกือบจะถึงตัวเลขนั้นแล้วล่ะครับ"
มือของกัวหยางที่กำลังใช้น้ำร้อนลวกถ้วยชาอดชะงักไม่ได้ ถ้วยกระแทกกับโต๊ะจนเกิดเสียงดังกังวาน
"พวกนายแต่ละคนตั้งใจใช่ไหม เก็บเงียบเอาไว้แล้วเพิ่งจะมาบอกฉันตอนนี้"
เกาเต๋อไม่ได้โต้เถียงอะไร เรื่องนี้เขาเองก็เลินเล่อไปเหมือนกัน
"ยอดขายมันค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน ก็มัวแต่ดีใจ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็พบว่าของเหลือไม่เท่าไหร่แล้ว โชคดีที่เหวินกวนกั่วของปีนี้ใกล้จะเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวแล้ว หลังจากนี้ก็ค่อยๆ ทยอยขาย น่าจะพอประคองไปได้"
กัวหยางถอนหายใจ "น่าเสียดายไปหน่อย ปีที่แล้วน้ำมันเมล็ด 1.05 ล้านตัน อีก 5.5 แสนตันที่เอาไปแปรรูปเป็นไบโอดีเซล ดันมียอดขายแค่สิบกว่าล้าน~"
เกาเต๋อ: "..."
กัวหยางชงชา "แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดนี่นะ ว่าน้ำมันเหวินกวนกั่วมันจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าขนาดนี้ ปีนี้ก็ระวังหน่อยแล้วกัน"
เกาเต๋อพูดอย่างครุ่นคิด "สาเหตุก็ได้ทำการตรวจสอบและวิเคราะห์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้ว เหตุผลสั้นๆ ก็คือคุณภาพของน้ำมันมันดี หลายคนก็สะท้อนกลับมาว่า มันช่วยบำรุงระบบหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงระบบประสาทสมองได้จริงๆ"
ดูวิเศษไปหน่อย แต่ผู้ใช้ก็ตอบกลับมาแบบนี้จริงๆ
กัวหยางยอมรับเรื่องทั้งหมดนี้ได้ดีกว่า ก่อนจะถามต่อ "คู่แข่งในตลาดมีเยอะไหม?"
เกาเต๋อตอบ "มีแค่พวกแมวเล็กแมวน้อยสองสามตัว ปริมาณผลผลิตก็มีจำกัดมาก ไม่น่ากลัวหรอก อย่างน้อยภายในสองปีก็ยังรักษาราคาสูงเอาไว้ได้ แต่พอหลังจากสองสามปีให้หลัง ในประเทศก็อาจจะเกลื่อนกลาดไปหมดแล้ว ตอนนี้มีกลุ่มทุนที่กระโดดลงมาเล่นต้นเหวินกวนกั่วเยอะเกินไป"
จากสถานการณ์ตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าน้ำมันเหวินกวนกั่วนำมาใช้เป็นน้ำมันประกอบอาหารมีอนาคตที่สดใสกว่า!
ต้องบอกเลยว่าความเร็วในการโปรโมตตลาดนี้มันพุ่งถึงขีดสุดจริงๆ แต่พอลองคิดถึงเงินทุนที่เจียเหอธัญพืชและน้ำมันทุ่มลงไปกับระบบคลังสินค้า โลจิสติกส์ และการตลาดแล้ว ทุกอย่างก็ดูสมเหตุสมผลไปหมด
จากผลกำไรอันน่าสยดสยองของน้ำมันเหวินกวนกั่วจินหลัว ยอดขาย 3.3 หมื่นล้านหยวน กำไร 2 หมื่นกว่าล้านหยวน~ อัตราผลตอบแทนมันทะลุฟ้าไปแล้ว!
ซึ่งนี่ก็ส่งผลให้ในพื้นที่ที่สามารถปลูกเหวินกวนกั่วได้ การเวนคืนที่ดินล้วนเข้าสู่ช่วงพุ่งทะยาน
ภายในเจียเหอเองก็กำลังเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนไหว คาดว่าเมืองบางแห่งในมณฑลคงอดรนทนไม่ไหว อยากจะขยายสเกลงานขึ้นมาแล้ว
ถึงแม้ว่าสุดท้ายมันจะเกลื่อนตลาดไปหมด ก็ยังมีไบโอดีเซลมารองรับอยู่ดี
ทว่า ทรัพยากรย่อมมีจำกัด
น้ำ, ที่ดิน, ต้นกล้า... ความขัดแย้งนานัปการล้วนเกี่ยวพันกันไปหมด ทำให้คนเรามองไม่เห็นว่าในอนาคตมันจะเดินไปทางไหน
แต่สุดท้ายมันก็ต้องเกิดปัญหาขึ้นจนได้
เพียงแต่ไม่รู้ว่าปัญหาจะโผล่มาจากจุดไหนก่อน ก็ทำได้แค่รอดูความเปลี่ยนแปลงอย่างสงบเท่านั้น
ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป กัวหยางดื่มชาอย่างใจลอย ความคิดของเขาล่องลอยไปถึงเรื่องแม่น้ำหงฉีเรียบร้อยแล้ว
บทที่ 470 : พื้นที่ชุ่มน้ำของแม่น้ำ
เมื่อเกาเต๋อเห็นดังนั้นก็ทักทายแล้วไปจัดการธุระของตัวเอง ปล่อยให้กัวหยางนั่งครุ่นคิดอยู่คนเดียวที่โต๊ะน้ำชา
คิดไปคิดมา เขาก็ยังเดาท่าทีของเบื้องบนที่มีต่อแม่น้ำหงฉีไม่ออกอยู่ดี
แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางการที่เจียเหอจะทุ่มเทไปในทิศทางนี้ต่อไป หากเรื่องนี้สำเร็จ เจียเหอก็จะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด
หลังจากดื่มชาหมดไปหนึ่งกา กัวหยางก็ดูข้อมูลด้านนี้อีกครั้ง เทียนเหอได้สร้างโรงงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเหวินกวนกั่วขึ้นเก้าแห่งในเมืองที่ตั้งอยู่ตามแนวเส้นทาง
โรงงานเริ่มเพาะต้นกล้าเหวินกวนกั่วแล้ว แถมยังเป็นการเพาะต้นกล้าขนาดใหญ่ที่มีอายุสองถึงสามปีโดยตรงอีกด้วย
บริษัทเจียเหอชีวเคมีก็จะชี้นำให้ท้องถิ่นสร้างฐานป่าพลังงานเหวินกวนกั่วขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามขั้นตอน
เขาติดต่อไปยังนักวิจัยเจ้าซีเทา และทีมงานของนักวิชาการหวังฮ่าวอีกครั้ง
เจียเหอจะสนับสนุนเงินทุนส่วนหนึ่งในทุกๆ ปี เพื่อใช้สำหรับการวิจัยเกี่ยวกับอุทกวิทยาของแม่น้ำ สภาพธรรมชาติ และอื่นๆ
ถือว่าเขาได้ตรวจสอบงานไปในตัว อันที่จริง ยิ่งข้อมูลละเอียดมากเท่าไหร่ ความยากลำบากก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
ในระยะนี้ก็เป็นเช่นนี้แหละ เมื่อการวิจัยเจาะลึกมากขึ้น จุดยากที่เปิดเผยออกมาก็ทำให้เจ้าซีเทาอึกอักอยากจะพูดแต่ก็หยุดไปหลายครั้ง
"ผู้เฒ่าเจ้า มีความลำบากอะไรคุณก็พูดมาตรงๆ เถอะ ทุกคนจะได้ปรึกษาหารือกัน"
"เฮ้อ ไม่มีอะไรหรอก เรื่องที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว คาดว่าผมคงอยู่ไม่ถึงวันนั้นหรอก"
เมื่อน้ำมันเหวินกวนกั่วได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน เจ้าซีเทาก็พอจะเดาความคิดของเจียเหอออกบ้างแล้ว
ยิ่งเหวินกวนกั่วมีศักยภาพสูงเท่าไหร่ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะนำมาได้ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการแปรรูปเป็นพลังงานชีวภาพ ซึ่งเรียกได้ว่าแก้ปัญหาตรงจุดที่ในประเทศกำลังต้องการ
ดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือนั้นกว้างใหญ่พอ ตราบใดที่มีน้ำเพียงพอ ก็สามารถเสกให้เป็นป่าพลังงานพื้นที่หลายร้อยล้านหมู่ หรือแม้แต่พันล้านหมู่ได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ อัตราส่วนระหว่างผลตอบแทนกับการลงทุนก็จะดูดีขึ้นมาก
ถ้าบอกว่าเมื่อก่อน 'แม่น้ำหงฉี' เป็นเพียงแนวคิด ตอนนี้ก็คือการทำให้ผู้คนได้เห็นผลตอบแทนหลังจากที่มันเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ในอนาคตเสียงเรียกร้องเกี่ยวกับแม่น้ำหงฉีรังแต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ
"ผู้เฒ่าเจ้าสุขภาพแข็งแรงดี บางทีอีกสิบปี แม่น้ำสายนี้ก็อาจจะเริ่มก่อสร้างได้แล้วนะ ในอนาคตคุณจะเป็นผู้มีผลงานที่ถูกจารึกชื่อไว้ในอันดับต้นๆ เลยล่ะ"
"ไม่เอาหรอก แม่น้ำสายนี้จะดีหรือร้าย ก็ปล่อยให้คนรุ่นหลังเป็นคนตัดสินเถอะ"
"ต้องดีแน่นอนสิครับ" กัวหยางหัวเราะ "สิ่งที่ผู้เฒ่าเจ้ากังวลก็มีแค่เรื่องการทำลายสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยา ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่เจียเหอถนัดที่สุดเลยนะครับ"
"ผมยังไม่เห็นจะเห็นเลยนะ~"
เมื่อเทียบกับผู้เฒ่าเจ้า ทีมงานของนักวิชาการหวังฮ่าวกลับมีความมั่นใจอย่างหลับหูหลับตาต่อโครงการแม่น้ำหงฉี ราวกับว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือ
ทั้งสองทีมจึงเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดของกันและกันได้พอดี แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
เมื่อนึกถึงปัญหานิเวศวิทยาที่เจ้าซีเทากังวล กัวหยางจึงค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเจียเหอนิเวศวิทยาในไฟล์คอมพิวเตอร์
บางสิ่งเขาอาจจะไม่ได้ดู แต่ไฟล์และข้อมูลล่าสุดต่างๆ จะได้รับการอัปเดตเป็นประจำเสมอ
นี่ก็คือความละเอียดรอบคอบของฉีจื่อเหวิน เขารู้ว่ากัวหยางต้องการดูอะไร
ค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง กัวหยางก็เจอไฟล์ของลุ่มแม่น้ำซูเล่อ ทั้งวิดีโอ รูปภาพ ข้อความ ข้อมูล... ทุกอย่างถูกจัดเรียงไว้อย่างชัดเจนในพริบตา
หลังจากพักการทำนาเพื่อประหยัดน้ำมาหลายปี เป้าหมายการปล่อยน้ำทางนิเวศวิทยาลงสู่พื้นที่ปลายน้ำของอ่างเก็บน้ำซวงถ่าก็สำเร็จลุล่วงในปีนี้
เป้าหมายระยะแรกคือปล่อยน้ำ 90 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้ปริมาณน้ำที่ไปถึงบริเวณด่านอวี้เหมินและเข้าสู่พื้นที่ชุ่มน้ำซีหูแตะระดับ 3,800 ลบ.ม.
แต่ปริมาณการปล่อยน้ำจริงทะลุ 100 ล้าน ลบ.ม. ไปแล้ว
ประกอบกับการดำเนินการพักการทำนาปีละ 70,000 หมู่ ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำที่เป็นไปอย่างราบรื่น ช่วยประหยัดน้ำได้ประมาณ 49 ล้าน ลบ.ม.
เท่ากับว่าพื้นที่ลุ่มแม่น้ำใต้ล่างอ่างเก็บน้ำซวงถ่ามีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 149 ล้าน ลบ.ม. ในปีนี้
นี่เป็นปริมาณน้ำที่น่าประทับใจมาก ทำให้มีน้ำไหลเข้าสู่พื้นที่ชุ่มน้ำซีหูในท้ายที่สุดถึง 50 ล้าน ลบ.ม.
พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่แค่พื้นที่ชุ่มน้ำอีกต่อไป มันได้กลายเป็นพื้นทะเลสาบอันกว้างใหญ่ไปแล้วอย่างเงียบๆ
ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ข้อมูลจากการตรวจสอบอุทกวิทยาของแม่น้ำซูเล่อก็มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติเช่นกัน
ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยหลายปีของแม่น้ำซูเล่ออยู่ที่ประมาณ 1,013 ล้าน ลบ.ม. แต่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ปริมาณน้ำท่ารายปีของแม่น้ำซูเล่อกลับมีการเติบโตขึ้นเล็กน้อย
นอกจากการปรับปรุงระบบนิเวศต้นน้ำ เช่น ฟาร์มปศุสัตว์อวี๋เอ๋อร์หง และพื้นที่ชุ่มน้ำเหยียนฉือวานแล้ว ยังมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการฟื้นฟูพืชพรรณทั้งสองฝั่งแม่น้ำในช่วงกลางและปลายน้ำ
ในวิดีโอและภาพถ่าย ดอกหั่นไห่หงหม่าสีชมพูบานสะพรั่งราวกับเส้นขอบฟ้า มองไปสุดลูกหูลูกตา
ในพื้นที่ที่ห่างไกลจากแม่น้ำออกไป ซีบัคธอร์น หญ้าป้าหวาง ไป๋ซาเฮา หญ้าปิงหลาง และเหวินกวนกั่ว ก็ยืนหยัดราวกับทหารยาม ก่อตัวเป็นปราการปกป้องเป็นชั้นๆ
ความสามารถของกลุ่มพืชพรรณในการอุ้มน้ำได้รับการเสริมสร้างอย่างมาก ก่อให้เกิดเป็นภูมิอากาศจุลภาคในระดับภูมิภาค
กัวหยางยังเห็นในคอลัมน์ข้อมูลที่ถูกเน้นด้วยสีแดงเป็นพิเศษว่า ปริมาณน้ำฝนรายปีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
60 มม.——66 มม.——75 มม.… ท้ายตารางยังมีเครื่องหมายคำถามกำกับไว้ อาจจะยังไม่แน่ใจว่าเป็นแค่ความบังเอิญ หรือว่ากำลังดีขึ้นจริงๆ
หลังจากเห็นข้อมูลนี้ กัวหยางก็กลับไปตั้งใจค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ต้นน้ำ อย่างฟาร์มปศุสัตว์อวี๋เอ๋อร์หงและพื้นที่ชุ่มน้ำเหยียนฉือวานอีกครั้ง
หากปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเพิ่มขึ้น บริเวณที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือพื้นที่สูงในเขตต้นน้ำ
คำทายของเขาไม่ผิดจริงๆ ด้วย
ในสายพันธุ์พืชของฟาร์มปศุสัตว์อวี๋เอ๋อร์หงและพื้นที่ชุ่มน้ำเหยียนฉือวาน เขาได้เห็นหญ้าเข็ม~
นี่คือพันธุ์หญ้าหลักสำหรับอุ้มน้ำในเทือกเขาฉีเหลียนซานที่เขาใช้พลังงานธรรมชาติ 1,023 แต้มในการเพาะปลูกขึ้นมา
มันไม่เพียงแต่เป็นหญ้าเลี้ยงสัตว์ชั้นดีที่วัว ม้า และแกะล้วนชอบกิน แต่เมื่อก่อตัวเป็นกลุ่มพืชพรรณแล้ว มันยังสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น ดูดซับรังสีดวงอาทิตย์ และช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศรวมถึงปริมาณน้ำฝนในพื้นที่หนาวเย็นที่ราบสูงได้อีกด้วย
และในกระบวนการฟื้นฟูทุ่งหญ้าของฟาร์มปศุสัตว์อวี๋เอ๋อร์หงก็มีการใช้หญ้าเข็มเช่นกัน
ในพื้นที่ชุ่มน้ำเหยียนฉือวานที่อยู่ตอนบนของแม่น้ำตั่งเหอ ก็ใช้หญ้าเข็มในปริมาณมากเหมือนกัน
นอกจากนี้ ยังมีต้นสนเฟอร์อีกด้วย
ทว่าต้นสนเฟอร์ยังเล็กอยู่ บทบาทที่แสดงออกมาจึงยังมีจำกัด
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังพลิกผันไปในทิศทางที่ดีขึ้น บางทีอีกไม่กี่ปี การเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝนรายปีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำจะยิ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น
หากพูดอย่างเคร่งครัด แม่น้ำหงฉีกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างแล้ว
แม่น้ำซูเล่อก็คือส่วนหนึ่งของแม่น้ำหงฉี อีกทั้งยังเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่เชื่อมต่อกับหลัวปู้พัว และบรรจบกับแม่น้ำทาริมในท้ายที่สุด
แม่น้ำเฮยเหอและแม่น้ำสือหยางก็เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำหงฉีเช่นกัน เจียเหอไม่สามารถแตะต้องส่วนอื่นๆ ได้ แต่จริงๆ แล้วพวกเขาก็ทำงานไปมากมายกับแม่น้ำหลายสายในมณฑล
หลังจากดูข้อมูลมาตลอดช่วงเช้า กัวหยางก็มีความเข้าใจเกี่ยวกับความคืบหน้าของเจียเหอนิเวศวิทยาแล้ว
เงินลงทุน 3 หมื่นล้านที่วางแผนไว้ ถูกใช้ไปประมาณ 2 หมื่นล้าน ผลลัพธ์ของทะเลสาบซีหูแห่งตุนหวงก็ปรากฏออกมาให้เห็นแล้ว
ที่จริงแล้วเจียเหอนิเวศวิทยามีความเคลื่อนไหวภายในพื้นที่ชุ่มน้ำน้อยมาก เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการจัดการปัญหาเรื่องน้ำ
นอกจากการฟื้นฟูเส้นทางน้ำและการปลูกพืชพรรณแล้ว เงินกว่าครึ่งของ 2 หมื่นล้านนั้นถูกนำไปใช้กับการชลประทานแบบหยดเพื่อประหยัดน้ำและเป็นเงินอุดหนุนสำหรับการพักการทำนา
เมื่อแก้ปัญหาน้ำได้แล้ว สิ่งที่เหลือก็ดำเนินไปตามครรลองของมัน
แต่กัวหยางก็นึกถึงปัญหาใหม่ขึ้นมา จะเชื่อมต่อแม่น้ำสือหยาง แม่น้ำเฮยเหอ และแม่น้ำซูเล่อเข้าด้วยกันได้อย่างไร?
นี่เป็นปัญหาที่ต้องเผชิญหน้าไม่ช้าก็เร็ว และตอนนี้ยังไม่มีวิธีแก้ไข
ขณะที่เขากำลังคิดอย่างใจจดใจจ่อ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น กัวหยางเงยหน้ามอง ก็พบว่าเป็นปี้เฉียง ที่มาหาในชุดเสื้อแขนสั้นและกางเกงขาสั้น
"เพิ่งกลับมาจากต่างถิ่นเหรอ?"
กัวหยางวางงานในมือลง ลุกขึ้นไปนั่งที่โต๊ะน้ำชาอีกครั้ง แล้วต้มน้ำ ทำความสะอาด และชงชาอย่างต่อเนื่องในรวดเดียว
ปี้เฉียงนั่งลงตรงข้ามเขา ดึงกระดาษทิชชูมาเช็ดเหงื่อ "ใช่ครับ เพิ่งกลับมาจากซานเฉิง เรื่องผักบนภูเขาสูงน่าจะสำเร็จแล้ว เลยตั้งใจมาบอกนาย"
"นั่นมันดีมากเลยนะ เร็วกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีก"
กัวหยางวางชาที่ชงเสร็จแล้วไว้ตรงหน้าปี้เฉียง ปี้เฉียงอดใจไม่ไหวรีบดื่มเข้าไปหนึ่งอึก จนโดนลวกปากจนต้องแยกเขี้ยว
"ความจริงแล้วหลายๆ เรื่องแค่ไม่มีใครไปทำ ตลาดในพื้นที่ภูเขานอกจากพวกพ่อค้าคนกลางขายเมล็ดพันธุ์แล้ว โดยพื้นฐานไม่มีบริษัทใหญ่ๆ ไปที่นั่นเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบริการทางเทคนิคอะไรเลย
พอเทียนเหอไปถึง ก็แค่นำวิธีการประชุมสามระดับภาคสนามในอดีตมาใช้ แล้วก็มีเกษตรกรที่ยอมร่วมมือลองของใหม่ เรื่องนี้ก็เลยสำเร็จได้"
ปี้เฉียงพูดจบก็เป่าชาอีกครั้ง ถึงได้ดื่มชาจนหมดแก้ว กัวหยางเติมชาให้อีกแก้ว "พวกเกษตรกรที่ลองของใหม่ได้กำไรไหม?"
ปี้เฉียงยิ้ม "เขตผักบนภูเขาสูงปีนี้ไม่มากก็น้อยล้วนได้กำไรทั้งนั้น แค่จะกำไรมากกำไรน้อยก็เท่านั้นเอง"
"ปีนี้หลายพื้นที่อย่างเช่นซานเฉิงและอู่ฮั่น ไม่ว่าอากาศจะร้อนอบอ้าว หรือฝนตกหนัก พื้นที่ราบและพื้นที่เนินเขาแทบจะปลูกผักไม่ขึ้นเลย พวกภูเขาสูงและที่ราบสูงที่สามารถปลูกผักส่งออกได้ล้วนทำกำไรได้ไม่น้อยเลย
ก็แค่เมล็ดพันธุ์ของเทียนเหอโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางพวกไก่อ่อนพวกนั้นก็เท่านั้นเอง"
การบรรยายพวกพ่อค้าเมล็ดพันธุ์บนภูเขาว่าเป็น 'พวกไก่อ่อน' นั้น ปี้เฉียงไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจเลยสักนิด ความสามารถในการแข่งขันของพวกนั้นอ่อนด้อยเกินไปจริงๆ
บริษัทต่างชาติและบริษัทใหญ่ๆ ที่มีความสามารถในการแข่งขันล้วนมองข้ามไป ส่วนใหญ่ก็มีแต่สถาบันวิจัยในท้องถิ่นที่พยายามดิ้นรน หรือพึ่งพาพ่อค้าคนกลางให้เอาพันธุ์มาลงเป็นบางครั้งบางคราว~
เมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรมักใช้ก็ยังคงเป็นเมล็ดพันธุ์เก่าๆ สุดแสนจะล้าสมัย
การมาถึงของเทียนเหอเปรียบเสมือนการโจมตีแบบข้ามระดับ เกษตรกรบนภูเขาจะเคยเจอบริการที่ใส่ใจขนาดนี้ได้ยังไง!
อย่าว่าแต่การประชุมสามระดับภาคสนามเลย เมื่อก่อนแค่เจ้าของร้านขายเมล็ดพันธุ์ช่วยแนะนำเพิ่มอีกสองสามประโยค ก็ถือว่าเป็นเรื่องแปลกแล้ว
แต่การประชุมสามระดับภาคสนามที่เทียนเหอจัดขึ้น ไม่เพียงแค่รวบรวมเหล่าผู้ปลูกและตัวแทนจำหน่ายมาชุมนุมกัน เพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์การปลูกพืชในสถานที่จริงเท่านั้น แต่ยังมีอาหารการกินคอยต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีอีกด้วย
ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกได้เปิดหูเปิดตาเป็นอย่างมาก
จริงๆ แล้วสถานที่จัดงานสังเกตการณ์ก็อยู่ไม่ไกลจนเกินไปนัก
ในช่วงฤดูหว่านเมล็ดในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม เทียนเหอก็ได้มอบเมล็ดพันธุ์สำหรับทดลองปลูกให้ฟรีๆ พอเอามาเปรียบเทียบกัน เกษตรกรผู้ปลูกก็รู้แล้วว่าควรจะเลือกแบบไหน
หลังจากเข้าใจสถานการณ์ล่าสุดของผักบนภูเขาสูงแล้ว กัวหยางก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
นี่เป็นการตัดสินใจของฝ่ายบริหารเทียนเหอเอง การที่สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างราบรื่น แสดงให้เห็นว่ากลไกการบริหารจัดการของเทียนเหอมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็ถามถึงสถานการณ์เมล็ดพันธุ์ผักในมณฑลหลู่และพื้นที่อื่นๆ อีกครั้ง
ตามฤดูกาลแล้ว ตอนนี้น่าจะเป็นช่วงเกาเฟิง (ช่วงพีค) สำหรับการหว่านเมล็ดและปลูกผักที่จะข้ามผ่านฤดูหนาว ยอดขายเมล็ดพันธุ์กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ส่วนยอดขายต้นกล้ากำลังอยู่ในช่วงเกาเฟิง
ปี้เฉียงส่ายหน้า "เรื่องนี้ผมไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่น่าจะดีทีเดียวแหละ"
"นายชงชาดื่มเองไปก่อนนะ ฉันขอไปดูหน่อย" พูดจบ กัวหยางก็กลับไปที่โต๊ะทำงาน ค้นหาโฟลเดอร์ของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอในคอมพิวเตอร์
แล้วก็พบสถานการณ์ของเมล็ดพันธุ์ผักอยู่ข้างในนั้นจริงๆ
มีการแบ่งประเภทอย่างละเอียด เขตผักบนภูเขาสูง เขตผักฤดูร้อนที่ราบสูง...
กัวหยางดูรายงานยอดขายเมล็ดพันธุ์ผักของเดือนกรกฎาคมโดยตรง มันเป็นข้อมูลที่โดดเด่นมาก
ปี้เฉียงถามเสียงดัง "เป็นไงบ้าง? ยังพอไหวไหม?"
"คาดการณ์แม่นเหมือนตาเห็นเลยนะ ไม่ก็ลองเปลี่ยนอาชีพไปเป็นหมอดูเถอะ" กัวหยางพูดแซวไปสองประโยค ก่อนจะยิ้มแล้วบอกยอดขายออกมา
"ยอดขายเมล็ดพันธุ์ผักในช่วงเจ็ดเดือนแรกสูงถึง 930 ล้าน อัตราการเติบโตน่าประทับใจมาก"
ปี้เฉียงพูดด้วยความประหลาดใจ "ถ้างั้นทั้งปีก็ทะลุ 1,000 ล้านแน่นอนแล้วล่ะสิ!"
"ก็ไม่น่าจะพลาดแล้วล่ะ น่ายินดีจริงๆ คราวนี้คงไม่มีสื่อหน้ามืดตามัวที่ไหนออกมาโวยวายอีกแล้วล่ะมั้ง"
กัวหยางเพิ่งจะเตรียมตัวลุกขึ้น จู่ๆ ที่มุมขวาล่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็มีป๊อปอัปข่าวเทนเซนต์เด้งขึ้นมา
"คุณเคยเห็นแผ่นดินจีนแบบไหน? เป็นความกว้างใหญ่ไพศาลกว่า 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร หรือความยิ่งใหญ่สาดกระเซ็นของผืนน้ำกว่า 3 ล้านตารางกิโลเมตร..."
"บินข้ามขุนเขาและแม่น้ำนับหมื่นลี้ มองลงมายังผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล สารคดี «มุมสูงแผ่นดินจีน» ขอเชิญคุณมาร่วมโบยบินท่องไปบนท้องนภา~"
คำบรรยายเปิดรายการที่แสนคุ้นเคยนี้ ดึงความทรงจำของกัวหยางกลับมาในชั่วพริบตา