- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 341 วัดกันที่ความอาวุโส
ตอนที่ 341 วัดกันที่ความอาวุโส
ตอนที่ 341 วัดกันที่ความอาวุโส
ในบรรดาบัณฑิตทั้งหมด อู๋เสิ่งอวี๋จัดอยู่ในประเภทคนที่ไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย
หลินเซ่อก็เพียงแค่อบรมสั่งสอนคนรุ่นหลังด้วยน้ำเสียงของขุนนางแห่งสำนักบริหารการปกครองมณฑลเท่านั้น ไม่ว่าเขาจะกล่าวสิ่งใด หากในใจเจ้าไม่อาจยอมรับได้ ก็เพียงแค่นิ่งดูดายอยู่ด้านข้างก็พอ ไม่เห็นจำต้องก้าวออกไปโต้เถียงกับเขาเลย
เมื่อหลินเซ่อได้ยินคำกล่าวของอู๋เสิ่งอวี๋ สีหน้าก็พลันคล้ำลงเล็กน้อย เขากวาดสายตาพินิจดูอู๋เสิ่งอวี๋ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองบรรดาบัณฑิตที่นั่งอยู่เคียงข้าง พลางเอ่ยถามว่า "ท่านนี้คือ...?"
ทันใดนั้นก็มีคนยื่นหน้าเข้าไปกระซิบกระซาบข้างหูหลินเซ่อ บอกเล่าถึงฐานะของอู๋เสิ่งอวี๋ว่าเป็นหลานชายของอู๋เหวินตู้ ผู้ว่าการมณฑลซานซี
เมื่อหลินเซ่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็ค่อย ๆ ดีขึ้น อย่างไรเสียอู๋เสิ่งอวี๋ก็เป็นถึงทายาทของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่กำลังประจำการอยู่ ซ้ำตำแหน่งของอู๋เหวินตู้ยังสูงส่งกว่าเขาอยู่มากนัก เขาย่อมไม่อาจหักหน้าล่วงเกินคุณชายอู๋ผู้นี้ต่อหน้าธารกำนัลได้
หลินเซ่อพยักหน้ารับ "เช่นนั้นคุณชายอู๋คิดว่า คำกล่าวของข้าขุนนางมีสิ่งใดไม่ถูกต้อง จึงทำให้ท่านไม่อาจเห็นพ้องด้วยงั้นหรือ?"
อู๋เสิ่งอวี๋กล่าว "ความรู้ความสามารถย่อมทำได้เพียงใช้บทความมาวัดความสูงต่ำ... แต่หากจะให้วัดกันที่ความอาวุโสแล้วไซร้ ผู้ที่ตรากตรำร่ำเรียนมาถึงสี่สิบปี จะกล่าวได้อย่างเต็มปากเชียวหรือว่าย่อมต้องเหนือชั้นกว่าบัณฑิตที่ตรากตรำร่ำเรียนมาเพียงสิบกว่าปีหรือแค่ไม่กี่ปี? หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดผู้คนมากมายจึงยังต้องเล่าเรียนจนแก่เฒ่า และเข้าสอบจนแก่เฒ่าด้วยเล่า?"
ยามที่อู๋เสิ่งอวี๋เอ่ยคำเหล่านี้ สายตาก็กวาดมองผู้คนที่อยู่ร่วมงานไปรอบหนึ่ง โดยเฉพาะบรรดาบัณฑิตที่อายุมากแล้วแต่ก็ยังสอบไม่ติดจวี่เหริน ทว่ากลับเอาแต่ประจบสอพลอหลินเซ่ออย่างสุดลิ่มทิ่มประตูเหล่านั้น
แม้ว่าถ้อยคำของอู๋เสิ่งอวี๋จะเป็นหลักเหตุผลที่ตื้นเขินเข้าใจง่าย ทว่าทันทีที่หลุดออกจากปาก เขาก็กลายเป็นเป้าโจมตีของคนทั้งงานในพริบตา
บ้างก็รู้สึกว่าอู๋เสิ่งอวี๋มีความคิดที่คับแคบสุดโต่งเกินไป เดิมทีคำกล่าวของหลินเซ่อเป็นเพียงการกระตุ้นให้ใฝ่เรียน ทว่าอู๋เสิ่งอวี๋กลับตีความไปว่าเป็นเรื่องตายตัวและต้องเป็นเช่นนั้นเสมอ ส่วนคนส่วนใหญ่นั้นรู้สึกว่าอู๋เสิ่งอวี๋ไร้มารยาท ในฐานะบัณฑิตที่มาเข้าสอบ ต่อให้ท่านปู่ของเขาจะเก่งกาจสักเพียงใด แต่ตัวเขาเองก็เป็นเพียงแค่ซิ่วไฉ การได้พบหน้าขุนนางขั้นสี่ชั้นโทของราชสำนักโดยไม่ต้องคุกเข่าคำนับก็นับว่าได้รับเกียรติมากพอแล้ว ทว่าเขากลับเป็นฝ่ายกระโดดออกมากล่าววาจาสามหาว เสียนี่
เมื่อเสิ่นซีได้ยินคำพูดนี้ ภายในใจก็พลันโล่งอกขึ้นมาทันที
เมื่อก่อนไม่ว่าจะเดินไปที่ใด ผู้ที่มักจะกลายเป็นเป้าโจมตีได้ง่ายที่สุดย่อมหนีไม่พ้นตัวเสิ่นซีเอง ทว่าเขาไม่ใช่คนชอบทำตัวโดดเด่น และไม่ชอบโต้เถียงเอาชนะผู้ใด แต่ประจวบเหมาะที่อู๋เสิ่งอวี๋เป็นคนมีนิสัยสุดโต่ง ซ้ำยังมีทิฐิและหยิ่งยโสสูงลิ่ว ด้วยเหตุนี้ขอเพียงทั้งสองคนไปร่วมงานเลี้ยงพร้อมกันทีไร อู๋เสิ่งอวี๋ก็มักจะกระโดดออกมารับหน้าเป็นโล่กำบังให้เขาได้เสมอ
"คำกล่าวของคุณชายอู๋ หมายความว่ารู้สึกว่าตนเองมีอนาคตยาวไกล และเส้นทางในภายภาคหน้าจะเจริญรุ่งเรืองไร้ขีดจำกัดกระนั้นหรือ?" มีคนย้อนถามด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
ในยามนี้ หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นก็สมควรจะถ่อมตนสักหน่อย ใครจะไปรู้ว่าอู๋เสิ่งอวี๋เพียงประสานมือคารวะเล็กน้อย พลางกล่าวว่า "อนาคตจะเจริญรุ่งเรืองไร้ขีดจำกัดหรือไม่นั้น ข้ามิกล้าเอ่ยปาก ทว่าอย่างน้อยข้าก็ไม่มีวันร่วมเสวนากับพวกที่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไร้ซึ่งอนาคตเป็นแน่!"
หากบอกว่าเมื่อครู่นี้ยังเป็นเพียงการโต้เถียงกันทางวาจา ทว่าหลังจากอู๋เสิ่งอวี๋เอ่ยประโยคนี้จบ ผู้เข้าสอบบางคนที่อารมณ์ร้อนก็พลันถลกแขนเสื้อลุกพรวดขึ้นยืน ดูท่าทางเคียดแค้นไม่พอใจ ราวกับจะลงไม้ลงมือ
ทันใดนั้นก็มีคนออกหน้ามาช่วยห้ามทัพ "ทุกท่านความปรองดองนำมาซึ่งความมั่งคั่งนะขอรับ"
(เชิงอรรถผู้แปล: ความปรองดองนำมาซึ่งความมั่งคั่ง (和气生财 - เหอชี่เซิงไฉ) สำนวนพ่อค้า หมายถึงการมีมิตรไมตรีและถ้อยทีถ้อยอาศัยกันย่อมนำพาทรัพย์สมบัติและสิ่งดีงามมาให้)
"นี่ไม่ใช่การค้าขายเสียหน่อย จะมาอ้างเรื่องนำพาทรัพย์อันใดกัน? แค่โมโหก็มากพอจะทำให้คนอกแตกตายได้แล้ว! ไอ้เด็กเมื่อวานซืนเยี่ยงนี้ ช่างมีหัวเก้งตาหนู ไม่คู่ควรจะร่วมเสวนาด้วยเลยจริง ๆ!"
(เชิงอรรถผู้แปล: หัวเก้งตาหนู (獐头鼠目 - จางโถวสู่มู่) สำนวนเปรียบเปรยรูปลักษณ์ของผู้ที่มีศีรษะเล็กแหลมและดวงตากลอกกลิ้งไปมา มักใช้ด่าทอผู้ที่ดูเจ้าเล่ห์เพทุบายและไม่น่าคบหา)
เดิมทีอู๋เสิ่งอวี๋ยังมีท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็น ทว่าพอได้ยินคำกล่าวนี้ บนใบหน้าอันหล่อเหลากลับปรากฏรอยยิ้มที่ดูบิดเบี้ยวและน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาหลายส่วน ดูเหมือนเขาจะถือสากับประโยคนี้เป็นอย่างมาก
เสิ่นซีรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก นี่ช่างผิดแผกไปจากนิสัยใจคอแต่ก่อนของอู๋เสิ่งอวี๋เลยทีเดียว
เมื่อลองขบคิดดูสักหน่อย หรือว่าอู๋เสิ่งอวี๋จะถือสากับคำเรียกขานว่า "ไอ้เด็กเมื่อวานซืน" (ซู่จื่อ)? หรือบางทีเขาอาจไม่ได้ถือสาที่ถูกด่าว่า "ไอ้เด็กเมื่อวานซืน" ทว่ากลับตีความไปเป็นคำว่า "บุตรอนุภรรยา" (ซู่จื่อ) กันแน่? การถือกำเนิดอย่างต่ำต้อยในตระกูลอู๋ คือแรงผลักดันให้อู๋เสิ่งอวี๋พากเพียรศึกษาเล่าเรียนอย่างหนัก และหล่อหลอมให้เขามีนิสัยชอบเอาชนะมาตั้งแต่เล็ก
(เชิงอรรถผู้แปล: ซู่จื่อ (竖子 / 庶子) ในภาษาจีน คำว่า "ซู่จื่อ" ที่แปลว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืน (竖子) มีเสียงพ้องกับคำว่า "ซู่จื่อ" ที่แปลว่าบุตรอนุภรรยา (庶子) ซึ่งอู๋เสิ่งอวี๋ถือกำเนิดจากอนุภรรยา จึงทำให้เขารู้สึกอ่อนไหวและโกรธเคืองประหนึ่งถูกด่าทอถึงปมด้อยของตน)
ฐานะ "บุตรอนุภรรยา" คือจุดอ่อนของอู๋เสิ่งอวี๋พอดิบพอดี!
เสิ่นซีลอบคิดในใจ "เจ้ากล้าเผชิญหน้าโต้เถียงกับผู้คนมากมายปานนี้ ทว่าสุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้นการถูกโจมตีด้วยคำเรียกขานอันเป็นปมด้อยทางสังคมอยู่ดีสินะ!"
อู๋เสิ่งอวี๋กล่าว "ความรู้ย่อมต้องวัดความสูงต่ำกันที่บทความ นี่เป็นหลักเหตุผลอันตื้นเขินปานนี้ เหตุใดจึงต้องมาโต้เถียงให้เปลืองน้ำลายด้วยเล่า?"
บรรดาบัณฑิตในยุคสมัยนี้ที่สามารถฟันฝ่ามาจนถึงระดับการสอบระดับมณฑลได้ ล้วนเป็นพวกเขี้ยวลากดินที่มักจะนั่งจับเข่าสนทนาหลักสัจธรรมกับผู้คนมานักต่อนัก การโต้เถียงกับผู้คนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาประดุจกินข้าว เมื่อเห็นว่าอู๋เสิ่งอวี๋หมดความอดทนไม่อยากจะเปลืองน้ำลายกับพวกตนแล้ว คนเหล่านี้ก็ยิ่งมีท่าทีลำพองใจ ราวกับว่าพวกตนเป็นฝ่ายมีเหตุผลอย่างนั้นแหละ
บัณฑิตวัยสามสิบกว่าปีแซ่ซูผู้หนึ่งกล่าวว่า "คุณชายอู๋เข้าร่วมการสอบระดับมณฑลในวัยสิบหกปี ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด ในการสอบระดับมณฑลของมณฑลฝูเจี้ยนรอบนี้ ผู้ที่มีอนาคตไกลแม้อายุน้อยกว่าคุณชายอู๋ก็มีถมไปมิใช่หรือ?"
คำกล่าวนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ผ่านการตรวจสอบหลักฐานใด ๆ มาก่อน อย่างไรเสียปัญญาชนก็ล้วนมีความหยิ่งทะนงในตนเอง ในเมื่อข้ารู้สึกว่าการที่เจ้าอายุสิบหกมาเข้าสอบระดับมณฑลไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ มันก็ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นแน่ ๆ สิ่งนี้แทบไม่ต่างอะไรกับพวกปากพล่อยที่ชอบพูดจาส่งเดชเลย อย่างไรเสียผู้เข้าสอบก็มีมากมายปานนั้น เจ้าคงไม่อาจนำอายุของทุกคนมากางเรียงลำดับตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อโต้แย้งข้าได้หรอก
ทว่าก็ยังมีผู้ที่มีจิตวิญญาณแห่งการแสวงหาความจริงอยู่บ้าง พวกเขาย่อมตระหนักดีว่าในเมืองและอำเภอของตนนั้น ไม่มีผู้ใดที่อายุต่ำกว่าสิบหกปีมาเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลเลย อู๋เสิ่งอวี๋ผู้นี้ก็นับได้ว่าเป็นผู้ที่โดดเด่นในหมู่บัณฑิตหนุ่มผู้เปี่ยมพรสวรรค์แล้ว แต่ทว่าหากการสอบระดับมณฑลรอบนี้อู๋เสิ่งอวี๋สอบไม่ผ่าน รอจนเขาอายุสิบเก้าแล้วมาสอบในรอบหน้า ถึงตอนนั้นความโดดเด่นของเขาก็คงเทียบไม่ได้กับยามนี้อีกแล้ว... ท้ายที่สุดแล้ว บัณฑิตอายุสิบแปดสิบเก้าปีที่มาเข้าสอบระดับมณฑลนั้นมีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว!
อู๋เสิ่งอวี๋ประสานมือคารวะบัณฑิตแซ่ซู พลางเอ่ยถาม "บังอาจถามใต้เท้า ท่านเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอตอนอายุเท่าใดหรือ? แล้วสอบติดเป็นเซิงหยวนตอนอายุเท่าใดกัน?"
บัณฑิตแซ่ซูรู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง "สอบระดับอำเภอตอนอายุสิบเจ็ดปี สอบติดเซิงหยวนตอนอายุยี่สิบสี่ปี และได้เลื่อนขั้นเป็นหลิ่นเซิงตอนอายุยี่สิบแปดปี แล้วจะทำไมเล่า?"
เมื่อเขากล่าวเช่นนี้ แท้จริงแล้วก็อับอายจนไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดต่อไปได้อีก
ไม่ว่าผู้อื่นจะเป็นเช่นไร แต่ตัวเขาเองสอบติดซิ่วไฉตอนอายุยี่สิบกว่าปี ย่อมไม่มีปัญญาจะนำเรื่องนี้ไปโต้เถียงกับคนที่สอบติดซิ่วไฉตั้งแต่อายุสิบห้าได้อีก
พอผู้คนในงานได้ยินท่วงทำนองนี้ หากถูกอู๋เสิ่งอวี๋ไล่ถามทีละคนว่า สอบติดซิ่วไฉตอนอายุเท่าใด? มาเข้าสอบระดับมณฑลตอนอายุเท่าใด? หน้าตาก็คงป่นปี้หมดสิ้นแล้ว!
ในขณะนั้นเอง เสิ่นซีซึ่งเป็นผู้ที่อายุน้อยที่สุดในงาน กลับถูกผู้มีเจตนาแอบแฝงบางคนผลักไสออกมา "คุณชายอู๋อย่าได้ทะนงตัวอย่างโง่เขลาดุจแคว้นเยี่ยหลางไปนักเลย เท่าที่ข้าน้อยทราบมา การสอบระดับท้องถิ่นของเมืองถิงโจวเมื่อปีกลาย ท่านสอบได้อันดับอั้นโส่ว เรียกได้ว่าสร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองถิงโจว ทว่าผู้ที่ได้อันดับสองรองจากท่าน ก็คือคุณชายเสิ่นที่เพิ่งจะอายุสิบสองปีผู้นี้นี่เอง ซ้ำในการสอบระดับเมืองของเมืองถิงโจวเมื่อปีก่อนนู้น ท่านยังต้องพ่ายแพ้ตกเป็นรองเขาด้วยมิใช่หรือ!"
สิ่งที่อู๋เสิ่งอวี๋ทนไม่ได้มากที่สุดก็คือการตกเป็นรองผู้อื่น การที่อันดับของเขาอยู่รั้งท้ายเสิ่นซีในการสอบระดับเมืองถือเป็นความอัปยศอดสูอย่างยิ่งยวดสำหรับเขา หลังจากจบการสอบระดับท้องถิ่น อู๋เสิ่งอวี๋ก็ได้รับข่าววงในจากที่ทำการว่า เดิมทีกระดาษคำตอบของเสิ่นซีถูกใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาหลิวปิ่งคัดเลือกให้เป็นอั้นโส่วแล้ว ทว่าเนื่องจากบทความในรอบแรกของเสิ่นซีมีรูปแบบที่แปลกแหวกแนวเกินไป จึงจำต้องลดอันดับให้หล่นมาอยู่ที่สองแทน
นี่เท่ากับว่าอู๋เสิ่งอวี๋พ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของเสิ่นซีถึงสองครั้งสองครา!
"คุณชายเสิ่น เขากำลังพูดถึงท่านอยู่นะ ยังไม่รีบลุกขึ้นมาสนทนากับคุณชายอู๋ผู้นี้ดูสักหน่อยเล่า ว่าท้ายที่สุดแล้วผู้ใดกันแน่ที่เป็นผู้มีอนาคตไกลตั้งแต่ยังเยาว์?" สายตาที่ผู้อื่นมองมายังเสิ่นซีล้วนแฝงไปด้วยความเย้ยหยันและดูแคลน เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มองเสิ่นซีเป็นพวกเดียวกัน ทว่าผลักไสเขาออกมาเพื่อเป็นโล่กำบังให้ต่างหาก
เสิ่นซีย่อมตระหนักถึงจุดนี้เป็นอย่างดี คนพวกนี้ไม่ได้มีความหวังดีเลยแม้แต่น้อย
จะโทษก็ต้องโทษหลินเซ่อที่ตั้งโจทย์ปลอม ๆ ขึ้นมา กล่าวว่าการตรากตรำร่ำเรียนหลายสิบปีต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน หากท่านต้องการจะส่งเสริมให้บรรดาบัณฑิตตั้งใจศึกษาหาความรู้ นั่นก็เป็นเรื่องของท่าน แต่ในทุก ๆ เรื่องท่านไม่อาจพูดจาส่งเดชได้ เพราะมักจะมีข้อยกเว้นอยู่เสมอ
เสิ่นซีลอบคิดในใจ "ข้าในฐานะตัวอย่างพิเศษที่แปลกแยก เดิมทีสมควรจะยืนอยู่ข้างเดียวกับอู๋เสิ่งอวี๋ ทว่าพอถูกคนพวกนี้ยุยงตะล่อมเข้า กลับกลายเป็นว่าข้าต้องมายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับอู๋เสิ่งอวี๋ เพื่อมาแข่งขันกันว่าใครดีใครด้อย นี่มันรนหาที่ชัด ๆ มิใช่หรือ?"
เดิมทีท่ามกลางบัณฑิตมากมายในงาน หลินเซ่อไม่ได้สังเกตเห็นเสิ่นซีที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องกับซูทงเลยแม้แต่น้อย ทว่ายามนี้หลินเซ่อกลับส่งยิ้มมองมาที่เสิ่นซี พลางเอ่ยถามว่า "ท่านนี้ก็คือคุณชายเสิ่นที่มาเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลในวัยสิบสามปีอย่างนั้นหรือ?"
เสิ่นซีลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะ "คารวะใต้เท้าหลินชานอี้ขอรับ"
เห็นได้ชัดว่าหลินเซ่อไม่ค่อยจะถูกตาต้องใจเสิ่นซีนับ ประการแรกคือเสิ่นซีไม่ได้มอบของกำนัลใด ๆ เพื่อแสดงความเคารพต่อคนของสำนักบริหารการปกครองมณฑล ประการที่สองคือการที่เสิ่นซีอายุน้อยถึงเพียงนี้กลับได้มาเข้าสอบระดับมณฑล ภายในใจของเขาเองก็เต็มไปด้วยความริษยา ด้วยเหตุนี้ แม้บนใบหน้าของหลินเซ่อจะประดับด้วยรอยยิ้ม ทว่ากลับเป็นรอยยิ้มที่ฝืนทำอย่างยิ่ง สายตาเพียงแค่ปรายมองเสิ่นซีแวบเดียว ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปในทันที
ทว่าอู๋เสิ่งอวี๋กลับหรี่ตาพินิจมองเสิ่นซี เขาถือว่าเสิ่นซีเป็นศัตรูคู่อาฆาตมาโดยตลอด ทว่ายามนี้พวกเขาทั้งสองกำลังถูกผู้คนรุมโจมตี เวลาเช่นนี้สมควรจะยืนหยัดอยู่บนจุดยืนเดียวกันถึงจะถูก
อู๋เสิ่งอวี๋เอ่ยถาม "คุณชายเสิ่นมีทรรศนะอันสูงส่งใดงั้นหรือ?"
เสิ่นซีกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนในทันที เขาคลี่ยิ้มบางเบา ประสานมือคารวะพลางกล่าว "ทรรศนะสูงส่งอันใด ข้าน้อยมิกล้ารับ ความจริงแล้วข้าน้อยเองก็ไม่รู้เหมือนกัน... ว่าท้ายที่สุดแล้วข้าน้อยสอบผ่านเซิงหยวนมาได้อย่างไร แล้วเหตุใดครานี้ถึงได้มาเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลได้... พูดไปแล้วก็ช่างน่าละอายใจยิ่งนัก..."
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ..."
อู๋เสิ่งอวี๋พยายามอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อพิสูจน์ว่าตนมีความรู้ความสามารถที่แท้จริง ทว่าเมื่อหันกลับมา เสิ่นซีที่อายุน้อยกว่าอู๋เสิ่งอวี๋ กลับแสดงท่าทีทีเล่นทีจริง ถึงขั้นบอกว่าแม้แต่ตนเองก็ยังไม่รู้เลยว่าสอบติดซิ่วไฉมาได้อย่างไร
มีคนหัวเราะร่วนพลางเอ่ยถาม "คุณชายเสิ่น หรือว่าตำแหน่งซิ่วไฉของท่าน จะมีคนมาสวมรอยสอบแทนกระนั้นหรือ?"
อีกคนก็กล่าวแทรกขึ้นมา "ด้วยอายุของคุณชายเสิ่น เกรงว่าการจะหาคนมาสอบแทนคงจะยากไปสักหน่อยกระมัง? หากจับคุณชายอู๋มาแต่งหน้าทาปากเสียหน่อย บางทีอาจจะพอช่วยเหลือได้บ้างกระมัง ฮ่า ๆ "
แม้ผู้ที่นั่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ล้วนเป็นซิ่วไฉที่ขึ้นชื่อเรื่องการอบรมสั่งสอนและกิริยามารยาทอันดีงาม ทว่านิสัยเสียที่บัณฑิตมักดูแคลนกันเองนั้น มีมาแต่โบราณกาล เมื่อพบเห็นผู้ที่ขัดหูขัดตา การหยอกล้อก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นการเหน็บแนมประชดประชันได้อย่างรวดเร็ว ซ้ำยังถือเอาสิ่งนี้เป็นทักษะวิชามาใช้อวดอ้างอย่างสนุกสนานไม่รู้เบื่อ
อู๋เสิ่งอวี๋ถลึงตาจ้องเสิ่นซีอย่างโกรธเกรี้ยว ราวกับกำลังตำหนิว่าเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เสิ่นซียังจะมากล่าววาจาเหลวไหลอีก นี่มันเท่ากับตบหน้าเขาชัด ๆ
หลังจากเสียงหัวเราะครื้นเครงของฝูงชนจบลง ผู้คนต่างรอฟังว่าเสิ่นซีจะมีทรรศนะอันสูงส่งใดอีก ทว่าเสิ่นซีกลับส่ายหน้า ถอนใจแผ่วเบาพลางกล่าว "หรือบางทีอาจเป็นเพราะบัณฑิตในท้องถิ่นเมืองถิงโจว เห็นใจที่ข้าน้อยยังเด็ก จึงได้ยอมอ่อนข้อออมมือให้ข้าน้อย หรืออาจเป็นเพราะข้าน้อยโชคดีก็เป็นได้ ครานี้ข้าน้อยมีวาสนาได้มาเข้าร่วมการสอบระดับมณฑล ก็หวังว่าความโชคดีนี้จะดำเนินต่อไป หากทุกท่านสามารถ... ยอมอ่อนข้อออมมือให้ข้าน้อยได้ ข้าน้อยก็ขอขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยขอรับ"
กล่าวจบ เสิ่นซีก็โค้งคำนับอย่างนอบน้อมเต็มพิธีการ ทำเอาผู้คนในงานล้วนหน้าตึงขึ้นมาในพริบตา
มีคนตวาดลั่น "การสอบก็คือการสอบ ต้องพึ่งพาความรู้ความสามารถที่แท้จริง จะมากล่าวอ้างเรื่องอ่อนข้อออมมือได้อย่างไร?"
เสิ่นซีแสร้งทำเป็นประหลาดใจ เอ่ยถามว่า "การสอบวัดกันที่ความรู้ความสามารถงั้นหรือ? ไม่ใช่ว่าสมควรต้องวัดกันที่ความอาวุโสหรอกหรือ? อายุมากความรู้ก็ย่อมต้องดีเยี่ยมไปโดยปริยายมิใช่หรือ?"
พอประโยคนี้หลุดออกจากปาก ก็ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนเสิ่นซีอีกต่อไป
ตอนแรกที่เสิ่นซีทำทียิ้มแย้มกล่าววาจาทีเล่นทีจริง บอกว่ากระทั่งตนเองยังไม่รู้เลยว่าสอบติดซิ่วไฉมาได้อย่างไร แท้จริงแล้วก็เพื่อปูทางไปสู่ประเด็นที่จะเอ่ยในภายหลังนี่เอง
จะมาคุยโตโอ้อวดว่าเล่าเรียนมาสิบกว่าปีหรือหลายสิบปีไปเพื่ออันใด อย่างไรเสียไม่ว่าจะเล่าเรียนมานานแค่ไหน ท้ายที่สุดสิ่งที่ใช้วัดก็คือความรู้ สิ่งที่ใช้ทดสอบก็คือบทความ ต่อให้ท่านเล่าเรียนมาสักร้อยปี นับว่าเป็นผู้ที่อาวุโสสูงสุดในสนามสอบ ทว่าหากเขียนบทความออกมาไม่ดี ก็ย่อมต้องไร้ชื่อบนป้ายประกาศอยู่ดี
บรรยากาศตกอยู่ในความกระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง ทว่ากลับเป็นหลินเซ่อที่พยักหน้ารับ พลางกล่าวว่า "คำกล่าวของคุณชายเสิ่น ก็นับว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง การพากเพียรศึกษาอย่างหนัก ถือเอาหนึ่งวันเป็นสองวัน หนึ่งปีก็อาจเทียบเท่ากับสองปีหรือสามปีได้... เด็กหนุ่มวัยเยาว์ ย่อมสามารถมีชื่อบนป้ายทองคำได้เช่นกัน ฮ่า ๆ "
การที่หลินเซ่อกล่าวเช่นนี้ แท้จริงแล้วก็เพื่อหาทางลงให้ตัวเองเท่านั้น หากเมื่อครู่นี้เขาไม่กล่าววาจาอวดอ้างจนเกินงาม ก็คงไม่ถูกอู๋เสิ่งอวี๋สวนกลับ และคงไม่เกิดเรื่องวุ่นวายตามมามากมายถึงเพียงนี้
เสิ่นซีประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "สิ่งที่ใต้เท้าหลินชานอี้กล่าวนั้นถูกต้องที่สุด มีปณิธานหาใช่อยู่ที่อายุมาก ไร้ปณิธานแม้อายุร้อยปีก็ไร้ค่า หากในวัยเยาว์ไม่รู้จักพากเพียร ทว่ารอจนอายุมากขึ้น เกรงว่าในใจคงเต็มไปด้วยสิ่งรบกวนสมาธิ จนไม่อาจตั้งใจศึกษาหาความรู้ได้ ศิษย์จะจดจำคำกล่าวของใต้เท้าหลินชานอี้ให้ขึ้นใจ และจะนำมาตักเตือนตนเองอยู่เสมอ"
(เชิงอรรถผู้แปล: มีปณิธานหาใช่อยู่ที่อายุมาก ไร้ปณิธานแม้อายุร้อยปีก็ไร้ค่า (有志不在年高,无志空长百岁) สุภาษิตจีนสอนใจว่า ความสำเร็จอยู่ที่ความมุ่งมั่นตั้งใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ หากไร้ปณิธาน ต่อให้อายุยืนยาวก็เปล่าประโยชน์)