เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 : การเข้าร่วมของเซี่ยงเทียนซาน | บทที่ 36 : ดึงตัวคนและเข้าซื้อกิจการ

บทที่ 35 : การเข้าร่วมของเซี่ยงเทียนซาน | บทที่ 36 : ดึงตัวคนและเข้าซื้อกิจการ

บทที่ 35 : การเข้าร่วมของเซี่ยงเทียนซาน | บทที่ 36 : ดึงตัวคนและเข้าซื้อกิจการ


บทที่ 35 : การเข้าร่วมของเซี่ยงเทียนซาน

เมื่อได้ยินคำถามของกัวหยาง เซี่ยงเทียนซานก็ยังคงเงียบไม่พูดอะไร

จางเหว่ยที่กำลังขับรถนึกถึงความตื่นตะลึงตอนที่เขาเห็นที่ดินเค็มเป็นครั้งแรก ภาพของพืชที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างยากลำบากนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในใจเขาอย่างไม่มีวันลืม

สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกสับสนกับอนาคตเช่นกัน

"พี่หยาง พวกเราจะปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์บนดินเค็มได้จริงๆ หรือครับ?"

มุมปากของกัวหยางยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม "เหล่าเซี่ยง คุณว่ายังไงล่ะ? แผนการทางเทคนิคของคุณพอจะมีทิศทางบ้างหรือยัง?"

เซี่ยงเทียนซานถอนหายใจอย่างจนปัญญา "เฮ้อ คุณไม่ได้จ้างทีมออกแบบและวางแผนของกระทรวงเกษตรมาแล้วเหรอ?"

"ดร.โจวและทีมงานของเขาเป็นหน่วยงานของรัฐ จุดสนใจนอกจากเรื่องการจัดการดินเค็มแล้ว พวกเขาก็ต้องพิจารณาเรื่องการปกป้องระบบนิเวศในปัจจุบันเพื่อป้องกันไม่ให้แย่ลงไปอีก มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำงานแบบถูกมัดมือมัดเท้า"

กัวหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริงออกมาทั้งหมด

"อีกอย่าง ประโยชน์สูงสุดของพวกเขาก็คือการขออนุมัติการใช้ที่ดินและการวางแผนในภายหลัง การยื่นเสนอโครงการ รวมถึงการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงแฝงในบางพื้นที่ การมีชื่อกระทรวงเกษตรหนุนหลังจะทำให้ทำอะไรๆ สะดวกขึ้นมาก"

"จ่ายค่าออกแบบไปเท่าไหร่ล่ะ?" เซี่ยงเทียนซานถามด้วยความอยากรู้

"ในสัญญาเซ็นไว้ที่ 10 ล้าน ตอนนี้จ่ายล่วงหน้าไปแล้ว 2 ล้าน"

เมื่อเห็นว่ากัวหยางไม่ได้ดูเหมือนกำลังล้อเล่น เซี่ยงเทียนซานก็ทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา

"คุณไม่กลัวว่าสายป่านทางการเงินจะตึงมือในภายหลังเหรอ คุณอาจจะยังไม่ทันได้กำไร บริษัทก็ชิงล้มไปซะก่อน เงิน 10 ล้านนี้ในเวลาคับขันมันช่วยชีวิตได้จริงๆ นะ"

เซี่ยงเทียนซานอดไม่ได้ที่จะนึกถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากของบริษัทเมล็ดพันธุ์ฮุยฮวง ตอนเริ่มโครงการก็ทุ่มทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ ส่งผลให้ตอนนี้ขาดสภาพคล่องและเผชิญกับความยากลำบากในการดำเนินงาน

"ผมมีความมั่นใจใน 'มู่เหอหมายเลข 1' ขอแค่ประคองตัวผ่านสองปีแรกไปได้ มู่เหอหมายเลข 1 ก็จะทำการผลิตและขยายพันธุ์เสร็จสิ้น ถึงตอนนั้นมันก็จะสามารถปกคลุมพื้นที่รกร้าง 2 แสนหมู่นี้ได้ทั้งหมด"

"งั้นอย่างน้อยสองปีแรกคุณก็มีแต่ลงทุนล้วนๆ เลยสิ"

กัวหยางยิ้มอย่างไม่ใส่ใจและพูดว่า "ผมเตรียมใจไว้ตั้งแต่แรกแล้ว"

"ที่ดินเค็ม 2 แสนหมู่นี้วางแผนจะลงทุนเท่าไหร่?"

กัวหยางงงเล็กน้อย "คุณไม่รู้เหรอ? คนที่ติดต่อไปไม่ได้บอกคุณหรือไง?"

"ไม่ได้บอก เขาแค่บอกผมว่ามีเถ้าแก่คนหนึ่งอยากปรับปรุงดินเค็มเพื่อปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ กำลังต้องการคนด่วนและให้เงินเดือนสูง ผมก็เลยตกลงมาทำความรู้จักดูก่อน"

เกรงว่า 'เงินเดือนสูง' คงจะเป็นปัจจัยหลักที่ดึงดูดคุณมาล่ะสิ กัวหยางคิดในใจ

"ตอนนี้งบลงทุนรวมสำหรับปรับปรุงดินเค็ม การปลูกและแปรรูปหญ้าเลี้ยงสัตว์ในภายหลังอยู่ที่ 500 ล้าน นอกจากนี้ยังเตรียมไว้อีก 500 ล้านเพื่อบุกเบิกอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์"

เซี่ยงเทียนซานมองกัวหยางอย่างไม่อยากจะเชื่อ "500 ล้าน?"

เมื่อเห็นสายตาที่แน่วแน่ของกัวหยาง เซี่ยงเทียนซานก็พูดขึ้นลอยๆ ว่า "ที่คุณบอกว่าจะให้ผมเสนอเงินเดือนเองนั่นยังนับอยู่ไหม?"

กัวหยางหัวเราะร่วน เมื่อเห็นท่าทางไม่ปิดบังความหน้าเงินของเซี่ยงเทียนซาน เขาก็รู้สึกว่าชายแก่คนนี้น่ารักดีเหมือนกัน

"คุณลองเล่าแผนการของคุณมาก่อนสิ"

เซี่ยงเทียนซานเริ่มครุ่นคิด แต่ท่าทางของกัวหยางตอนที่พูดถึงเงิน 500 ล้านอย่างราบเรียบนั้นก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาเป็นระยะ

เถ้าแก่คนนี้รวยมาก แถมยังดูเหมือนจะไม่กระตือรือร้นที่จะทำกำไรในระยะสั้นอีก หรือว่าเขาแค่กำลังโม้กันนะ...

ควรจะเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ดีล่ะ?

กัวหยางก็ไม่ได้รบกวนเซี่ยงเทียนซานอีก

แต่เขากลับมองออกไปนอกหน้าต่างรถไปยังที่ดินเค็มอันกว้างใหญ่ไพศาล พลางคิดว่าหากสามารถเปลี่ยนดินแดนที่รกร้างว่างเปล่าเหล่านี้ให้กลายเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวขจีได้

ถึงตอนนั้นจะได้พลังงานธรรมชาติมามากแค่ไหน และจะสามารถวิเคราะห์หาชิ้นส่วนเครื่องจักรกลการเกษตรได้อีกเท่าไหร่กันนะ

ผ่านไปครู่หนึ่ง เซี่ยงเทียนซานก็ถามกัวหยางว่า "ประธานกัว คุณมีงบประมาณสำหรับการปรับปรุงดินเค็มอยู่ที่เท่าไหร่ต่อหมู่?"

กัวหยางคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง "ตัวเลขที่รายงานรัฐบาลจะสูงกว่าหน่อย แต่งบประมาณในใจผมคือไม่เกิน 1,500 หยวนต่อหมู่ และยิ่งต่ำก็ยิ่งดี"

"แล้วช่วงสองปีแรกก็ไม่ได้มีข้อกำหนดเรื่องผลผลิตของอัลฟัลฟ่าเลยเหรอ?"

'มู่เหอหมายเลข 1' มีเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมเพียง 100 ชั่ง และยังขยายพันธุ์เพื่อการผลิตไม่เสร็จ ดังนั้นที่ดินเค็ม 2 แสนหมู่ที่ปรับปรุงแล้วนี้จึงปลูกได้เพียงอัลฟัลฟ่าธรรมดา ซึ่งอัตราการงอกและการเจริญเติบโตจะต้องไม่ออกมาดีนักอย่างแน่นอน

กัวหยางก็ไม่ได้ตั้งความหวังกับเรื่องนี้มากนัก เขาจึงยิ้มและพูดว่า "ผมแค่มีข้อกำหนดเรื่องผลลัพธ์ของการปรับปรุงดินเค็มเท่านั้น ระดับความเค็มจะต้องลดลง และระบบนิเวศก็จะต้องมีการปรับปรุงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน"

ขอเพียงระบบนิเวศได้รับการฟื้นฟู เป้าหมายในการสะสมพลังงานธรรมชาติของเขาก็จะบรรลุผลเอง

เซี่ยงเทียนซานประเมินในใจเงียบๆ "ประธานกัว ถ้าเป็นไปตามข้อกำหนดของคุณ หากที่ดินเค็มผืนนี้ให้ผมเป็นคนรับผิดชอบ ต้นทุนอย่างน้อยก็จะสามารถควบคุมให้อยู่ต่ำกว่า 800 หยวนต่อหมู่ได้"

กัวหยางรู้สึกประหลาดใจวูบหนึ่ง เขาอยากรู้มากว่าเซี่ยงเทียนซานคำนวณอย่างไร

"แผนการจัดการดินเค็มก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการนำดินที่อื่นมาถมแทนที่ การกวาดชั้นเกลือที่ผิวดิน การปูทรายเพื่อกดทับความเค็ม และการขุดหลุมเพื่อกำจัดความเค็ม ในขณะเดียวกันก็ต้องเสริมสร้างการก่อสร้างระบบคูคลองในแปลงนา ลดการรั่วซึมของคูคลอง ขุดร่องน้ำทิ้งเพื่อระบายความเค็ม และทำให้ดินลดความเค็มลงผ่านการระบายน้ำ"

"ค่าใช้จ่ายหลักๆ ก็คือการสร้างคูคลอง โครงการปรับหน้าดิน ค่าเครื่องจักรและค่าแรง เมื่อรวมทั้งหมดนี้แล้วจะไม่เกิน 700 หยวนต่อหมู่ ถ้ารวมต้นทุนการจัดการไปด้วยก็ไม่มีทางเกิน 800 หยวนแน่นอน"

"ถ้าต้องการผลลัพธ์การงอกของต้นกล้าและความยั่งยืนที่ดีกว่านี้ ก็อาจจะพิจารณาการใส่ปุ๋ยคอกหมัก การคลุมดินด้วยพลาสติก และระบบน้ำหยด เป็นต้น"

"และในกระบวนการช่วงสองปีนี้ อัลฟัลฟ่าที่ไม่ได้วางแผนจะเก็บเกี่ยวสามารถไถกลบอย่างน้อย 2-3 ครั้งเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดคืนสู่ไร่นา เพื่อปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพิ่มความสามารถในการกักเก็บความชื้นและปุ๋ยของดิน ในขณะเดียวกันก็สามารถลดระดับความเค็มของดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ"

กัวหยางแปลงตัวเลขในใจอย่างรวดเร็ว ต้นทุน 800 หยวนต่อหมู่ แต่เขาเตรียมที่จะจ้างเหมาโครงการออกไปภายนอก จึงคิดไว้ที่ 900 หยวนต่อหมู่

ค่าใช้จ่ายในโครงการจัดการดินเค็มก็คือ 180 ล้าน

เมื่อประเมินค่าใช้จ่ายในการจัดการปลูกอัลฟัลฟ่าอีกสองปี โดยคิดเป็น 200 หยวนต่อหมู่ต่อปี สองปีก็คือ 80 ล้าน

เมื่อคำนวณอย่างเต็มที่แล้ว ต้นทุนในการปรับปรุงที่ดินเค็ม 2 แสนหมู่ในช่วงสองปีนี้ก็จะไม่มีทางเกิน 300 ล้าน

เงินที่เหลือ นอกจากการสร้างโรงงานแปรรูปอาหารสัตว์หมักแล้ว เขายังมีกำลังเหลือเฟือที่จะสร้างฟาร์มโคนมอีกแห่ง

ในร้านค้าเมล็ดพันธุ์ยังมีพันธุกรรมโคนมคุณภาพสูงอยู่อีกส่วนที่ยังไม่ได้ใช้เลย

รอให้ฟาร์มโคนมสร้างเสร็จ ก็จะเกิดเป็นห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่การขยายพันธุ์และการผลิตเมล็ดพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์ การปลูกและการแปรรูปอาหารสัตว์ ไปจนถึงการเลี้ยงโคนม

สิ่งเดียวที่ขาดหายไปก็คือการแปรรูปนมและการขายเท่านั้น

โดยรวมแล้ว เขารู้สึกพึงพอใจกับเซี่ยงเทียนซานค่อนข้างมาก และตอนนี้เขาก็กำลังต้องการคนเข้ามาจัดการเรื่องการจัดการดินเค็มอย่างเร่งด่วน

แม้องค์กรของรัฐจะแนะนำคนมาให้เขาไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นพนักงานสายงานเอกสาร เขาจึงอยากจะรอดูอีกสักพัก

โครงการในช่วงแรกยังไม่ต้องการคนจำนวนมากขนาดนั้น พวกงานจุกจิกบางอย่างให้จางเหว่ยควบตำแหน่งไปพลางๆ ก่อนก็เพียงพอแล้ว

กัวหยางพูดติดตลก "ประธานเซี่ยง เตรียมเรียกเงินเดือนให้ตัวเองเท่าไหร่ล่ะครับ?"

จางเหว่ยก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

ตรงกันข้าม ตอนนี้เซี่ยงเทียนซานกลับรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เขาอึกอัก คิดแล้วคิดอีก กว่าจะบีบตัวเลขออกมาจากปากได้ "แปด...8,000 หยวน?"

กัวหยางมองท่าทางกระมิดกระเมี้ยนของเขาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาจริงๆ

เมื่อเห็นท่าทางของเขา เซี่ยงเทียนซานก็ลุกลี้ลุกลน และรีบพูดว่า "หรือจะ 5,000 ก็ได้ แต่ต้องจ่ายเงินเดือนให้ตรงเวลาทุกเดือนนะ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของกัวหยางกลับจริงจังขึ้นมา เขานึกถึงเพื่อนร่วมชั้นสองคนในชาติที่แล้ว

ห้องเรียนเกษตรศาสตร์ที่มีนักเรียนทั้งหมด 42 คน แต่สุดท้ายกลับมีเพียง 3 คนเท่านั้นที่เลือกทำงานด้านการเกษตร

คนหนึ่งคือเขา ที่เลือกจะลุยทำธุรกิจด้วยตัวเอง

เพื่อนอีกสองคนเข้าไปทำงานในบริษัทเพาะปลูก ซึ่งนอกจากงานจะเหนื่อย สภาพแวดล้อมแย่ สวัสดิการก็ไม่สูงแล้ว พวกเขายังมักจะเผชิญกับปัญหาการค้างจ่ายเงินเดือน โครงการถูกทิ้งร้าง และเถ้าแก่เชิดเงินหนี...

หนึ่งในนั้นเปลี่ยนงานไป 5 บริษัทภายในเวลา 6 ปี เจอโครงการถูกทิ้งร้างไป 3 โครงการ โชคดีที่ในท้ายที่สุดก็สอบเข้ารับราชการได้อย่างราบรื่น...

เพื่อนอีกคนถูกบริษัทที่ถูกเพิกถอนออกจากตลาดหุ้น A-share ค้างจ่ายเงินเดือนนานถึง 14 เดือน ในที่สุดก็ลาออกได้อย่างพอดิบพอดีก่อนที่โครงการจะถูกทิ้งร้างและได้รับเงินคืนมา

แต่พอหันกลับมาทำงานที่ใหม่ก็ถูกค้างจ่ายเงินเดือนอีก 1 ปี ซึ่งคราวนี้กลับไม่ได้โชคดีขนาดนั้นแล้ว...

สวัสดิการเฉลี่ยของอุตสาหกรรมการเกษตร ป่าไม้ ปศุสัตว์ และประมงในเว็บไซต์หางานหลักๆ นั้นรั้งท้ายมาโดยตลอดอย่างมั่นคง ไม่มีสายงานไหนสู้อาชีพอื่นได้เลย

ท่าทางของเซี่ยงเทียนซานทำให้เขานึกถึงความยากลำบากในสายอาชีพนี้ แม้ทุกๆ ปีจะมีประกาศเอกสารหมายเลขหนึ่ง แต่ก็แทบจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเลย

"เหล่าเซี่ยง เรื่องเงินเดือนตกลงกันแล้วว่าคุณเป็นคนกำหนด ก็คือคุณกำหนดนั่นแหละ 8,000 ไม่ขาดแม้แต่แดงเดียว แถมยังจะจ่ายตรงเวลาแน่นอน นอกจากนี้ค่ากิน ค่าอยู่ และค่าเดินทางผมเหมาให้หมด"

"โครงการปรับปรุงที่ดินเค็มนี้ ผมขอฝากไว้ให้คุณจัดการนะ"

เซี่ยงเทียนซานจับมือที่กัวหยางยื่นออกมาด้วยความตื่นเต้น

กัวหยางมองท่าทางของเขาแล้วถามด้วยความอยากรู้ "บริษัทเมล็ดพันธุ์ฮุยฮวงค้างจ่ายเงินเดือนพวกคุณมากี่เดือนแล้ว?"

"ห้าเดือนแล้ว"

"งั้นบริษัทนี้ก็ไม่ไหวเลยนะ"

"ตัวบริษัทยังพอใช้ได้ โครงการก็เป็นโครงการที่ดี เพียงแต่ช่วงแรกควบคุมต้นทุนไม่ดี ผู้ลงทุนเองก็ยังไม่เห็นผลกำไรสักที เลยไม่ค่อยเต็มใจจะอัดฉีดเงินทุนต่อแล้ว" เซี่ยงเทียนซานอดไม่ได้ที่จะแก้ต่างให้

"คุณว่า การจะดึงตัวคนของฮุยฮวงมานี่จะง่ายไหม?"

ขอบคุณยอดโดเนทจากลูกพี่ทุกท่าน!!!

บทที่ 36 : ดึงตัวคนและเข้าซื้อกิจการ

พอได้ยินว่ากัวหยางอยากจะดึงตัวคนของบริษัทเมล็ดพันธุ์ฮุยฮวง เซี่ยงเทียนซานก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที เขายังจำได้ดีว่าผู้จัดการทั่วไปของฮุยฮวงเคยว่าเขาเป็นพวกหัวโบราณคร่ำครึพลิกแพลงไม่เป็น

ถ้าเขาพาคนไปดึงตัวพนักงานฝ่ายเทคนิคของฮุยฮวงมาให้หมด...

ความรู้สึกนั้น แค่คิดก็สะใจแล้ว

เซี่ยงเทียนซานพูดอย่างมั่นใจ "ค้างเงินเดือนมาตั้งห้าเดือนแล้ว จังหวะนี้ถ้าไปทาบทามยังไงก็สำเร็จแน่ โดยเฉพาะช่างเทคนิคสามคนนั่น ตอนที่พวกเขาเพิ่งเริ่มทำงาน ผมก็เป็นคนดูแลเอง"

"งั้นคุณก็ติดต่อไปหาพวกเขา ให้พวกเขามาทำงานที่บริษัทมู่เหอ ส่วนเงินเดือนก็เพิ่มให้สัก... 30% ดีไหม?"

"จริงสิ ฐานเงินเดือนของฮุยฮวงเป็นยังไงบ้างล่ะ?" กัวหยางรีบถามขึ้นมา

"ช่างเทคนิคที่เพิ่งเรียนจบแบบพวกเขา เงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 1,200 หยวนต่อเดือน พอทำงานมาได้สองปีครึ่ง ก็ขึ้นให้อีก 300 หยวน" น้ำเสียงของเซี่ยงเทียนซานดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่

ให้ตายเถอะ ฐานเงินเดือนต่ำขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!

มิน่าล่ะ ตอนที่เซี่ยงเทียนซานคุยเรื่องเงินเดือนของตัวเอง ถึงยอมลดจากเดือนละ 8,000 หยวนลงมาเหลือเดือนละ 5,000 หยวนรวดเดียวเลย

ที่แท้ตาเฒ่าคนนี้ก็แค่เรียกราคาเผื่อต่อเอาไว้ก่อนนี่เอง แต่เขาไม่ได้ใส่ใจหรอก

ตอนนี้กำลังขาดแคลนคนอยู่พอดี ถ้าไม่ยอมควักเงินก้อนโต แล้วจะสร้างทีมขึ้นมาอย่างรวดเร็วได้ยังไงล่ะ

"พวกเขาเรียนจบสาขาอะไรมาครับ?"

"สาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเมล็ดพันธุ์ครับ เพียงแต่จบจากวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระดับอนุปริญญาเท่านั้น" เซี่ยงเทียนซานพูดต่อ

กัวหยางพยักหน้า สาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเมล็ดพันธุ์ถือว่าตรงสายงานแบบเป๊ะๆ วิชาที่เรียนส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับการผลิตเมล็ดพันธุ์ การแปรรูปและเก็บรักษา อายุรเวทเมล็ดพันธุ์ พันธุศาสตร์และการปรับปรุงพันธุ์ เป็นต้น

ไม่เหมือนเหล่าเซี่ยงที่ข้ามสายงานมาจากสาขาการอนุรักษ์ดินและน้ำ และการป้องกันการแปรสภาพเป็นทะเลทราย

ช่างเทคนิคสามคนที่เหล่าเซี่ยงดูแลอยู่ ความรู้ภาคทฤษฎีไม่มีปัญหา แถมยังมีประสบการณ์การทำงานตั้งสองปีครึ่งอีกด้วย

กัวหยางกำลังคิดอยู่ว่าควรจะให้เงินเดือนพวกเขาเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมดี

กรณีเงินเดือนของเหล่าเซี่ยงนับว่าเป็นเรื่องผิดคาด และเงินเดือนระดับนี้ที่ให้กับเหล่าเซี่ยงไป ถึงแม้จะค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ได้เกินเหตุจนรับไม่ได้

ส่วนช่างเทคนิคคนอื่นๆ หลังจากนี้ เขาไม่ได้ตั้งใจจะให้เงินเดือนเริ่มต้นที่สูงเกินไปนัก หลักๆ คืออยากเหลือพื้นที่ให้พวกเขาได้ขยับขยายฐานเงินเดือนเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย

แต่พอคิดดูอีกทีว่าที่นี่คือจิ่วเฉวียน ฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่สำคัญระดับประเทศ เมื่อมีบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งในและต่างประเทศเข้ามาตั้งฐานอยู่ที่นี่ ช่างเทคนิคด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ก็อาจจะเกิดภาวะขาดแคลนไปสักระยะหนึ่ง

ครู่ต่อมา กัวหยางก็ตัดสินใจได้

"ผมจะให้เงินเดือนพวกเขาสองพันสองร้อยหยวนต่อเดือน เหล่าเซี่ยงเดี๋ยวคุณลองไปถามพวกเขาดูนะว่าอยากมาไหม แต่พวกเขาต้องมาทำงานในโครงการปรับปรุงดินเค็มก่อนนะ"

แม้ว่าเงินเดือน 2,200 หยวนจะยังเทียบไม่ได้กับเงินเดือนเฉลี่ยของเมืองแถบชายฝั่งหลายๆ แห่ง แต่สำหรับมณฑลกานซู่ในปี 2002 ถือว่าเป็นเงินเดือนที่สูงเอามากๆ เลยทีเดียว

อีกอย่าง เงินเดือนระดับนี้ก็น้อยกว่าที่กัวหยางให้จางเหว่ยอยู่นิดหน่อย ทำให้จางเหว่ยที่คอยสังเกตบทสนทนาของทั้งสองคนอยู่ตลอดลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เซี่ยงเทียนซานหัวเราะพร้อมกับพูดว่า "ไม่มีปัญหาครับ ผมมั่นใจว่าดึงตัวพวกเขาสามคนมาได้แน่ พวกเขาเป็นเด็กหนุ่มที่เก่งกันทุกคนเลย"

พอแก้ปัญหาเรื่องช่างเทคนิคได้แล้ว กัวหยางก็คิดขึ้นมาได้ว่าตอนนี้บริษัทมู่เหอยังเป็นแค่โครงเปล่าๆ ประจวบเหมาะกับที่บริษัทฮุยฮวงกำลังตกอยู่ในสภาวะวิกฤตทางธุรกิจพอดี

จังหวะนี้ถ้าไม่รีบฉวยโอกาสปล้นตอนไฟไหม้ แล้วจะรออะไรอีกล่ะ?

"เหล่าเซี่ยง บริษัทเมล็ดพันธุ์ฮุยฮวงยังมีใครที่มีความสามารถด้านการบริหารจัดการเก่งๆ อีกไหม มีใครแนะนำหรือเปล่า?"

เซี่ยงเทียนซานเอนศีรษะพิงเบาะหลังรถ ลังเลอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "ถ้าพูดถึงคนที่บริหารจัดการเก่งที่สุดในฮุยฮวง คงต้องเป็นอู๋เฟิง ผู้จัดการทั่วไปคนปัจจุบัน รองลงมาก็คือต้วนไห่เทา ผู้จัดการฝ่ายผลิต แล้วก็ยังมีหัวหน้าฝ่ายเทคนิคที่มีประสบการณ์สูงๆ อีกหลายคนเลยครับ"

"นอกจากนี้ คนที่ผมพอจะคุ้นเคยอยู่บ้างก็คือผู้จัดการฝ่ายการเงิน แต่คนนี้คุณเลิกคิดไปได้เลย เพราะเขาถูกส่งมาจากบริษัทแม่ครับ"

เห็นสีหน้าของเขา กัวหยางก็ถามด้วยความอยากรู้ "ไม่ถูกกับคนพวกนั้นบางคนเหรอครับ?"

"พวกเขามักจะหาว่าผมเป็นพวกหัวโบราณคร่ำครึ ผมก็แค่ดื่มเหล้าไม่เป็น ผมผิดตรงไหนเหรอ?"

"แถมถ้าคุณอยากจะดึงตัวพวกเขามาทั้งหมดล่ะก็ งั้นคุณสู้ไปเข้าซื้อกิจการของฮุยฮวงโดยตรงเลยไม่ดีกว่าเหรอ"

พอได้ยินประโยคนี้ กัวหยางก็รู้สึกเหมือนมีไอเดียพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในหัวทันที

เข้าซื้อกิจการเหรอ?

ยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรข้ามชาติในยุคหลัง ล้วนอาศัยการเข้าซื้อกิจการทีละก้าวๆ เพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตทั้งนั้น

ไม่ต้องพูดถึงเคสไกลตัวอย่างบริษัทเคมีภัณฑ์ประเทศจีนที่เข้าซื้อกิจการซินเจนทาของสวิตเซอร์แลนด์ อย่างช่วงนี้บริษัทคลาสของเยอรมันก็กำลังยุ่งอยู่กับการเข้าซื้อกิจการของเรโนลต์ในฝรั่งเศส เพื่อบุกตลาดรถแทรกเตอร์เหมือนกัน

เมื่อไม่นานมานี้ตอนที่เขาอยู่เยอรมันก็เพิ่งได้ยินอวี๋หงไห่พูดถึงเรื่องนี้ แล้วทำไมเขาถึงนึกไม่ถึงเรื่องการเข้าซื้อกิจการเลยนะ?

อีกอย่าง การบุกตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรในอนาคต ก็สามารถใช้วิธีการเข้าซื้อกิจการได้เหมือนกัน เขากำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าเงินมันใช้ช้าเกินไป

"ตอนนี้บริษัทเมล็ดพันธุ์ฮุยฮวงมีทรัพย์สินหลักอะไรบ้างครับ?" กัวหยางถามอย่างร้อนรนทนไม่ไหว

เซี่ยงเทียนซานชะงักไป เขาแค่พูดเล่นๆ ไปอย่างนั้นเอง ทำไมถึงรู้สึกว่ากัวหยางจะเอาจริงขึ้นมาซะแล้วล่ะ

แต่ถ้าเข้าซื้อกิจการได้สำเร็จจริงๆ ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเสียกับบริษัทมู่เหอใช่ไหมนะ?

เพียงแค่อาจจะไม่ค่อยดีสำหรับตัวเขาสักเท่าไหร่

เซี่ยงเทียนซานคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มอธิบายข้อมูลของบริษัทเมล็ดพันธุ์ฮุยฮวง

บริษัทเมล็ดพันธุ์ฮุยฮวงก่อตั้งขึ้นในปี 2000 ผู้ลงทุนที่อยู่เบื้องหลังคือกลุ่มบริษัทการลงทุนต้าตี้จากหรงเฉิง มณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นบริษัทที่มีภูมิหลังด้านอสังหาริมทรัพย์

ลงทุนในจิ่วเฉวียนไปทั้งหมด 20 ล้านหยวน สร้างแปลงเพาะเมล็ดพันธุ์กว่า 20,000 หมู่ ผลิตเมล็ดพันธุ์หญ้าสนามและหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้ปีละ 1,000 ตัน

สร้างโรงงานคัดแยกและแปรรูปเมล็ดพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์และหญ้าสนามขึ้นมาหนึ่งแห่ง แถมยังนำเข้าชุดอุปกรณ์คัดแยกและแปรรูปเมล็ดพันธุ์หญ้าจากแคนาดาแบบครบชุด มีกำลังการคัดแยกและแปรรูปสูงถึง 5,000 ตันต่อปี

นอกจากนี้ บริษัทเมล็ดพันธุ์ฮุยฮวงยังมีความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประเทศจีน สถาบันวิจัยการเกษตร เป็นต้น และยังรับผิดชอบโครงการสำคัญๆ ระดับชาติอีกมากมาย

สาเหตุที่เซี่ยงเทียนซานได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค นอกจากจะเป็นเพราะเขาเก่งเรื่องเทคนิคแล้ว เหตุผลหลักๆ ก็คือเขาเขียนเอกสารโครงการเป็น และสามารถยื่นขอทุนสนับสนุนโครงการจากภาครัฐในระดับต่างๆ ได้

แต่ติดตรงที่เขาดันดื่มเหล้าไม่เป็นเนี่ยสิ

คนที่ต้องทำงานยื่นเรื่องขออนุมัติโครงการจากรัฐบาล แต่กลับดื่มเหล้าไม่เป็น หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่อยากจะดื่ม ก็ไม่แปลกใจเลยที่ผู้บริหารระดับสูงของฮุยฮวงจะว่าเขาหัวโบราณคร่ำครึ และพลิกแพลงไม่เป็น

พอฟังคำอธิบายของเซี่ยงเทียนซานจบ กัวหยางก็อดสงสัยไม่ได้

"หนี้สินของฮุยฮวงสูงมากเลยใช่ไหมครับ?"

"หนี้สินสูงมากจริงๆ ครับ ส่วนตัวเลขที่แน่ชัดผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน และก่อนหน้านี้บริษัทแม่ก็น่าจะลงทุนเพิ่มไปอีกก้อนหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้เงินทุนที่ยื่นขอไปกลับค้างเติ่งมาหลายเดือนแล้ว คิดว่ากลุ่มบริษัทต้าตี้ก็คงจะมีปัญหาอะไรบางอย่างเหมือนกัน"

กัวหยางเริ่มมีความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัทเมล็ดพันธุ์ฮุยฮวงคร่าวๆ แล้ว และนั่นทำให้ความต้องการที่จะเข้าซื้อกิจการของเขามีมากขึ้นไปอีก

บริษัทเมล็ดพันธุ์หญ้าที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน บุคลากรเพียบพร้อม และมีความสัมพันธ์อันดีกับภาครัฐแบบนี้ มันให้ความรู้สึกเหมือนถูกจัดเตรียมเอาไว้เพื่อเขาโดยเฉพาะเลย

แต่การเข้าซื้อกิจการไม่ใช่เรื่องที่จะคุยกันจบได้ในระยะเวลาสั้นๆ อีกอย่าง กลุ่มบริษัทต้าตี้ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตั้งเยอะในการสร้างบริษัทเพื่อเข้าสู่วงการเมล็ดพันธุ์หญ้า เกรงว่าคงไม่ยอมถอนตัวออกไปง่ายๆ แน่

เพราะงั้น คนที่สมควรดึงตัวมาก็ยังคงต้องดึงมาอยู่ดี

ถ้าเป็นแบบนี้ ถึงแม้จะเข้าซื้อกิจการของฮุยฮวงไม่ได้ บริษัทมู่เหอก็ยังสามารถสร้างทีมเทคนิคของตัวเองขึ้นมาทีละนิดได้

ส่วนตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์หัวหน้าของบริษัทมู่เหอ กัวหยางตัดสินใจว่าจะควบตำแหน่งนี้ไปก่อน

ยังไงซะร่างเดิมก็เป็นถึงนักศึกษาปริญญาโทสาขาพันธุศาสตร์และการปรับปรุงพันธุ์ แถมเขายังมี 'ร้านค้าเมล็ดพันธุ์' คอยช่วยเหลืออีกต่างหาก

ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์แค่นี้ ยังไงเขาก็รับมือไหวอยู่แล้ว

……

ช่วงพลบค่ำ หมู่บ้านซวงเฉียว

แสงแดดยามเย็นที่เหลืออยู่สาดส่องผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้ ลงมาบนลานกว้าง

ผู้ใหญ่บ้านสวีจงกังได้เรียกประชุมชาวบ้านทั้งหมู่บ้านที่นี่

"วันนี้ มีเถ้าแก่จากข้างนอกหลายคนมาลงพื้นที่สำรวจที่ดินในหมู่บ้านเราเพื่อขอเช่าเหมา คิดว่าทุกคนคงจะเห็นหรือได้ยินกันมาบ้างแล้ว"

"เมื่อกี้ทางตำบลก็ส่งข่าวมา ยืนยันแล้วว่าเรื่องนี้เป็นความจริง"

ขอหน้าด้านขอตั๋วโหวตแนะนำหน่อยนะครับ

จบบทที่ บทที่ 35 : การเข้าร่วมของเซี่ยงเทียนซาน | บทที่ 36 : ดึงตัวคนและเข้าซื้อกิจการ

คัดลอกลิงก์แล้ว