- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 345 เข้าร่วมสมาคม
ตอนที่ 345 เข้าร่วมสมาคม
ตอนที่ 345 เข้าร่วมสมาคม
เสิ่นซีไม่อยากจดจำใบหน้าของบรรดาหัวหน้าโจรพวกนี้หรอก
พวกโจรล้วนไม่อยากเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริง หากได้เห็นหน้าคนพวกนี้ชัดเจนแล้วละก็ อย่าหวังเลยว่าจะได้ลงจากภูเขา
เมื่อ "หัวหน้าใหญ่" เห็นสีหน้าหลีกเลี่ยงของเสิ่นซี ก็พอจะเดาออกว่าเกิดอันใดขึ้น จึงหัวเราะพลางเอ่ย "ข้าได้ยินมาว่าประธานสมาคมการค้าเมืองถิงโจวเป็นสตรีผู้หนึ่ง... ไม่ทราบว่าคุณชายซิ่วไฉน้อยมีสรรพนามเรียกขานฮูหยินผู้นี้ว่าเช่นไรหรือ?"
เสิ่นซีตอบ "สองครอบครัวของพวกเราไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกันขอรับ ท่านประธานสมาคมการค้าครองม่าย เดิมแซ่ซุน แต่งเข้าตระกูลลู่ จึงเรียกว่าลู่ซุนซื่อ ข้าน้อยแซ่เสิ่น มารดาของข้าน้อยทำงานช่วยฮูหยินลู่ สองครอบครัวไปมาหาสู่กันอย่างใกล้ชิด ยามปกติข้าน้อยจะเรียกฮูหยินลู่ว่าท่านน้าขอรับ"
"โอ้!?"
"หัวหน้าใหญ่" ยังคงแฝงแววเคลือบแคลงสงสัย
ดูจากท่าทีของเสิ่นซีที่หวาดระแวงพวกเขาอย่างหนัก ทว่าจู่ ๆ กลับเปิดเผยความสัมพันธ์ของทั้งสองครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา ย่อมทำให้ "หัวหน้าใหญ่" ผู้เจนโลกสงสัยในคำพูดของเสิ่นซี ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงเอ่ยถาม "คุณชายเสิ่นปีนี้อายุเท่าใดแล้วรึ?"
เสิ่นซีตอบ "ปีนี้อายุสิบสองขอรับ"
"หัวหน้าใหญ่" พยักหน้าเล็กน้อย "อายุเพียงสิบสองก็สอบผ่านเป็นเซิงหยวนได้ นับตั้งแต่ปฐมฮ่องเต้ต้าหมิงสถาปนาราชวงศ์เป็นต้นมา ในมณฑลฝูเจี้ยนก็นับว่าเจ้าเป็นคนแรกเลยทีเดียว คุณชายเสิ่น เจ้าไม่จำเป็นต้องขีดเส้นแบ่งกับพวกเราถึงเพียงนี้หรอก เงยหน้าขึ้นมาพูดคุยกันเถิด"
เสิ่นซียังคงหลับตา ก้มหน้าหลุบต่ำ
สตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเสิ่นซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "บอกให้เงยหน้าขึ้นมาพูดคุย ไม่ได้ยินรึ?"
คราวนี้เสิ่นซีจนปัญญาเสียแล้ว จำต้องเงยหน้าขึ้น สิ่งแรกที่ประจักษ์แก่สายตาคือสตรีรูปร่างสูงโปร่ง... สตรีนางนี้อายุน่าจะราวสิบหกสิบเจ็ดปี แต่ส่วนสูงน่าจะราวห้าฉื่อกว่า ท่อนแขนและช่วงขาไม่ได้กำยำอย่างที่คิด กลับดูได้สัดส่วน นางมีใบหน้ารูปไข่ที่งดงาม เส้นผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย ดวงตากลมโต สันจมูกโด่งเป็นสัน รูปร่างหน้าตาจัดว่าหมดจดงดงาม ทว่าแววตากลับเลื่อนลอย ดูซื่อบื้อไปบ้าง
(เชิงอรรถผู้แปล: ห้าฉื่อกว่า ต้นฉบับภาษาจีนใช้คำว่า 一米八 (หนึ่งเมตรแปดสิบ) เนื่องจากเป็นความคิดของเสิ่นซีที่มาจากยุคปัจจุบัน โดย 1 ฉื่อ (尺) มีความยาวประมาณ 33.3 เซนติเมตร สตรีที่สูง 180 เซนติเมตรจึงเทียบได้กับความสูงราวห้าฉื่อกว่า ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับสตรีในยุคนั้น)
ท่อนบนนางสวมเสื้อปี่เจี่ยแขนสั้นคอกลม ด้านในเป็นเสื้อแขนยาวสีดำที่มีรอยปะชุน แตกต่างจากสตรีทั่วไปที่มักสวมกระโปรง ท่อนล่างของนางเป็นกางเกงผ้าหยาบเนื้อแน่น สวมรองเท้าสานที่ขาดวิ่นเผยให้เห็นนิ้วเท้าโผล่ออกมาอย่างซุกซน
เพียงแค่เห็นสภาพเช่นนี้ เสิ่นซีก็รู้ทันทีว่าความเป็นอยู่ของค่ายโจรแห่งนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก
ส่วนอีกด้านหนึ่ง "หัวหน้าใหญ่" วัยสี่สิบกว่านั่งอยู่บนเก้าอี้กลางโถงหารือ นอกจากจะมี "หัวหน้าสาม" คอยประกบอยู่ข้างกายแล้ว บริเวณนั้นยังมีชายฉกรรจ์ต่างวัยยืนอยู่อีกหลายคน สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องมาที่เขา คนเหล่านี้ล้วนสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ ไม่มีผู้ใดดูมีราศีเศรษฐีใหม่แบบพวกโจรป่าเลยสักคน
เสิ่นซีประสานมือคารวะ "คารวะท่านหัวหน้าทุกท่านขอรับ"
"หัวหน้าใหญ่" หัวเราะร่วน "คุณชายเสิ่นเกรงใจเกินไปแล้ว ครั้งนี้เป็นเพราะบุตรชายของข้าเสียมารยาท จึงได้เชิญทุกท่านขึ้นเขามา..."
เชิญขึ้นเขาอย่างนั้นรึ? ชัดเจนว่าจับพวกเรามัดมาต่างหากเล่า!
"...พวกเราเดิมทีเป็นชาวอำเภอซ่างหาง เมืองถิงโจว เมื่อสิบกว่าปีก่อนดินแดนหลิ่งหนานประสบภัยพิบัติ พวกเราไม่มีทางเลือกจึงต้องอพยพมาอยู่ในป่าลึกแห่งนี้ ยามปกติก็แค่ทำไร่ไถนาและล่าสัตว์ประทังชีพ เพียงแต่ปีนี้บ้านเมืองไม่ค่อยสงบสุข ทนแบกรับต่อไปไม่ไหวแล้วจริง ๆ จึงจำใจต้องล่วงเกินพวกท่าน"
เสิ่นซีนึกในใจ พวกท่านตั้งค่ายเป็นโจรมาตั้งสิบกว่าปี พอมาถึงปีนี้กลับทนไม่ไหว พอดีดักปล้นกลางทางแล้วมาเจอข้าเข้า? คำลวงหลอกเด็กเช่นนี้ใครจะไปเชื่อ?
แม้ในใจจะไม่เชื่อ แต่ปากก็ต้องแสดงออกว่าเชื่ออย่างสนิทใจ เสิ่นซีเอ่ย "หาได้ล่วงเกินไม่ขอรับ เงินค่าเดินทางเล็กน้อยถือเสียว่าเป็นของกำนัลแรกพบเถิด เพียงแต่ข้าน้อยกับท่านลุง รวมถึงบ่าวรับใช้อีกหลายคนอยากจะรีบเดินทางต่อ พวกข้าเข้ามาสอบที่เมืองเอกสองสามเดือนแล้ว ทางบ้านกำลังตั้งตารอคอยให้กลับไปอยู่ขอรับ"
"หัวหน้าใหญ่" พยักหน้า "คุณชายเสิ่นจากบ้านมานาน สมควรแก่การกลับไป... ไม่สู้ให้ชายชราผู้นี้ไปส่งเจ้าด้วยตนเองดีหรือไม่?"
"ไม่รบกวนจะดีกว่ากระมัง!?" เสิ่นซีส่ายหน้ายิ้มขื่น นี่คงคิดว่าเขาตอบไม่ซื่อตรงพอ ถึงได้เอ่ยปากข่มขู่กันสินะ?
"คนสว่างไม่กล่าววาจามืดมิด คุณชายเสิ่น เรื่องมันเป็นเช่นนี้"
(เชิงอรรถผู้แปล: คนสว่างไม่กล่าววาจามืดมิด (明人不说暗话) คนตรงไปตรงมาไม่พูดจาอ้อมค้อม มีอะไรก็พูดกันตามตรง)
สีหน้าของ "หัวหน้าใหญ่" เคร่งขรึมขึ้นมาเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำ "เมื่อปีก่อน ๆ ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พวกเราปลูกพืชผลได้บ้าง ล่าสัตว์ได้บ้าง พอถูไถใช้ชีวิตไปได้ น่าเสียดายที่หลังจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อสองปีก่อน แถวนี้ก็เจอแมลงศัตรูพืชระบาดไม่หยุดหย่อน พืชผลเสียหาย ซ้ำร้ายทางการท้องถิ่นยังมีคำสั่งให้ตรวจสอบพวกชาวนากระจัดกระจายอย่างเข้มงวด หากไม่มีทะเบียนราษฎรก็อาจถูกจับกุมได้ทุกเมื่อ ลำพังแค่พวกเรานำสัตว์ที่ล่าได้ไปแลกข้าวสารกับเกลือที่ตำบลก็ยากลำบากแสนเข็ญแล้ว..."
"พวกสำนักตระเวนจ้องจับผิดพวกเราเป็นพิเศษ หากพบเจอเมื่อใดก็แห่กันเข้ามารุมล้อม หากดวงซวยก็อาจถึงขั้นทิ้งชีวิตเอาไว้ แล้วหัวก็ถูกตัดเอาไปรับรางวัล..."
"ช่วงหลายปีมานี้ โจรสลัดวอโค่วออกอาละวาดตามแนวชายฝั่ง กองบัญชาการทหารมณฑลฝูเจี้ยนส่งทหารไปปราบปรามอยู่หลายหน คาดว่ายามนี้ศึกคงมาถึงจุดแตกหักแล้ว ทันทีที่กำจัดพวกวอโค่วได้ ผู้บัญชาการฟางย่อมต้องระดมกำลังทหารเข้ามากวาดล้างค่ายโจรน้อยใหญ่ในละแวกนี้ให้สิ้นซากเป็นแน่"
เสิ่นซีลองไตร่ตรองดู ปีหน้าฟางก้วนก็จะพ้นวาระจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งมณฑลฝูเจี้ยนแล้ว ปีนี้ไม่น่าจะประคองตัวให้ราบรื่นหรอกหรือ? หากกองบัญชาการทหารมณฑลฝูเจี้ยนคิดจะก่อการใหญ่จริง คงอธิบายได้เพียงอย่างเดียวว่า ฟางก้วนไม่ได้จะเกษียณ แต่กำลังจะได้เลื่อนขั้นต่างหาก
ผู้บัญชาการทหารสูงสุดถือเป็นตำแหน่งสูงสุดทางทหารในระดับมณฑลแล้ว หากฟางก้วนจะได้เลื่อนขั้นต่อไป ก็มีเพียงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารแห่งกรมบัญชาการทหารสูงสุดทั้งห้า หรือไม่ก็ผู้บัญชาการทหารฝ่ายซ้ายขวา ตำแหน่งแรกคือขุนนางขั้นหนึ่งชั้นโท ส่วนตำแหน่งหลังคือขุนนางขั้นหนึ่งชั้นเอกในราชสำนักเลยทีเดียว
ในบรรดากรมทั้งห้า กรมบัญชาการกองทัพส่วนหน้ารับผิดชอบดูแลกองกำลังรักษาการณ์เมืองหลวงเฉียนเว่ย, หลงเซียงเว่ย, และเป้าเถาเว่ย ส่วนในระดับภูมิภาคจะคุมกองบัญชาการทหารมณฑลหูกว่าง, ฝูเจี้ยน, กองบัญชาการทหารส่วนหน้ามณฑลฝูเจี้ยน, มณฑลเจียงซี, มณฑลกว่างตง, กองบัญชาการทหารส่วนหน้ามณฑลหูกว่าง, หน่วยรักษาการณ์ซิงตู, กองกำลังเก้าเจียงในเป่ยจื่อลี่ และกองกำลังต่าง ๆ ในสังกัดกรมบัญชาการกองทัพส่วนหน้าแห่งหนานจิง
กล่าวง่าย ๆ คือ การที่ฟางก้วนก่อการใหญ่ในมณฑลฝูเจี้ยน ก็เพราะเขากำลังหมายตาตำแหน่งผู้บัญชาการทหารฝ่ายซ้ายขวาแห่งกรมบัญชาการกองทัพส่วนหน้าอยู่นั่นเอง
กรมบัญชาการทหารสูงสุดทั้งห้าและกรมกลาโหมล้วนขึ้นตรงต่อจักรพรรดิ กรมบัญชาการทหารสูงสุดทั้งห้ามีอำนาจคุมกำลังพลแต่ไม่มีอำนาจสั่งการ ส่วนกรมกลาโหมมีอำนาจสั่งการแต่ไม่มีอำนาจคุมกำลังพล ทั้งสองหน่วยงานคานอำนาจซึ่งกันและกัน ไม่ได้ขึ้นตรงต่อกัน
(เชิงอรรถผู้แปล: กรมกลาโหม (兵部) หรือ กรมปิงปู้หนึ่งในหกกรมหลักของราชสำนักต้าหมิง มีหน้าที่ดูแลกิจการทหาร การเกณฑ์ทหาร และความมั่นคงของแผ่นดิน)
เสิ่นซีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ยถาม "เรื่องนี้เกี่ยวข้องอันใดกับพวกข้าหรือ?"
"หัวหน้าใหญ่" เอ่ย "ยามนี้เมื่อถึงคราวเข้าตาจน ชายชราผู้นี้จึงต้องหาทางออกอื่น ได้ยินมาว่าสมาคมการค้าเมืองถิงโจวกำลังขยายกิจการอย่างรวดเร็ว และกำลังรับสมัครคนงานอยู่ทุกสารทิศ ดังนั้น... คุณชายเสิ่นคงเข้าใจความหมายของข้ากระมัง?"
เสิ่นซีพยักหน้า
เห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้ไม่ใช่โจรป่าที่หูหนวกตาบอด กลับดูคล้ายกองทหารที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึกเสียมากกว่า ถึงกับสืบข่าวคราวภายนอกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง รู้จักสมาคมการค้าเมืองถิงโจวไม่พอ ยังรู้เรื่องที่ฟางก้วนปราบปรามโจรสลัดวอโค่ว และคาดเดาได้ว่าฟางก้วนกำลังจะได้เลื่อนขั้น จึงเตรียมสร้างผลงานชิ้นใหญ่ก่อนพ้นวาระ
เสิ่นซีเอ่ย "เรื่องนี้ข้าน้อยไม่อาจตัดสินใจแทนได้หรอกขอรับ"
"หัวหน้าใหญ่" เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง "ด้วยเหตุนี้ ชายชราผู้นี้จึงตั้งใจจะเดินทางไปเมืองถิงโจวด้วยตนเอง เพื่อขอเจรจาหารือกับฮูหยินลู่แห่งสมาคมการค้าอย่างเปิดอก ขอให้พวกเราได้อาศัยร่มเงาของสมาคมการค้า เพื่อหาเลี้ยงปากท้องต่อไป"
เสิ่นซีก่นด่าในใจ นี่มันเป็นการข่มขู่กันชัด ๆ เจอแบบนี้ข้าจะปฏิเสธได้หรือ? พวกเจ้าเป็นโจรป่า แทนที่จะไปสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักเพื่อยอมรับการนิรโทษกรรม กลับจะมาขอเป็นลูกจ้างสมาคมการค้าเนี่ยนะ ผู้ใดจะกล้าไว้ใจพวกเจ้า? ดีไม่ดีอาจมีแผนร้ายแอบแฝง... หรือไม่ก็กะจะจับพวกเราไปเป็นตัวประกันที่เมืองถิงโจว เพื่อเรียกค่าไถ่จากฮุ่ยเหนียงละสิ!
"ในเมื่อท่านหัวหน้าใหญ่เต็มใจจะร่วมทางไปด้วย ย่อมเป็นเรื่องดียิ่ง... ไม่ทราบว่าจะออกเดินทางได้เมื่อใดหรือขอรับ?" เสิ่นซีฝืนยิ้มเอ่ยถาม
"ย่อมต้องเตรียมตัวสักวันหนึ่งก่อน รอข้าจัดการสะสางเรื่องราวในค่ายให้เรียบร้อย พรุ่งนี้เช้าตรู่ ข้าจะนำคนไปส่งพวกท่านที่เมืองถิงโจวด้วยตนเอง!"
…
เสิ่นซีไม่รู้ว่า "หัวหน้าใหญ่" ผู้นี้มีเจตนาอันใดแอบแฝงกันแน่ แต่ยังดีที่อย่างน้อยพวกเขาก็ได้สถานะแขกกลับคืนมาชั่วคราว จึงถูกย้ายจากห้องเก็บฟืนมาพักในเรือนชาวบ้านธรรมดา
ถึงแม้จะมองมุมไหน สภาพเรือนหลังนี้ก็แทบไม่ต่างจากห้องเก็บฟืนสักเท่าใด ผ้าห่มก็เก่าซอมซ่อ ไส้ในไม่ใช่ฝ้ายที่ฟูฟ่อง แต่เป็นเศษป่านหยาบ ๆ
ดอกฝ้ายถูกนำเข้ามาในประเทศจีนราวช่วงยุคราชวงศ์เหนือใต้ ทว่าส่วนใหญ่มักปลูกไว้เป็นไม้ประดับ จนกระทั่งต้นยุคราชวงศ์หยวน การปลูกฝ้ายจึงเริ่มแพร่หลาย จักรพรรดิหยวนซื่อจู่ได้จัดตั้ง "สำนักส่งเสริมการปลูกฝ้าย" ขึ้นในพื้นที่เจียงหนาน เพื่อกำกับดูแลการปลูกฝ้ายและจัดเก็บภาษีผ้าฝ้ายโดยเฉพาะ
พอถึงกลางยุคราชวงศ์หมิง ผ้าห่มฝ้ายผืนหนึ่งมีราคาราวสามถึงสี่ร้อยเหวิน ทว่าชาวบ้านทั่วไปก็ยังพอหาซื้อมาใช้ได้ เพราะผ้าห่มผืนหนึ่งสามารถใช้งานได้นานนับสิบปีหรือหลายสิบปี เพียงแต่นาน ๆ ทีต้องนำมาตบให้ฟูใหม่เท่านั้น
ส่วนเตียงนอนในห้อง ก็เป็นเพียงแผ่นไม้กระดานนำมาวางต่อกันเสียด้วยซ้ำ สภาพยังแย่กว่าที่นอนในเพิงสอบของเสิ่นซีเสียอีก
สตรีรูปร่างสูงโปร่งนางนั้นเดินเข้ามา พอเห็นเสิ่นซีกำลังถือผ้าห่มพิจารณาอยู่ นางก็พองแก้มป่องด้วยความไม่พอใจ "ห้ามทำผ้าห่มเลอะเทอะเด็ดขาด!"
"หืม!?"
เสิ่นซีชะงักไปครู่หนึ่งกว่าจะตั้งสติได้ ที่นางเป็นเดือดเป็นแค้นถึงเพียงนี้ หรือว่าผ้าห่มผืนนี้จะเป็นของนาง?
คนที่ถูกจับขึ้นเขามามีทั้งหมดสิบคน ถูกแยกให้พักในห้องสามห้อง ด้านนอกเรือนไม้บนเขาแห่งนี้ อย่าว่าแต่กำแพงเลย แม้แต่รั้วไม้ก็ยังไม่มี จึงไม่ต้องพูดถึงลานบ้าน
เสิ่นซี เสิ่นหมิงเหวิน และหลี่ชวี่พักอยู่ห้องเดียวกัน นอกจากผ้าห่มของเสิ่นซีที่ดูพอจะเป็นผ้าห่มสำหรับคนทั่วไปอยู่บ้าง อีกสองคนกลับมีเพียงฟางข้าวสานเอาไว้ห่มกันหนาวเท่านั้น
"ชีหลาง เจ้าเป็นคนกตัญญู ยกผ้าห่มผืนนี้ให้ลุงใหญ่ห่มเถิด ดีหรือไม่?" เสิ่นหมิงเหวินเดินเข้ามายิ้มเผล่พลางเอ่ยกับเสิ่นซี
เสิ่นซีเป่าตะเกียงน้ำมันถงจนดับ หอบผ้าห่มเดินไปที่แผ่นไม้ของตน แล้วล้มตัวลงนอน ตวัดผ้าห่มคลุมตัว หันหน้าเข้าหากำแพง หลับตาลงโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเสิ่นหมิงเหวิน
เสิ่นหมิงเหวินหน้าแตกยับเยิน ได้แต่บ่นอุบอิบในลำคอ ก่อนจะเดินคอตกกลับไปที่มุมห้อง คว้าฟางข้าวมาคลุมตัว แล้วนอนขดตัวคุดคู้เป็นก้อนกลม
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ประตูไม้ของห้องก็ถูกถีบเปิดออก สตรีนางนั้นปรี่เข้ามาดึงผ้าห่มที่เสิ่นซีห่มอยู่ออกอย่างตื่นตระหนก นางกอดผ้าห่มไว้แนบอกพลางสำรวจดูอย่างละเอียดด้วยความเสียดาย
"บอกแล้วไงว่าให้ห่มดี ๆ เหตุใดถึงทำตกลงไปบนพื้นได้?" นางจ้องมองเสิ่นซีอย่างหัวเสีย สองมือกำหมัดแน่น ราวกับพร้อมจะซัดหน้าเขาได้ทุกเมื่อ
เสิ่นซีโอดครวญในใจ ที่นอนนี่มันเตียงเสียที่ไหนล่ะ เป็นแค่แผ่นไม้เอามาต่อกันต่างหาก เมื่อคืนข้ายังกลิ้งตกเตียงไปตั้งรอบหนึ่ง การจะรักษาผ้าห่มให้สะอาดหมดจดมันยากเกินไปไหม
เสิ่นซีนึกในใจ ท่านพี่หญิง สภาพความเป็นอยู่ค่ายโจรของพวกท่านอาจจะขัดสนไปบ้าง แต่รอส่งพวกเรากลับไปแล้วรับเงินค่าไถ่ จะซื้อผ้าห่มกี่สิบผืนก็ย่อมได้
ในขณะที่สตรีนางนั้นยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ท่าทางเหมือนจะประเคนหมัดใส่เสิ่นซีเพื่อระบายอารมณ์เต็มแก่ "หัวหน้าใหญ่" ก็ก้าวเข้ามาจากประตู "ห้ามเสียมารยาทกับแขก คุณชายเสิ่น ข้าจัดการธุระเรียบร้อยแล้ว วันนี้พวกเราออกเดินทางล่วงหน้าได้เลย"
เสิ่นซีนึกในใจ หนีไปให้พ้น ๆ ได้เป็นดีที่สุด ขืนอยู่บนเขาแห่งนี้ต่อไปอีกไม่กี่วัน คงได้กลายเป็นคนป่าไปจริง ๆ แน่
เสิ่นซี เสิ่นหมิงเหวิน และหลี่ชวี่เดินออกจากห้อง ท้องฟ้าด้านนอกเพิ่งจะสาง เมื่อคืนเสิ่นซีมัวแต่เหน็ดเหนื่อยจึงไม่มีแก่ใจจะสำรวจโครงสร้างของค่ายโจร พอมาดูตอนนี้ ในแอ่งกระทะมีเรือนไม้อยู่ราวสามสิบกว่าหลัง และเรือนหินอีกสองสามหลังปลูกกระจัดกระจายอยู่ ยังมีทางเดินเล็ก ๆ ทอดลึกเข้าไปในป่าทึบ คาดว่าด้านในคงจะมีเรือนพักอีกบางส่วน
เมื่อคืนมีชายฉกรรจ์ออกไปปล้นราวสี่ถึงห้าสิบคน หากคิดอัตราส่วนสองต่อหนึ่ง ในค่ายก็น่าจะมีชายฉกรรจ์ราวหนึ่งร้อยคน เมื่อรวมกับคนชรา สตรี และเด็กแล้ว ก็น่าจะมีประชากรราวสองถึงสามร้อยคน ขนาดของค่ายไม่นับว่าเล็กเลยทีเดียว
สตรีร่างสูงโปร่งกอดผ้าห่มเดินตามหลังมาด้วยใบหน้าบึ้งตึง
มื้อเช้าเป็นข้าวต้มผักป่า รสชาติพิลึกพิลั่นจนกลืนแทบไม่ลง "หัวหน้าใหญ่" หัวเราะพลางเอ่ย "ทุกท่านอย่าได้รังเกียจเลย บนเขาความเป็นอยู่ขัดสน พวกเรามีเพียงเท่านี้แหละให้กิน"
เสิ่นซีเติบโตมากับผักป่าตั้งแต่จำความได้ เพียงแต่ไม่ได้กินมานานแล้ว พอได้ลิ้มรสอีกครั้งจึงรู้สึกไม่ค่อยชินนัก ทว่าพอกลืนลงไปได้สองสามคำก็เริ่มคุ้นเคย รสชาติจืดชืดอันคุ้นเคย เหมือนกับความรู้สึกในวันวาน หากมีเกลือเติมลงไปในข้าวต้มผักป่าชามนี้สักหน่อยก็คงจะดี
คนในค่ายจำนวนมาก แม้ใบหน้าจะดูเยาว์วัย ทว่าเส้นผมกลับหงอกขาวประปราย บ่งบอกให้รู้ว่าชีวิตที่ขาดเกลือบนเขานั้นมันยากลำบากเพียงใด
หลังมื้อเช้า ทุกคนก็ออกเดินทางลงเขา "หัวหน้าใหญ่" เพื่อแสดงความจริงใจ จึงได้คืนข้าวของที่ปล้นมาเมื่อวานให้จนหมดสิ้น
แน่นอนว่าตั๋วเงิน เศษเงิน และเหรียญทองแดงยังอยู่ครบถ้วน ทว่าเสื้อผ้าและรองเท้าบางส่วนกลับถูกสวมใส่อยู่บนตัวของคนอื่นไปแล้ว การจะทวงคืนก็คงไร้ความหมาย
เมื่อคืนเสิ่นซีมองไม่เห็นเพราะความมืด ทว่าวันนี้พอได้เห็นชัด ๆ นี่มันรังโจรภูเขาที่ไหนกัน นี่มันพรรคกระยาจกชัด ๆ! ชายฉกรรจ์แต่ละคนสวมเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่น อาวุธในมือหาใช่ดาบหรือหอก ทว่ากลับเป็นจอบเป็นเสียม ไม่มีผู้ใดสวมรองเท้าผ้าหรือรองเท้าหนังเลย ล้วนสวมรองเท้าสานกันถ้วนหน้า ซ้ำส่วนใหญ่ยังเผยให้เห็นนิ้วเท้าโผล่พ้นออกมาอีกต่างหาก
"มองอะไรนักหนา! ลงเขาไปได้แล้ว!" หน้าประตูค่าย "นายน้อย" ตวาดใส่พวกเสิ่นซี
"หัวหน้าใหญ่" พานางบุตรีเดินทางไกล "นายน้อย" จึงได้รักษาการตำแหน่งผู้นำค่ายชั่วคราว โดยมี "หัวหน้าสาม" คอยเป็นผู้ช่วย ดูท่าทางจะยโสโอหังอยู่ไม่น้อย
เสิ่นซีนึกในใจ มิน่าเล่าคนหนุ่มเหล่านั้นถึงไม่อยากทนอยู่กับ "หัวหน้าใหญ่" เป็นโจรภูเขาทั้งทีกลับมีสภาพน่าสมเพชยิ่งกว่าขอทาน เจอแบบนี้ผู้ใดจะทนไหวล่ะ?
เพิ่งจะลงจากเขามาได้นิดเดียว หลี่ชวี่ก็คุกเข่าโขกศีรษะร้องขอความเมตตา "ท่านหัวหน้าใหญ่ ที่บ้านข้ายังมีภรรยาและลูกเล็กต้องดูแล มิอาจรอนแรมไปยังเมืองถิงโจวได้ ขอท่านโปรดเมตตาด้วยเถิด"
"หัวหน้าใหญ่" แค่นเสียงหัวเราะ "จะไม่ไปแจ้งทางการงั้นรึ?"
หลี่ชวี่สาบานเป็นมั่นเป็นเหมาะ "ข้าขอสาบานว่าจะไม่ไปแจ้งทางการเด็ดขาด หากข้าผิดคำสาบาน ขอให้ฟ้าผ่าตาย"