- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 349 พละกำลังล้นเหลือทว่าไร้หัวคิด
ตอนที่ 349 พละกำลังล้นเหลือทว่าไร้หัวคิด
ตอนที่ 349 พละกำลังล้นเหลือทว่าไร้หัวคิด
ยามกินข้าว จูซานมีท่าทีเกร็งเป็นอย่างมาก แม้แต่จานกับข้าวก็ยังไม่กล้าแตะต้อง โจวซื่อเป็นคนมีน้ำใจโอบอ้อมอารีอยู่แล้ว ยิ่งบุตรชายเดินทางไกลกลับมาอย่างปลอดภัย นางจึงอารมณ์ดียิ่งนัก คอยคีบกับข้าวใส่ชามให้จูซานไม่ขาดสาย
จูซานจัดการกวาดข้าวในชามจนหมดเกลี้ยงก่อน ถึงค่อยเริ่มตักกับข้าวเข้าปาก ใบหน้าระบายไปด้วยรอยยิ้มซื่อบื้อ นัยน์ตาแฝงแววรื้นน้ำตา... อาหารเลิศรสที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า ล้วนเป็นสิ่งที่นางไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อนในชีวิต
ฮุ่ยเหนียงเองก็ช่วยคีบกับข้าวใส่ชามให้จูซาน พลางเอ่ย "เด็กคนนี้เมื่อก่อนคงไม่ค่อยได้กินดีอยู่ดีเท่าใดนัก หากชอบก็กินให้มากหน่อยเถิด อยู่ที่นี่อย่างน้อยก็มีข้าวให้กินจนอิ่ม"
จูซานเบิกตากว้างทันที "จริงหรือเจ้าคะ?"
โจวซื่อหัวเราะร่วน "เด็กคนนี้ดูหน้าตาก็ฉลาดเฉลียวดีอยู่หรอก ไฉนถึงได้พูดจาซื่อบื้อนักเล่า? ในเมื่อเป็นญาติที่มาขอพึ่งพิง มีหรือจะปล่อยให้อดอยากได้? ดูสิ ยังสวมรองเท้าสานอยู่อีก แบบนี้ได้อย่างไรกัน คืนนี้ข้าจะลองไปหาดูว่ามีรองเท้าคู่ไหนให้เจ้าใส่ได้บ้าง... เท้าใหญ่ปานนี้ สงสัยคงต้องตัดเย็บคู่ใหม่เสียแล้ว"
จูซานยิ้มแหย ๆ "มะ... ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ข้าสวมรองเท้าสานก็สบายดีอยู่แล้ว"
ฮุ่ยเหนียงเอ่ย "ของที่ควรจัดเตรียมก็ต้องจัดเตรียม คืนนี้เจ้าตามข้ากลับไปนอนที่เรือนเถิด ฝั่งนั้นยังมีห้องหับว่างอยู่อีกมาก เตียงและเครื่องนอนก็มีพร้อมสรรพ เข้าไปจัดแจงสักหน่อยก็หลับนอนได้แล้ว"
จูซานพยักหน้ารับคำ ทว่าในใจยังคงมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก หลังมื้อค่ำ ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับจวน สายตาของนางเอาแต่จับจ้องเสิ่นซี ในบรรดาคนเหล่านี้ นางคุ้นเคยกับเสิ่นซีมากที่สุดเพียงคนเดียวเท่านั้น
ส่วนความสนใจทั้งหมดของเสิ่นซี ล้วนพุ่งเป้าไปที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แต่เพียงผู้เดียว
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ช่วยเก็บกวาดโต๊ะอาหาร ปลดผ้ากันเปื้อนออก แล้วเดินไปย่อกายคารวะโจวซื่อ โจวซื่อหัวเราะพลางเอ่ย "อวิ้นเอ๋อร์จะมากพิธีไปไย? ไปเถิด กลับบ้านพวกเรากัน"
จนถึงยามนี้เสิ่นซีถึงได้รู้ว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ยังไม่ได้ก้าวออกจากประตูตระกูลเสิ่นไป อันที่จริงในใจเขารู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า เขากับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ยังคงสถานะสามีภรรยากันในนามอยู่
นอกจากหนิงเอ๋อร์และซิ่วเอ๋อร์ที่ต้องรั้งอยู่เฝ้าร้าน คนอื่น ๆ ต่างพากันเดินทางกลับ ระหว่างทาง ลู่ซีเอ๋อร์เอาแต่เจื้อยแจ้วคุยจ้อกับเสิ่นซีไม่ยอมหยุด
เมื่อมาถึงหน้าประตูจวนตระกูลเสิ่น ลู่ซีเอ๋อร์ก็เงยหน้ามองฮุ่ยเหนียงพลางออดอ้อน "ท่านแม่ ข้าอยากไปนอนกับพี่เสิ่นซี อยากฟังพี่เขาเล่านิทานเจ้าค่ะ"
ฮุ่ยเหนียงตีหน้าขรึม "ไม่ได้ พี่เสิ่นซีของเจ้าเพิ่งจะกลับมาเหนื่อย ๆ คืนนี้เขาต้องนอนพักผ่อนกับพี่สาวเซี่ยของเจ้า อย่าได้เข้าไปกวนใจ"
เสิ่นซีสังเกตเห็นจุดเล็ก ๆ จุดหนึ่ง นั่นคือเมื่อก่อนฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อมักจะเรียกเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ว่า "น้องสาว" ในฐานะคนรุ่นเดียวกัน ทว่าในการกลับมาครั้งนี้ โจวซื่อกลับเปลี่ยนสรรพนามเป็น "อวิ้นเอ๋อร์" ส่วนฮุ่ยเหนียงกลับให้ลู่ซีเอ๋อร์เรียกเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ว่า "พี่สาวเซี่ย" ซึ่งเท่ากับเป็นการลดระดับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ลงมาเป็นคนรุ่นลูก
แน่นอนว่า อาจเป็นเพราะยามนี้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มีฐานะเป็นสะใภ้ชั่วคราวของตระกูลเสิ่น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนภายนอกเกิดความสงสัยจากการใช้สรรพนามที่ไม่เหมาะสมก็เป็นได้
ลู่ซีเอ๋อร์ทำปากยื่น แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ฮุ่ยเหนียง ก่อนจะหันไปออดอ้อนเสิ่นซีต่ออีกครู่หนึ่ง แล้วค่อยยอมเดินกลับเข้าจวนตระกูลลู่ไป จูซานเห็นเสิ่นซีกำลังก้าวผ่านประตูจวน ก็ยื่นมือหมายจะเรียกเขาไว้ ทว่าเสิ่นซีกลับไม่เหลียวหลังเลยแม้แต่น้อย พอมาตกอยู่ในสถานที่แปลกตา ซ้ำยังไร้คนคุ้นเคยคอยชี้แนะ นางจึงชะงักงันทำตัวไม่ถูกอยู่ชั่วขณะ
เสิ่นซีเดินเข้ามาในลานเรือนกลางและเริ่มล้างหน้าบ้วนปาก หลินไต้แอบยืนมองเขาอยู่หน้าประตูห้อง ยามนี้หลินไต้เติบโตเป็นเด็กสาววัยสิบห้าปีแล้ว หากเป็นบุตรีครอบครัวชาวบ้านทั่วไป ป่านนี้คงได้ออกเรือนเป็นภรรยาหรือกระทั่งเป็นมารดาคนไปแล้ว ทว่ายามนี้ว่าที่สามีของนางกลับแต่งงานมีภรรยาเป็นตัวเป็นตน ซ้ำภรรยาผู้นั้นกลับไม่ใช่นาง ตัวนางเองก็ไร้ซึ่งปากเสียงใด ๆ ในตระกูลเสิ่น บนใบหน้าจึงฉายแววอ้างว้างโดดเดี่ยวอย่างเห็นได้ชัด
โจวซื่อหอบผ้าห่มผืนใหม่เอี่ยมเดินเข้ามา... ดูแล้วคงจะเป็นผ้าห่มมงคลลายหงส์มังกร นางส่งผ้าห่มผืนนั้นให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รับมาแล้วก็อุ้มเดินเข้าห้องไป
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พักอยู่ในห้องของเสิ่นซี ส่วนหลินไต้ย้ายไปนอนในห้องข้าง ๆ
โจวซื่อเดินเข้ามาลูบหัวเสิ่นซี พลางยิ้มเอ่ย "ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็เข้าไปพักเถิด วันหน้าเรือนหลังนี้เป็นของพวกเจ้าแล้ว แม่จะไม่สุ่มสี่สุ่มห้าเข้ามากวนใจหรอก เฮ้อ เสี่ยวหลางของแม่โตเป็นหนุ่มแล้วจริง ๆ"
ได้ยินคำพูดเช่นนี้ เสิ่นซีชักจะหลงคิดไปว่ามารดาคงหมายจะฝากฝังให้ลูกสะใภ้คอยปรนนิบัติดูแลเขาเสียแล้ว เพียงแต่เขาไม่แน่ใจนักว่า ลูกสะใภ้ในสายตาของโจวซื่อคือเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์หรือหลินไต้กันแน่
เสิ่นซีเดินเข้าห้องไป การจัดวางข้าวของในห้องไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก โต๊ะ เก้าอี้ และเตียงยังคงอยู่ที่เดิม เพียงแต่บนหัวเตียงมีโต๊ะเครื่องแป้งเพิ่มเข้ามาหนึ่งตัว และข้างตู้เสื้อผ้าก็มีฉากกั้นตั้งเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งบาน
ผ้าห่มที่โจวซื่อเพิ่งจะนำมาส่งให้ ถูกวางพับไว้อย่างเรียบร้อยบนเตียง บนนั้นไม่มีผ้าห่มผืนอื่นอยู่อีก หลังฉากกั้นมีเสียง "สวบสาบ" แว่วมา คาดว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์คงกำลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ด้านใน
ก้อนเนื้อในอกของเสิ่นซีทรยศเต้นโครมครามรัวเร็วกว่าปกติ
ครั้นเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก้าวออกมาจากหลังฉากกั้น นางสวมเพียงกระโปรงจับจีบและคาดเอี๊ยมแนบกระชับทรวงอก สิ่งที่แตกต่างจากเอี๊ยมทั่วไปคือ ด้านหลังของนางรัดด้วยแถบผ้ายาวแทนที่จะเป็นเชือกผูก ทำให้เรือนร่างส่วนบนถูกพันไว้อย่างมิดชิด เผยให้เห็นเพียงท่อนแขนเรียวเสลา หรืออาจเป็นเพราะนางรู้ตัวว่าถูกเสิ่นซีลอบมองเรือนร่าง นางจึงรีบหยิบเสื้อตัวสั้นผ่าหน้ามาสวมทับ บดบังเรือนร่างส่วนเว้าส่วนโค้งอันเย้ายวนเอาไว้อย่างมิดชิดในพริบตา
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นปรายตามองค้อน "ยังไม่นอนอีกรึ?"
เสิ่นซีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าไปที่ข้างเตียง ถอดรองเท้าและถุงเท้าออก ปลดเสื้อคลุมตัวนอกออก แล้วก้าวเข้าไปนอนชิดกำแพงด้านใน
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เดินไปเป่าตะเกียงเทียนบนโต๊ะจนดับมืด ก่อนจะเดินมาที่เตียง เลิกผ้าห่มขึ้นแล้วสอดตัวลงนอนเคียงข้าง จากนั้นก็ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมกาย นางไม่ได้มีท่าทีเกร็งเกรงหรือขัดเขินอันใด ราวกับเป็นเรื่องปกติที่สามีภรรยาพึงกระทำ ทว่ากลับให้ความรู้สึกเหมือน "คู่ข้าวข้าวใหม่ปลามันที่เพิ่งทะเลาะกันมาหมาด ๆ" เสียมากกว่า
เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ทอดร่างอยู่ห่างกันเพียงชั่วระยะหายใจรดริน ซ้ำยังอยู่ใต้โปงผ้าห่มผืนเดียวกัน บรรยากาศจึงกระอักกระอ่วนอยู่ไม่น้อย
"ท่านน้าเซี่ย ข้าจากไปตั้งสามเดือนแล้ว เหตุใดท่านไม่รีบนำหนังสือหย่ากลับจวนตระกูลเซี่ยไปตั้งแต่เนิ่น ๆ เล่า? ท่านย่าของข้าคงกลับหมู่บ้านไปนานแล้วกระมัง?"
แต่ก่อนเสิ่นซีมักจะหน้าด้านหน้าทนเรียกเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ว่าพี่สาวมาตลอด ทว่ายามนี้เขากลับเปลี่ยนมาเรียกนางว่าท่านน้าเสียอย่างนั้น เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เอียงหน้าปรายตาค้อนวงใหญ่ น้ำเสียงเจือแววประชดประชัน "เจ้าอยากให้ข้ากลายเป็นหญิงม่ายถูกทิ้งเร็วถึงเพียงนี้เชียวรึ?"
เสิ่นซีคาดไม่ถึงว่าคราวนี้คนที่เป็นฝ่ายวางตัวไม่ลงกลับเป็นตัวเขาเองเสียได้ เขาถอนหายใจแผ่วเบา "ข้าโตเป็นหนุ่มแล้ว หาใช่เด็กไร้เดียงสาที่ไม่รู้ประสีประสาอีกต่อไป หากยังขืนนอนร่วมเตียงกันต่อไปเช่นนี้ เกรงว่าจะดูไม่งามกระมัง?"
"อืม"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พยักหน้าเบา ๆ "แม่เจ้าบอกว่า อีกสองสามวันนี้จะจัดแจงห้องพักที่เรือนหลังให้ใหม่ ข้าจะย้ายไปอยู่ที่นั่น รอให้พ้นช่วงปีใหม่ไปก่อน... ข้าถึงค่อยกลับบ้านเดิม"
เสิ่นซีไม่ได้กล่าวอันใดอีก เดิมทีเขาคิดจะหลับตาลงนอน ทว่าตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาจะข่มใจให้สงบลงได้อย่างไร?
ไม่เพียงแต่เขาที่นอนไม่หลับ แม้แต่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เองก็มีเรื่องว้าวุ่นในใจจนยากจะข่มตาหลับเช่นกัน
ทั้งสองได้แต่นอนนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้น ต่างคนต่างจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง นอนร่วมเตียงทว่าฝันต่างกัน อยากจะเอ่ยปากชวนคุย ทว่ากลับไม่รู้ว่าควรจะกล่าวสิ่งใดดี
(เชิงอรรถผู้แปล: นอนร่วมเตียงทว่าฝันต่างกัน (同床异梦) สำนวนเปรียบเปรยถึงคนที่อยู่ร่วมกัน ทว่ากลับมีความคิดหรือจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน)
……
……
เสิ่นซีเดินทางไปเมืองฝูโจวเพื่อสอบระดับมณฑล ทว่าหลังจากกลับมาจากเมืองฝูโจวแล้ว คนในครอบครัวกลับคล้ายจะลืมเลือนเรื่องการสอบระดับมณฑลไปเสียสนิท
ก่อนหน้านี้เรื่องที่เสิ่นซีสอบได้ซิ่วไฉ โจวซื่อปากก็พร่ำบอกว่าไม่ใส่ใจ ทว่าในใจกลับเฝ้าเพ้อพร่ำหวังรอ ราวกับถูกผีสางเข้าสิง นั่นก็เพราะการที่เสิ่นหมิงเหวินสอบติดซิ่วไฉ นับเป็นเรื่องที่คู่ควรแก่การจารึกไว้เป็นเกียรติประวัติที่สุดนับตั้งแต่โจวซื่อแต่งเข้าตระกูลเสิ่นมา หลังจากนั้นเป็นต้นมา คนทั้งตระกูลเสิ่นแทบจะหมุนรอบตัวซิ่วไฉอย่างเสิ่นหมิงเหวินแต่เพียงผู้เดียว
โจวซื่อเป็นคนประเภทที่มักจะพึงพอใจกับสิ่งที่มีอยู่อย่างง่ายดาย การที่เสิ่นซีสอบติดซิ่วไฉก็นับว่าเพียงพอสำหรับนางแล้ว นางไม่กล้าคาดหวังให้เสิ่นซีสอบติดเป็นจวี่เหรินอันใดหรอก ในสายตาของนาง เรื่องนั้นช่างห่างไกลจนเกินเอื้อมถึง ได้แต่แอบฝันกลางวันเป็นครั้งคราว แล้วพร่ำรำพันในใจว่า "หากวันหน้าบุตรชายของข้าสอบติดจวี่เหริน ได้เป็นใต้เท้าขุนนาง มันจะน่ายกย่องเชิดหน้าชูตาเพียงใดกันหนอ?"
หลังจากเสิ่นซีกลับมา ชีวิตก็ดำเนินไปตามปกติ ทุกวันเขาเพียงแค่ขลุกตัวอยู่ในห้องหนังสือที่บ้าน อ่านตำราเขียนหนังสือไปก็พอแล้ว ไม่มีข้อบังคับกะเกณฑ์อันใดให้ยุ่งยาก
พอตกเที่ยง ก็จะมีสาวใช้หรือไม่ก็สะใภ้เลี้ยงอย่างหลินไต้นำมื้อเที่ยงมาส่งให้ นอนงีบหลับพักผ่อนตอนบ่าย ตื่นมาก็อ่านตำราเขียนหนังสือต่อ พอตกค่ำก็มาเผชิญหน้ากับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อย่างเงียบงันไร้วาจา
แม้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กับเสิ่นซีจะเป็นเพียงสามีภรรยากันในนาม ทว่านางก็ยังคงทำหน้าที่ภรรยาอยู่บ้าง เช่น ช่วยปะชุนเสื้อผ้า เก็บกวาดห้องหับ และบางคราก็นำเสื้อผ้าของเสิ่นซีออกไปซักล้าง เมื่อก่อนเรื่องพรรค์นี้ล้วนเป็นหน้าที่ของหลินไต้ ทว่ามาบัดนี้นางอยากจะทำก็ไม่อาจทำได้ นางกับเสิ่นซีดูเหินห่างราวกับคนแปลกหน้า แม้แต่ตอนนำมื้อเที่ยงมาส่งให้เสิ่นซี นางก็เอาแต่เงียบขรึม ภายในใจซุกซ่อนความรู้สึกต่าง ๆ ไว้มากขึ้นเรื่อย ๆ
วันเวลาพลันสงบสุขลงอย่างกะทันหัน เสิ่นซีรู้สึกว่าชีวิตเช่นนี้ดูจะจืดชืดไร้รสชาติไปสักหน่อย ในช่วงสองสามวันแรก ภายในใจของเขายังคงมีความหวั่นไหวต่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อยู่บ้าง ทว่าพอวันเวลาล่วงเลยไป จิตใจของเขากลับสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำไร้ระลอกคลื่น เขารู้สึกว่าในเมื่อเป็นสามีภรรยากันในนามก็สมควรจะเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไร เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ไม่อาจอยู่ร่วมฉลองปีใหม่ที่ตระกูลเสิ่นได้ ก่อนสิ้นปี อย่างไรเสียนางก็ต้องถูกหย่าและส่งตัวกลับบ้านเดิมอยู่ดี เช่นนั้นสู้ใช้เวลาในยามนี้ ซึมซับความรู้สึกให้เกียรติและเคารพซึ่งกันและกันประดุจแขกเหรื่อระหว่างสามีภรรยาเอาไว้ให้มากหน่อยจะดีกว่า
ความมีชีวิตชีวาเพียงเล็กน้อยที่เพิ่มเข้ามาในสองครอบครัวนี้ คงจะเป็นจูซานที่เพิ่งเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่นี้นั่นเอง
สำหรับนายหญิงของทั้งสองครอบครัวแล้ว จูซานผู้นี้มีดีไปเสียทุกอย่าง ทั้งซื่อสัตย์ เรี่ยวแรงเยอะ ขยันขันแข็ง ซ้ำยังมีไหวพริบรู้ความ ที่ใดในบ้านต้องการความช่วยเหลือ ก็มักจะเห็นเงาของนางอยู่ที่นั่นเสมอ เพียงซื้อของให้เล็ก ๆ น้อย ๆ นางก็จะดีอกดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่
โจวซื่อสั่งให้คนเย็บรองเท้าให้จูซานสองคู่ จูซานดีใจจนนอนไม่หลับไปหลายคืน ยามว่างก็มักจะเห็นนางยืนยิ้มกริ่มอย่างซื่อบื้อพลางก้มลงสำรวจรองเท้าของตนเอง
นางผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แม้จะเป็นเพียงผ้าหยาบ ทว่าเมื่อย้อมเป็นสีน้ำเงินก็ดูสดใสสะดุดตา นางชื่นชอบมันมาก เวลาไปหาบน้ำหรือผ่าฟืนก็กลัวว่าจะทำให้เสื้อผ้าเลอะเทอะ จึงต้องผลัดเสื้อผ้าก่อนถึงจะออกไปทำงาน กระทั่งในวันที่สองหลังจากย้ายเข้ามาอยู่ในจวนตระกูลลู่ นางยังถึงกับเดินมาดึงแขนเสื้อของเสิ่นซีแล้วเอ่ยว่า "...ผ้าห่มผืนนั้นมันอุ่นเกินไป ข้าไม่กล้านอน เจ้าช่วยบอกหลงจู๊ให้เปลี่ยนให้สักผืนได้หรือไม่?"
เสิ่นซีบอกนางว่า ที่บ้านมีเพียงผ้าห่มฝ้าย ไม่มีผ้าห่มป่านหรอก ซ้ำผ้าห่มที่นางห่มอยู่นั่นก็ยังเป็นของเก่าอีกด้วย นางถึงยอมกลับไปอย่างครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย ทว่าวันรุ่งขึ้นนางกลับมีอาการไอเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเมื่อคืนนางคงกลัวว่าผ้าห่มจะเปื้อน จึงได้คลุมโปงไว้เพียงครึ่งเดียว
เมื่อได้กินดี อยู่ดี นอนหลับสบาย สิ่งที่จูซานคิดก็คือ ต้องรีบทำงานหนักเพื่อตอบแทนพระคุณของคนทั้งสองครอบครัว นางจึงเริ่มหมายตางานหนักในบ้าน เรื่องหาบน้ำผ่าฟืนนางเหมาคนเดียวจนหมด งานแบกหามต่าง ๆ นางก็แย่งทำไปเสียสิ้น การกระทำเช่นนี้สร้างความไม่พอใจให้กับพวกสาวใช้อย่างซิ่วเอ๋อร์เป็นอย่างมาก
เมื่อก่อนซิ่วเอ๋อร์เป็นคนที่มีเรี่ยวแรงมากที่สุดในบ้าน และเปรียบเสมือนกำลังหลักของร้านขายยา ทว่านับตั้งแต่จูซานเข้ามา สถานะของนางก็ตกต่ำลงอย่างฮวบฮาบ นางรีบไปปรับทุกข์กับฮุ่ยเหนียงทันที "นายหญิงเจ้าคะ วันหน้าข้าขอทำงานให้มากขึ้นได้หรือไม่เจ้าคะ? อย่าให้คนอื่นมาแย่งงานของข้าไปทำเลยนะเจ้าคะ"
ฮุ่ยเหนียงจึงจำใจต้องบอกให้จูซานไปคอยดูแลเด็ก ๆ
ทว่านางเป็นคนละเอียดอ่อนเสียที่ไหนกันเล่า?
เสิ่นอวิ้นกับเสิ่นอี้เอ๋อร์ต่างก็ไม่ชอบพี่สาวตัวโตที่มีดีแต่พละกำลังผู้นี้ พอเห็นหน้าจูซานเมื่อใดเป็นต้องร้องห่มร้องไห้ไม่ยอมหยุด งานของจูซานจึงพังไม่เป็นท่าอีกครั้ง นางจึงจำใจต้องไปช่วยคัดแยกสมุนไพรที่ร้านขายยา
ทว่านางเป็นคนงุ่มง่าม สมองก็เชื่องช้า มักจะคัดแยกสมุนไพรปะปนกันอยู่เสมอ แม้แต่โจวซื่อเห็นแล้วยังส่ายหน้า หงเอ๋อร์กับลวี่เอ๋อร์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบส่วนนี้อยู่แล้ว จึงพากันขัดขวางไม่พอใจจูซานเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ จูซานจึงไม่มีงานในร้านขายยาให้ทำอีก
ท้ายที่สุด นางจึงหันมาหมายตาเสิ่นซี
เจ้าอ่านหนังสือ ข้าฝนหมึกให้เจ้าก็คงได้กระมัง?
จูซานวิ่งรี่มาด้วยความดีอกดีใจ หมายจะทำตัวเป็นสาวงามฝนหมึกเคียงข้างให้เสิ่นซี ผลคือเพิ่งจะหยิบแท่งหมึกขึ้นมา ยังไม่ทันจะได้ฝนสักกี่ครั้ง เสียง "เป๊าะ" ก็ดังขึ้น แท่งหมึกหักสะบั้น เสิ่นซีมีหมึกฮุยโจวอยู่เพียงสองแท่งเท่านั้น ทะนุถนอมประหนึ่งของล้ำค่า มาคราวนี้กลับดีนัก สองแท่งเหลือเพียงแท่งเดียวไปเสียแล้ว
"ของสิ่งนี้ เหตุใดถึงได้เปราะบางนัก แตะนิดเดียวก็หักเสียแล้ว..."
เสิ่นซีมองจูซานด้วยความรู้สึกจนปัญญา เด็กสาวที่พละกำลังล้นเหลือทว่าไร้หัวคิดผู้นี้ อยู่ในตระกูลเสิ่นช่างเป็นบุคคลที่ออกแรงไปก็เปล่าประโยชน์จริง ๆ... นั่นเป็นเพราะหมึกเปราะบางอย่างนั้นรึ? เรี่ยวแรงของเจ้ามหาศาลปานนั้น อย่าว่าแต่แท่งหมึกเลย ต่อให้เป็นก้อนหิน เจ้าก็คงบิให้หักครึ่งได้กระมัง
เสิ่นซีจึงออกคำสั่ง "เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เรือนข้างของข้ากำลังจะสร้างเล้าไก่ เจ้าออกไปช่วยงานหน่อยดีหรือไม่?"
จูซานรีบพยักหน้ารับคำเป็นพัลวัน "ได้ ๆ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้"
ด้วยเหตุนี้ เสิ่นซีจึงไปหาอุปกรณ์มาให้จูซาน แล้วให้นางไป "สร้างเล้าไก่" ตรงลานว่างที่กั้นรั้วไว้ข้างลานเรือนด้านหลัง นางทำงานขยันขันแข็ง เพียงไม่ถึงสองวัน เล้าไก่ก็ถูกสร้างจนเสร็จสรรพ จากนั้นนางก็วิ่งหน้าตาตื่นมาถามด้วยความงุนงง "ข้าสร้างเล้าไก่เสร็จแล้ว ไก่อยู่ที่ใดรึ?"