- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 346 ไม่เคยเห็นโลกกว้าง
ตอนที่ 346 ไม่เคยเห็นโลกกว้าง
ตอนที่ 346 ไม่เคยเห็นโลกกว้าง
อันที่จริง "หัวหน้าใหญ่" ไม่ได้สนใจหลี่ชวี่เลยแม้แต่น้อย เขาตั้งใจจะปล่อยหลี่ชวี่ไปอยู่แล้ว ทว่าในฐานะหัวหน้าค่ายโจร ย่อมไม่มีทางเชื่อคำสาบานของผู้อื่นง่าย ๆ
"หัวหน้าใหญ่" เอ่ย "ข้าจะลองเชื่อใจเจ้าสักครั้ง แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าพาทางการมาล้อมปราบ เจ้าต้องร่วมทางไปกับพวกเราก่อน และระหว่างทางนี้พวกเจ้าต้องถูกปิดตาไว้ เมื่อถึงทางแยกค่อยปล่อยพวกเจ้าไป!"
หลี่ชวี่ได้ยินดังนั้นก็ซาบซึ้งเป็นล้นพ้น "ขอบพระคุณท่านหัวหน้าใหญ่ขอรับ"
"หัวหน้าใหญ่" ไม่ไว้ใจหลี่ชวี่ แต่กลับทำตัวเกรงใจพวกเสิ่นซีเป็นอย่างมาก ถึงขนาดไม่ต้องปิดตากันเลยทีเดียว ราวกับไม่กังวลเลยสักนิดว่าเสิ่นซีจะนำทางทหารหลวงมาล้อมปราบ
คณะเดินทางรอนแรมต่อไปอีกหนึ่งวันเต็ม ในที่สุดก็หลุดพ้นจากเทือกเขาและกลับเข้าสู่ถนนหลวง ทว่าพื้นที่ทางใต้ของเมืองเหยียนผิงนั้นแห้งแล้งทุรกันดาร ถนนหลวงสายนี้จึงแทบไม่มีผู้ใดสัญจรผ่าน
รอนแรมต่อไปอีกหนึ่งวัน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงอำเภอต้าเถียน และตัดสินใจหยุดพักค้างคืนที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในตัวตำบล
คณะเดินทางที่มีกันถึงยี่สิบกว่าคน นับเป็นลูกค้ารายใหญ่ของโรงเตี๊ยมเลยทีเดียว
หลงจู๊โรงเตี๊ยมรีบออกมาต้อนรับด้วยตนเอง ทว่ากลับแยกไม่ออกว่าผู้ใดคือผู้นำกลุ่ม ยามนี้หลี่ชวี่และบ่าวรับใช้ทั้งสองได้ถอดผ้าปิดตาออกแล้ว ในเมื่อมาถึงถนนหลวงแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าเขาจะจดจำเส้นทางได้อีก ในที่สุดเสิ่นซีก็เป็นฝ่ายก้าวออกมารับหน้า "รบกวนจัดเตรียมห้องพักให้พวกเราที มีพื้นที่พอหรือไม่?"
หลงจู๊โรงเตี๊ยมมีสีหน้าลำบากใจ "หากจะถามหาห้องว่าง ทางเราก็มีอยู่พอสมควรขอรับ เพียงแต่ต้องดูว่าพวกท่าน... จะพักกันห้องละกี่คน หากไม่รังเกียจ ทางเรายังมีห้องนอนรวมให้..."
เสิ่นซีหันไปมอง "หัวหน้าใหญ่" เป็นเชิงปรึกษา "หัวหน้าใหญ่" หัวเราะร่วน "พวกเราเป็นเพียงชาวป่าชาวเขา นอนห้องรวมก็ดีเยี่ยมแล้ว"
เสิ่นหมิงเหวินรีบแสดงความเห็นทันควัน "พวกท่านนอนห้องรวมก็เรื่องของพวกท่าน แต่ข้านอนไม่ได้ หลงจู๊ เอาห้องพักชั้นดีให้ข้าห้องหนึ่ง"
เสิ่นซีแทบอยากจะประเคนฝ่ามือใส่เสิ่นหมิงเหวินสักฉาด นึกว่าตัวเองกำลังมาเที่ยวชมทิวทัศน์หรือไร? เดินทางร่วมกับกลุ่มโจรภูเขาแท้ ๆ ยังอยากจะอวดเบ่งหน้าใหญ่อีก ช่างไม่รู้คำว่า "ตาย" สะกดอย่างไรเสียจริง ๆ
เสิ่นซีหันกลับมามอง "หัวหน้าใหญ่" แล้วเอ่ย "เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ขอรับ พวกเราจองห้องพักแยกส่วนหนึ่งก่อน หากไม่พอค่อยพิจารณาห้องนอนรวม..."
"หัวหน้าใหญ่" พยักหน้ายิ้มรับ เมื่อทุกคนเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม ก็ได้ยินเสียงเสี่ยวเอ้อร์กระซิบกระซาบกับหลงจู๊อยู่ด้านหลัง "นี่มันคนกลุ่มใดกันขอรับเนี่ย?"
ในกลุ่มคนเหล่านี้ มีคนที่ดูเหมือนปัญญาชนผู้มีการศึกษา ทั้งยังมีบ่าวรับใช้ติดตามมาด้วย ทว่าที่น่าฉงนก็คือ เหตุใดถึงมีคนที่ดูมอซอราวกับขอทานยากไร้เดินตามหลังมาเป็นพรวนด้วยเล่า?
เมื่อเข้ามาในโรงเตี๊ยม เสิ่นซีก็รีบไปที่โต๊ะบัญชีเพื่อจัดการเรื่องห้องพัก เขาเหมาห้องว่างที่มีอยู่ทั้งเจ็ดห้องจนหมด ส่วนคนที่เหลือก็จำต้องไปนอนในห้องรวม
เพื่อให้หลงจู๊สบายใจ เสิ่นซีจึงชำระค่าห้องพักล่วงหน้าไปก่อน
ไม่ว่ายุคสมัยใด มีเงินย่อมจัดการทุกอย่างได้ราบรื่น ขอเพียงมีเงินตรา ผู้อื่นก็พร้อมจะยกย่องให้เป็นนายท่าน เมื่อครู่เสี่ยวเอ้อร์เพิ่งจะบ่นอุบอิบอยู่แท้ ๆ ยามนี้กลับเปลี่ยนสีหน้ามาฉีกยิ้มกว้าง ปรนนิบัติพัดวีรินน้ำชาให้อย่างกระตือรือร้น
แม้ "หัวหน้าใหญ่" จะปฏิบัติต่อพวกเสิ่นซีอย่างให้เกียรติ แต่ลึก ๆ ก็ยังคงเกรงว่าจะมีผู้ใดลอบหนีไปแจ้งทางการ จึงได้ส่งคนไปเฝ้ายามหน้าห้องพักทุกห้อง การกระทำเช่นนี้ทำให้หลงจู๊โรงเตี๊ยมเกิดความสงสัย เสิ่นซีจึงต้องอธิบายอย่างใจเย็น "ช่วงนี้ดินแดนฝูเจี้ยนไม่ค่อยสงบสุข พวกโจรสลัดวอโค่วออกอาละวาดไปทั่ว พวกข้าเดินทางไกล เกรงว่าจะเกิดอันตราย จึงได้จ้างคนมาคุ้มกันระหว่างทางขอรับ"
หลงจู๊ถึงกับร้องอ้อ "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง หากนายท่านต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม โปรดสั่งความได้เลยนะขอรับ"
เสิ่นซีโบกมือไล่หลงจู๊ไปทำงานต่อ ส่วนเขาก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องพัก และผู้ที่พักร่วมห้องกับเขาก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นบุตรีของ "หัวหน้าใหญ่" สตรีที่คอยถลึงตาใส่เขาด้วยความเคียดแค้นมาตลอดทางนั่นเอง
สตรีนางนี้ดูท่าทางจะเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่เบา เพียงแค่เขาทำผ้าห่มป่านของนางเลอะเทอะ นางก็จ้องเขม็งใส่เขาทั้งวัน ราวกับจะผูกใจเจ็บไปจนชั่วฟ้าดินสลาย
"แม่นาง... ท่านนอนบนเตียง ส่วนข้านอนพื้น ดีหรือไม่?" เสิ่นซีเอ่ยถามหยั่งเชิง
แววตาเคียดแค้นของนางแปรเปลี่ยนเป็นความมึนงงเล็กน้อย ด้วยระดับการศึกษาและประสบการณ์ชีวิตของนาง นางย่อมฟังถ้อยคำสละสลวยราวกับบัณฑิตของเสิ่นซีไม่ออกแม้แต่น้อย
จนถึงตอนนี้เสิ่นซีก็ยังไม่รู้ว่านางอายุเท่าใดกันแน่ ดูจากหน้าตาน่าจะราวสิบหกสิบเจ็ดปี ทว่าส่วนสูงกลับเหนือกว่าบุรุษส่วนใหญ่เสียอีก สตรีที่สูงถึงห้าฉื่อกว่าในยุคสมัยนี้ นับว่าเป็นเรื่องประหลาดโดยแท้
"เจ้านอนข้างบน!" หลังจากนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ในที่สุดนางก็โพล่งออกมาประโยคหนึ่ง
เสิ่นซียิ้มขบขัน เขาเดินไปจัดแจงที่นอนบนเตียงให้เรียบร้อย ขณะที่กำลังจะปูที่นอนบนพื้นให้นาง ก็มีเสียงพูดคุยดังมาจากด้านนอก ที่แท้ก็เป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่นำอาหารค่ำมาส่งตามห้องนั่นเอง
เสิ่นซียกอาหารค่ำของตนและนางเข้ามาในห้อง ก็เห็นชายที่เฝ้ายามอยู่หน้าห้องนั่งขัดสมาธิกับพื้น กำลังแทะก้อนข้าวปั้นกินกันอย่างเอร็ดอร่อย หากไม่รู้ตื้นลึกหนาบางคงนึกว่าเป็นขอทานจริง ๆ แน่ ทำเอาเสี่ยวเอ้อร์ที่มาส่งอาหารถึงกับขมวดคิ้วมุ่น
ครั้นเสิ่นซีปิดประตูและหันกลับมา นางก็กวาดอาหารบนโต๊ะเข้าปากจนหมดเกลี้ยงแล้ว ซ้ำยังจ้องเสิ่นซีตาแป๋วอีกต่างหาก
"กินหมดแล้วหรือ?"
เสิ่นซียังตั้งสติไม่ทัน เขาแค่ยกอาหารเข้ามา แล้วเดินไปดูความเรียบร้อยที่หน้าประตูพร้อมกับปิดประตู นางไม่เพียงกินส่วนของตัวเองจนหมด แต่ยังฟาดส่วนของเขาจนเกลี้ยงอีกด้วย
นางเอ่ยซื่อ ๆ "เดินมาทั้งวัน ท้องมันก็เลยหิวน่ะ"
เสิ่นซียิ้มขื่น "แล้วอิ่มหรือไม่เล่า?"
นางส่ายหน้าอย่างซื่อตรง
เสิ่นซีรู้สึกจนใจยิ่งนัก เขายังหิวอยู่เลยแท้ ๆ ขณะที่กำลังจะเปิดประตูลงไปสั่งอาหารเพิ่ม นางก็เดินตามมาติด ๆ "ข้าจะไปกับเจ้าด้วย"
เสิ่นซีไม่ได้ว่ากระไร ทั้งสองพากันเดินลงไปชั้นล่างและสั่งข้าวสวยมาเพิ่มอีกหนึ่งที่
นับว่ายังโชคดีที่ยังอยู่ในช่วงมื้อค่ำ ข้าวสวยที่โรงเตี๊ยมหุงเตรียมไว้จึงยังมีเหลือ ทว่าคราวนี้มีแต่ข้าวสวยเปล่า ๆ ไม่มีกับข้าวแล้ว เสิ่นซีและนางจึงประคองชามข้าวเดินขึ้นบันไดมาคนละชาม ยังไม่ทันจะก้าวถึงหน้าห้อง นางก็ใช้มือจกข้าวเข้าปากจนหมดเกลี้ยง แล้วจ้องมองชามข้าวในมือเสิ่นซีตาละห้อย
เสิ่นซีนึกในใจ แรงเยอะแถมยังกินจุอีกต่างหาก มิน่าเล่าถึงจับชายฉกรรจ์ตัวโต ๆ โยนขึ้นฟ้าได้สบาย ๆ
เสิ่นซีเอ่ย "ช่างเถอะ ข้าแบ่งให้เจ้าอีกครึ่งชามก็แล้วกัน ให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ ข้าเองก็ต้องกินเหมือนกัน"
นางก็ไม่รู้จักคำว่าเกรงใจ ยื่นมือหมายจะมาคว้าชามข้าว เสิ่นซีรีบใช้ตะเกียบตีมือเสื่อม ๆ ของนางออกไป ก่อนจะใช้ตะเกียบคุ้ยข้าวครึ่งชามใส่ลงในชามของนาง
นางดีอกดีใจเป็นล้นพ้น เพียงไม่กี่คำก็กวาดข้าวลงท้องจนหมด บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจ "ตอนอยู่ที่ค่าย ปีหนึ่งพวกข้าจะได้กินข้าวสวยแค่สองมื้อเท่านั้น คือวันเกิด... แล้วก็วันขึ้นปีใหม่!" เอ่ยถึงตรงนี้ ใบหน้าของนางก็ฉายแววคะนึงหา
เสิ่นซีเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "กินอยู่แร้นแค้นถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดเจ้าถึงเติบโตมา... กำยำล่ำสันถึงเพียงนี้ได้เล่า?"
นางตอบซื่อ ๆ "ข้ามักจะขึ้นเขาไปขุดผักป่ามากิน กินให้อิ่มท้องเข้าไว้ ถึงจะมีเรี่ยวแรงไงเล่า"
เรื่องปริมาณอาหารช่างเป็นปัญหาที่ชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งนัก เสิ่นซีรีบกวาดข้าวครึ่งชามของตนลงท้องอย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นคงถูกอีกฝ่ายจ้องตาเป็นมันอีกแน่ หลังมื้ออาหารก็ถึงเวลาล้มตัวลงนอน ทว่าสตรีนางนั้นเอาแต่จ้องมองปลอกผ้านวมผืนใหม่เอี่ยม รวมถึงไส้ในที่ดูอ่อนนุ่มยวบยาบ ไม่ยอมซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มเสียที
"เป็นอันใดไปหรือ?" เสิ่นซีล้างหน้าบ้วนปากเสร็จแล้วก็ขึ้นเตียง ก่อนจะหันไปเอ่ยถามสตรีนางนั้น
นางลูบคลำปลอกผ้านวม เอ่ยด้วยน้ำเสียงอิจฉาเล็กน้อย "ผ้าห่มนุ่มนิ่มถึงเพียงนี้ ด้านในยัดสิ่งใดไว้หรือ?"
"ด้านในยัดดอกฝ้ายเอาไว้" เสิ่นซีอธิบาย
นางเอ่ยด้วยความดีใจ "ข้ารู้จัก! สินเดิมท่านแม่ข้าก็มีเสื้อบุนวมอยู่ตัวหนึ่ง ตอนช่วงปีใหม่ข้ายังได้เอามาใส่อยู่เลย เพียงแต่... มันแข็งกระด้างกว่านี้มากนัก"
เสิ่นซีลอบคิดในใจ เสื้อบุนวมที่แม่เจ้าใส่ตอนออกเรือน อย่างน้อยก็ผ่านมาตั้งยี่สิบปีแล้ว เสื้อบุนวมเก่าเก็บถึงยี่สิบปี ฝ้ายข้างในยังจะนุ่มอยู่ก็แปลกแล้ว
ครั้นมุดตัวเข้าไปในโปงผ้าห่ม นางก็เอาแต่นอนยิ้มกริ่มอย่างซื่อบื่อ สองมือลูบคลำผืนผ้าห่มไปมาไม่หยุด "ที่แท้นี่ก็เรียกว่าผ้าห่มฝ้ายนี่เอง ดีจังเลยน้า วันหน้าหากข้ามีผ้าห่มฝ้ายเป็นของตัวเองบ้างก็คงจะดี"
เสิ่นซีปรายตามองนาง พลางเอ่ยถาม "เจ้าชื่ออันใดรึ?"
สีหน้านางพลันเย็นชาลง "บอกไม่ได้หรอก"
แม้นางจะดูหัวทึบไปสักหน่อย แต่สัญชาตญาณระวังภัยกลับสูงยิ่งนัก จนบัดนี้เสิ่นซียังไม่รู้ชื่อแซ่ของโจรภูเขากลุ่มนี้เลยแม้แต่คนเดียว
เสิ่นซีเอ่ย "เช่นนั้นเจ้าอายุเท่าใดแล้ว บอกข้าสักหน่อยคงจะได้กระมัง?"
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วบ่นอุบอิบเบา ๆ "ท่านพ่อไม่ให้ข้าบอกชื่อ แต่บอกอายุก็น่าจะไม่มีปัญหาอันใดกระมัง อื้ม... นับแบบอายุตามหลักปีเกิดข้าอายุสิบห้าแล้ว"
(เชิงอรรถผู้แปล: อายุตามหลักปีเกิด (虚岁 - ซูซุ่ย) การนับอายุแบบจีนโบราณ เมื่อแรกเกิดจะนับเป็น 1 ขวบทันที และเมื่อผ่านพ้นวันขึ้นปีใหม่ (ตรุษจีน) ก็จะบวกอายุเพิ่มอีก 1 เสมอ)
หากไม่ใช่เพราะสตรีนางนี้ไร้ซึ่งพรสวรรค์ในการพูดปด เสิ่นซีคงนึกว่านางกำลังหลอกตนอยู่เป็นแน่
เสิ่นซีอดเดาะลิ้นด้วยความตกตะลึงไม่ได้ นับอายุตามหลักปีเกิดอายุสิบห้า เช่นนั้นปีนี้ก็เพิ่งจะสิบสี่ปีเองน่ะสิ ยามนี้หลินไต้ก็อายุสิบห้าปีบริบูรณ์แล้ว ทว่าพอนำมาเทียบกับสตรีนางนี้ หลินไต้ก็แทบจะกลายเป็นเด็กหญิงตัวน้อยผู้บอบบางไปเลย!
เสิ่นซีนึกในใจ ดูจากรูปร่างผอมกะหร่องของพ่อกับพี่ชายเจ้าแล้ว ยัยหนู... หรือว่าเจ้าจะไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของพ่อเจ้ากันเนี่ย?
พอเสิ่นซีเงียบไป นางก็ชักจะไม่พอใจขึ้นมาบ้าง "ข้าบอกเจ้าไปแล้ว เจ้าก็ต้องบอกข้ามาด้วยสิ เจ้าอายุเท่าใดกัน?"
เสิ่นซีหัวเราะ "ตอนอยู่บนเขาก็บอกไปแล้วนี่นา ข้าสิบสอง นับแบบเจ้าก็สิบสาม"
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ตอนอยู่บนเขาเจ้าบอกไปแล้วรึ?"
ไม่เพียงแค่หัวทึบ แต่ยังความจำสั้นอีกด้วย! เสิ่นซีหันหน้าหนีไปอีกทาง ทั้งสองเริ่มหลับตาลงนอน นางเป็นฝ่ายเข้าสู่ห้วงนิทราไปก่อน ทว่าเสียงกรนของนางช่างดังสนั่นหวั่นไหวเสียจนเสิ่นซีไม่อาจข่มตาหลับได้สนิทตลอดทั้งคืน
พอตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น เสิ่นซีก็เห็นนางกำลังจัดพับผ้าห่มอย่างระมัดระวัง... ที่แท้พอตื่นมาแต่เช้าตรู่ นางก็พบว่าตนเองนอนน้ำลายยืดรดผ้าห่ม จึงพยายามจะเช็ดให้สะอาด สีหน้าตื่นตระหนกเกรงว่าจะมีผู้ใดมาเห็นเข้า
"เจ้า... ข้า..." นางนั่งอยู่บนที่นอนปูพื้น พลางซุกผ้าห่มซ่อนไว้ด้านหลัง
เสิ่นซีสวมเสื้อตัวนอก มือหนึ่งหิ้วรองเท้า อีกมือโบกไปมาปัด ๆ เอ่ยว่า "ไม่มีอันใดหรอก วางทิ้งไว้ตรงนั้นแหละ ไม่มีผู้ใดมาสนใจหรอก"
นางมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ "ผ้าห่มดีปานนี้ กลับไม่มีผู้ใดสนใจรึ?"
นึกว่าเป็นผ้าห่มของเจ้าหรืออย่างไร ผ้าห่มป่านซอมซ่อผืนเดียว ร่วงหล่นพื้นเปื้อนดินแค่นิดเดียวเจ้ายังเดือดเป็นฟืนเป็นไฟใส่ข้า แต่ที่นี่คือโรงเตี๊ยม เครื่องนอนพวกนี้เขาซักเปลี่ยนกันอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว
เสิ่นซีเอ่ย "แค่เปื้อนน้ำนิดหน่อย ประเดี๋ยวก็แห้งแล้ว ผู้ใดจะมองออกกัน"
นางเกาหัวแกรก ๆ พลางหัวเราะร่วน "นั่นสิเนอะ"
การเดินทางในวันนี้ เพราะผ่านประสบการณ์ร่วมห้องกันมาหนึ่งคืนเต็ม สตรีนางนั้นจึงเลิกถลึงตาใส่เสิ่นซี ตลอดทางนางเอาแต่จ้องมองทิวทัศน์สองข้างทางของถนนหลวง พอเห็นหมู่บ้านหรือตัวตำบลตั้งอยู่รายทาง นางก็จะตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก สำหรับนางแล้ว นั่นนับเป็นโลกที่เจริญหูเจริญตาเสียเหลือเกิน
รอนแรมมาได้สามวัน ก็มาถึงทางสามแพร่ง หลี่ชวี่ต้องแยกทางมุ่งหน้าลงตะวันตกเฉียงใต้เพื่อไปยังอำเภอหลงซี เมืองจางโจว "หัวหน้าใหญ่" ก็ยอมปล่อยคนไปโดยไม่ได้หาเรื่องสร้างความลำบากอันใด
ขบวนเดินทางมุ่งหน้าต่อไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพื่อกลับไปยังเมืองถิงโจว
ในแต่ละวัน สตรีนางนี้ยังคงเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นราวกับวันแรก พอเห็นหมู่บ้านหรือตลาดตามรายทาง นางก็จะดึงเสิ่นซีให้มาดูด้วยกัน
"ด้านนอกนั่นก็แค่หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่มีอันใดน่าแปลกใจหรอก... เจ้าเคยเห็นเรือนสองชั้นหรือไม่เล่า?" นางส่ายหน้า
เสิ่นซีเอ่ย "ในตัวเมืองมีเรือนเล็ก ๆ เช่นนี้ถมเถไป สามชั้นสี่ชั้นก็มี เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่ามันสูงเพียงใด? สูงกว่าต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นด้านนอกเสียอีก"
นางแหงนหน้ามองยอดไม้สูงลิ่วที่อยู่นอกหน้าต่างรถม้า แล้วหันกลับมาเอ่ยถาม "พักอยู่สูงปานนั้น ไม่กลัวตกลงมาหรือ?"
เสิ่นซีหัวเราะ "เรือนไม้เหล่านั้นแข็งแรงทนทานยิ่งนัก ไม่ร่วงหล่นลงมาง่าย ๆ หรอก"
นางพยักหน้ารับอย่างแกน ๆ กึ่งเข้าใจกึ่งงุนงง "เช่นนั้นอีกกี่วันถึงจะไปถึง... ตัวเมือง... อย่างที่เจ้าว่าเล่า?"
เสิ่นซีครุ่นคิดครู่หนึ่ง "เส้นทางสายนี้ข้าเองก็ไม่ค่อยคุ้นชินเท่าใดนัก แต่คาดว่าน่าจะอีกราวสี่ห้าวันกระมัง พอถึงที่หมาย ข้าจะพาเจ้าไปเดินเที่ยวในตัวเมืองให้หนำใจไปเลย เพียงแต่..."
"เพียงแต่อันใดรึ?" เดิมทีบนใบหน้านางฉายแววดีใจอยู่บ้าง ทว่ายามนี้กลับตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง
เสิ่นซีทอดถอนใจ "พวกเจ้าไม่มีหนังสือเบิกทาง ก็ไม่รู้ว่าจะผ่านเข้าเมืองไปได้หรือไม่"
แววตาของนางแฝงความคลางแคลงใจ เห็นได้ชัดว่านางไม่รู้ว่าสิ่งใดคือหนังสือเบิกทาง และไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเหตุใดจึงเข้าเมืองไม่ได้หากไม่มีของสิ่งนั้น
เนื่องจากการเดินทางในช่วงหลายวันที่ผ่านมาล้วนใช้ถนนหลวง จุดแวะพักรายทางจึงล้วนเป็นโรงเตี๊ยมทั้งสิ้น ทุกครั้งที่นางได้พักห้องเดียวกับเสิ่นซีนางก็จะรู้สึกมีความสุขยิ่งนัก เพราะนางสามารถแบ่งข้าวของเสิ่นซีมากินได้ครึ่งหนึ่ง ซ้ำบางคราเสิ่นซียังใจดีสั่งอาหารเพิ่มให้นาง ได้ลิ้มรสของอร่อยที่ตอนอยู่บนเขาไม่เคยได้กินมาก่อน
พอตกดึก แม้นางจะต้องนอนบนพื้น แต่พื้นเรือนก็ล้วนปูด้วยไม้กระดานที่ถูกกวาดถูจนสะอาดสะอ้าน มีผ้าห่มผืนหนาปูรองอยู่ด้านล่าง ด้านบนยังมีผ้าห่มฝ้ายให้คลุมกาย ทั้งอบอุ่นและนุ่มสบาย
เดิมทีนางอยากจะรีบเข้าไปเห็นโลกที่เต็มไปด้วยเรือนตึกสูงตระหง่านดั่งที่เสิ่นซีพรรณนาให้ฟังไว ๆ ทว่าพอได้รู้ว่าหากไร้ซึ่งหนังสือเบิกทางก็มิอาจก้าวเข้าสู่ตัวเมืองได้ นางกลับภาวนาให้รอนแรมอยู่บนถนนเช่นนี้ต่อไปอีกหลาย ๆ วัน "หากได้พักโรงเตี๊ยมเช่นนี้ทุกวันก็คงจะดีสิ"