- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 343 ถามทางจากโจรภูเขา
ตอนที่ 343 ถามทางจากโจรภูเขา
ตอนที่ 343 ถามทางจากโจรภูเขา
ตลอดทางเสิ่นหมิงเหวินแหกปากร้องโวยวายไม่หยุดหย่อน ชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องราวต่างพากันนึกว่าเกิดเหตุลักพาตัว ทว่าพอเงี่ยหูฟังน้ำเสียงแหบพร่าราวกับฆ้องแตกของเขาได้ชัดเจน ก็พากันปัดความคิดนั้นทิ้งไปทันที
เพื่อตัดปัญหา เสิ่นซีจึงยัดเศษผ้าขี้ริ้วอุดปากลุงใหญ่เสียเลย รอบด้านจึงกลับมาเงียบสงบในพริบตา
ขามามีรถม้าเพียงสองคัน แต่ขากลับกลับเพิ่มเป็นสามคัน
หม่าจิ่วจำต้องรั้งอยู่เพื่อนำคนไปแย่งชิงอาณาเขตจึงไม่อาจกลับเมืองถิงโจวด้วยได้ ทว่าเขาก็จัดแจงให้พี่น้องพรรครถม้าสี่คนคอยคุ้มกันขบวน ทั้งเพื่อช่วยจับตาดูเสิ่นหมิงเหวิน คอยคุ้มกันบัญชีบางส่วนของสมาคมการค้าสาขาเมืองฝูโจวที่ต้องส่งกลับไป และที่สำคัญที่สุด... คือการดูแลคุ้มครองหลงจู๊น้อยแห่งสมาคมการค้าอย่างเสิ่นซี
ขบวนเดินทางออกจากเมืองฝูโจวในวันที่ยี่สิบสามเดือนแปด ใช้เวลาเดินทางราวครึ่งเดือน เป้าหมายแรกยังคงเป็นเมืองถิงโจว เมื่อถึงที่หมายแล้ว เสิ่นหมิงเหวินกับเสิ่นหมิงถังจึงจะเดินทางต่อไปยังอำเภอหนิงฮว่า
ก่อนออกเดินทาง เสิ่นซีได้เขียนจดหมายส่งไปแจ้งกำหนดการกลับล่วงหน้าไว้แล้ว
ขบวนรถม้าแล่นไปตามถนนหลวง ทุกครั้งที่แวะพักตามรายทาง ก่อนจะเข้าพักในโรงเตี๊ยมได้ก็ต้องแบกเสิ่นหมิงเหวินลงมาจากรถม้าเสียก่อน ผู้คนในโรงเตี๊ยมมักเบิกตาตื่นตระหนก ต้องคอยอธิบายอย่างใจเย็น หลงจู๊และเสี่ยวเอ้อร์จึงจะถอนหายใจโล่งอกได้
บางคราโชคร้ายบังเอิญพบเจ้าหน้าที่จากสำนักตระเวน เสิ่นซีก็ต้องเปลืองน้ำลายอธิบายอีกยกใหญ่ ช่างเป็นเรื่องที่เหนื่อยหน่ายทรมานใจยิ่งนัก
จะว่าไปเสิ่นหมิงเหวินผู้นี้ก็ทึ่มทื่อเสียเหลือเกิน ตลอดทางต่อให้ดิ้นรนขัดขืนเพียงใด เขากลับไม่เคยมองว่าเสิ่นซีกับเสิ่นหมิงถังเป็น ‘โจรเรียกค่าไถ่’ เอาแต่ใช้อำนาจความเป็น ‘พี่ชายใหญ่แห่งตระกูลเสิ่น’ มาคอยสั่งสอนและข่มขู่ ทว่าเขาคงลืมไปเสียสนิท... ต่อให้มีคำกล่าวว่าพี่ชายใหญ่เปรียบดั่งบิดา ทว่าในเมื่อมารดาของเขายังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งย่าหลี่ซื่อก็ยังเผด็จการถึงเพียงนั้น มีหรือที่พี่น้องในบ้านจะขัดคำสั่งมารดาแล้วหันมาเชื่อฟังเขา?
(เชิงอรรถผู้แปล: พี่ชายใหญ่เปรียบดั่งบิดา (长兄为父) หลักคำสอนขงจื๊อที่ให้ความเคารพพี่ชายคนโตประหนึ่งบิดามารดา)
รอนแรมมาได้สี่วัน ขบวนเดินทางก็เร่งรุดมาถึงตัวอำเภออันซีในเขตเมืองเฉวียนโจว พวกเขาต้องตระเวนหาโรงเตี๊ยมอยู่นานกว่าจะได้ที่พัก ทว่ากลับพบว่าในอำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้เนืองแน่นไปด้วยบรรดาพ่อค้าวาณิช ดูท่าทางถนนหนทางเบื้องหน้าคงจะถูกปิดกั้น เมื่อไถ่ถามจนได้ความจึงทราบว่า เขตเมืองเฉวียนโจวกำลังถูกโจรสลัดวอโค่วออกอาละวาดปล้นสะดม หมู่บ้านในอำเภอหนานอันและอำเภอถงอันล้วนประสบเคราะห์กรรมถูกฆ่าล้างหมู่บ้านอย่างโหดเหี้ยม เหล่าพ่อค้าจึงไม่กล้าเดินทางต่อ ถนนหลวงที่มุ่งสู่เมืองจางโจวถูกตัดขาดมานานกว่าสิบวันแล้ว
เมื่อเสิ่นหมิงเหวินได้ยินดังนั้นก็แหกปากลั่น “เห็นไหมล่ะ! ข้าบอกแล้วว่ากลับไม่ได้! นี่คือสวรรค์เบื้องบนไม่ยอมให้พวกเรากลับไป รีบหันรถกลับเมืองฝูโจวเดี๋ยวนี้!”
การต้องเดินทางร่วมกับคนเสียสตินี่มันช่างน่าปวดหัวเสียจริง!
เสิ่นซีสั่งให้พี่น้องพรรครถม้าแบกเสิ่นหมิงเหวินเข้าไปในห้องพักของโรงเตี๊ยม เนื่องจากห้องพักแบบส่วนตัวแทบจะเต็มหมดแล้ว คนทั้งขบวนจึงทำได้เพียงเบียดเสียดกันอยู่ในห้องนอนรวมที่ไม่มีแม้แต่หน้าต่างสักบาน
ยามนี้ห้องพักขาดแคลนอย่างหนัก ต่อให้เป็นห้องนอนรวมก็ยังมีผู้มีหน้ามีตาเข้าพัก ซึ่งรวมถึงเหล่าซิ่วไฉที่เพิ่งสอบระดับมณฑลเสร็จและกำลังเดินทางกลับบ้านเกิด
เนื่องจากฝั่งของเสิ่นซีมีคนมากถึงเจ็ดคน จึงตกลงเหมารวมห้องพักนี้ร่วมกับผู้เข้าสอบอีกคนนามว่า หลี่ชวี่ หลี่ชวี่ผู้นี้ก็เป็นซิ่วไฉที่เดินทางมาสอบยังเมืองเอกของมณฑลเช่นกัน เขาเป็นชาวอำเภอหลงซี เมืองจางโจว อายุราวยี่สิบต้น ๆ มีบ่าวรับใช้วัยสิบหกสิบเจ็ดปีติดตามมาด้วยสองคน เมื่อรวมคนทั้งสองฝั่งเป็นสิบชีวิต จึงเบียดเสียดกันอยู่ในห้องนอนรวมนี้พอดี
เมื่อเสิ่นซีแนะนำตัวว่าเขากับเสิ่นหมิงเหวินก็เป็นซิ่วไฉที่มาสอบระดับมณฑลเช่นกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายก็สนิทสนมกันรวดเร็วยิ่งขึ้น
พอหลี่ชวี่ทราบว่าเสิ่นซีเดินทางมาจากเมืองถิงโจว ก็อดทอดถอนใจไม่ได้ “บ้านเกิดของพวกท่านอยู่ไกลกว่าอำเภอหลงซีของข้ามากนัก ช่างโชคร้ายเสียจริง สอบระดับมณฑลคราวนี้ข้าทำได้ไม่ดีนัก ซ้ำร้ายยามนี้หนทางกลับบ้านยังมาถูกปิดกั้นไว้อีก หากต้องล่าช้าไปเป็นแรมเดือน ทางบ้านคงพาลนึกว่าเกิดเรื่องร้ายอันใดขึ้น ต้องร้อนใจดั่งไฟสุมเป็นแน่”
เสิ่นซีพยักหน้าเห็นด้วย “ที่ท่านกล่าวมาก็ถูก แล้วพี่หลี่มีแผนการอันใดต่อไปหรือขอรับ?”
หลี่ชวี่โบกมือไปมา “จะมีแผนการอันใดได้เล่า ข้าตั้งใจจะเดินทางขึ้นเหนืออ้อมไปยังเมืองเหยียนผิง ผ่านอำเภอต้าเถียนแล้วค่อยวกเข้าอำเภอจางผิง แม้หนทางจะทุรกันดารไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่านั่งงอมืองอเท้าอยู่ที่นี่ ทางฝั่งทหารหลวงเองก็ไม่รู้ว่าจะกวาดล้างพวกโจรสลัดวอโค่วที่หนีเตลิดไปทั่วได้เมื่อใด”
เสิ่นซีลองคำนวณวันเวลาดูแล้ว หากจะให้หันหลังกลับไปตั้งหลักที่เมืองฝูโจวใหม่ สู้เลือกใช้เส้นทางอ้อมไปยังเมืองเหยียนผิงยังจะดีเสียกว่า
ขอเพียงไปถึงอำเภอต้าเถียนได้ ไม่ว่าจะมุ่งหน้าสู่อำเภอหย่งอัน หรืออ้อมไปทางอำเภอจางผิง เมืองหลงเหยียน หรืออำเภอซ่างหาง ล้วนเดินทางได้สะดวกทั้งสิ้น หากได้ร่วมทางไปกับหลี่ชวี่ อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนร่วมทางคอยดูแลช่วยเหลือกันได้
พอเสิ่นซีเอ่ยข้อเสนอของตนออกไป หลี่ชวี่ก็แย้มยิ้มตอบรับ “หากได้ร่วมทางไปกับคุณชายเสิ่นและทุกท่าน นับเป็นเกียรติของข้าน้อยยิ่งนัก”
ยามที่หลี่ชวี่กล่าวประโยคนี้ เขาก็จงใจปรายตามองพี่น้องพรรครถม้าทั้งสี่คนของเสิ่นซี นัยยะคือพวกเขานายบ่าวมีกันเพียงสามคน หากต้องรอนแรมข้ามเขา มีคนมากหน่อยย่อมอุ่นใจกว่า ต้องรู้ก่อนว่าบ่าวรับใช้สองคนของหลี่ชวี่ล้วนเป็นเพียงเด็กรับใช้ในห้องหนังสือ ลำพังแค่แบกหามสัมภาระยังแทบไม่มีเรี่ยวแรง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต่อสู้ปกป้องเจ้านายหากต้องเผชิญหน้ากับโจรภูเขาเลย
เมื่อตกลงกันได้เป็นมั่นเหมาะ รุ่งขึ้นคนทั้งสองกลุ่มจึงออกเดินทางขึ้นเหนือไปพร้อมกัน
รถม้าทั้งสี่คันมุ่งหน้าขึ้นเหนือมาได้เพียงครึ่งวัน หนทางก็เริ่มทุรกันดารและยากลำบากขึ้นเรื่อย ๆ
เนื่องจากเป็นเส้นทางลัดเลาะไปตามไหล่เขา หลายช่วงจึงคับแคบจนรถม้าแล่นผ่านไปไม่ได้ ทุกคนจำต้องลงมาเดินเท้า ในเส้นทางที่แคบชันบางช่วง แม้แต่เสิ่นซียังต้องลงมาช่วยเข็นรถ ไม่ก็หาเศษไม้ก้อนหินมาหนุนล้อ มีเพียงเสิ่นหมิงเหวินผู้เดียวที่ยังคงวางท่าเป็นนายท่าน นั่งไขว่ห้างอยู่บนรถม้าอย่างสบายใจเฉิบ
ถึงกระนั้น หลังจากมุ่งหน้าขึ้นเหนือมาได้สองวัน ในที่สุดเรื่องน่าหงุดหงิดใจที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงก็บังเกิดขึ้นจนได้... พวกเขาหลงทาง!
คนทั้งสิบชีวิตไม่เคยมีผู้ใดใช้เส้นทางนี้มาก่อน อาศัยเพียงการไถ่ถามทิศทางคร่าว ๆ จากชาวบ้านรายทาง ชาวบ้านบอกว่าให้เดินลัดเลาะไปตามไหล่เขา ข้ามยอดเขาไปสักสองสามลูกก็จะพบถนนหลวงที่มุ่งสู่ตัวอำเภอต้าเถียนในเมืองเหยียนผิง ทว่ายิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าใด รอบกายก็มีแต่เทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน
ในดินแดนหลิ่งหนานแห่งนี้เต็มไปด้วยไอหมอกพิษ หากจะเดินทางให้ปลอดภัยก็ต้องรอจนกว่าฟ้าจะโปร่งไร้เมฆหมอก ครั้นต้องรอนแรมเช่นนี้มาถึงสองวัน ผู้คนล้วนเหนื่อยล้า ม้าก็อิดโรย ซ้ำยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายามนี้พวกตนระหกระเหินอยู่ที่ใด
หลี่ชวี่ทอดสายตามองเส้นทางคดเคี้ยวเบื้องหน้าด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม “ชาวบ้านบอกว่าเดินแค่วันเดียวก็เห็นถนนหลวงแล้ว แต่นี่พวกเรารอนแรมมาสองวันกว่า กลับไม่เห็นถนนสายไหนที่ดูกว้างขวางขึ้นมาสักนิด ยิ่งไปกว่านั้น ทิศทางที่พวกเราเดินอยู่ก็ไม่ใช่ทิศเหนือ แต่กลับไต่ระดับสูงขึ้นไปทางเทือกเขาฝั่งตะวันออกเรื่อย ๆ ขืนเดินต่อไปมีหวังถึงทางตันแน่”
เสิ่นซีกวาดตามองสภาพแวดล้อมอันแปลกตา คลื่นความรู้สึกหมดหนทางเยียวยาก็ตีตื้นขึ้นมาในอก
ขุนเขารายล้อมประหนึ่งหลุดเข้ามาในป่าดงดิบ ต่อให้พยายามปีนขึ้นไปบนยอดเขาที่สูงขึ้นเพื่อสังเกตการณ์ ก็ยังแยกแยะทิศทางไม่ออกอยู่ดี สายตาจับจ้องเห็นเพียงเทือกเขาสลับซับซ้อนทอดตัวยาวเหยียด รอบด้านแห้งแล้งกันดาร อย่าว่าแต่ถนนหนทางเลย แม้แต่ผืนนาสักแปลงก็ยังไม่เห็น
เดิมทียังพออาศัยแสงตะวันบอกทิศทางได้ ต่อให้หลงทางก็ยังพอกะเกณฑ์ได้คร่าว ๆ ทว่าวันต่อมากลับมีสายฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ไม่เพียงทำให้เส้นทางข้ามเขายิ่งทุรกันดาร แม้แต่ทิศทางก็ยังยากจะแยกแยะ
แม้เสิ่นซีจะอาศัยทักษะความรู้พื้นฐานในการแยกแยะทิศทางได้บ้าง เช่น การดูเงาของภูเขา หรือความหนาแน่นของแมกไม้ แต่ในเมื่อไม่มีเข็มทิศติดตัว ทิศทางที่มุ่งไปจึงคาดเดาได้เพียงคร่าว ๆ เท่านั้น ซ้ำยังไม่อาจทิ้งถนนแล้วบุกป่าฝ่าดงไปเองได้ บางคราแม้อยู่เต็มอกว่าต้องมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ แต่เมื่อเส้นทางกลับเลี้ยวลดคดเคี้ยวลงสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ พวกเขาก็ทำได้เพียงกัดฟันเดินตามเส้นทางนั้นต่อไป
ยามพลบค่ำของวันที่สองเดือนเก้า นับเป็นวันที่ห้าแล้วตั้งแต่พวกเขาเดินทางขึ้นเหนือจากตัวอำเภออันซีแห่งเมืองเฉวียนโจว คนทั้งขบวนล้วนเหนื่อยล้าจนแทบจะทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงหาพื้นที่ราบเรียบริมทางเพื่อหยุดพักแรม พวกเขากินเสบียงแห้งรองท้องอย่างง่าย ๆ ก่อนจะมุดเข้าไปพิงตัวหลบฝนพักผ่อนในรถม้า
เสิ่นซีล้มตัวลงนอน ขณะที่กำลังหลับใหลอย่างสะลึมสะลือ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น ราวกับมีฝูงม้ากำลังควบมุ่งหน้ามาทางนี้
ด้านนอกหาใช่ถนนหลวง แต่เป็นเส้นทางข้ามเขา ม้าจะเข้ามาในสถานที่พรรค์นี้ได้อย่างไร?
"ผู้ใดกัน หรือว่าจะเป็นโจรป่า?"
เสียงตะโกนโหวกเหวกดังมาจากด้านนอก เสิ่นซีรีบคลานจากคันรถออกมายังที่นั่งคนขับ เมื่อมองออกไปไกล ๆ ก็เห็นคบเพลิงจำนวนไม่น้อย ดูคล้ายกับทหารหลวงที่กำลังออกลาดตระเวน
หลี่ชวี่ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบลงจากรถม้า ก้าวออกไปประสานมือคารวะ "พวกข้าหาใช่โจรภูเขาไม่ เป็นเพียงบัณฑิตที่เดินทางผ่านทางมาเท่านั้น"
ใครจะไปคาดคิดว่า ชายฉกรรจ์บนหลังม้าที่เป็นผู้นำกลุ่มจะแค่นเสียงเย็นชาตอบกลับมา "ไม่ใช่ก็ดีแล้ว ทว่าพวกข้าเนี่ยแหละคือโจรภูเขา... เด็ก ๆ ไปปลดม้าของพวกมันออกให้หมด..."
เสิ่นซีรู้สึกราวกับหลังคารั่วทว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดต้องมาพายุฝนกระหน่ำซ้ำ ยังนับว่าโชคดีที่อีกฝ่ายใช้สำเนียงชาวหมิ่นจง ไม่เช่นนั้นเสิ่นซีคงคิดว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญกลุ่มนี้เป็นพวกโจรสลัดวอโค่วไปแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: หลังคารั่วทว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดต้องมาพายุฝนกระหน่ำซ้ำ (屋漏偏逢连夜雨) สำนวนเปรียบเปรยถึงการเผชิญเรื่องโชคร้ายอย่างต่อเนื่อง หรือเคราะห์ซ้ำกรรมซัด)
ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกรูเข้ามา ในมือถือดาบและหอกพลางตะคอกด่าทอเสียงดัง ต้อนทุกคนให้ไปยืนตากฝนอยู่อีกด้านหนึ่ง
ท้องฟ้ามืดมิดยิ่งนัก คบเพลิงที่พวกโจรภูเขาถือมาก็มีไม่มาก เสิ่นซีจึงไม่อาจประเมินสถานการณ์ได้แน่ชัดชั่วขณะ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ค่อยสนใจคันรถม้าเท่าใดนัก เพียงแค่ปลดบังเหียนม้าทั้งสี่ตัวแล้วจูงออกไป ทว่าหีบสัมภาระและห่อผ้าในคันรถกลับถูกเปิดออกจนหมด บัญชีหรือเอกสารใด ๆ พวกมันล้วนเมินเฉย มีเพียงเสื้อผ้าและของมีค่าชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ถูกโจรภูเขากวาดไปจนเกลี้ยง
"เผ่นโว้ย!"
กลุ่มโจรภูเขาอย่างน้อยก็มีราวสามสี่สิบคน ยึดถือหลักการปล้นทรัพย์ไม่ปล้นคน เมื่อปล้นเสร็จก็จะจากไป
ทว่าเวลานั้นกลับมีชายฉกรรจ์ที่ดูอ่อนวัยกว่าผู้หนึ่งก้าวขึ้นมาจากด้านหลัง พลางเอ่ยถาม "จะปล่อยคนพวกนี้ไปเฉย ๆ หรือ? หากบนตัวพวกมันซุกซ่อนของมีค่าเอาไว้เล่า?"
ชายฉกรรจ์ผู้พี่แค่นเสียงเย็นชา "พวกเราออกมาทำมาหากิน สิ่งสำคัญที่สุดคือทำเรื่องใดต้องเหลือทางถอยให้ผู้อื่น เจ้าดูคนพวกนี้สิ หาใช่พ่อค้าวาณิชไม่ บนตัวจะไปซุกซ่อนสิ่งใดได้?"
"นั่นก็ไม่แน่หรอก ในรถม้าของพวกมันมีสมุดบัญชี เขียนอะไรเลอะเทอะเต็มไปหมด ได้ยินมาว่าพวกพ่อค้าแถบเมืองถิงโจว เวลาไปมาหาสู่กันมักใช้สิ่งที่เรียกว่าตั๋วเงิน ของพรรค์นั้นแผ่นเดียวก็มีมูลค่าหลายสิบก้วน ซุกซ่อนไว้กับตัวมีอันใดน่าแปลกเล่า?"
เอ่ยจบ โจรหนุ่มผู้นั้นก็พาคนของตนมายืนอยู่เบื้องหน้าพวกเสิ่นซี
หลี่ชวี่รีบละล่ำละลักบอก "พี่ชายท่านนี้ พวกข้าไม่ได้มาจากแถบเมืองถิงโจวหรอก ไม่มีตั๋วเงินอันใดทั้งสิ้น"
โจรหนุ่มเอ่ย "เรื่องนั้นใครจะไปรู้ ค้น!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ก็มีคนเข้าไปล้วงค้นตามตัวของพวกหลี่ชวี่ทันที สุดท้ายก็ได้ถุงเงินมาสองสามใบ ภายในมีเพียงเหรียญทองแดงและเศษเงินก้อนย่อย รวมกันแล้วดูเหมือนจะหนักไม่เกินสองสามตำลึง หัวหน้าโจรวัยกลางคนเห็นสถานการณ์ชักจะตึงเครียด จึงเดินเข้ามาคว้าแขนโจรหนุ่มเอาไว้ "ละเว้นได้ก็ควรละเว้น!"
"ท่านอาสาม ท่านพ่อข้ามักกล่าวเสมอว่า ท่านแก่ชราแล้ว บางเรื่องก็ไม่ควรมีเมตตาจนเกินไป พวกเราทำเรื่องเสี่ยงหัวหลุดจากบ่า หากคนพวกนี้เป็นทหารหลวง ท่านคิดว่าพวกเราจะมีจุดจบเช่นไร? หากไม่อาจหาเลี้ยงคนในค่ายได้ ผู้ใดจะยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อพวกเราอีก?"
โจรชราตวาดลั่น "อยู่ข้างนอก ห้ามเผยตัวตนเด็ดขาด!"
โจรหนุ่มแค่นเสียงหัวเราะ "ข้าแค่เรียกท่านว่าอาสาม ถือเป็นการเผยตัวตนตรงไหน?"
เสิ่นซีคาดไม่ถึงเลยว่า โจรภูเขาพวกนี้ออกมาปล้นแท้ ๆ กลับมามีปากเสียงกันเองเสียได้
สุดท้ายโจรหนุ่มก็ดึงดันจนถึงที่สุด ไม่สนใจคำทัดทานของหัวหน้าโจรวัยกลางคน สั่งลูกสมุนจับคนที่เหลือค้นตัวจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงเสิ่นซีผู้เดียวที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
"ท่านอาสาม" เริ่มมีน้ำโห "ไปได้แล้ว ไป! หากยังไม่ไปแล้วมีคนหลบหนีไปแจ้งข่าว พวกเราคิดจะหนีก็คงไม่ทันการแล้ว"
โจรหนุ่มหัวเราะร่วน "ที่นี่คือที่ใด หุบเขาลึกเชียวนะ! กว่าจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างน้อยก็ต้องเดินไปอีกตั้งสิบกว่าลี้ กว่าจะไปเจอทหารหลวง อย่างไรก็ต้องเดินไปอีกสามสี่สิบลี้ จะไปกลัวสิ่งใด?"
พอเสิ่นซีได้ยินดังนั้น ภายในใจกลับรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น ที่แท้รอนแรมข้ามเขามาหลายวัน ยามนี้ก็ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว เดินไปอีกเพียงสิบกว่าลี้ก็จะหลุดพ้นจากขุนเขาอันสลับซับซ้อนแห่งนี้ได้เสียที เสิ่นซีเอ่ยขึ้น "พี่ชายท่านนี้ ขอเสียมารยาทไถ่ถามสักประโยค หนทางข้างหน้าควรไปต่อเช่นไร? เดินตามถนนสายนี้ไป หรือควรเลี้ยวเข้าเส้นทางเล็ก ๆ ด้านข้างหรือขอรับ?"
พอโจรหนุ่มได้ยินดังนั้น โทสะก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที "หา! ยามนี้ข้ากำลังจะปล้นเจ้านะ เจ้ากลับเสนอหน้ามาถามทางข้าเนี่ยนะ? หรือว่าไปกินดีหมีหัวใจเสือมาถึงได้ใจกล้าเทียมฟ้านัก?"
เสิ่นซีรีบล้วงเอาของทุกอย่างในอกเสื้อออกมาจนหมด แล้วยื่นส่งให้ "มีเพียงเท่านี้ ท่านลองดูเถิด"
โจรหนุ่มสั่งให้คนถือคบเพลิงเข้ามาใกล้ ๆ เมื่อคว้าของที่เสิ่นซียื่นให้มาดูก็ถึงกับอ้าปากตาค้าง พวกโจรลูกสมุนด้านข้างเองก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
ลำพังแค่ก้อนเงินขนาดสองตำลึงก็มีถึงเจ็ดแปดก้อนแล้ว ไหนจะยังมีเศษเงินก้อนย่อยกับเหรียญทองแดงอีก รวม ๆ แล้วก็มีมากถึงยี่สิบกว่าตำลึง ที่สำคัญไปกว่านั้น ในอกเสื้อของเสิ่นซียังมีตั๋วเงินมูลค่าไม่มากอีกหลายใบ รวมกันแล้วมีถึงสี่สิบห้าสิบตำลึงเลยทีเดียว
"ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย" คนกลุ่มหนึ่งพากันต้อนล้อมเสิ่นซีเอาไว้ "บนตัวยังซุกซ่อนของอันใดไว้อีก บอกมา!"
เสิ่นซียิ้มขื่น "พี่ชายทุกท่าน พวกข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่เดินทางไปสอบยังเมืองเอกของมณฑล นี่คือค่าเดินทางที่พวกข้านำติดตัวมา มีเพียงเท่านี้จริง ๆ หากไม่เชื่อพวกท่านก็ลองค้นดูเถิด"
โจรหนุ่มแค่นเสียงเย็น "นั่นก็พูดได้ไม่เต็มปากหรอก พวกผู้รู้หนังสือน่ะเจ้าเล่ห์ที่สุด ดีไม่ดีก่อนที่พวกเราจะมา อาจจะเอาของมีค่าไปซุกซ่อนไว้ตามซอกหลืบไหนแล้ว พอพวกเราไปก็ค่อยเอาออกมา พี่น้องทั้งหลาย ค้นดูรอบ ๆ ให้ละเอียดอีกรอบ"
เสิ่นซีรู้สึกจนปัญญายิ่งนัก
ทว่าในจังหวะนั้นเอง กลับมีคนไม่กลัวเรื่องลุกลามใหญ่โตตะโกนโวยวายขึ้นมา "ดีเลยนะเจ้าชีหลาง! แอบซุกซ่อนเงินทองไว้มากมายถึงเพียงนี้ ข้าแค่ขอสุราดื่มสักจอกเจ้ายังทำเป็นขี้เหนียว มารดามันเถอะ ช่างเป็นหมาป่าตาขาวเสียจริง!"
(เชิงอรรถผู้แปล: หมาป่าตาขาว (白眼狼) คนเนรคุณ แว้งกัดผู้ที่เคยช่วยเหลือ)