เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 213 : ความราบรื่นหลังการปฏิรูป | บทที่ 214 : คนละหนึ่งห้องชุด

บทที่ 213 : ความราบรื่นหลังการปฏิรูป | บทที่ 214 : คนละหนึ่งห้องชุด

บทที่ 213 : ความราบรื่นหลังการปฏิรูป | บทที่ 214 : คนละหนึ่งห้องชุด


บทที่ 213 : ความราบรื่นหลังการปฏิรูป

ใกล้จะถึงช่วงสิ้นปีแล้ว

แต่ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เจียเหอกรุ๊ปกลับเกิดความสั่นคลอนอย่างรุนแรง ผู้บริหารระดับสูงทยอยลาออกกันบ่อยครั้ง บางคนถึงขั้นหันกลับมากล่าวหาว่าบริษัทกำลังวุ่นวาย

ดึงดูดสายตาจากคนภายนอกที่จ้องมองมา

กลุ่มบริษัทเกษตรและปศุสัตว์ที่เพิ่งสร้างผลงานทะลุเป้าอย่างมหาศาลในปีนี้ ดูเหมือนว่าพนักงานจะไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเสียแล้ว

ทว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

กัวหยางได้จัดให้มีการพูดคุยกับทีมงานระดับกลางและระดับสูงทีละคน เขาพูดคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป เล่าถึงแผนงานที่บริษัทมีต่อพนักงาน และพูดถึงแผนการจ่ายเงินปันผลสำหรับพนักงานที่ยังดำรงตำแหน่งในปีหน้า

การปันผลนี้ครอบคลุมถึงผู้บริหารระดับกลาง ระดับสูง และพนักงานแกนหลักของบริษัท

พวกเขามีเพียงสิทธิในการรับเงินปันผลแต่ไม่ต้องร่วมลงทุน และยังถูกกำหนดตามตำแหน่งหน้าที่ ไม่ได้กำหนดตามตัวบุคคล

เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ ระยะเวลาของการจูงใจนี้จึงถูกกำหนดไว้ชั่วคราวที่หนึ่งปี

เงื่อนไขในการจ่ายเงินปันผลคือบริษัทต้องบรรลุเป้าหมายกำไรที่คาดหวัง หากไม่บรรลุเป้าหมายในช่วงเวลาดังกล่าว ก็จะไม่มีการจ่ายเงินปันผลเพื่อเป็นแรงจูงใจในช่วงเวลานั้น

การพูดคุยของกัวหยางในครั้งนี้ ถือเป็นการให้ยาหอมช่วยให้ทีมระดับกลางและระดับสูงสบายใจขึ้น

แผนเป้าหมายกำไรของแต่ละบริษัทก็เริ่มถูกนำมาคำนวณแล้วเช่นกัน

ที่จางเย่ ภายในโรงงานสาขาของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอ

อิ่นเสี่ยวปิงไม่คิดเลยว่าตัวเองจะมีวันที่รุ่งโรจน์แบบนี้

ปลายปี 2002 เนื่องจากทนระบบข้าราชการของรัฐวิสาหกิจไม่ไหว ภายในก็มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเต็มไปหมด ประกอบกับหมดหวังที่จะก้าวหน้า และยังต้องถูกย้ายไปโรงงานใหม่ที่จางเย่

อิ่นเสี่ยวปิงจึงได้ตัดสินใจลาออกจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ซาโจวที่เขาทุ่มเททำงานมานานนับสิบปี

แม้ว่าเขาจะเปลี่ยนจากผู้จัดการฝ่ายผลิตของโรงงานแปรรูปเมล็ดพันธุ์ในรัฐวิสาหกิจ มาเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตของบริษัทเอกชนที่เพิ่งก่อตั้ง หน้าที่ก็ยังคงบริหารจัดการเรื่องการแปรรูปและคัดแยกเมล็ดพันธุ์ผักจำพวกพริกหวานและพริกเผ็ด

แต่อิ่นเสี่ยวปิงกลับรู้สึกพอใจมาก

ก็เทียนเหอให้เงินเดือนสูงนี่นา!

ในช่วงสามปีต่อมา เขาก็ได้สัมผัสกับความรู้สึกที่รายได้พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกครั้ง

ไม่เหมือนกับบริษัทเมล็ดพันธุ์ซาโจวที่ทำได้แค่วางอำนาจบาตรใหญ่ในมณฑล สวัสดิการพนักงานก็ย่ำอยู่กับที่ทุกปี

บริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอเริ่มต้นจากการทำเมล็ดพันธุ์พริก เพียงแค่ปีแรก เมล็ดพันธุ์เทียนเจียวหมายเลข 1 และชือหงหมายเลข 1 ก็ผลิตออกมากว่า 2.75 แสนชั่งแล้ว

ดูจะทุ่มเทหนักไปสักหน่อย

แต่ตลาดของสินค้ากลับกระจายไปทั่วประเทศ ในปีนั้นปล่อยของออกไปได้เกือบครึ่ง แค่ยอดขายเมล็ดพันธุ์พริกก็สูงถึงเกือบ 40 ล้านหยวนแล้ว

ความเร็วในการขยายตัวในช่วงสองปีถัดมายิ่งก้าวไปอีกขั้น เมล็ดพันธุ์พริกของเทียนเหอสร้างชื่อเสียงในแหล่งปลูกผักมากมาย

ในปี 2004 เมล็ดพันธุ์ในสต็อกถูกขายออกไปจนหมดเกลี้ยง เนื่องจากเปิดตลาดได้สำเร็จ เมล็ดพันธุ์พริกจึงมีการปรับราคาขึ้น ยอดขายเพิ่มสูงถึง 70 ล้านหยวน

ในขณะเดียวกัน เทียนอวี้หมายเลข 1 ก็ผงาดขึ้นมากลายเป็นสินค้าหลักของเทียนเหอ

ปีนี้ยิ่งเป็นปีที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างอุดมสมบูรณ์ รากฐานเดิมของเมล็ดพันธุ์พริกมีความมั่นคงและเติบโตขึ้น เทียนอวี้หมายเลข 1 ฮิตทะลุเพดาน เมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ สองสามตัวก็สร้างมูลค่าการผลิตเพิ่มขึ้นด้วย

ยอดขายของเทียนเหอพุ่งไปถึงจุดที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผลกำไรที่งดงามสุดๆ

อิ่นเสี่ยวปิงรับรู้ได้ถึงรายได้ของบริษัทจากเงินเดือนของตัวเองที่ปรับขึ้นทุกปี

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี ขณะที่เขายังคงตั้งตารอโบนัสปลายปีสุดอู้ฟู่ กลุ่มบริษัทกลับเริ่มการจัดระเบียบภายใน

ทำให้ผู้คนหวาดผวา

โชคดีที่ตลอดสามปีที่ผ่านมาเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัดมาตลอด ทั้งปีก็วิ่งวุ่นอยู่แค่สายการผลิตในโรงงานกับบ้าน นานๆ ทีถึงจะออกไปตกปลาบ้าง

ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อแปรรูปเมล็ดพันธุ์ ทุกสายการผลิตดูเร่งรีบ เขาจึงต้องคอยจับตาดูให้เข้มงวดขึ้น

ไม่มีกะจิตกะใจไปสนใจเรื่องอื่น

การจัดระเบียบมาไวไปไว ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งในความเด็ดขาดของบอส

การตัดสินใจนี้ช่างเด็ดขาดและรวดเร็วเหลือเกิน!

หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยการปรับเปลี่ยนบุคลากรอีกระลอก อิ่นเสี่ยวปิงคาดไม่ถึงเลยว่าเรื่องดีๆ จะตกมาถึงตัวเขาด้วย

ในห้องทำงานของประธานกรรมการ หยานฉวินซึ่งเป็นเจ้านายสายตรงของเขาได้ทุ่มเทสุดกำลังเพื่อแนะนำเขาให้กับบอส

หลังจากบอสได้คุยกับเขาแล้ว ก็ตัดสินใจแต่งตั้งเขาให้เป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอสาขาจางเย่

นี่มันหมายความว่ายังไงน่ะหรือ?

กำลังการผลิตกว่าครึ่งของเทียนอวี้หมายเลข 1 กระจุกตัวอยู่ที่จางเย่ เมล็ดพันธุ์ 200 ล้านชั่งในปีนี้ อย่างน้อย 150 ล้านชั่งมาจากสาขาจางเย่

ถ้าคำนวณตามมูลค่าการผลิตก็ปาเข้าไปสามพันกว่าล้านแล้ว!

เงินเดือนสวัสดิการก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ที่ทำให้เขาตื่นเต้นที่สุดก็คือแผนการจ่ายเงินปันผล ศักยภาพของเทียนอวี้หมายเลข 1 มันมากมายขนาดไหนล่ะ?

เขาทำงานแปรรูปเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดมาสิบกว่าปี ย่อมรู้ดีถึงวงจรชีวิตของสายพันธุ์ที่ยอดเยี่ยม

ยิ่งไปกว่านั้น การปราบปรามพวกสวมรอยของเทียนเหอก็เรียกได้ว่าเข้มงวดที่สุดในประเทศแล้ว

ตอนนี้ได้กลับมาอยู่ในสายงานที่คุ้นเคยอีกครั้ง อิ่นเสี่ยวปิงเรียกได้ว่ามีไฟในการทำงานเต็มเปี่ยม อาศัยช่วงเวลาที่ยังเหลืออีกไม่กี่วันก่อนสิ้นปี รีบเข้ามาประจำการในตำแหน่ง

เขาเดินตรวจตราสายการผลิตอันทันสมัยที่เดินเครื่องเต็มกำลังในโรงงานอย่างกระตือรือร้น เสียงเมล็ดพันธุ์แต่ละถุงถูกนำเข้าคลังคือเสียงกระดิ่งที่ไพเราะที่สุดสำหรับเขา

ในระดับปฏิบัติการของเจียเหอ พลังความกระตือรือร้นที่ปะทุออกมาก็เป็นอีกภาพหนึ่ง

ที่อวี้เหมิน

เสี่ยวหลินเป็นช่างเทคนิคหญิงเพียงคนเดียวในฐานการผลิตของเทียนเหอที่อวี้เหมิน แถมยังจบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อต้นปีเธอยังเคยถูกชาวบ้านที่รับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ยั่วโมโหจนร้องไห้

แต่วันนี้เธอกลับสวมชุดทำงานเสื้อขนเป็ดสีฟ้า เดินอาดๆ ออกมาจากสถานีตำรวจอย่างผ่าเผย

ด้านหลังเธอ มีผู้ชายอีกสองสามคนกำลังโวยวาย

"ผู้กองเกา ทำเกินไปแล้วนะ 'ก้นห้อยตะกร้าขี้ แมงกุดจี่นั่งรถดูดส้วม' ด่าแบบนี้มันจะน่าเกลียดเกินไปแล้ว!"

"เขาด่าพวกเราตำรวจ ไม่ได้ด่าแก แกจะร้อนตัวทำไม?"

"แล้วจะปล่อยไปแบบนี้เหรอ? เทียนเหอปั่นราคาฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์มั่วซั่ว ทำให้ตลาดปั่นป่วน ตอนนี้เกษตรกรก็กำลังก่อเรื่องอีก"

"งั้นพวกแกก็ต้องไปหาคนของตำบลนู่น พวกเราจัดการให้ไม่ได้ ฉันรู้แค่ว่าถ้าพวกแกยังไม่ยอมจ่ายเงินค่าจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์งวดสุดท้ายให้เกษตรกร เรื่องมันบานปลายเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นพวกฉันถึงจะเข้าไปจัดการ"

ระหว่างที่พูด ผู้กองเกาก็มองไปที่วัยรุ่นสองสามคนที่เดินออกไปจากประตู

เขาแอบถอนหายใจในใจ แม่งเอ๊ย ฝีปากกล้าชะมัด ไม่รู้ว่าเทียนเหอไปสรรหานักศึกษาพวกนี้มาจากไหน เรื่องทะเลาะเบาะแว้งโต้เถียงนี่เก่งกาจกันทุกอย่าง

"ปักดอกไม้บนกระสอบป่าน พื้นฐานมันไม่ดีหรอก"

เชี่ยเอ๊ย ขาดแค่อีกนิดเดียวก็จะชี้หน้าด่าเขาตรงๆ แล้วว่า แกน่ะนิสัยไม่ดี เรื่องฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ แกก็เอาแต่ลำเอียงเข้าข้างคนอื่น

เมื่อเสี่ยวหลินขับรถกระบะพานักศึกษาฝึกงานสามคนกลับมาถึงที่พัก

คนอื่นๆ ก็เข้ามารุมล้อม

"โหดว่ะเสี่ยวหลิน เมื่อกี้ผู้กองเกาโทรมาฟ้อง บอกว่าวันนี้เธอไปอาละวาดที่โรงพัก โต้คารมซัดซ้ายขวาเลยนี่"

"ถ้าเป็นสมัยโบราณ เธอก็คงเป็นถึงแม่ทัพหญิงเชียวนะ"

"แม่งเอ๊ย ช่วงนี้ฉันก็ต้องมานั่งเถียงกับคนทุกวันเหมือนกัน โชคดีที่เซ็นสัญญาจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ไปแล้ว ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกแล้วล่ะ ทีนี้ก็รอดูว่าพวกมันจะป่วนยังไง!"

"พอคนเราได้เลื่อนขั้น มันก็ไม่เหมือนเดิมแล้วนะเนี่ย!"

"ฮ่าๆๆๆ..."

สยงซิงและคนอื่นๆ ต่างพากันหัวเราะฮ่าๆ หลายคนได้เลื่อนขั้น แต่ละคนถูกแบ่งเขตรับผิดชอบชัดเจน

ไม่เพียงแต่เงินเดือนจะขึ้น อนาคตปริมาณผลผลิตเมล็ดพันธุ์จะผูกติดกับรายได้โดยตรง หากผลผลิตเกินเป้าก็จะมีเงินโบนัสให้

ถ้าเจอภัยพิบัติจนผลผลิตลดลง ตราบใดที่ไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ ก็จะไม่มีการหักเงินเดือนและรายได้

เท่ากับเป็นการเพิ่มรายได้ขึ้นอีกก้อนใหญ่แบบเนียนๆ

เสี่ยวหลินยิ้มอย่างเขินอาย รูปร่างของเธอเล็กนิดเดียว อยู่ท่ามกลางผู้คนก็ไม่ได้สะดุดตาอะไรเลย

ในเวลาครึ่งปี ไม่เพียงแต่เธอจะใช้หนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาจนหมด มีเงินเก็บ แถมยังได้รับผิดชอบพื้นที่เล็กๆ ด้วยตัวเอง โอกาสในชีวิตคนเรานี่ไม่มีใครคาดเดาได้จริงๆ

พวกเด็กฝึกงานก็กำลังสังเกตการณ์อยู่เช่นกัน ฝึกงานมาได้สองสามเดือน สภาพแวดล้อมในการทำงานไม่ค่อยดีเท่าไหร่จริงๆ

แต่สวัสดิการกลับดึงดูดใจมาก ศักยภาพในอนาคตของบริษัทก็สูงลิ่ว

รถกระบะอีกคันมาจอดที่หน้าประตูฐานการผลิต กวนต้าหยวนลงจากรถแล้วเดินตรงมาหาพวกเด็กฝึกงาน

"เตรียมตัวกันหน่อยนะ ก่อนที่พวกเธอเด็กฝึกงานจะหยุดยาว บริษัทจะจัดให้พวกเธอมาประชุมรวมกัน ขอแนะนำว่าใครที่อยากอยู่ต่อก็ลองไปฟังกันดูนะ"

...

ที่จิ่วเฉวียน

เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน ในที่สุดกัวหยางก็จัดการโครงสร้างของบริษัทให้เข้ารูปเข้ารอยได้บ้างแล้ว

แต่งานก็ยังคงเป็นจังหวะหลักของชีวิต

การให้ของขวัญในช่วงเทศกาลก่อนสิ้นปีได้ช่วยกระตุ้นยอดขายของบริษัทผลิตภัณฑ์นมเหอซีให้พุ่งขึ้นอีกระลอก

ข้อมูลของเดือนมกราคมแทบจะถูกเก็บสถิติอยู่ตลอดเวลา รายรับในช่วงครึ่งเดือนแรกทะลุ 150 ล้านหยวนไปแล้ว แถมแนวโน้มก็ดีมากด้วย

การที่นมเหอซีมีราคาแพงกลับกลายเป็นข้อได้เปรียบในช่วงเวลานี้ ผู้คนยิ่งเต็มใจที่จะเชื่อว่าของยิ่งแพงก็ยิ่งดี

ทว่ารูปแบบการตั้งราคาที่สูงลิ่วของบริษัทผลิตภัณฑ์นมเหอซีจะไม่ถูกรักษาไว้เป็นบรรทัดฐานปกติ

วัวนมในแหล่งผลิตน้ำนมดิบที่ลงทุนไปในปีนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้กินอัลฟัลฟ่า ปริมาณและคุณภาพของน้ำนมจึงยังห่างจากมาตรฐานของเหอซีอยู่บ้าง

หลังจากได้รับการบำรุงดูแลมาหลายเดือน ทั้งปริมาณและคุณภาพก็ดีขึ้น สินค้าบางส่วนของเหอซีก็สามารถลดราคาลงเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดได้

ช่วงนี้กัวหยางทุ่มเทความสนใจให้กับการแปรรูปเมล็ดพันธุ์มากขึ้น เขาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตรวจตราโรงงานร่วมกับฉวีหยาง, เซี่ยสือเจี๋ย, หยานฉวิน, หยูเสี่ยวชวน และคนอื่นๆ

ข้อแรกคือเพื่อเร่งรัดความคืบหน้าด้านคุณภาพ ข้อสองคือเพื่อความปลอดภัย พร้อมกันนั้นก็ให้กำลังใจพนักงาน และดูว่ามีกี่คนที่ยินดีอยู่ทำโอที

เทศกาลตรุษจีนเป็นช่วงเวลาพิเศษสำหรับคนในประเทศ ต่อให้ได้ค่าแรงสามเท่า ก็มีคนยินดีอยู่ต่อไม่มากนัก

แต่ความคืบหน้าระลอกก่อนสิ้นปีนี้ก็ถือว่านิ่งแล้ว

เมล็ดพันธุ์เทียนอวี้หมายเลข 1 และมู่เหอหมายเลข 1 ก็อาศัยจังหวะที่ช่วงพีกของการเดินทางกลับบ้านเกิดช่วงตรุษจีนยังมาไม่ถึง รีบส่งสินค้าออกไปอีกรอบ

ภารกิจการผลิตรถแทรกเตอร์ล้อยางของบริษัทเครื่องจักรกลการเกษตรเฟิงข่ายได้เสร็จสมบูรณ์ล่วงหน้าไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนแล้ว สายการผลิตใหม่ที่เพิ่มให้กับเทียนเหอและมู่เหอบริษัทละหนึ่งสาย ก็ทดสอบระบบเสร็จสิ้นและเปิดใช้งานจริงไปเมื่อสองวันที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกัน ฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่ขยายเพิ่มก็น่าจะสร้างเสร็จล่วงหน้าภายในเดือนกุมภาพันธ์ แผนเดิมคือเดือนมีนาคม เท่ากับว่าเสร็จก่อนกำหนดหนึ่งเดือน

แม้งานจะยังรัดตัวอยู่มาก แต่ก็ไม่ถึงกับไฟลนก้น

กัวหยางจึงพอจะถอนหายใจโล่งอกได้บ้าง

แต่ในขณะเดียวกันก็กลับเป็นโรคกลัวไฟไม่พออย่างรุนแรง ในแผนงานปีหน้าของเฟิงข่าย จึงมีเนื้อหาเพิ่มมาอีกข้อ นั่นคือ: ก่อตั้งบริษัทสาขาแยกออกมาเฉพาะเพื่อทำเครื่องจักรเพาะเมล็ดพันธุ์

นอกจากนี้ โปรเจกต์โดรนและเว็บไซต์ฮุ่ยหนงก็มีความคืบหน้าใหม่ๆ แล้ว

ก่อนงานเลี้ยงประจำปี อวี๋หงไห่และหยางเฉิงจะกลับมาที่สำนักงานใหญ่เพื่อชี้แจงรายละเอียดให้ฟัง

หลังจากจัดการเอกสารเสร็จไปอีกฉบับ กัวหยางถึงลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสายและจิบชา

ปี้เฉียงที่นั่งอยู่บนโซฟาเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ "ต้องทำตัวเองให้เหนื่อยขนาดนี้เลยเหรอ?"

กัวหยางยิ้มแล้วตอบ "ก็โอเคนะ เหมือนกับที่นายชอบบุกป่าฝ่าดงไปรวบรวมพันธุกรรมพืชนั่นแหละ ฉันก็สนุกกับความรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน"

"เห็นนายทำงานมาหลายวัน ฉันรู้สึกว่านายไม่เคยหยุดพักเลยนะ"

"ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ช่วงนี้ก็เริ่มออกกำลังกายบ้างแล้ว นายกลัวฉันเหนื่อยตายนักหรือไง งั้นสนใจจะกลับมาช่วยแบ่งเบาภาระให้ฉันหน่อยไหมล่ะ? พันธุกรรมพืชที่รวบรวมมาได้ช่วงสองปีนี้ก็น่าจะเยอะพอแล้วมั้ง"

ปี้เฉียงหัวเราะ "มีเงินทุนของนายซัปพอร์ต แค่กว้านซื้อเอาก็ได้มาไม่น้อยแล้ว แต่พวกที่ซื้อมามันมีความคล้ายคลึงกันเกินไป หลายตัวก็พัฒนามาจากสายพันธุ์เดียวกัน ยังไงก็ต้องไปเสาะหาพันธุกรรมพืชป่ามาอยู่ดีแหละ"

กัวหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในเวลาสามปี ปี้เฉียงบุกป่าฝ่าดงเดินทางไปแล้วกว่าหนึ่งแสนกิโลเมตร รวบรวมเมล็ดพันธุ์ได้มากกว่า 10 ล้านเมล็ด

ทั้งป่าเขา นาข้าว พื้นที่รกร้าง ทะเลทรายโกบี หรือทะเลทราย ล้วนมีรอยเท้าของเขาทิ้งไว้

กัวหยางพูดขึ้น "นายกลับมาดูแลแพลตฟอร์มการเพาะพันธุ์ก่อนดีกว่า ตอนนี้รับนักศึกษาเพิ่งจบมาตั้งเยอะ ผลงานที่พวกนั้นทำได้ก็ยังมีจำกัด"

"พันธุกรรมพืชที่มีก็พอให้วิจัยไปได้อีกนานเลยล่ะ"

บ่อยครั้งที่การเพาะพันธุ์ในบริษัทเมล็ดพันธุ์คือแพลตฟอร์มการเพาะพันธุ์เชิงพาณิชย์ ซึ่งวัดกันที่ความสามารถในการบริหารจัดการกระบวนการเพาะพันธุ์มากกว่า

ถ้าปี้เฉียงกลับมาดูแลห้องแล็บ เขาก็จะได้เบาใจและสามารถทุ่มทรัพยากรไปใช้ยกระดับขีดความสามารถในการเพาะพันธุ์ของกลุ่มบริษัทได้มากขึ้น

ปี้เฉียงไม่ได้ปฏิเสธอีก เอาตรงๆ เขาก็เริ่มจะตามรูมเมตสมัยเรียนป.โทคนนี้ไม่ค่อยทันแล้วเหมือนกัน

สิ่งที่เขาอยากทำตลอดสามปีนี้เขาก็ทำไปหมดแล้ว เขตพื้นที่ส่านซี กานซู และหนิงเซี่ยก็ไปตระเวนมาจนทั่วแล้ว ความฝันก็ถือว่าสำเร็จไปเกือบครึ่ง

แต่พอคิดว่ายังไม่ได้ไปสำรวจที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบตให้ครบ ปี้เฉียงก็เลยเสนอแนะขึ้นมา

"พันธุกรรมพืชมีเยอะแค่ไหนก็ไม่เคยพอหรอก การทำวิจัยพื้นฐาน ในใจก็คิดแค่ว่าคนรุ่นก่อนปลูกต้นไม้ คนรุ่นหลังก็ได้อาศัยร่มเงา"

"สายพันธุ์พืชป่าบนที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบตเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ทั้งในระดับความสูงที่สูงมากและมีออกซิเจนเบาบาง ทำให้มีพันธุกรรมที่ต้านทานโรคได้อย่างยอดเยี่ยมตามธรรมชาติ แต่กลับขาดการอนุรักษ์"

"ฉันเคยเจอศาสตราจารย์จงหยางจากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นกับทีมงานของเขา พวกเขาก็กำลังรวบรวมเมล็ดพันธุ์ในแถบชิงไห่-ทิเบตเหมือนกัน..."

กัวหยางตั้งใจฟัง ที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบตมีพืชพันธุ์เฉพาะถิ่นมากกว่า 2,000 ชนิด ในนั้นจะต้องมียีนทางพันธุกรรมพืชที่ยังไม่ถูกค้นพบอยู่อย่างแน่นอน

มันจำเป็นต่อการเติมเต็มธนาคารพันธุกรรมพืชของเจียเหอให้สมบูรณ์มากจริงๆ

กัวหยางพูดขึ้น "นายว่าถ้าพวกเราออกประกาศตั้งรางวัลนำจับ มันจะดูเป็นการดูถูกคนไปหน่อยไหม?"

ปี้เฉียงหัวเราะเย้าแหย่ "ก็นิดนึงนะ มหาวิทยาลัยฟู่ตั้นไม่ได้ขัดสนเงินแค่นี้ของนายหรอก สู้ไปคุยเรื่องความร่วมมือกันตรงๆ เลยดีกว่า"

"งั้นนายไปคุยไหมล่ะ?"

บทที่ 214 : คนละหนึ่งห้องชุด

“เรื่องนี้ไม่มีปัญหา” ปี้เฉียงรับปาก “ทีมของศาสตราจารย์จงคนก็ยังถือว่าใช้ได้เลยนะ”

ทั้งสองคนคุยเล่นกันอีกพักหนึ่ง ปี้เฉียงกลับมาได้หลายวันแล้ว

เนื่องจากเขายังไม่มีโต๊ะทำงานประจำ ก็เลยมาสิงอยู่ที่ห้องกัวหยางเป็นเวลานานจนคุ้นเคยกับสภาพการทำงานของกัวหยางดีแล้ว

บอกได้คำเดียวว่าเข้มข้นมาก

แถมยังดูมีมาดนักธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

หนิงเสี่ยวจิ้งเดินเข้ามาอีกครั้ง ในมือถือเอกสาร ปี้เฉียงรู้หน้าที่จึงหยิบฝักข้าวโพดสองฝักของกัวหยางขึ้นมา แล้วไปนั่งเล่นบนโซฟา

หนิงเสี่ยวจิ้งพูด “บอสคะ เอกสารสำหรับการประชุมเด็กฝึกงานพรุ่งนี้ แล้วก็เอกสารงานประจำปีเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ”

กัวหยางยื่นมือไปรับเอกสาร จากนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า “พองานประจำปีจบ เธอก็หยุดพักกลับบ้านไปเถอะ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้พักผ่อนเลยนี่”

เจียเหอใช้ระบบหยุดสุดสัปดาห์สองวันมาตลอด แต่การทำงานล่วงเวลาก็หนักมากเช่นกัน

แถมยังไม่มีค่าล่วงเวลาอีกต่างหาก

มีแค่การให้หยุดชดเชย

แต่สถานการณ์ปีนี้ค่อนข้างพิเศษ หลายคนมีวันหยุดชดเชยที่ยังไม่ได้ใช้อีกกว่าครึ่ง

หนิงเสี่ยวจิ้งก็เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นเพราะช่วงนี้กัวหยางมีการโยกย้ายบุคลากรบ่อยครั้ง ปริมาณงานของเธอจึงเพิ่มขึ้นไม่น้อย การอยู่ดึกทำงานล่วงเวลาจึงกลายเป็นเรื่องปกติ

หนิงเสี่ยวจิ้งเผยรอยยิ้มที่หาดูได้ยาก “บอสลองดูก่อนนะคะ ถ้ามีอะไรต้องแก้ก็เรียกฉันได้ตลอดเลยค่ะ”

“ที่เหลือฉันจัดการเอง การประชุมเด็กฝึกงานกับงานประจำปีเธอช่วยจับตาดูหน่อยนะ อีกอย่าง ไปดูว่าฉวีหยางกับเซี่ยสือเจี๋ยเตรียมตัวกันถึงไหนแล้ว ให้พวกเขาทำกระชับหน่อย อย่ามัวแต่ยืดเยื้อ”

“ค่ะ”

รอจนหนิงเสี่ยวจิ้งเดินออกไป ปี้เฉียงก็บ่นอุบ “งานมาอีกแล้ว คนเรานะ มันก็ต้องมีกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจบ้างสิ”

“ก็ต้องมีงานอดิเรกบ้างแหละ... อืม... ความจริงฉันอยากไปตกปลานะ”

“หน้าหนาวแบบนี้จะไปตกปลาที่ไหนล่ะ?”

“แล้วก็ไม่มีเวลาด้วย”

กัวหยางนั่งลง เมื่อชาติก่อนเขามีงานอดิเรกอะไรนะ? ดูเหมือนว่านอกจากการวุ่นวายอยู่ในฟาร์มแล้ว สิ่งที่ชอบที่สุดคือการตกปลา แต่เพราะยุ่ง ก็เลยได้ไปแค่เป็นบางครั้งบางคราว

ดังนั้นกิจกรรมบันเทิงที่เขาทำบ่อยที่สุดในชาติก่อนก็คือการอ่านนิยายออนไลน์ แนวเซียนกำลังภายใน แฟนตาซี ชีวิตเมือง ฯลฯ เขาอ่านหมด

แถมยังชอบอ่านแนวฆ่าล้างผลาญที่สุด ยิ่งเนื้อเรื่องเดินไปตรงๆ ก็ยิ่งอ่านสนุก

ดังนั้นตอนที่การโปรโมตของเมิ่งหนิวจงใจเล่นคำพาดพิงถึงโอลิมปิกอย่างไม่เกรงใจใคร ความจริงแล้วในยามดึกตอนที่กัวหยางหลับฝัน เขาก็เคยคิดอยากจะทำลายล้างเป้าหมายทางกายภาพไปเลยด้วยซ้ำ

อย่างเช่นจ้างรถบรรทุกดินมาชนอะไรทำนองนั้น

เมื่อดึงสติกลับมาได้ กัวหยางก็พูดกับปี้เฉียงว่า “ช่วงนี้นายก็ว่างนี่ จะลองไปหาดูไหมว่ามีที่ไหนตกปลาน้ำแข็งได้บ้าง ตอนปีใหม่จะได้ไปตกปลากัน?”

“อย่าเลย ฉันต้องกลับบ้านไปฉลองปีใหม่ ไม่มีเวลาขนาดนั้นหรอก”

ปี้เฉียงส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ

กัวหยางก็แค่พูดไปอย่างนั้น เขาตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่เฝ้าที่จิ่วเฉวียนในช่วงปีใหม่ คุยกับพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ไว้แล้วว่าหลังปีใหม่พวกเขาก็จะมาเยี่ยมที่จิ่วเฉวียนเหมือนกัน

กัวหยางหยิบเอกสารที่หนิงเสี่ยวจิ้งเตรียมไว้ขึ้นมา กวาดสายตามองคร่าวๆ ก่อนจะเริ่มแก้ไข

การจัดประชุมสำหรับเด็กฝึกงาน ความจริงแล้วจุดประสงค์หลักก็คือเพื่อสร้างช่องทางการสื่อสารที่ดี

เด็กฝึกงานจะสามารถใช้โอกาสนี้สื่อสารแบบเผชิญหน้ากับผู้นำของบริษัทสาขาต่างๆ ได้โดยตรง

เพื่อให้เด็กฝึกงานเข้าใจสถานการณ์การเติบโตของบริษัทได้ดีขึ้น และได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการวางแผนอาชีพ

อีกอย่าง ก็คือการซื้อใจคนนั่นแหละ

วันที่สองของการประชุมเด็กฝึกงาน ซึ่งก็คือวันมะรืน จะเป็นงานประจำปี

งานประจำปีกัวหยางก็ไม่ได้เตรียมจัดใหญ่โตอะไร เน้นไปที่การสรุปงานและการอธิบายแผนในอนาคตมากกว่า โดยยึดหลักความเป็นจริงและมีประสิทธิภาพ

โรงงานต่างๆ ก็จะยังคงดำเนินการตามปกติ แต่พนักงานในศูนย์ปฏิบัติการบางแห่งที่อยู่ในช่วงพักหน้าหนาว ไม่ว่าจะเป็นคนต่างถิ่นหรือคนในพื้นที่ ก็สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้

ทางกลุ่มบริษัทจะรับผิดชอบค่าที่พักและอาหารให้

เช่นเดียวกัน เด็กฝึกงานที่ยินดีเข้าร่วมก็สามารถอยู่ต่อได้

ในช่วงเวลาหนึ่งวันนั้น พวกเขาสามารถไปเยี่ยมชมธุรกิจของบริษัทสาขาต่างๆ ในจิ่วเฉวียน พูดคุยกับบุคลากรหลักแบบเผชิญหน้า หรือจะไปเที่ยวเล่นเองก็ได้

เจียเหอจะจัดหาที่พักและอาหารให้หนึ่งวันหนึ่งคืน รวมถึงค่าเดินทางกลับโรงเรียนหรือกลับบ้านให้ด้วย

ซึ่งก็เทียบเท่ากับเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่ง

เด็กฝึกงานกลุ่มนี้ยังเหลืออีกครึ่งปีกว่าจะเรียนจบ เป็นไปได้มากที่จะดึงดูดเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังลังเลอยู่ให้ตามมา

ในกระบวนการที่เจียเหอกำลังเร่งพัฒนา จำเป็นต้องอัดฉีดเลือดใหม่เข้าไปเรื่อยๆ การต้องจ่ายต้นทุนทางการเงินสักหน่อย กัวหยางสามารถรับได้สบายๆ

วุ่นอยู่เกือบชั่วโมง การแก้ไขร่างเอกสารก็เสร็จไปเยอะแล้ว กัวหยางเตรียมตัวจะพักสักหน่อย

แต่จู่ๆ ก็เหมือนผีผลัก เขาพิมพ์คำว่านิยายออนไลน์ลงในไป่ตู้

[จูเซียน]

[ตำนานทหารเลว]

[วายร้ายสร้างได้อย่างไร]

...

กัวหยางกลับรู้สึกคิดถึงอย่างบอกไม่ถูก ไว้ว่างๆ ลองอ่านดูก็คงจะดี ขณะที่กำลังจะคลิกเข้าไป เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากด้านนอก

เขาปิดหน้าเว็บลงอย่างแนบเนียน พอเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นเซี่ยงเทียนซานกับจางเหว่ยที่กลับมาแล้ว

เมื่อลองคำนวณเวลาดูก็ใกล้เคียงพอดี

“บอส”

“บอส”

ปี้เฉียงหายตัวไปตอนไหนก็ไม่รู้ กัวหยางส่งสัญญาณให้ทั้งสองคนนั่งลง และบอกให้หนิงเสี่ยวจิ้งชงชามาให้สองถ้วย

จากนั้นถึงค่อยมีอารมณ์มาสังเกตทั้งสองคนอย่างละเอียดครู่หนึ่ง

“ดูจากหน้าตาแล้วสดใสดีนี่ ดูเหมือนว่าดินน้ำของอำเภอชิงเหอจะบำรุงคนได้ดีทีเดียว!”

จางเหว่ยเบ้ปากตอบ “พวกเราอยู่บนทะเลทรายโกบีอาเว่ย ในรัศมีหลายสิบกิโลเมตรนอกจากพวกเราแล้วก็ไม่มีคนอื่นเลย ตอนนี้ก็แค่ดำแบบไม่สนิทแล้วเท่านั้นแหละ”

หลังจากการพูดคุยกันพักหนึ่ง กัวหยางกลับรู้สึกค่อนข้างพอใจกับความคืบหน้าของทะเลทรายโกบีอาเว่ย

คลองผันน้ำของแม่น้ำชิงเก๋อหลี่ส่วนต้นเสร็จสมบูรณ์หมดแล้ว คลองผันน้ำที่เจาะลอดภูเขาก็ทำเสร็จไปกว่าครึ่ง

บนทะเลทรายโกบีอาเว่ยอีกด้านของภูเขาคาต้านซวิ่นเท่า หลังจากที่เครื่องจักรหลายร้อยคันทำงานอย่างต่อเนื่อง พื้นที่โกบีก็กลายเป็นรูปแบบของแปลงนาและคลองน้ำอย่างเป็นสัดส่วน

นี่ก็หมายความว่าหลังปีใหม่ พื้นที่สองล้านหมู่ส่วนใหญ่จะสามารถทำการไถพรวนได้โดยตรง และคลองผันน้ำลอดภูเขาก็น่าจะสร้างเสร็จพอดีในตอนที่อุณหภูมิถึงเกณฑ์สำหรับการเพาะปลูก

แต่ก็ยังมีส่วนหนึ่งของโกบีที่รับมือได้ยาก เซี่ยงเทียนซานกังวลว่าแม้แต่ซีบัคธอร์นและหั่นไห่หงหม่าก็ยากที่จะอยู่รอดได้ ภายหลังอาจจะต้องทำการเปลี่ยนหน้าดิน

แต่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรนัก ถ้าสามารถปลูกต้นกล้าลงไปได้หลังจากเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

หลังกินมื้อเที่ยงเสร็จ เซี่ยงเทียนซานก็อยากไปดูสถานการณ์การเจริญเติบโตของซีบัคธอร์นกับหั่นไห่หงหม่าในเรือนกระจกบนทะเลทรายโกบีเจียเหอ

บนพื้นที่โกบีสองล้านหมู่ ตอนนี้มีแผนว่าจะปลูกมู่เหอหมายเลข 1 และหญ้าพันธุ์อื่นๆ อีก 6 สายพันธุ์ แต่ซีบัคธอร์นและหงหม่าก็อาจจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งบนทะเลทรายโกบีได้เช่นกัน

กัวหยางจึงให้หลัวซิวพาไปทันที

เซี่ยงเทียนซานถือเป็นบุคลากรสายเทคนิคคนแรกที่กัวหยางดึงตัวมา นอกจากเทคนิคที่ยอดเยี่ยมแล้ว ในเรื่องการทำงานเขาก็มักจะทุ่มเทโดยไม่บ่นสักคำ

รายชื่อการเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้ของกัวหยางไม่มีชื่อเซี่ยงเทียนซานอยู่ด้วยซ้ำ ขนาดเซี่ยสือเจี๋ยยังแซงหน้าขึ้นมาเป็นหัวหน้าของเซี่ยงเทียนซานได้เลย

แต่จากคำพูดของจางเหว่ย กัวหยางได้รับรู้ว่าเขาไม่ได้บ่นอะไรเลย

มีเพียงประโยคเดียวที่มักจะติดปากเขาคือ “ฉันชื่อเซี่ยงเทียนซาน แต่ตอนนี้กลับต้องมาวิ่งอยู่ที่เชิงเทือกเขาอัลไต เมื่อไหร่ถึงจะได้ไปเทือกเขาเทียนซานของจริงสักที”

กัวหยางได้ยินแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ ไม่คิดเลยว่าจะมีคำขอนี้ด้วย

รอบเทือกเขาเทียนซานถูกล้อมรอบไปด้วยทะเลทรายทั้งหมด จะหาที่ดินสักผืนมันจะไปยากอะไร?

ประจวบเหมาะกับที่จวงอี๋ฮุยแห่งศูนย์คุ้มครองพื้นที่เพาะปลูกแนะนำโปรเจ็กต์เปลี่ยนทรายเป็นดิน ซึ่งก็เป็นการร่วมมือกับสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรมณฑลซินเจียง และหลิวถิงเอิน เพื่อนสนิทของเซี่ยงเทียนซานก็เป็นผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยดินทรายชีวภาพมณฑลซินเจียงพอดี

พอดีกันเป๊ะเลย

โปรเจ็กต์เปลี่ยนทรายเป็นดินในอนาคตก็สามารถให้เหล่าเซี่ยงรับหน้าที่ไปได้ เพียงแต่อายุปาเข้าไปห้าสิบกว่าแล้ว ไม่รู้ว่ายังอยากจะไปทนลำบากอีกหรือเปล่า

หลังจากพักผ่อนสักครู่ กัวหยางก็สื่อสารกับทีมผู้บริหารระดับสูงต่อตลอดช่วงบ่าย เพื่อปรับปรุงข้อมูลสำหรับงานประจำปีให้สมบูรณ์

อวี๋หงไห่ ลู่ฮั่นปิน อวี๋ฉิน เปาซินอวี่ หยางเฉิง จี้จั๋วเหวิน และผู้รับผิดชอบหลักของบริษัทต่างๆ ก็ทยอยเดินทางมาถึงจิ่วเฉวียนในตอนบ่าย

กัวหยางก็ใช้เวลาพูดคุยกับทุกคนคร่าวๆ

แต่ละบริษัทก็ได้รับผลงานในระดับหนึ่ง

มู่เหอ เทียนเหอ เฟิงข่าย เวยกวง ต่างก็สร้างรายได้และผลกำไร ส่วนบริษัทผลิตภัณฑ์นมเหอซีก็มีศักยภาพในการเติบโตสูง

ส่วนบริษัทซาไห่หนงมู่และบริษัทการเกษตรเลี่ยอิงในตอนนี้ก็ถือเป็นกำลังหลักในการฟาร์มพลังงานธรรมชาติ กัวหยางมองดูในร้านค้าเมล็ดพันธุ์ พลังงานธรรมชาติสะสมได้ถึง 256 แต้มแล้ว

การเพาะพันธุ์ครั้งล่าสุดคือช่วงปลายเดือนสิงหาคม ตอนนั้นเหลือเพียงแค่ 1 แต้ม เวลาผ่านไป 5 เดือน ได้มา 255 แต้ม เฉลี่ยเดือนละ 41 แต้ม

ความเร็วเพิ่มขึ้นไม่น้อยเลย

ตอนเย็นไปกินข้าวเย็นด้วยกัน กัวหยางดึงตัวเปาซินอวี่และจี้จั๋วเหวินมาด้วยกัน

ทั้งสองคนเพิ่งเคยเจอกันเป็นครั้งแรก ต่างฝ่ายต่างยังรู้สึกแปลกหน้า และมองกันด้วยความสงสัย

กัวหยางหัวเราะพลางพูด “ไม่ได้มีอะไรหรอก บริษัทการเกษตรเลี่ยอิงมีทุ่งหญ้าเสื่อมโทรมหกแสนหมู่ในทุ่งหญ้าอูลาเท่อ หลังจากผ่านการฟื้นฟูมาหนึ่งปี ปีหน้าก็สามารถให้ปศุสัตว์แทะเล็มหญ้าในทุ่งหญ้าได้อย่างเหมาะสมแล้ว”

“แค่ปีเดียวเอง ทุ่งหญ้าจะกลับมาเสื่อมโทรมอีกหรือเปล่า?”

เปาซินอวี่คือผู้จัดการทั่วไปของบริษัทการเกษตรเลี่ยอิง และในขณะเดียวกันก็ทำงานในวงการปศุสัตว์มานานหลายปี

“ไม่หรอก ตอนนี้พวกเรากำลังกลุ้มใจที่ดินมันแห้งแล้งเกินไป ถึงจะเติมเมล็ดหญ้าลงไปแล้ว แต่ใบหญ้าที่งอกออกมาก็ยังเหลืองอยู่ดี การเลี้ยงวัวพอดีสามารถใช้มูลวัวเป็นปุ๋ยบำรุงดินได้เลย”

ฟาร์มปศุสัตว์ของเจียเหอก็มีกระบวนการจัดการมูลวัวเหมือนกัน โดยทั่วไปหลังจากจัดการแบบง่ายๆ แล้ว ฟาร์มก็จะนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เลย

จี้จั๋วเหวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อูลาเท่อมีระยะทางขนส่งห่างจากตลาดเกินไปหน่อย สร้างได้แค่โรงงานนมเหลวเท่านั้นแหละ”

“สร้างเลย!” กัวหยางตอบ ตอนนี้เขาเลือกที่จะผลิตเกินความจุดีกว่าให้ผลิตไม่พอ

เวลากลางคืน

กัวหยางนอนอยู่บนเตียง เรียกใช้ร้านค้าเมล็ดพันธุ์ เขาเก็บเมล็ดพันธุ์ส่วนหนึ่งไว้ในคลังของร้านค้าเมล็ดพันธุ์แล้ว

ตอนกลางวันที่เห็นพลังงานธรรมชาติ 256 แต้มนั่น เขาก็เตรียมจะใช้มันให้เร็วหน่อย

ด้วยรายได้ที่คาดการณ์ของเทียนเหอในปี 06 ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นองค์กรเมล็ดพันธุ์อันดับหนึ่งของประเทศอย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว

ประจวบกับที่สมาคมเมล็ดพันธุ์หัวเซี่ยกำลังจะมีการจัดอันดับ 50 ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ยอดเยี่ยมประจำปี 2006 ซึ่งในปี 2002 และ 2004 ก็เป็นกลุ่มบริษัทเมล็ดพันธุ์หัวเซี่ยที่ครองอันดับหนึ่งตลอด

รายได้เป็นเพียงหนึ่งใน 5 เกณฑ์การประเมินเท่านั้น

แต่ในปี 2006 เทียนเหอสามารถครองความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัดในสองตัวชี้วัด ได้แก่ ความสามารถในการทำกำไรและระบบการประกันคุณภาพเมล็ดพันธุ์

ส่วนด้านอื่นๆ ก็ไม่ได้น้อยหน้าเช่นกัน

มีเพียงแค่จุดอ่อนในด้านการวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ชนิดใหม่เท่านั้นที่ยังบกพร่องอยู่ จำนวนสายพันธุ์ที่สำรองไว้นั้นมีน้อยเกินไป และในแต่ละประเภทก็มีเพียงแค่สายพันธุ์ตัวแทนเพียงชนิดเดียว

นี่นับเป็นความผิดปกติอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์

ดังนั้น การเพิ่มคลังเมล็ดพันธุ์ให้หลากหลาย และเพาะพันธุ์สายพันธุ์ทดแทนระดับภูมิภาคก็คือความคิดของกัวหยาง

ตัวอย่างเช่น ข้าวโพดเหมือนกัน เทียนอวี้หมายเลข 1 ต้องใช้การจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างแม่นยำ

ดังนั้น การเพาะพันธุ์สายพันธุ์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมแห้งแล้งและดินที่แห้งแล้งยากจนได้ ก็ย่อมมีศักยภาพทางการตลาดสูงมาก

จากมุมมองของความมั่นคงทางอาหารและการแข่งขันระดับนานาชาติ ความต้องการด้านอาหารและอาหารสัตว์ของประเทศจีนในอนาคตจำเป็นต้องพึ่งพาตนเองได้ ดังนั้นจึงต้องการพื้นที่เพาะปลูกอย่างน้อย 2,400 ล้านหมู่

ซึ่งยังขาดแคลนอยู่อย่างน้อย 600 ล้านหมู่

มู่เหอหมายเลข 1 กับเทียนโต้วหมายเลข 1 สามารถแก้ปัญหาได้ส่วนหนึ่ง แต่ทางตะวันตกเฉียงเหนือขาดน้ำ คาดว่ายังขาดแคลนอยู่อีกกว่า 300 ล้านหมู่

หลังจากไตร่ตรองแล้ว เป้าหมายในการเพาะพันธุ์ก็ชัดเจนมาก: ต้องเป็นสายพันธุ์ที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมดินเค็มและแห้งแล้งทางตะวันตกเฉียงเหนือได้ และในขณะเดียวกันก็ต้องมีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับสัตว์สูงมาก

ระหว่างที่กำลังทดสอบไปเรื่อยๆ กัวหยางก็ค่อยๆ ผล็อยหลับไป

วันอังคารที่ 24 มกราคม 2006

ในห้องประชุมของโรงแรม เด็กฝึกงาน 108 คนจากบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอและบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอมาถึงสถานที่จัดงาน มี 11 คนที่ไม่ได้มา

แค่นี้กัวหยางก็พอใจมากแล้ว

“วัยรุ่นเป็นวัยที่มีชีวิตชีวาและกระตือรือร้นที่สุด ตอนที่ฉันมานั่งอยู่ตรงนี้ ก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้ย้อนกลับไปในวัยเรียนเลย...”

คุยเรื่องอุดมการณ์กับวัยรุ่น คุยเรื่องผลประโยชน์กับคนวัยกลางคน

แต่กัวหยางกลับไม่ทำแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์หรือผลประโยชน์ เขาต้องการทั้งสองอย่าง

ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่นาที เขาไม่เพียงแค่พูดคุยเรื่องอุดมการณ์ คุณค่า และสายอาชีพกับเหล่าเด็กฝึกงาน... แต่ยังให้คำมั่นสัญญาเรื่องสวัสดิการโดยตรงด้วย

“เจียเหอไม่ได้ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่จะรับประกันว่าพนักงานทุกคนจะมีที่พักอาศัยที่มั่นคง หนึ่งคนต่อหนึ่งห้อง หรือแม้แต่คนละหนึ่งห้องชุด”

จบบทที่ บทที่ 213 : ความราบรื่นหลังการปฏิรูป | บทที่ 214 : คนละหนึ่งห้องชุด

คัดลอกลิงก์แล้ว