- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 342 ไม่รู้ซึ้งถึงรสชาติของการพลัดพราก
ตอนที่ 342 ไม่รู้ซึ้งถึงรสชาติของการพลัดพราก
ตอนที่ 342 ไม่รู้ซึ้งถึงรสชาติของการพลัดพราก
งานชุมนุมกวีในครั้งนี้ ดูเผิน ๆ คล้ายจะเรียบง่าย ทว่าแท้จริงแล้วกลับมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนเร้นอยู่มากมาย
ในจำนวนนั้นมีผู้คนไม่น้อยที่ล่วงรู้ข้อสอบล่วงหน้า และพวกเขาก็กำลังคิดหาวิธีการต่าง ๆ นานาเพื่อติดสินบนหลินเซ่อ ทว่าหลินเซ่อกลับวางมาดเป็นขุนนางผู้ตงฉินไม่รับของกำนัลตั้งแต่ต้น กอปรกับหลังจากนั้นอู๋เสิ่งอวี๋ยังกระโดดออกมาก่อกวนอีก จึงทำให้บรรยากาศของงานชุมนุมกวีดูไม่ราบรื่นเอาเสียเลย ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม หลินเซ่อก็อ้างว่ามีราชการรัดตัวแล้วขอตัวจากไป
บรรดาบัณฑิตส่วนใหญ่ล้วนมาเพื่อผูกมิตรตีสนิทกับหลินเซ่อ ยามนี้เมื่อตัวการสำคัญจากไปแล้ว พวกเขาย่อมไม่มีความจำเป็นต้องรั้งอยู่ต่อ จึงทยอยกล่าวคำอำลาและจากไปตาม ๆ กัน
ซูทงรู้สึกว่าวิธีการย้อนรอยสนองคืน ของเสิ่นซีเมื่อครู่นี้ออกจะเสียมารยาทไปสักหน่อย การนำคำพูดของคนเหล่านั้นมาย้อนอุดปากพวกเขาเอง นับเป็นการล่วงเกินผู้อื่นอยู่บ้าง จึงรีบดึงตัวเสิ่นซีออกจากโรงน้ำชา
(เชิงอรรถผู้แปล: ย้อนรอยสนองคืน (以彼之道还施彼身) สำนวนหมายถึงการตอบโต้ผู้อื่นด้วยวิธีการเดียวกับที่เขาใช้ทำร้ายเรา)
"น้องเสิ่น ไม่ใช่ว่าข้าอยากจะตำหนิเจ้าหรอกนะ ทว่าความจริงแล้ว... เรื่องการโต้เถียงกับผู้อื่นนั้น หากเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงเสีย มิเช่นนั้น ป่านนี้เจ้ากับข้าคงยังรั้งอยู่ต่อได้ ขึ้นไปจิบชาฟังเพลงบนชั้นสอง ย่อมดีกว่าต้องออกมาเดินตากลมหนาวเช่นนี้มิใช่หรือ"
ล่วงพ้นเทศกาลจงชิวมาแล้ว อากาศก็หนาวเย็นลงอย่างรวดเร็ว เมื่อสายลมระลอกหนึ่งพัดโชยมา เสิ่นซีก็อดไม่ได้ที่จะกระชับเสื้อผ้าให้แน่นขึ้น
เมื่อได้ยินคำกล่าวของซูทง เสิ่นซีก็อดไม่ได้ที่จะหันขวับกลับไปมองโรงน้ำชาอีกครา
งานชุมนุมอันยิ่งใหญ่ ณ โรงน้ำชาแห่งนี้ หลังจากที่หลินเซ่อจากไปแล้วต่างหาก จึงจะถือว่าเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ บัณฑิตที่ไร้ธุระปะปังบางส่วนพากันเดินขึ้นไปยังชั้นสอง ที่นั่นไม่เพียงมีชาชั้นเลิศไว้คอยบริการ ทว่ายังมีแม่นางจากเจี้ยวฟางซือคอยปรนนิบัติพัดวีอีกด้วย
มีคนจัดการจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้ล่วงหน้าแล้ว พวกเขาจึงสามารถปล่อยตัวปล่อยใจแสวงหาความสำราญได้อย่างอิสระเสรี สำหรับบัณฑิตที่โตเป็นผู้ใหญ่หลาย ๆ คนแล้ว ที่แห่งนี้ย่อมนับเป็นสถานที่อันสุขีจนลืมเลือนบ้านเกิดโดยแท้
เสิ่นซีส่ายหน้า ด้วยวัยของเขา การจะไปลุ่มหลงติดพันอยู่ในดงสตรี ถือว่ายังเร็วเกินไปสักหน่อย
ระหว่างทางเดินกลับ ซูทงก็เอ่ยเตือนขึ้นมาอีก "น้องเสิ่น ยามนี้การสอบระดับมณฑลยังไม่ประกาศผล ความหมายของข้าก็คือ ข้าคิดจะส่งของกำนัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปให้คนของสำนักบริหารการปกครองมณฑลและสำนักผู้ตรวจการมณฑล เจ้าอยากจะร่วมลงขันด้วยสักส่วนหรือไม่?"
เสิ่นซีพอจะคาดเดาได้ว่า ยามนี้การสอบระดับมณฑลได้เข้าสู่ขั้นตอนการตรวจประเมินข้อสอบที่สำคัญที่สุดแล้ว ในเมื่อเห็นได้ชัดว่าการสอบรอบนี้มีการทุจริตเล่นพรรคเล่นพวก ผู้ที่ล่วงรู้สถานการณ์ทว่ากลับไม่มีช่องทางให้ส่งมอบสินบนออกไป ย่อมต้องเป็นกังวลและลนลานเป็นที่สุด เพราะผลลัพธ์ของการตามหลังผู้อื่น ย่อมหนีไม่พ้นการไร้ชื่อบนป้ายประกาศผลสอบนั่นเอง
เสิ่นซีฝืนยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า "ก่อนหน้านี้ข้าจ่ายเงินค่าเล่าเรียนไปแล้ว หากต้องส่งของกำนัลอีก ยามนี้ข้าคงขัดสนจนไม่อาจรับไหว ทำได้เพียงรอคอยการประกาศผลอย่างสงบเถิด"
ซูทงเพียงคลี่ยิ้มบางเบา ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก
แท้จริงแล้ว ในช่วงระหว่างการตรวจข้อสอบระดับมณฑล นับเป็นช่วงที่สถานการณ์ในที่ทำการของทางการตึงเครียดและเข้มงวดที่สุด การจะส่งมอบสินบนเข้าไปนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ส่งสินบนไปได้ ท้ายที่สุดจะเกิดผลสัมฤทธิ์หรือไม่นั้นก็ยากจะรับประกันได้
บัดนี้ตัวซูทงเองก็ยังไม่มีช่องทางที่แน่ชัดและปลอดภัยพอสำหรับการส่งมอบสินบน เดิมทีเขาหลงคิดว่าการได้พบกับหลินเซ่อในครั้งนี้จะเป็นโอกาสอันดี ทว่าดูจากรูปการณ์แล้ว การที่หลินเซ่อมาร่วมงานชุมนุมกวีในครั้งนี้มิใช่เพื่อมารับสินบนโดยตรง กลับคล้ายมาเพื่อปรากฏตัวทักทายบรรดาบัณฑิต เพื่อเป็นการบอกใบ้ว่า หากต้องการส่งสินบน ก็จงไปหาวิธีการผ่านทางเขาเสีย
เสิ่นซีกล่าวอำลาซูทง ระหว่างทางเขาไม่ได้แวะเถลไถลที่ใด แต่มุ่งตรงกลับไปยังโรงเตี๊ยมทันที ทว่าขณะที่กำลังเดินอยู่บนโถงระเบียงชั้นสอง เสิ่นหมิงเหวินก็เดินหน้าดำคร่ำเครียดออกมา พลางตวาดถาม "เจ้าหายหัวไปที่ใดมา? เหตุใดจึงไม่เรียกข้าไปด้วย!?"
เสิ่นซีตอบกลับ "ข้าก็แค่ออกไปพบปะสหาย เพื่อไหว้วานให้พวกเขาช่วยสืบหาเบาะแสของลุงรอง เหตุใดข้าต้องเรียกลุงใหญ่ไปด้วยเล่าขอรับ?"
เสิ่นหมิงเหวินเดือดดาลจนไฟโทสะพุ่งปรี๊ด "ข้าถามหลงจู๊อินแล้ว เจ้าออกไปกับคุณชายซูชัด ๆ คุณชายซูเป็นคนเช่นไร เขาจะยอมลดตัวมาช่วยตามหาลุงรองของเจ้างั้นหรือ? พวกเจ้าออกไปร่ำสุราหาความสำราญกันชัด ๆ... ตัวเจ้ามีแต่กลิ่นสุราคลุ้งไปหมด ยังคิดจะปิดบังข้าอีกหรือ!?"
เสิ่นซีลอบคิดในใจ "ลุงใหญ่ผู้นี้ช่างถือดีในความอาวุโสเสียจริง หลงคิดว่าตนเองอาบน้ำร้อนมาก่อน มีประสบการณ์ชีวิตโชกโชน แล้วจะมาข่มขู่ข้าได้กระนั้นหรือ หารู้ไม่ว่าข้าเพิ่งจะเดินออกมาจากโรงน้ำชา กระทั่งชายังไม่ได้ดื่มสักอึก ท่านไปได้กลิ่นสุราคลุ้งมาจากที่ใดกัน?" เมื่อคิดได้ดังนั้น เสิ่นซีจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด "หากลุงใหญ่อยากจะเชื่อเช่นนั้นก็เชื่อไปเถิด ไม่เชื่อก็ช่าง ข้าได้บอกกล่าวกับลุงสามไว้แล้ว ไม่ว่าอย่างไร อีกเพียงไม่กี่วันพวกเราก็ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด"
เสิ่นหมิงเหวินที่เมื่อครู่นี้ยังมีท่าทีดุดันเกรี้ยวกราด ทว่าพอได้ยินคำกล่าวนี้ก็พลันเปลี่ยนสีหน้าในทันควัน "อย่าเพิ่งสิ ชีหลางเอ๊ย พวกเรารอให้ประกาศผลสอบออกมาก่อนแล้วค่อยไป จะไม่ดีกว่าหรือ? อีกอย่าง ข้าเองก็เป็นห่วงลุงรองของเจ้ามาก เขาหายตัวไปตั้งสามปี ไม่รู้เลยว่าชีวิตความเป็นอยู่จะเป็นเช่นไร... อย่าเพิ่งรีบเข้าห้องสิ ฟังลุงใหญ่พูดให้จบก่อน"
"ปัง——"
เสิ่นซีกระแทกประตูปิดใส่หน้าอย่างแรง
เสิ่นหมิงเหวินได้แต่ยืนหน้าม้านจืดเจื่อน ทำได้เพียงเดินกลับเข้าห้องของตนไป เป็นเพราะมีพี่น้องจากพรรครถม้าคอยเฝ้าจับตาดูอยู่ที่หัวบันได ผลัดเปลี่ยนเวรยามกันไม่ให้ขาดคน เพื่อป้องกันไม่ให้เขาหลบหนีไปได้อีก
……
……
วันที่ยี่สิบสามเดือนแปด อันเป็นวันที่เสิ่นซีและเสิ่นหมิงถังตกลงปลงใจว่าจะเดินทางกลับบ้านเกิด ทว่าในวันเดียวกันนี้ หม่าจิ่วกลับสืบเสาะเบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับเสิ่นหมิงโหย่วได้ จึงรีบรุดมาแจ้งข่าวเป็นการเฉพาะ
"หลงจู๊น้อย ข้าไปสอบถามคนของสมาคมเดินเรือมาแล้วขอรับ เมื่อสามปีก่อนมีกลุ่มพ่อค้าจากทางเหนือกลุ่มหนึ่ง พวกเขาล้วนมาจากเมืองหลวง ทำการค้าขายหนังสัตว์ พวกเขารั้งอยู่ในเมืองฝูโจวหลายวัน ยามที่ออกเดินทาง มีคนบอกว่าเห็นนายท่านรองขึ้นเรือ และติดตามพวกเขาขึ้นเหนือไปขอรับ"
เสิ่นซีเอ่ยถาม "ข่าวนี้เชื่อถือได้จริงหรือ?"
หม่าจิ่วทอดถอนใจ "วันเวลาล่วงเลยมาเนิ่นนานปานนี้ การจะซักไซ้ไล่เลียงให้กระจ่างย่อมไม่ง่ายดายนัก ทว่ามีฝีพายหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคล้ายคลึงยิ่งนัก คนเหล่านั้นบอกว่าจะเดินทางกลับเมืองหลวง ทว่าแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นใคร กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยขอรับ... เมื่อหลายปีก่อน คนกลุ่มนั้นมักจะล่องเรือมาทำการค้าที่เมืองฝูโจวอยู่บ่อยครั้ง ทว่าช่วงหนึ่งหรือสองปีมานี้ กลับไม่เห็นพวกเขาโผล่มาอีกเลย"
เสิ่นซีซักถามรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครู่ใหญ่ หม่าจิ่วก็ถ่ายทอดสิ่งที่ตนสืบทราบมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนไม่มีตกหล่น
หลังจากนั้น เสิ่นซีและเสิ่นหมิงถังก็มุ่งหน้าไปยังสมาคมการค้า เสิ่นซีให้หม่าจิ่วพาตัวบรรดาผู้ที่อ้างว่าเคยพบเห็นเสิ่นหมิงโหย่วมาที่สำนักงานสาขา เพื่อที่เขาจะได้เป็นผู้ซักถามด้วยตนเอง
ในที่สุดเสิ่นซีก็ปะติดปะต่อเรื่องราวคร่าว ๆ ได้กระจ่างแจ้ง
เสิ่นหมิงโหย่วไม่ได้ขึ้นเรือไปในฐานะจับกังแบกหาม ทว่าดูเหมือนจะไปในฐานะผู้ร่วมทุนเสียมากกว่า เขายังได้รับการ "ให้เกียรติ" จากกลุ่มพ่อค้าชาวเหนือเหล่านั้นเป็นอย่างมาก จากคำบอกเล่าของฝีพายที่ไปส่ง คนกลุ่มนั้นขึ้นฝั่งที่ท่าเรือฉงอานในลำน้ำฉงหยางซีซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำหมิ่นเจียง จากนั้นก็ใช้เส้นทางผ่านมณฑลเจียงซีมุ่งหน้าขึ้นเหนือ เพื่อเดินทางกลับไปยังเมืองหลวง คนเหล่านี้พูดจาด้วยสำเนียงเมืองหลวงอันเป็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจน ท่วงทีการกระทำล้วนกว้างขวางและใจป้ำ นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่เสิ่นซีได้รับรู้
เดิมทีเสิ่นซีคิดว่า การที่เสิ่นหมิงโหย่วอ้างว่าจะขึ้นเหนือไปทำธุรกิจนั้น มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นเพียงข้ออ้างที่เขาสร้างขึ้น หรือไม่ก็อาจจะเป็นเรื่องที่เหออวี๋ซื่อปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาเอง ทว่าเมื่อพิจารณาจากรูปการณ์ในตอนนี้แล้ว เรื่องนี้น่าจะมีมูลความจริง
ทว่าเสิ่นหมิงโหย่วนั้น หนึ่งคือไร้ซึ่งเงินทุน สองคือไร้ซึ่งความสามารถ ซ้ำยังมีนิสัยทั้งตะกละและเกียจคร้าน แล้วเขาเอาสิ่งใดไปร่วมลงทุนทำธุรกิจกับผู้อื่นกันเล่า?
เสิ่นหมิงถังกล่าวด้วยความร้อนใจ "ชีหลาง ยามนี้มีข่าวคราวของลุงรองเจ้าแล้ว ลองดู... ว่าจะหาคนไปสืบถามแถบเมืองหลวงดูได้หรือไม่?"
เสิ่นซีส่ายหน้า บัดนี้สมาคมการค้าถิงโจวมีเพียงจุดประสานงานตามสถานที่บางแห่งในมณฑลฝูเจี้ยน เจียงซี และกวางตุ้ง ส่วนในเมืองหนานจิงก็มีเพียง "สำนักงานประสานงาน" แห่งหนึ่งเท่านั้น แถบหูกว่างและเจียงหวยอย่างมากก็แค่ส่งคนไปรับผิดชอบจัดซื้อสินค้าไม่กี่คน ส่วนเมืองหลวงที่อยู่ห่างไกลถึงเพียงนั้น ยังสยายปีกไปไม่ถึงเลยแม้แต่น้อย
ต่อให้ส่งคนไปตามหา เมืองหลวงกว้างใหญ่ปานนั้น กอปรกับไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของพ่อค้าชาวเหนือกลุ่มนี้ การคิดจะไปตามหาก็ไม่ต่างอันใดกับงมเข็มในมหาสมุทร
เสิ่นซีกล่าว "ท่านลุงสาม ข้าเห็นว่าเอาเช่นนี้ดีกว่า พวกเรากลับถิงโจวกันก่อน นำเรื่องราวไปแจ้งให้ท่านย่าทราบ ยามนี้อย่างน้อยก็พิสูจน์ได้แล้วว่าลุงรองปลอดภัยไร้กังวล เพียงแต่คนเดินทางไปถึงเมืองหลวง คงไม่อาจกลับมาได้ในระยะเวลาอันสั้น ไม่แน่ว่าการที่ลุงรองไปเมืองหลวงอาจจะไปทำธุรกิจใหญ่โตจริง ๆ ก็ได้นะขอรับ!" ที่เขากล่าวเช่นนี้ก็เป็นเพียงการปลอบประโลมเสิ่นหมิงถังเท่านั้น
ด้วยนิสัยใจคอของเสิ่นหมิงโหย่ว บางทีอาจจะอาศัยความกะล่อน พลิกแพลงลิ้นลม ชั่วครั้งชั่วคราว จนได้รับความเอ็นดูจากบรรดาพ่อค้าชาวเหนือเหล่านั้น ทว่ารอจนคนพวกนี้ตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นเพียงถุงสุรากระสอบข้าว การจะหวังให้พวกเขาคอยปฏิบัติดีด้วยต่อไปนั้นย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ การที่เสิ่นหมิงโหย่วอยากจะ "ปลอดภัยไร้กังวล" นั้น แทบจะเป็นเพียงความเพ้อฝัน
(เชิงอรรถผู้แปล: ถุงสุรากระสอบข้าว (酒囊饭袋 - จิ่วน๋างฟ่านไต้) สำนวนเปรียบเปรยคนที่เอาแต่กินดื่ม ไร้ความสามารถและไม่มีประโยชน์อันใด)
เสิ่นหมิงถังทำได้เพียงพยักหน้ารับ "สมควรกลับไปได้แล้ว เฮ้อ! ลุงรองของเจ้าก็จริง ๆ เลย ที่บ้านมีทั้งคนแก่คนเฒ่าและเด็กเล็ก อีกอย่างบ้านเราก็ไม่ได้เปิดหม้อไม่ขึ้นเสียหน่อย เหตุใดต้องดั้นด้นไปไกลถึงเมืองหลวงด้วย ไปแล้วกระทั่งจดหมายสักฉบับก็ไม่ยอมส่งกลับมา"
(เชิงอรรถผู้แปล: เปิดหม้อไม่ขึ้น (揭不开锅 - เจียปู้ไคกัว) สำนวนเปรียบเปรยถึงความยากจนข้นแค้นจนไม่มีข้าวจะหุงกิน)
หลังจากทั้งสองกลับไป และเล่าเรื่องราวให้เสิ่นหมิงเหวินฟัง เสิ่นหมิงเหวินก็ตวาดอย่างเกรี้ยวกราด "เจ้าสองมันหนีไปเมืองหลวงงั้นหรือ!?"
เสิ่นซีลอบครุ่นคิดอยู่ด้านข้าง เสิ่นหมิงเหวินไม่น่าจะโกรธเคืองที่เสิ่นหมิงโหย่วไม่ห่วงใยครอบครัว ทว่าคงโมโหที่ตอนจากไปกลับไม่ยอมชวนเขาไปด้วยเสียมากกว่า
เสิ่นหมิงถังกล่าว "ยามนี้เมื่อมีข่าวคราวของพี่รองแล้ว ก็ถึงเวลาต้องกลับไปเสียที ท่านแม่ทางโน้นเป็นห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับแล้ว"
เสิ่นหมิงเหวินทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นด้วยความโมโห "ยังไม่ได้ประกาศผลสอบเลย ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองสอบติดจวี่เหรินหรือไม่ เหตุใดต้องกลับ? จะกลับก็ได้ แต่ต้องไปตามตัวเจ้าสองกลับมา แล้วพวกเราค่อยกลับพร้อมกัน มารดามันเถอะ! มันหนีไปเสวยสุขที่เมืองหลวงอยู่คนเดียว ปล่อยให้ข้าถูกใส่ร้ายหาว่าไปลอบทำร้ายมัน ทำให้ข้าต้องเสียเวลาไปตั้งสามปีเปล่า ๆ ปลี้ ๆ... ฮึ่ม ฝันไปเถอะว่าจะให้ข้ากลับไปเหยียบบ้านนั้นอีก!"
เสิ่นซีมองออกทะลุปรุโปร่ง เสิ่นหมิงเหวินผู้นี้เตรียมตัวจะชักดาบทำตัวหน้าด้านอีกแล้ว
เมื่อสามปีก่อน สาเหตุที่เสิ่นหมิงเหวินยอมศิโรราบให้ฮูหยินเฒ่า ประการแรกเป็นเพราะตอนนั้นหลี่ซื่อและบุตรชายทั้งสองของนางเล่นงิ้วตบตาได้แนบเนียน จนเขาหลงเชื่อสนิทใจว่าจะถูกจับถ่วงน้ำในบ่อน้ำจริง ๆ อีกประการหนึ่งคือเสิ่นหมิงเหวินรู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายผิด หวาดกลัวว่าฮูหยินเฒ่าจะใช้ข้อหาทำร้ายน้องชายแท้ ๆ ส่งตัวเขาให้ทางการรับโทษ จึงได้ยอมอ่อนข้อร้องขอความเมตตา ท้ายที่สุดก็ถูกคุมตัวกลับอำเภอหนิงฮว่า และถูกขังในห้องมืดนานถึงสามปี
ยามนี้เมื่อเสิ่นหมิงเหวินรู้แล้วว่าเสิ่นหมิงโหย่วไม่เพียงยังไม่ตาย ทว่าชีวิตความเป็นอยู่ยังสุขสบายยิ่งนัก ภายในใจของเขาย่อมรู้สึกไม่เป็นธรรม น้องรองหนีไปเงียบ ๆ โดยไม่บอกกล่าว ทว่าพอมองย้อนกลับมาตนเองกลับต้องมาแบกกระทะดำแทนทั้งหมด ในโลกนี้มีเหตุผลเช่นนี้ด้วยหรือ?
(เชิงอรรถผู้แปล: แบกกระทะดำ (背黑锅 - เปยเฮยกัว) สำนวนเปรียบเปรยการรับเคราะห์แทนผู้อื่น หรือเป็นแพะรับบาป)
ด้วยความดื้อดึง เสิ่นหมิงเหวินจึงทำตัวหน้าด้าน นั่งแปะอยู่บนพื้นไม่ยอมลุกขึ้นมาจริง ๆ
เสิ่นหมิงถังจนปัญญา ทำได้เพียงใช้น้ำเย็นเข้าลูบ เกลี้ยกล่อมหว่านล้อมด้วยความนุ่มนวล
เสิ่นซีไม่คิดจะเปลืองน้ำลายกับเสิ่นหมิงเหวินให้มากความ เขาเพียงหันไปส่งสัญญาณให้ชายฉกรรจ์สองคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ทั้งสองก็ปรี่เข้าไปหามร่างของเสิ่นหมิงเหวินออกไปทันที
เสิ่นหมิงเหวินแหกปากโวยวายลั่น "ใช้ไม้แข็งไปก็เปล่าประโยชน์ อย่างไรข้าก็ไม่กลับ หากบังคับข้า ระหว่างทางข้าจะเอาหัวโขกให้ตายต่อหน้าพวกเจ้าเลยคอยดู"
เสิ่นซีกล่าว "จะตายก็ไปตายบนรถม้าเถิด... ขืนตายในโรงเตี๊ยม จะทำสถานที่ของผู้อื่นสกปรกแปดเปื้อนเปล่า ๆ"
เสิ่นหมิงเหวินถูกหามออกไป พลางแหกปากร้องโหยหวนราวกับสุกรถูกเชือด เมื่อลงมาถึงชั้นล่าง ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างในร้านหรือแขกเหรื่อในโรงเตี๊ยมต่างก็พากันวิ่งออกมายืนมุงดู
เมื่อก้าวพ้นประตูโรงเตี๊ยม เสิ่นหมิงเหวินก็ถูกยัดตัวเข้าไปในรถม้าทันที ขณะที่เสิ่นหมิงถังกำลังจะบังคับรถม้า เสิ่นซีก็เอ่ยขึ้นมาว่า "หากระหว่างทางลุงใหญ่เป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ ก็คงจะไม่ดีแน่"
เสิ่นหมิงเหวินที่อยู่ในรถม้า พอได้ยินคำกล่าวนี้ก็รีบเอ่ยสำทับ "ใช่แล้ว รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
เสิ่นซีกล่าวเสริมทันควัน "หาเชือกมามัดมือมัดเท้าเขาไว้ซะ!"
เสิ่นหมิงถังมีท่าทีลังเล "นี่... จะดีหรือ?"
เสิ่นซีทอดถอนใจ "เพื่อให้ลุงใหญ่สามารถเดินทางกลับถิงโจวได้อย่างปลอดภัย ก็ทำได้เพียงวิธีนี้แหละ หลงจู๊อิน รบกวนท่านไปหาเชือกมาให้สักสองสามเส้นเถิด เส้นเดียวเกรงว่าจะไม่พอ ระหว่างทางยังต้องเปลี่ยนเชือกมัดอยู่เรื่อย ๆ"
หลงจู๊อินชะงักด้วยความตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะได้สติและรีบเดินเข้าไปหาเชือกมาให้
ขณะที่ผู้คนกำลังวุ่นวายกับการจับตัวเสิ่นหมิงเหวินกดลงและมัดมือมัดเท้าอยู่นั้น อินเหวินที่คอยอยู่เคียงข้างเสิ่นซีทั้งเช้าค่ำมาหลายวัน กำลังจูงมือฮูหยินอินยืนอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยม นางจ้องมองเสิ่นซีด้วยแววตาละห้อย รอยยิ้มที่ฝืนยิ้มอย่างน้อยใจย่นเข้าหากันเป็นก้อน หากไม่ได้พยายามกลั้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถ เกรงว่าคงหลุดเสียงสะอื้นไห้ออกมาตั้งนานแล้ว
"ฮูหยิน ข้าต้องกลับแล้วขอรับ" เสิ่นซีเดินเข้าไปประสานมือคารวะฮูหยินอิน ทว่าสายตาส่วนใหญ่กลับทอดมองไปยังใบหน้าเล็ก ๆ อันน่าเวทนาสงสารของอินเหวิน
ฮูหยินอินคลี่ยิ้ม "นั่นสินะ หลงจู๊น้อยสอบเสร็จแล้ว ยามนี้กระทั่งเบาะแสของท่านลุงก็สืบได้แล้ว สมควรแก่เวลาต้องเดินทางแล้วล่ะ... เสี่ยวเหวิน รีบบอกลาคุณชายเร็วเข้า เมื่อวานข้าสอนเจ้าว่าอย่างไรจำได้หรือไม่?"
อินเหวินคลายมือที่จับฮูหยินอินออก ท่าทางงุ่มง่ามราวกับเด็กที่เพิ่งหัดเดิน ภายในมือบีบผ้าเช็ดหน้าเอาไว้แน่น นางยอบกายทำความเคารพแบบวั่นฝูอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ทว่านี่กลับไม่ใช่ท่าทางการบอกลา แต่เป็นท่าทางการทักทายเมื่อแรกพบหน้าเสียอย่างนั้น
(เชิงอรรถผู้แปล: ทำความเคารพแบบวั่นฝู (万福礼 - วั่นฝูหลี่) ธรรมเนียมการทักทายและทำความเคารพของสตรีในยุคจีนโบราณ ทำโดยการประสานมือซ้อนกันวางไว้ที่ระดับเอวหรือหน้าท้องค่อนไปทางขวา และย่อเข่าลงเล็กน้อย โดยมักจะกล่าวคำว่า "วั่นฝู" (หมื่นพร / ขอให้มีความสุขสวัสดี) เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและอวยพรไปในตัว)
"ชีหลาง มัดคนเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราสมควรออกเดินทางได้แล้วหรือไม่?" เสิ่นหมิงถังที่มัดเสิ่นหมิงเหวินเสร็จสรรพ เอ่ยถามขึ้น
เสิ่นซีหันกลับไปมองแวบหนึ่ง ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อย คลี่ยิ้มพลางยื่นมือไปเช็ดหยาดน้ำตาที่กลิ้งหล่นลงมาจากหางตาของอินเหวิน พลางเอ่ยกลั้วหัวเราะ "รอข้ากลับมานะ"
แม่หนูน้อยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง ศีรษะเล็ก ๆ พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
ระยะเวลาที่นางได้อยู่ร่วมกับเสิ่นซีนั้นไม่นานนัก ทว่าทุกครั้งที่เสิ่นซีเอ่ยคำว่า "รอข้ากลับมา" เขาก็มักจะไปเพียงไม่นานแล้วก็กลับมา นางเพียงแค่นั่งรอเขาอยู่ที่เดิมอย่างสงบเงียบก็พอแล้ว
ครั้งนี้นางก็หลงคิดว่าเสิ่นซีเพียงแค่จากไปชั่วครู่ ดังนั้นจึงได้ดีอกดีใจถึงเพียงนี้
รอจนกระทั่งเสิ่นซีก้าวขึ้นไปบนรถม้า แม่หนูน้อยก็ยังคงแหงนหน้าขึ้น จ้องมองเสิ่นซีด้วยแววตาละห้อย
จวบจนรถม้าแล่นลับสายตาไป ประกายแห่งความคาดหวังบนใบหน้าของนางจึงค่อย ๆ หม่นหมองลง นางเพียงเอียงคอเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่นานแสนนาน ก็ยังไม่อาจเข้าใจได้ว่าเสิ่นซีจะกลับมาเมื่อใดกันแน่