- หน้าแรก
- บุกเบิกแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เริ่มต้นที่เมล็ดพันธุ์
- บทที่ 67 : คว้ามาได้ | บทที่ 68 : วางหมาก
บทที่ 67 : คว้ามาได้ | บทที่ 68 : วางหมาก
บทที่ 67 : คว้ามาได้ | บทที่ 68 : วางหมาก
บทที่ 67 : คว้ามาได้
"คนโสดก็ยังหาเมียไม่ได้ ลูกสาวที่แต่งงานออกไปก็ไม่อยากกลับมา"
คำพูดนี้ของกัวหยางราวกับแทงใจดำ ทำให้ชาวบ้านเกิดปฏิกิริยาตอบโต้รุนแรง บางคนหน้าแดงก่ำ บางคนเถียงไม่ออก แต่คนส่วนใหญ่รู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่น จึงพากันโวยวายว่าจะจัดการเขา
"โวยวายอะไรกัน ต้าย่ง จัดการความเรียบร้อยหน่อย" ผู้ใหญ่บ้านหลูจ้าวเฉียงตวาดเสียงกร้าว
เหลาเฉาจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ซาโจวมีสีหน้าเสียดาย ถ้าเถ้าแก่ของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอถูกซ้อมคงจะสนุกพิลึก ดูเหมือนเถ้าแก่ของเทียนเหอก็ไม่ค่อยมีความอดทนเท่าไหร่สินะ
เหลาเฉาตัดสินใจจะให้คนที่ติดสินบนไว้ล่วงหน้าเริ่มก่อเรื่อง!
แต่ตอนที่เขากำลังจะขยับตัว กลับถูกเซี่ยฟางหลินห้ามเอาไว้เสียก่อน
"รอดูก่อน" จู่ๆ เซี่ยฟางหลินก็เกิดสนใจกัวหยางขึ้นมา อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ
อีกอย่าง เขาก็มองว่าพฤติกรรมการปั่นราคามันดูไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่
การแข่งขันก็ส่วนการแข่งขัน แต่บริษัทเมล็ดพันธุ์ใหญ่โตถึงสองแห่งกลับถูกคณะกรรมการหมู่บ้านแห่งเดียวปั่นหัวเอาได้ ขืนเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปคงเป็นที่น่าขบขัน
ต่อให้ใช้วิธีแบบนี้คว้าฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์มาได้ ก็ไม่มีหน้าจะไปอวดใครอยู่ดี
สถานการณ์ในที่นั้นสงบลงไม่น้อย แต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่จ้องมองกัวหยางอย่างเคียดแค้น
กัวหยางสบตากับพวกเขาอย่างไม่ยี่หระ ชาวบ้านพวกนี้ส่วนใหญ่สวมเสื้อกันหนาวผ้าฝ้ายที่มีรอยปะเต็มไปหมด อาจเพราะหน้าหนาวซักไม่สะดวก หรือไม่ก็เพราะขี้เกียจ เอาเป็นว่าเสื้อผ้าพวกเขาก็ไม่ได้สะอาดนัก
ความยากจน ความเขลา และความหยิ่งยโส สะท้อนผ่านคนกลุ่มนี้ออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด
ทำไมการจ้างงานของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอและบริษัทมู่เหอถึงทำได้ยากนักน่ะเหรอ?
ก็เพราะที่นี่รั้งคนเก่งๆ เอาไว้ไม่ได้ไงล่ะ
เพราะคนที่ชินกับความยากจนจะหวาดกลัว ยิ่งกลัวก็ยิ่งจน ดังนั้นถึงได้มีคนเก่งๆ มากมายเลือกจะออกไปพัฒนาเมืองอื่นแทน
พวกเขาไม่กล้ากลับมา พอกลับมาก็ต้องไปสอบข้าราชการ ถ้าไม่ได้เป็นข้าราชการก็จะถูกสายตาคนรอบข้างบีบคั้นจนตาย
แต่ความรู้สึกของคนที่นี่ก็จริงใจมากเช่นกัน ความรักอันเงียบงันของพระเอกนางเอกในหนังเรื่อง 'Return to Dust' สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในที่แห่งนี้
ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอดสี่ฤดู ไม่เคยจากที่ดินทำกินของตัวเองไปไหน ผ่านไปปีแล้วปีเล่า จนสุดท้ายก็กลายเป็นตายายแก่ๆ
ผู้ใหญ่บ้านหลูจ้าวเฉียงห้ามไม่ให้ชาวบ้านก่อเรื่อง พอเรื่องบานปลายมาถึงขั้นนี้ คณะกรรมการหมู่บ้านอย่างพวกเขาก็มีส่วนต้องรับผิดชอบ
แต่ความจริงเขาก็แอบโมโหอยู่เหมือนกัน
"ตามที่บริษัทเมล็ดพันธุ์ของพวกคุณบอก การผลิตเมล็ดพันธุ์นี่มันมีแต่ได้กับได้ไม่ใช่เหรอ?"
กัวหยางยิ้มอย่างจนใจ
"พวกคุณบอกชาวบ้านไปเหรอว่าทำเมล็ดพันธุ์แล้วมีแต่กำไรชัวร์ๆ?"
"เปล่านะ" คนของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอต่างพากันส่ายหน้า
ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นยุคทองของการผลิตเมล็ดพันธุ์ก็จริง แต่เป็นเพราะต้นทุนค่าแรงต่ำ ค่าจ้างเฉลี่ยต่อวันยังไม่ถึง 7 หยวนด้วยซ้ำ
เมื่อสังคมพัฒนาขึ้น ต้นทุนการผลิตทางการเกษตรทุกอย่างก็พุ่งสูงขึ้น แถมยังมีภัยธรรมชาติอีกสารพัด
ไม่มีใครกล้าพูดหรอกว่าทำการเกษตรแล้วจะมีแต่ได้กำไรอย่างมั่นคง
กัวหยางพูดต่อ "การผลิตเมล็ดพันธุ์เป็นช่องทางทำเงินได้จริงๆ นั่นแหละ ยกตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ถ้าทำได้ดีผลตอบแทนต่อหมู่ก็อาจถึงสี่ร้อยกว่าหยวน แต่ต้องใส่ใจเยอะ และรับผิดชอบสูง"
"ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องอาศัยให้พวกคุณตื่นแต่เช้าตรู่ทำงานยันมืดค่ำทุกวัน ถ้าทำออกมาไม่ดี บางทีอาจสู้ปลูกข้าวโพดธรรมดาๆ แล้วไปรับจ้างทำงานจิปาถะทั่วไปยังไม่ได้เลย"
"ไอ้สี่ร้อยกับหนึ่งพันนี่มันต่างกันเกินไปแล้วมั้ง!"
พอได้ยินว่ารายได้จากการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดได้แค่สี่ร้อยกว่าหยวน ชาวบ้านสองคนก็โวยวายขึ้นมาทันที
มีช่างเทคนิคของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอตอบกลับไปว่า "หนึ่งพันนั่นพวกคุณคำนวณกันเอาเอง ไม่ก็เป็นสิ่งที่บริษัทเมล็ดพันธุ์ซาโจวโฆษณาเอาไว้ล่ะมั้ง"
คนของบริษัทเมล็ดพันธุ์ซาโจวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกเขาโฆษณาเกินจริงไปบ้างก็จริง แต่ก็ไม่ได้หลุดโลกขนาดนั้นสักหน่อย
กัวหยางถามต่อ "รายได้ 400 หยวนต่อหมู่มันน้อยเหรอ? พวกคุณทำไร่ไถนากันมาตลอดทั้งปี น่าจะรู้ดีนะว่าบัญชีมันคำนวณกันยังไง"
ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังพอยอมรับรายได้ระดับนี้ได้ มันดีกว่าปลูกพืชทั่วไปมากจริงๆ
"แค่บางคนในหมู่พวกคุณชอบทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ แค่ทำเงินได้ปีละสองสามพันก็พอใจแล้ว เวลาที่เหลือก็เอาแต่อุดอู้อยู่บ้านพักผ่อน"
"ผมขับรถเลียบทางมาจากในเมือง มีหลายหมู่บ้านที่สร้างบ้านใหม่กันหมดแล้ว มีแค่หมู่บ้านเหอโข่วของพวกคุณที่ยังอาศัยอยู่ในบ้านดินเก่าๆ"
"สมมติว่าเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นมา จะมีบ้านในหมู่บ้านพวกคุณสักกี่หลังที่พังถล่มลงมา แล้วจะมีอีกกี่คนต้องตายอย่างอนาถ"
บรรดาชาวบ้านต่างก็รู้ว่ากัวหยางพูดความจริง พอเห็นหมู่บ้านอื่นทยอยย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่ ถ้าบอกว่าไม่อิจฉาก็คงโกหก
ตอนนั้นเอง ตู้โหย่วไฉ หัวหน้าคณะกรรมการหมู่บ้านก็พูดขึ้นด้วยความรำคาญ "เลิกพูดเรื่องพวกนี้ได้แล้ว คุณก็แค่บอกมาว่าจะผลิตเมล็ดพันธุ์ที่นี่ต่อไหม จะพล่ามอะไรนักหนา"
"นั่นสิๆ พูดมาตั้งเยอะแยะ ไม่เห็นมีประโยชน์สักประโยค"
"แม่งเอ๊ย ถ้ารังเกียจว่าพวกเราจนก็ไม่ต้องมา"
กัวหยางไม่ได้ถือสาสองคนนี้ เขามองออกว่าสองคนนี้มีปัญหา เป็นไปได้มากว่าจะเป็นหมากที่บริษัทเมล็ดพันธุ์ซาโจววางเอาไว้
แค่วิธีการมันดูต่ำต้อยไปหน่อย
"บริษัทเทียนเหอย่อมอยากสร้างฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่หมู่บ้านเหอโข่วอยู่แล้ว พวกเรามาด้วยความจริงใจนะ"
กัวหยางเดินวนไปมาระหว่างฝูงชน แสงแดดฤดูหนาวสาดส่องลงบนร่างให้ความรู้สึกอบอุ่น ความสนใจของทุกคนในลานล้วนจดจ่ออยู่ที่เขา
"ราคารับซื้อเมล็ดพันธุ์ยังคงเป็นไปตามที่ประธานเหยียนบอก ค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในช่วงแรก พวกเราจะเป็นคนออกให้ก่อน"
"นอกจากนี้ พวกเรายังจะช่วยซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานของหมู่บ้านเหอโข่วให้อีกด้วย"
ตู้โหย่วไฉ หัวหน้าหมู่บ้านถามขึ้น "แล้วเงินล่วงหน้าค่าเมล็ดพันธุ์ล่ะ?"
ชาวบ้านสองคนนั้นก็ส่งเสียงโหวกเหวกตาม "ใช่สิ บริษัทซาโจวเขาจะจ่ายเงินล่วงหน้าค่าเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรด้วยนะ"
หลูจ้าวเฉียงถลึงตาใส่ทั้งสองคนอย่างดุดัน ชาวบ้านสองคนนั้นถึงกับไม่กล้าหือ ท่าทางของผู้ใหญ่บ้านตอนนั้นแทบจะกินเลือดกินเนื้อพวกเขาทั้งคู่
ทำเอาตู้โหย่วไฉก็พลอยตกใจไปด้วย
"เทียนเหอจะซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานให้หมู่บ้านเหอโข่วเหรอ?" หลูจ้าวเฉียงยิ้มกว้าง แต่น้ำเสียงยังไม่ค่อยแน่ใจนัก
กัวหยางมองท่าทีตื่นเต้นของเขา ในที่สุดก็เริ่มมีความเชื่อมั่นในหมู่บ้านเหอโข่วขึ้นมาบ้างแล้ว
อย่างน้อยผู้ใหญ่บ้านก็ยังมีสติอยู่ พลังขับเคลื่อนและความสามารถในการควบคุมของคณะกรรมการหมู่บ้านก็ยังค่อนข้างแข็งแกร่ง
"คุณฟังไม่ผิดหรอก ตอนนี้ถนนหนทาง คูน้ำ และอุปกรณ์ชลประทานในหมู่บ้านเหอโข่วล้าหลังเกินไปแล้ว บริษัทเทียนเหอตัดสินใจว่าจะซ่อมแซมหรือไม่ก็เปลี่ยนให้ใหม่"
เหลาเฉาไม่อยากเชื่อหูตัวเอง อุปกรณ์ชลประทานของหมู่บ้านเหอโข่วยังใช้ได้อยู่ไม่ใช่หรือไง?
ทำไมต้องไปเปลี่ยนให้ด้วย บริษัทเทียนเหอนี่เงินเหลือจนอยู่ไม่สุขเลยหรือไง?
"เถ้าแก่ของบริษัทเทียนเหอก็มีวิสัยทัศน์ดีเหมือนกันนะ" เซี่ยฟางหลินเอ่ยชม
คราวนี้ชาวบ้านหลายคนก็ได้ยินสิ่งที่กัวหยางพูดอย่างชัดเจนแล้ว
พอลองคิดดูดีๆ อุปกรณ์ชลประทานกับท่อส่งน้ำเก่าๆ พวกนั้นในหมู่บ้าน ก็ไม่รู้ว่าติดตั้งมาตั้งแต่ชาติปางไหนแล้ว
มีชาวบ้านที่อายุมากหน่อยพยายามนึกทบทวน "อุปกรณ์ชลประทานของชาวบ้านส่วนใหญ่สร้างมาตั้งแต่ยุค 50-60 นู่นเลย ช่วงยี่สิบสามสิบปีหลังมานี้ไม่เคยมีการซ่อมแซมใหม่เลยนะ"
"ปีก่อนๆ หมู่บ้านเรายากจน ชาวบ้านก็รวบรวมเงินกันไม่ไหว เลยได้แต่ทนใช้ไปตามมีตามเกิด"
"สามวันดีสี่วันไข้ก็ต้องมาซ่อมกันตลอด มันถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้วจริงๆ นั่นแหละ"
"ก็ต้องใช้เงินไม่น้อยเลยนะนั่น!"
"แล้วบริษัทเมล็ดพันธุ์ซาโจวล่ะ?"
บางคนหันไปมองเซี่ยฟางหลิน
เหลาเฉายังอยากจะแข่งกับบริษัทเทียนเหอต่อ แต่ก็ถูกเซี่ยฟางหลินห้ามเอาไว้
เขาไม่คิดจะแย่งชิงอีกแล้ว
คนของบริษัทตัวเองมาลงสนามเองแล้ว เพียงแต่ข้อเสนอที่เทียนเหอให้มามันสูงเกินไป แข่งไปก็ไม่ชนะหรอก
เรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง!
ถึงกลับไปก็ยังอธิบายกับสำนักงานใหญ่ได้อยู่ดี
เซี่ยฟางหลินมองเหลาเฉาด้วยสายตาแฝงความหมายลึกซึ้ง ก่อนจะกล่าวว่า "เรื่องการออกค่าปัจจัยการผลิตล่วงหน้ากับเงินมัดจำค่าเมล็ดพันธุ์ แม้บริษัทซาโจวจะไม่ได้เตรียมเงินส่วนนี้เอาไว้แต่แรก แต่ถ้ารับปากแล้วล่ะก็ รับรองว่าควักจ่ายไหวแน่นอน"
"แต่ถึงแม้การวางแผนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์จะเป็นทิศทางของยุคสมัยนี้ แต่บริษัทซาโจวยังไม่มีงบประมาณในส่วนนี้ชั่วคราว"
เหลาเฉาร้อนรนขึ้นมาทันที
อย่าทำแบบนี้สิ รับปากไปก่อน ถึงเวลาอยากกลับคำมันยากตรงไหน?
แต่ยังคงเห็นเซี่ยฟางหลินส่ายหน้า "บริษัทซาโจวจะไม่ลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานของหมู่บ้านเหอโข่วเด็ดขาด"
เชี่ยเอ๊ย นี่แกเห็นฉันเป็นตัวอะไรวะเนี่ย? เหลาเฉาคิดในใจ
มีประโยคหนึ่งที่เซี่ยฟางหลินไม่ได้พูดออกมา นั่นคือต่อให้มีงบประมาณก้อนนี้จริงๆ บริษัทเมล็ดพันธุ์ซาโจวก็จะไม่เอาเงินมาลงทุนกับหมู่บ้านที่มีรายย่อยเยอะแบบนี้หรอก
ถ้าเกิดมีชาวบ้านสักครอบครัวสองครอบครัวคิดไม่ซื่อขึ้นมา งานผลิตเมล็ดพันธุ์ก็คงทำได้ยากแล้ว
กัวหยางก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าคนของบริษัทซาโจวที่มาอย่างดุดัน กลับยอมแพ้ไปง่ายๆ ซะแบบนั้น
โชคดีที่ผลลัพธ์มันออกมาดี
แม้ว่าอากาศจะแห้งแล้ง แต่ที่ดินทำกินของหมู่บ้านเหอโข่วก็เป็นพื้นที่เกษตรกรรมแบบชลประทาน ซึ่งมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์
ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ชลประทานสำหรับพื้นที่ 5,000 หมู่ น่าจะตกอยู่ที่ล้านกว่าหยวน พอบวกกับถนนสายการผลิตที่จำเป็นอีกนิดหน่อย อย่างมากก็ใช้เงินแค่สองล้านกว่าหยวน
เงินก้อนนี้สำหรับคนในหมู่บ้านถือว่ามหาศาลมาก แต่สำหรับบริษัทเทียนเหอนับว่าค่อนข้างชิล
การคว้าหมู่บ้านเหอโข่วมาได้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีของบริษัทเทียนเหอ
จ่ายเพิ่มอีกหน่อยก็รับได้อยู่
เงินจำนวนนี้ ไม่ช้าก็เร็วบริษัทเทียนเหอก็สามารถทำกำไรคืนมาจากฐานการผลิตนี้ได้อยู่แล้ว
เพียงแต่การที่บริษัทซาโจวยอมแพ้กะทันหันเกินไป มันก็ทำให้กัวหยางรู้สึกหมดสนุกไปบ้างเหมือนกัน
บทที่ 68 : วางหมาก
ระหว่างทางกลับ เหลาเฉาบ่นกระปอดกระแปดตลอดทาง
"ประธานเซี่ย ผมนึกว่าคุณจะจัดหนักซะอีก ที่แท้ก็แค่มาเดินผ่านฉากเฉยๆ"
"ยังไม่ได้ชักปืนก็ยอมจำนนซะแล้ว"
บรรยากาศในรถค่อนข้างตึงเครียด คนขับนั่งตัวตรงตั้งใจขับรถ ส่วนเพื่อนร่วมทางอีกสองคนก็แทบไม่กล้าหายใจแรง
ในที่นี้มีเหลาเฉากับเซี่ยฟางหลินที่มีตำแหน่งสูงสุด
เซี่ยฟางหลินที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับไม่ได้หันหน้ากลับมา
"ถ้าพวกเรารับปากส่งเดช แล้วสุดท้ายทำไม่ได้ พวกคุณรู้ผลที่ตามมาไหม?"
เหลาเฉามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่แยแส "หมู่บ้านเหอโข่วจะทำคลื่นลมอะไรได้"
เซี่ยฟางหลินไม่สนใจความคิดของเหลาเฉาอีก พูดไปตามเรื่องของตัวเองว่า:
"คุณภาพเมล็ดพันธุ์รับประกันไม่ได้ ปัญหาก็เยอะแยะ ชาวบ้านก็ไม่มั่นใจ ฐานการผลิตก็อาจถูกฉกไปได้ทุกเมื่อ"
"ปีนี้ทางเมืองเพิ่งออกระบบประเมินระดับเครดิตของบริษัทเมล็ดพันธุ์ ถึงแม้บริษัทเมล็ดพันธุ์ซาโจวจะเป็นระดับ AAA และไม่มีขีดจำกัดพื้นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ก็เถอะ"
"แต่ถ้าไปรับปากส่งเดชแล้วทำไม่ได้ ระดับก็อาจจะลดลง ปีหน้าพื้นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดก็จะไม่เกินสองหมื่นหมู่ ถึงตอนนั้นถ้าสำนักงานใหญ่เอาผิด คนที่อยู่ที่นี่ก็หนีไม่พ้นหรอก"
เหลาเฉายังคงไม่พอใจ พึมพำว่า "มัวแต่กลัวนู่นกลัวนี่ จะไปคุยเรื่องขยายกิจการเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ยังไง อย่าว่าแต่เรื่องนั้นเลย ถึงเวลานั้นแม้แต่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือก็ยังจะยืนไม่อยู่เลย"
"ไม่ใช่ว่ามีบริษัทเมล็ดพันธุ์เล็กๆ อีกเจ้าที่จ้องหมู่บ้านเหอโข่วอยู่เหรอ? ลองไปติดต่อดูสิ"
"ฉันไม่ไป ใครอยากไปก็ไปเถอะ"
……
วันรุ่งขึ้น ไม่มีเรื่องพลิกโผอะไร หมู่บ้านเหอโข่วเลือกเทียนเหอ
จากนั้นก็เป็นการเซ็นสัญญาผลิตเมล็ดพันธุ์
หมู่บ้านเหอโข่วจัดตั้งการผลิตโดยใช้หมู่บ้านเป็นหน่วย คณะกรรมการหมู่บ้านได้รับมอบหมายจากเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ทั้งหมด หลังจากเซ็นสัญญาการผลิตเมล็ดพันธุ์กับบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอแล้ว ค่อยไปเซ็นสัญญาภายในกับเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์แต่ละราย เพื่อใช้เป็นเอกสารแนบของสัญญาฉบับเป็นทางการ
นอกจากเงินมัดจำการผลิตเมล็ดพันธุ์แล้ว ค่าบริการที่เทียนเหอจ่ายให้กับคณะกรรมการหมู่บ้านจะคิดตามเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด 0.1 หยวน/กก. และเมล็ดพันธุ์พริก 0.9 หยวน/กก.
ถ้าทุกอย่างราบรื่น ค่าบริการผลิตเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่ 5,000 หมู่ก็จะอยู่ที่ประมาณ 200,000 หยวน
ค่าบริการจะไม่ถูกจ่ายให้คณะกรรมการหมู่บ้านโดยตรง แต่จะจัดการโดยตำบล (เมือง) ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานส่วนรวมของหมู่บ้านและค่าแรงของเจ้าหน้าที่ระดับหมู่บ้าน
พอเซ็นสัญญาเสร็จ หน่วยงานบริการด้านวิศวกรรมที่เตรียมพร้อมไว้แล้วก็เข้ามาซ่อมแซมและเปลี่ยนถนน รวมถึงระบบท่อส่งน้ำและคลองต่างๆ ทันที
เจ้าหน้าที่เทคนิคการผลิตก็เข้ามาสำรวจแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ของแต่ละครัวเรือน วางแผนพื้นที่กักกัน บ้านพักสำหรับการผลิต ห้องตรวจสอบคุณภาพ ฯลฯ ไว้เรียบร้อย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เข้าสู่ช่วงฤดูเสี่ยวเสวี่ยแล้ว
การผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศก็เข้าสู่ช่วงการจัดการในฤดูหนาวเช่นกัน
หลังจากตัดสินใจอยู่พักหนึ่ง กัวหยางก็ตัดสินใจว่าพื้นที่ 5,000 หมู่ของหมู่บ้านเหอโข่วจะใช้ผลิตเมล็ดพันธุ์เทียนเจียวหมายเลข 1 และชือหงหมายเลข 1 อย่างละ 2,500 หมู่
ตอนที่ได้ยินแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์นี้ครั้งแรก หยานฉวินและอวี๋อีเฉา ผู้รับผิดชอบแผนกการตลาดของเทียนเหอต่างก็พากันคัดค้านอย่างหนัก
กัวหยางยังคงจำคำพูดของพวกเขาได้ดีจนถึงทุกวันนี้
"เมล็ดพันธุ์พริกหวาน 5,000 หมู่ ประเมินผลผลิตแบบอนุรักษ์นิยมก็มีตั้งสามแสนชั่ง ต้องโปรโมทให้ปลูกตั้งแปดล้านกว่าหมู่เลยนะ"
"เมล็ดพันธุ์พริกหวานเก็บได้มากสุดแค่สามปี ทุกปีต้องขายให้ได้ปีละแสนชั่ง!"
"แรงกดดันเรื่องสต็อกสินค้ามันมากเกินไป"
"ถ้าอีกสามปีขายไม่หมด ก็เอาไปทำปุ๋ยได้อย่างเดียวแล้ว"
"ความเร็วในการขยายพันธุ์ข้าวโพดกับข้าวสาลีก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย"
"เมล็ดพันธุ์ที่จะออกสู่ตลาดตอนปลายปีมันมีน้อยชนิดเกินไป ตัวเลขรายได้ก็จะไม่สวยงาม"
ความกังวลเรื่องสต็อกสินค้าและยอดขายของพวกเขากัวหยางก็เข้าใจได้
แต่เขาก็มีความคิดของตัวเอง
ถึงแม้ตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดจะใหญ่ แต่การแข่งขันก็ดุเดือดเกินไป เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ผลิตทั่วประเทศในแต่ละปีขายได้แค่ครึ่งเดียว ส่วนที่เหลือก็กลายเป็นสต็อกสินค้าหรืออาหารสัตว์ไปหมด
ถึงเทียนอวี้หมายเลข 1 จะเป็นเมล็ดพันธุ์ระดับสีฟ้าที่มีพลังงานธรรมชาติ 47 แต้ม แต่ก็ควรมีเวลาทำการตลาดโปรโมทเพิ่มอีกสักปีจะดีกว่า
อีกอย่างเมล็ดพันธุ์พริกหวานก็มีเยอะมาก พอที่จะปลูกได้ตั้ง 50,000 หมู่
ต่อให้หักพื้นที่ 5,000 หมู่ของหมู่บ้านเหอโข่วออกไปแล้ว ก็ยังมีเมล็ดพันธุ์เหลืออีกเพียบ
เมล็ดพันธุ์พวกนี้ยังไม่ผ่านการทดสอบจากตลาด ก็เลยทำได้แค่หลอกพวกลูกค้าย่อยที่เห็นแก่ของถูกเท่านั้นแหละ
แถมกัวหยางก็ไม่คิดจะขายเลหลังอยู่แล้วด้วย
ดั้งนั้นกัวหยางจึงวางแผนจะลงทุนสร้างฐานเพาะต้นกล้าผัก และฐานสาธิตการปลูกพริกหวานอีกหลายแห่ง โดยพื้นที่รวมของฐานสาธิตจะอยู่ที่ประมาณสามหมื่นหมู่
เมล็ดพันธุ์ที่เหลือเอามาเพาะกล้า ต้นกล้าส่วนหนึ่งขายให้เกษตรกร อีกส่วนก็เอาไปปลูกในฐานสาธิต แล้วก็อาจจะเก็บเมล็ดพันธุ์บางส่วนไว้เป็นทุนสำรองก้นหีบได้ด้วย
พอได้ยินแผนของกัวหยาง หยานฉวิน อวี๋อีเฉา และคนอื่นๆ ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง
ผลลัพธ์ของการโปรโมทด้วยการสร้างฐานสาธิตการปลูกเองนั้นไม่ต้องสงสัยเลย
รอให้เทียนเจียวหมายเลข 1 และชือหงหมายเลข 1 ของฐานสาธิตออกสู่ตลาด ก็สามารถเชิญสหกรณ์ผู้เชี่ยวชาญการปลูกผัก เกษตรกรรายใหญ่ และบริษัทต่างๆ มาเยี่ยมชมได้อย่างกว้างขวาง
สินค้าก็วางอยู่ตรงนั้น คุณภาพดีไหม ผลผลิตสูงหรือเปล่า ใครๆ ก็มองเห็น
แผนการโปรโมทเมล็ดพันธุ์ก็เลยถูกกำหนดไว้แบบนี้
แต่ความกังวลและแรงกดดันของหยานฉวินกับคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ลดลงเลย เจ้านายเล่นเทหมดหน้าตักกะรวยในคราวเดียวเลยนี่นา!
เทียนเจียวหมายเลข 1 กับชือหงหมายเลข 1 คุ้มค่าที่เทียนเหอจะทุ่มเทขนาดนี้จริงหรือ?
กัวหยางมั่นใจในคุณภาพและผลผลิตของเทียนเจียวหมายเลข 1 กับชือหงหมายเลข 1 มากจริงๆ
แต่ถ้าจะบอกว่าทุ่มสุดตัวก็คงไม่ใช่ ที่สำคัญที่สุดคือ เขาขาดทุนได้!
พื้นที่ของฐานเพาะต้นกล้าคงไม่ใหญ่มากนัก ลงทุนสัก 10 ล้านหยวนยังไงก็พอ
ฐานสาธิตก็จะไม่สร้างเองทั้งหมด ส่วนใหญ่จะใช้รูปแบบ 'บริษัท+ฐานการผลิต+เกษตรกร' ในการผลิต ต้นทุนการลงทุนช่วงแรกลดลง แล้วโยนความกดดันไปที่ตัวสินค้าและการขายแทน
ดังนั้น ขอแค่ผลผลิตและคุณภาพดี ทุกอย่างก็ผ่านฉลุย!
หลังจากกัวหยางกำหนดแผนการสำหรับหนึ่งปีข้างหน้าแล้ว ทุกแผนกของเทียนเหอก็พากันตื่นตัว
เวลาในการเพาะต้นกล้าและการผลิตเมล็ดพันธุ์ของพริกหวานคือช่วงเวลาเดียวกัน ล้วนต้องเริ่มทำประมาณกลางเดือนมกราคม ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือน
เวลาเร่งรัดมาก!
ทำได้แค่อะลุ่มอล่วย เอาแบบง่ายๆ ไปก่อน สร้างเรือนกระจกขึ้นมาก่อน ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็ค่อยทยอยสร้างทีหลังตามความสำคัญ
ส่วนฐานสาธิตการปลูก ยังมีเวลาอีกกว่าครึ่งปี ดูเหมือนจะเหลือเฟือ แต่นั่นตั้งสามหมื่นหมู่เลยนะ
ต้องรีบวางแผนและแบ่งงานกันให้ไว!
กัวหยางมองดูท่าทางของพวกเขาราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ ก็หัวเราะและประกาศว่าบริษัทจะดึงคนจากแต่ละแผนกมารวมกับการรับสมัครพนักงานใหม่ เพื่อตั้งแผนกเพาะปลูกขึ้นมาใหม่ รับผิดชอบธุรกิจส่วนนี้โดยเฉพาะ
และในแผนของกัวหยาง แผนกเพาะปลูกในท้ายที่สุดจะแยกตัวออกไปตั้งเป็นบริษัทต้นกล้า
ทุกคนถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก และมีความคาดหวังเพิ่มขึ้นอีกมากมาย
เจ้านายหนุ่มคนนี้ทำงานอย่างกระตือรือร้น โครงการมีมาเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย
ได้ยินมาว่าทางบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอก็เหมือนกัน แผนกวิศวกรรมที่อยู่ข้างนอกกำลังรับสมัครคนเพิ่ม แถมยังไปลงพื้นที่สำรวจโครงการในที่ต่างๆ แล้วด้วย...
ได้ตามเจ้านายแบบนี้ ขอแค่บริษัทไม่เจ๊ง เรื่องเลื่อนขั้นขึ้นเงินเดือนก็พุ่งปรี๊ดเลยล่ะ!
ฐานเพาะต้นกล้าถูกกัวหยางกำหนดให้อยู่ที่เมืองหลานในท้ายที่สุด เหตุผลหลักคือสามารถใช้เมืองเอกเพื่อกระจายไปยังพื้นที่ปลูกผักสำคัญบริเวณโดยรอบได้
ในความเข้าใจของคนทั่วไป พื้นที่ผลิตผักหลักคือมณฑลหลู่ มณฑลอวี้ มณฑลจี้ และมณฑลเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมอื่นๆ ความประทับใจที่มีต่อผักของมณฑลกานซู่ยังคงหยุดอยู่แค่มันฝรั่งหลากหลายชนิด
ดังคำกล่าวที่ว่า มณฑลกานซู่มีของดีสามอย่าง มันฝรั่ง มันเทศ มันฝรั่ง กินทั้งลูกก็เป็นอาหารหลัก หั่นเป็นฝอยแล้วเอาไปผัดในกระทะ ก็กลายเป็นกับข้าวได้จานนึง
แต่ที่จริงแล้วมณฑลกานซู่ก็เป็นมณฑลที่ผลิตผักรายใหญ่ที่ถูกมองข้ามเช่นกัน
ในฐานะคอหอยของเส้นทางสายไหมโบราณ ผืนแผ่นดินแห่งนี้ยังคงมีผักที่ถูกส่งมาจากดินแดนตะวันตกเติบโตอยู่อย่างอิสระ
เช่น กระเทียมม่วง และแครอท
นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อที่เป็นสัญลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เช่น กุยช่ายขาวและดอกลิลลี่ของเมืองหลาน พริกของกานกู่ ดอกไม้จีนของชิ่งหยาง พริกแดงของจินชวน เห็ดหูหนูดำของอำเภอคัง และอื่นๆ อีกมากมาย
ในแต่ละปี มีผักจากมณฑลกานซู่หลายสิบล้านตันถูกส่งไปทั่วประเทศ
และในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ก็เป็นช่วงที่อุตสาหกรรมผักของมณฑลกานซู่กำลังพัฒนาอย่างแข็งขันพอดี
กลยุทธ์ของเทียนเหอก็เข้ากับยุคสมัยได้พอดิบพอดี
และในท้ายที่สุด ผ่านการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์การปลูกผักในภูมิภาคต่างๆ ฐานสาธิตการปลูกพริกหวานก็ถูกกำหนดให้ตั้งอยู่ที่เมืองหลาน จินชวน และกานกู่ ทั้งสามพื้นที่
ทุกแผนกของเทียนเหอก็เริ่มลงมือทำอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย