- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 348 เสน่ห์แห่งการหวนคืนบ้าน
ตอนที่ 348 เสน่ห์แห่งการหวนคืนบ้าน
ตอนที่ 348 เสน่ห์แห่งการหวนคืนบ้าน
หลังจากจัดแจงที่พักให้จูฉี่และพวกพ้องเรียบร้อยแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็พาเสิ่นซีและจูซานกลับบ้านด้วยตนเอง
ตอนอยู่หอการค้าสมาคมการค้า พอฮุ่ยเหนียงได้ยินว่าเสิ่นซีถูกจับตัวไป นางก็เกรงว่าสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินจะตกใจกังวล จึงไม่กล้าส่งข่าวกลับไปบอกที่บ้านตระกูลเสิ่น ดังนั้นคนที่บ้านจึงยังไม่รู้ว่าเสิ่นซีกลับมาแล้ว
เมื่อมาถึงร้านขายยา เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ยังคงหารือธุระอยู่กับโจวซื่อ ครั้นจู่ ๆ เห็นเสิ่นซีเดินเข้ามา โจวซื่อก็ถึงกับขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้แน่ใจว่าตนไม่ได้ตาฝาดไป ก่อนจะโผเข้ากอดบุตรชายด้วยความปีติยินดี
"ไอ้เด็กทึ่ม! ตกลงกันไว้ว่าจะกลับมาปลายเดือนก่อน แล้วก็เขียนจดหมายมาบอกว่าจะกลับมาต้นเดือนนี้ พอรอได้ไม่ทันไร จดหมายฉบับที่สามของเจ้าก็บอกว่าจะต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินอ้อม แม่ไปชะเง้อรอเจ้าที่หน้าประตูอยู่หลายวันก็ไม่เห็นแม้แต่เงา นึกว่าจะเลื่อนออกไปอีกหลายวัน ที่ไหนได้จู่ ๆ ก็โผล่พรวดพราดกลับมาเช่นนี้ คิดจะทำให้แม่ตกใจตายหรืออย่างไรฮึ!"
เสิ่นซีถูกผู้คนเต็มห้องจ้องมอง จึงรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง ยิ่งด้านหลังยังมีเสิ่นหมิงเหวินกับเสิ่นหมิงถังยืนอยู่อีกด้วย
"น้องเล็กไปไหนเสียล่ะ?" เสิ่นหมิงเหวินกระแอมไอ น้ำเสียงไม่ค่อยจะเป็นมิตรนัก
โจวซื่อเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าด้านหลังยังมีบุรุษอื่นยืนอยู่อีก จึงรีบจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางเล็กน้อย "พี่ใหญ่ พี่สาม ท่านพี่ทำงานอยู่ที่โรงผลิตเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะให้คนไปตามเขากลับมานะเจ้าคะ"
เสิ่นหมิงเหวินทำหน้าบึ้งตึง ราวกับมีใครติดหนี้เขาอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ฮุ่ยเหนียงสั่งให้ซิ่วเอ๋อร์พาเสิ่นหมิงเหวินกับเสิ่นหมิงถังไปพักยังเรือนที่เสิ่นหย่งจั๋วเคยมาพักตอนสอบระดับเมืองที่ตัวเมือง เพื่อความสะดวกในการรับรองแขก ฮุ่ยเหนียงได้ซื้อกรรมสิทธิ์เรือนหลังนั้นไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เมื่อสองพี่น้องเสิ่นหมิงเหวินจากไป บรรยากาศในร้านขายยาถึงค่อยกลับมาชื่นมื่นยินดีอีกครั้ง
ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางเอ่ย "ปิดประตูร้านเถอะ วันนี้เสี่ยวหลางกลับมา พวกเรางดขายของสักวัน วันนี้เป็นวันดี อย่ามัวมาเสียเวลาทำกับข้าวเองเลย ไปสั่งอาหารที่หอสุรามาฉลองกันดีกว่า"
หนิงเอ๋อร์ท้วง "นายหญิงเจ้าคะ บ้านของพวกเราก็ทำกิจการหอสุรามิใช่หรือเจ้าคะ?"
ฮุ่ยเหนียงตบหน้าผากตนเองเบา ๆ "ดูสมองข้าสิ งั้นไปที่หอสุราของเรา ให้พ่อครัวใหญ่ทำกับข้าวมาส่งสักสองโต๊ะก็แล้วกัน"
ระหว่างที่ทุกคนกรูกันเข้ามาทักทายเสิ่นซี สายตาของเขากลับไปหยุดอยู่ที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังในชุดของสตรีที่ออกเรือนแล้วเช่นเดิม
ไม่ว่าจะอย่างไร เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ถือเป็นภรรยาในนามของเขา สามเดือนกว่าที่ไม่ได้พบหน้ากัน ในจดหมายที่ส่งกลับบ้านก็ไม่เคยมีผู้ใดเอ่ยถึงนางเลย เสิ่นซีจึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางได้ใช้หนังสือหย่าที่เขามอบให้ก่อนออกจากบ้าน เพื่อก้าวพ้นออกจากประตูตระกูลเสิ่นไปแล้วหรือไม่
"พี่เสิ่นซี..."
คนที่เดินเข้ามาทักทายท้ายสุดคือลู่ซีเอ๋อร์และหลินไต้
เด็กสาวสองคนนี้ยามปกติมักหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่มีผู้ใดคอยเป็นเพื่อนเล่น ยามนี้นับว่าเก็บตัวอยู่แต่ในห้องหอไม่มีผู้ใดรู้จักอย่างแท้จริง ทุกวันต้องรับผิดชอบงานเย็บปักถักร้อย ซ้ำยังต้องหัดซักผ้ากวาดพื้น ก่อไฟทำกับข้าว เรื่องเหล่านี้สำหรับหลินไต้หาใช่เรื่องยากเย็นอันใด ทว่าสำหรับลู่ซีเอ๋อร์แล้ว มันช่างเป็นเรื่องที่ท้าทายยากลำบากกว่าการร่ำเรียนเขียนอ่านเสียอีก
(เชิงอรรถผู้แปล: เก็บตัวอยู่แต่ในห้องหอไม่มีผู้ใดรู้จัก (养在深闺无人识) เป็นวรรคหนึ่งจากบทกวี ฉางเฮิ่นเกอ ของไป๋จวีอี้ เปรียบถึงหญิงสาวที่ถูกเลี้ยงดูมาในจวนอย่างทะนุถนอม ไม่ได้ออกไปพบปะผู้คนภายนอก)
คนในครอบครัวรุมล้อมเสิ่นซีอยู่นาน ในที่สุดโจวซื่อก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าด้านหลังของเสิ่นซียังมีเด็กสาวแปลกหน้าผู้หนึ่งติดตามมาด้วย ยามนี้นางกำลังยืนกวาดตามองรอบ ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"เสี่ยวหลาง แม่นางผู้นี้คือ..."
โจวซื่อพิจารณาจูซานอย่างละเอียด ต้องบอกเลยว่ารูปร่างของเด็กสาวผู้นี้ ไม่ใช่สิ่งที่สตรีทั่วไปจะเทียบติดได้... ในยุคสมัยนี้ สตรีที่สูงห้าฉื่อก็ถือว่าตัวสูงใหญ่มากแล้ว ทว่าจูซานกลับสูงถึงราวห้าฉื่อสี่ชุน สูงเลยศีรษะคนอื่นไปเต็ม ๆ หนึ่งช่วงหัว
(เชิงอรรถผู้แปล: ต้นฉบับภาษาจีนใช้หน่วยสมัยใหม่ว่า หนึ่งเมตรหกสิบห้า และหนึ่งเมตรแปดสิบ ซึ่งเป็นมุมมองของเสิ่นซีที่มาจากยุคปัจจุบัน ทว่าเพื่อรักษากลิ่นอายของยุคสมัยจึงปรับเป็นมาตราวัดจีนโบราณ โดยประมาณให้ 1 ฉื่อมีความยาวราว 33.3 เซนติเมตร ดังนั้น 165 เซนติเมตรจึงเทียบได้กับราวห้าฉื่อ ส่วน 180 เซนติเมตรเทียบได้กับราวห้าฉื่อสี่ชุ่น หรือเกือบห้าฉื่อครึ่ง)
ฮุ่ยเหนียงยิ้มเอ่ย "ลืมแนะนำให้พี่สาวรู้จักไปเลย นี่คือบุตรีของญาติห่าง ๆ ของข้าเอง ทางบ้านนางเตรียมจะมาฝากฝังทำงานกับสมาคมการค้า จึงส่งบุตรสาวมาทำงานอยู่กับเราก่อน วันหลังบิดากับพี่ชายของนางก็จะตามมาเจ้าค่ะ"
โจวซื่อนึกสงสัย น้องสาวไปมีญาติห่าง ๆ ตั้งแต่เมื่อใดกัน ไม่ใช่ว่านางโดดเดี่ยวอ้างว้างไร้ที่พึ่งแล้วหรอกหรือ?
ทว่าเสิ่นซีกลับมาทั้งที คนในครอบครัวต่างชื่นมื่นยินดี โจวซื่อจึงไม่มีแก่ใจจะซักไซ้ไล่เลียงอันใดให้มากความ
เมื่อพาเสิ่นซีเข้ามาในโถงหลัง พอเขานั่งลง โจวซื่อก็เริ่มซักถามนู่นนี่นั่นทันที ส่วนใหญ่เน้นไปที่เรื่องการสอบระดับมณฑลว่าทำได้ดีหรือไม่ สีหน้าของเสิ่นซีเจือความเสียดายเล็กน้อย "หลังสอบเสร็จ บังเอิญได้ข่าวคราวของลุงรองขอรับ ข้าจึงรั้งอยู่ที่เมืองเอกของมณฑลต่ออีกหลายวัน เพื่อให้คนของสมาคมการค้าช่วยสืบหา... ทว่าตอนที่ออกจากเมืองฝูโจว ผลสอบยังไม่ประกาศเลยขอรับ"
โจวซื่อเอ็ดอย่างไม่สบอารมณ์นัก "ผู้ใดถามถึงผลสอบของเจ้ากัน ข้าถามว่าตัวเจ้าเองรู้สึกว่าสอบเป็นอย่างไรบ้างต่างหาก?"
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะร่วน "พี่สาวก็เหลือเกิน เสี่ยวหลางเพิ่งจะสิบสองปีเองนะเจ้าคะ หากยามนี้ตั้งความหวังให้เขาสอบติดจวี่เหริน ปีหน้าเขามิต้องคว้าตำแหน่งจอหงวนกลับมาให้ท่านเลยหรือ?"
โจวซื่อตอบ "ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดีสิ ไม่สอบติดจวี่เหรินก็ไม่เป็นไร ตั้งใจร่ำเรียนไว้ รออีกสามปีค่อยไปสอบใหม่ ถึงเวลานั้นคงจะมั่นใจกว่านี้ ส่วนลุงใหญ่ของเขานี่สิ..."
คำพูดของนางยังไม่ทันจบประโยคดี แต่อันที่จริงความหมายแฝงที่ลึกลงไป ก็คือเสิ่นหมิงเหวินเองก็อย่าสอบติดจะดีที่สุด เรื่องที่โจวซื่อคิดนั้นไม่ซับซ้อนเลย ขอเพียงฮูหยินเฒ่าสามารถปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกันก็พอ แม้จะดูเป็นไปได้ยาก แต่ตราบใดที่เสิ่นซีกับเสิ่นหมิงเหวินต่างก็มีฐานะเป็นซิ่วไฉเหมือนกัน ฮูหยินเฒ่าก็คงไม่อาจลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้
ผ่านไปไม่นาน เสิ่นหมิงจวินก็กลับมาจากโรงผลิต ผู้ที่เดินตามเขามาด้วยก็คือ เฝิงฮว่าฉี อาจารย์ของเสิ่นซีนั่นเอง
เมื่อเชิญพวกเขาเข้ามาด้านใน เสิ่นซีก็รีบก้าวเข้าไปทำความเคารพอย่างนอบน้อม เฝิงฮว่าฉียิ้มรับพร้อมพยักหน้า เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ใส่ใจผลการสอบระดับมณฑลของเสิ่นซีในครั้งนี้เป็นอย่างมาก
โจวซื่อเอ่ย "เรื่องการศึกษาร่ำเรียน ข้ากับพ่อของเขาไม่สันทัดนัก พวกเราขอตัวกลับไปก่อนนะเจ้าคะ"
โจวซื่อดึงตัวเสิ่นหมิงจวินกลับไปที่เรือนตระกูลเสิ่นก่อน ส่วนเฝิงฮว่าฉีก็ทรุดตัวลงนั่ง ไต่ถามรายละเอียดการสอบระดับมณฑลของเสิ่นซีอย่างเจาะลึก
เสิ่นซีปรายตามองฮุ่ยเหนียงที่มีสีหน้าร้อนใจอยู่ด้านข้าง ก่อนจะเริ่มอธิบายโจทย์การสอบหลายข้อตั้งแต่ต้นจนจบ
สิ่งที่เฝิงฮว่าฉีใส่ใจที่สุดคือเรียงความสี่ตำราทั้งสามบทของเสิ่นซี เสิ่นซีท่องจำออกมาทีละบท ๆ เฝิงฮว่าฉีไม่ได้สั่งให้เสิ่นซีเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ลำพังแค่ฟังจากคำท่องจำของเสิ่นซี เขาก็สัมผัสได้แล้วว่าบทความเหล่านี้เขียนออกมาได้ดียิ่ง
เพียงแต่เมื่อมาถึงบทความสุดท้ายที่เป็นโจทย์ว่า "ว่างเว้นจึงศึกษา ศึกษาแล้วจึงว่างเว้น" เขาถึงกับครุ่นคิดอยู่นาน กว่าจะพยักหน้าช้า ๆ "ตีโจทย์ได้ดีเยี่ยม ดูท่าคงไม่ใช่ว่าจะไร้โอกาสเสียทีเดียว"
(เชิงอรรถผู้แปล: ว่างเว้นจึงศึกษา ศึกษาแล้วจึงว่างเว้น (优则学,学而优) เป็นการออกโจทย์แบบตัดต่อ (เจี๋ยตาถี) โดยดึงมาจากวรรคในคัมภีร์หลุนอวี่ที่ว่า "เป็นขุนนางหากมีเวลาว่างเว้นก็ควรศึกษาเล่าเรียน เล่าเรียนหากมีเวลาว่างเว้นก็ควรไปรับราชการ" (仕而优则学,学而优则仕))
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยด้วยความปีติ "ท่านอาจารย์เฝิงคิดว่า เสี่ยวหลางของพวกเรามีโอกาสสอบติดจวี่เหรินหรือเจ้าคะ?"
เฝิงฮว่าฉีมีสีหน้ามั่นใจ "หากประเมินจากบทความ สติปัญญาและความสามารถของเสิ่นซีย่อมเพียงพอ ทว่า..."
ฮุ่ยเหนียงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย "เขียนบทความได้ดียังไม่พออีกหรือเจ้าคะ?"
เสิ่นซีเอ่ยขึ้น "ท่านอาจารย์ ท่านน้า ก่อนการสอบระดับมณฑลรอบนี้จะเริ่มขึ้น คุณชายซูทงที่สนิทสนมกับข้า ได้นำโจทย์สามข้อมาให้ดู ซึ่งบังเอิญตรงกับข้อสอบจริงถึงสองข้อ หลังจากนั้น ชานอี้แห่งสำนักบริหารการปกครองมณฑล ก็ได้เชิญผู้เข้าสอบไปร่วมงานเลี้ยง ดูเหมือนมีเจตนาจะเรียกรับสินบนหลังการสอบ การสอบระดับมณฑลในรอบนี้ เกรงว่าจะมีเรื่องทุจริตและติดสินบนเกิดขึ้นขอรับ"
ประโยคเดียว ทำเอาสีหน้าของฮุ่ยเหนียงกับเฝิงฮว่าฉีแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดถึงขีดสุด
อันที่จริง เฝิงฮว่าฉีเองก็เคยผ่านการสอบระดับมณฑลมาหลายหน ย่อมล่วงรู้ถึงมีเงื่อนงำที่ซุกซ่อนอยู่ในการสอบระดับมณฑลเป็นอย่างดี ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะมีเรื่องฉ้อฉลเช่นนี้อยู่ด้วย การสอบเคอจวี่ที่ในสายตาของนางยุติธรรมโปร่งใสที่สุด ที่แท้กลับมีความลึกล้ำซับซ้อนถึงเพียงนี้
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ "เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีเล่า?"
เสิ่นซีส่ายหน้า แม้แต่เฝิงฮว่าฉีก็ยังทอดถอนใจ "ได้แต่หวังว่าขุนนางคุมสอบฝ่ายในจะไม่ถูกแทรกแซงมากนัก หากว่ากันตามเนื้อผ้า ตัดสินผลกันที่ความสละสลวยของบทความล้วน ๆ โอกาสของเสิ่นซีย่อมมีมากทีเดียว"
ฮุ่ยเหนียงฟังแล้วก็อดว้าวุ่นใจไม่ได้ จู่ ๆ นางก็ทอดถอนใจ "หากรู้เช่นนี้แต่แรก สู้หาหนทางนำเงินไปมอบให้สำนักบริหารการปกครองมณฑลเสียยังจะดีกว่า ทำเช่นนี้ บางทีอาจจะช่วยให้เสี่ยวหลางสอบติดจวี่เหรินได้"
เสิ่นซีรีบเอ่ยห้ามปรามทันควัน "ท่านน้า ท่านห้ามนำเงินไปติดสินบนขุนนางคุมสอบเด็ดขาดเลยนะขอรับ หากข้าจะสอบติดจวี่เหริน ข้าก็ต้องพึ่งพาความรู้ความสามารถที่แท้จริงของตนเองเท่านั้น"
ฮุ่ยเหนียงได้ยินถ้อยคำอันเปี่ยมด้วยปณิธานของเสิ่นซี ก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้ารับ ทว่าแววตาวิตกกังวลบนใบหน้าของนางกลับมิได้ลดทอนลงเลยแม้แต่น้อย
……
……
เฝิงฮว่าฉีขอตัวกลับไปก่อนตั้งแต่หัววัน เมื่อตกค่ำ คนทั้งสองครอบครัวก็มารวมตัวกันเพื่อกินข้าวมื้อค่ำ มีเพียงเสิ่นหมิงจวินเท่านั้นที่ปลีกตัวไปยังเรือนพักชั่วคราวของเสิ่นหมิงเหวินกับเสิ่นหมิงถัง
สำหรับเสิ่นหมิงจวินแล้ว ในบ้านมีสตรีสองคนที่เขารู้สึกขัดเขินทำตัวไม่ถูกยามต้องเผชิญหน้า คนแรกคือแม่ม่ายอย่างฮุ่ยเหนียง ส่วนอีกคนก็คือเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ผู้กลายมาเป็นลูกสะใภ้ของเขา
ในฐานะบุรุษเต็มวัยเพียงคนเดียวท่ามกลางคนของทั้งสองครอบครัว เสิ่นหมิงจวินรู้สึกกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก จึงทำได้เพียงหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
น้องชายและน้องสาวฝาแฝดของเสิ่นซี เสิ่นอวิ้นกับเสิ่นอี้เอ๋อร์อายุสองขวบครึ่งแล้ว เด็กน้อยทั้งสองเริ่มหัดพูดคำศัพท์ง่าย ๆ เรียกพ่อเรียกแม่ได้แล้ว เพียงแต่การเดินเหินยังไม่มั่นคงนัก
โจวซื่ออุ้มบุตรชายไว้ในอ้อมอก ทว่ากลับละเลยบุตรีไปบ้าง เสิ่นอี้เอ๋อร์จึงทำได้เพียงนั่งอยู่บนตักของหลินไต้ อันที่จริงยามปกติก็ล้วนเป็นหนิงเอ๋อร์และหลินไต้ที่คอยดูแลเด็กน้อย
"พี่ชาย ข้าอยากกินของอร่อย!" เสิ่นอี้เอ๋อร์ฉายแววเฉลียวฉลาดกว่าเสิ่นอวิ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะเกิดวันเดียวกัน ทว่ากลับพูดจาได้ฉะฉานและมีลำดับความคิดดีกว่ามาก
เสิ่นซียิ้มพลางเอ่ยถาม "อยากกินสิ่งใดเล่า?"
เสิ่นอี้เอ๋อร์ตอบกลับไปโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย "อยากกินน้ำตาลกรวดเจ้าค่ะ"
เพียงประโยคเดียว ก็ทำเอาหลินไต้รีบหยิกแขนเสิ่นอี้เอ๋อร์ทันที โจวซื่อขมวดคิ้วมุ่น "สิ่งใดคือน้ำตาลกรวดรึ?"
เสิ่นซีถลึงตาใส่หลินไต้แวบหนึ่ง นึกตำหนินางกับลู่ซีเอ๋อร์ที่ไม่รู้จักเก็บส่วนแบ่งน้ำตาลกรวดของตนเองไว้ดี ๆ กลับเอามาป้อนให้เสิ่นอี้เอ๋อร์กินเสียได้ เสิ่นซีเอ่ยตอบ "ก็เป็นของกินชนิดหนึ่งแหละขอรับ คล้าย ๆ กับน้ำตาลตังเม"
โจวซื่อไม่ได้คิดอันใดให้มากความ ทว่าทางฝั่งหลินไต้นั้นกลับนึกเสียใจจนแทบกระอัก นางคาดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นอี้เอ๋อร์จะเป็น 'เด็กปากสว่าง' ตัวน้อยไปเสียได้ พอมาเทียบกันแล้ว นางถึงเพิ่งรู้ซึ้งว่าตนเองช่างอ่อนหัดนักที่ไปหลงเชื่อใจเด็กไร้เดียงสา เดิมทีนางเพียงอยากจะเอาอกเอาใจ 'ว่าที่น้องสามี' ผู้นี้เสียหน่อย ไม่คิดเลยว่าจะเกือบชักนำเภทภัยมาสู่ตนเสียแล้ว
เมื่ออาหารถูกทยอยนำมาวางบนโต๊ะ ลำพังแค่กลิ่นหอมก็ทำเอาจูซานที่นั่งอยู่ฝั่งขวามือของเสิ่นซีลอบกลืนน้ำลายเอื๊อก ๆ สำหรับนางแล้ว อาหารจำพวกเนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อปลา หรือเนื้อหมู ล้วนเป็นของกินที่มีแต่ในนิทานหลอกเด็กเท่านั้น ของกินที่ดีที่สุดบนเขาคือเนื้อสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ ทว่าด้วยความที่มันหายากยิ่งนัก ชาวเขาจึงมักตัดใจกินไม่ลง ต้องนำลงเขาไปแลกเปลี่ยนเป็นข้าวสาร เกลือ เสื้อผ้า หรืออุปกรณ์การเกษตรอย่างเคียวและจอบเสียหมด
เมื่อมาอยู่ในสถานที่แปลกตา นางจึงไม่รู้วิธีวางตัวหรือพูดคุย ได้แต่นั่งมองอาหารบนโต๊ะตาละห้อย ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตะเกียบ
"แม่นางผู้นี้แม้จะเติบโตมาตัวสูงชะลูด ทว่าหน้าตากลับดูหมดจดงดงามยิ่งนัก อายุเท่าใดแล้วรึ? ออกเรือนไปหรือยังเล่า?" โจวซื่อยิ้มพลางเอ่ยถามซูซุ่ย
คำตอบของจูซานนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก "นับอายุตามหลักปีเกิด สิบห้าแล้ว..."
"เช่นนั้นก็อายุน้อยกว่าไต้เอ๋อร์หนึ่งปีน่ะสิ? ฮ่า ๆ เดิมทียังคิดจะเรียกเจ้าว่าน้องสาวอยู่เลย ดูท่าวันหน้าเจ้าคงต้องเรียกข้าว่าท่านน้าเสียแล้ว"
จูซานนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ยังคงมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก ฮุ่ยเหนียงจึงยิ้มพลางเตือน "ยังไม่รีบเรียกท่านน้าอีกรึ?"
จูซานถึงค่อยเปิดปาก เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ท่านน้า"
โจวซื่อขานรับ "ไอ้" คำหนึ่ง ใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี "ก็แค่โครงสร้างร่างกายนี้... ดูไม่ค่อยเหมือนเด็กสาวทั่วไปสักเท่าใด ทว่าก็ดีไปอีกแบบ ออกเรือนไปก็ให้กำเนิดทายาทได้ง่ายดาย ซ้ำยังมีเรี่ยวแรงทำงานหนัก บ้านสามีต้องโปรดปรานเป็นแน่ รอให้พ้นช่วงปีใหม่ไปก่อนเถิด น้าจะช่วยเป็นธุระจัดการให้ รับรองว่าเจ้าต้องได้แต่งเข้าครอบครัวที่ดีแน่"
"เอ่อ?"
บนใบหน้าของจูซานเต็มไปด้วยความฉงน เห็นได้ชัดว่านางไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าการออกเรือนคือเรื่องอันใด
เสิ่นซีรู้ดีว่า จูซานสูญเสียมารดาไปตั้งแต่ยังเล็ก จึงไม่มีผู้ใดคอยสั่งสอนเรื่องพรรค์นี้ให้นาง และด้วยระดับสติปัญญาของนาง การจะทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้คงยากลำบากแสนเข็ญ
บนเขาต้องการแรงงาน จูซานจึงต้องทำงานเกษตร ล่าสัตว์ และแบกหามข้าวของมาตั้งแต่เด็ก โครงสร้างร่างกายจึงถูกหล่อหลอมให้แข็งแกร่งกำยำขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับจูฉี่ก็จงใจเลี้ยงดูบุตรีผู้นี้ประหนึ่งบุรุษ ด้วยเหตุนี้จูซานจึงแตกต่างจากเด็กสาวในวัยเดียวกันอย่างสิ้นเชิง
อาหารบนโต๊ะถูกทยอยนำมาส่งเป็นสองระลอก เมื่อนำโต๊ะสองตัวมาต่อเข้าด้วยกัน ด้านบนก็เต็มไปด้วยอาหารคาวหวาน ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อถึงค่อยหยิบตะเกียบขึ้นมาพลางเอ่ยชวน "กินข้าวกันเถิด กินข้าวกันได้แล้ว"
ในงานเลี้ยงสังสรรค์ของสองครอบครัวเช่นนี้ ฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อคือผู้มีอำนาจตัดสินใจ หากพวกนางไม่เริ่มขยับตะเกียบ แม้แต่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ไม่อาจแตะต้องอาหารได้
พอหยิบชามข้าวขึ้นมา ของกินในชามของเสิ่นซีก็มีเยอะกว่าใครเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นของอร่อยอันใด ฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อต่างก็คีบใส่ชามให้เสิ่นซีทั้งสิ้น
จูซานประคองชามที่พูนไปด้วยข้าวสวย สายตาจับจ้องเนื้อสัตว์ในชามของเสิ่นซีตาละห้อย ได้แต่อิจฉาตาร้อนอยู่ลึก ๆ ยังนับว่าโชคดีที่นางยังพอใช้ตะเกียบเป็น ไม่ถึงกับต้องใช้มือเปิบข้าว ทว่าเพียงไม่กี่คำ นางก็กวาดข้าวในชามลงท้องจนหมดเกลี้ยง ก่อนจะหันไปมองซึ้งนึ่งข้าวด้านข้าง เป็นเชิงสื่อความหมายว่านางต้องการเติมข้าวอีก
โจวซื่อรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย "เสี่ยวซานเอ๋ย เหตุใดเจ้าถึงไม่กินกับข้าวเล่า? เจ้าไม่ชอบหรือ?"
จูซานรู้สึกเคอะเขินอยู่บ้าง เอ่ยเสียงตะกุกตะกัก "ข้า... ข้าไม่กล้ากินเจ้าค่ะ"