เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 329 กลลูกโซ่ (ตอนกลาง)

ตอนที่ 329 กลลูกโซ่ (ตอนกลาง)

ตอนที่ 329 กลลูกโซ่ (ตอนกลาง)


หลังจากซ่งสี่เอ๋อร์จากไป ซางเหวยฉีก็กลับไปจัดเตรียมกำลังคน ทว่าในใจของเขากลับรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง พอเดินพ้นประตูเรือนออกมาก็เริ่มบ่นอุบอิบ "ตาแก่หัวคร่ำครึ บังอาจมาอวดเบ่งต่อหน้าข้า! คอยดูเถอะ หากมีโอกาสเมื่อใด บิดาจะจัดการสั่งสอนเจ้าให้เข็ดหลาบ..."

แต่ไหนแต่ไรมา ซางเหวยฉีถือเป็นผู้กว้างขวางระดับเรียกลมเรียกฝนในเมืองฝูโจว ในยามที่ซ่งสี่เอ๋อร์ยังเป็นเพียงสตรีตกอับ นางมักจะต้องคอยใช้เรือนร่างเพื่อเอาอกเอาใจเขาอยู่เสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฟางก้วนปลอมตัวเป็นสามัญชนเข้ามาดื่มกินในหอสุรากลางเมือง ไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใดถึงได้ลืมพกเงินติดตัวมา ซ้ำยังไม่อยากเปิดเผยฐานะ จึงถูกเจ้าของร้านและเสี่ยวเอ้อร์รุมทุบตี

(เชิงอรรถผู้แปล: เรียกลมรียกฝน (呼风唤雨) สำนวนหมายถึง ผู้ที่มีอำนาจอิทธิพลล้นฟ้า สามารถสั่งการหรือบันดาลสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้ตามใจปรารถนา)

ซ่งสี่เอ๋อร์บังเอิญเดินผ่านมาพอดี ก็ไม่รู้ว่าวันนั้นผีสางเทวดาตนใดดลใจให้นางเกิดความเวทนาขึ้นมา ไม่เพียงแค่ออกหน้าจ่ายค่าสุราให้เท่านั้น แต่นางยังพาฟางก้วนไปทำแผลที่โรงหมออีกด้วย เมื่อฟางก้วนยอมเปิดเผยฐานะที่แท้จริง ซ่งสี่เอ๋อร์ก็ดีใจจนเนื้อเต้น นางงัดเอาสารพัดมารยาหญิงออกมาประจบประแจงเอาอกเอาใจเขาอย่างสุดความสามารถ ฟางก้วนเองก็มีความรู้สึกดีต่อนางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไปๆ มาๆ ทั้งสองจึงลักลอบได้เสียกัน

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซ่งสี่เอ๋อร์ก็ได้อาศัยบารมีของกองบัญชาการทหารมณฑลเป็นสะพานทอดข้าม และภายใต้การสนับสนุนของฟางก้วน นางจึงสามารถผงาดขึ้นเป็นขุมอำนาจใหญ่ในเมืองฝูโจวได้อย่างรวดเร็ว

เดิมทีซางเหวยฉีก็เป็นถึงลูกพี่ใหญ่ผู้กว้างขวางในถิ่นนี้ แรกเริ่มย่อมต้องไม่ยอมรับในตัวนาง จึงคอยขัดแข้งขัดขานางอยู่ทุกหนแห่ง ทว่าเพียงไม่นานก็มีทหารของทางการบุกมาถึงหน้าประตูบ้าน จับตัวเขาไปซ้อมปางตายถึงในที่ทำการกองบัญชาการทหารมณฑล รอจนเขาบอบช้ำ ซ่งสี่เอ๋อร์ถึงได้แสร้งทำทีออกหน้ามาช่วยเหลือ แล้วเกลี้ยกล่อมให้เขายอมมาเป็นลูกน้องของนาง อยู่ใต้ชายคาจำต้องก้มหัว ซางเหวยฉีไม่มีทางเลือก จึงจำใจต้องพาพรรคพวกมาสวามิภักดิ์ต่อซ่งสี่เอ๋อร์ เหตุการณ์นี้ยิ่งส่งผลให้ชื่อเสียงและบารมีของซ่งสี่เอ๋อร์เป็นที่น่าเกรงขามมากยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อได้ซางเหวยฉีซึ่งเป็นชายชู้เก่ามาช่วยงาน เพียงระยะเวลาสั้นๆ แค่หกเจ็ดปี ซ่งสี่เอ๋อร์ก็ก้าวขึ้นเป็นผู้กุมบังเหียนแห่งวงการนักเลงในเมืองฝูโจว สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วสารทิศ

ทว่าในปัจจุบัน ซ่งสี่เอ๋อร์กลับยิ่งไม่เห็นหัวซางเหวยฉีมากยิ่งขึ้นทุกวัน นางปฏิบัติต่อเขาราวกับสุนัขตัวหนึ่ง เรียกใช้ก็มา ไล่ก็ไป ยามปกติก็แทบไม่เหลียวแลใส่ใจเขาเลย นางมักจะชอบไปขลุกอยู่กับพวกบัณฑิตหนุ่มรูปงามเสียมากกว่า

ในใจของซางเหวยฉีเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ทว่าจำต้องก้มหน้าก้มตาจำยอม เพราะเกรงกลัวในอำนาจบาตรใหญ่ของซ่งสี่เอ๋อร์ แม้กระนั้น ลึกๆ ในใจเขาก็ยังคงหลงตัวเอง ถือดีว่าตนคือบุคคลอันดับหนึ่งรองลงมาจากซ่งสี่เอ๋อร์

เมื่อซางเหวยฉีกลับมาถึงหน้าเรือนพักของตน ก็พบว่ามีเกี้ยวหลังหนึ่งจอดรออยู่หน้าประตู บนใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มหยัน หรือว่าซ่งสี่เอ๋อร์จะรู้สึกตัวว่าวันนี้ทำตัวเย็นชากับเขาเกินไป ถึงได้ลงทุนมาขอโทษขอโพยถึงหน้าประตูบ้านด้วยตัวเอง? ทว่าพอเขาเดินเข้าไปใกล้ คนในเกี้ยวก็บังเอิญก้าวออกมาพอดี เขาจึงได้รู้ว่าคนผู้นั้นไม่ใช่ซ่งสี่เอ๋อร์ แต่กลับเป็นจือเชี่ยน นายหญิงผู้ดูแลหอเจี้ยวฟางซือที่มักจะถูกซ่งสี่เอ๋อร์กดขี่ข่มเหงอยู่เป็นประจำ

"พี่ซาง ข้าน้อยขอคารวะเจ้าค่ะ"

วันนี้จือเชี่ยนแต่งตัวมาเป็นพิเศษ แม้รูปร่างหน้าตาของนางจะดูธรรมดาไปบ้าง แต่เมื่อแต่งแต้มเครื่องประทินโฉมก็พอดูมีเสน่ห์อยู่ไม่น้อย ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของซางเหวยฉีได้มากกว่า กลับเป็นเด็กสาวที่ยืนถือโคมไฟอยู่ข้างกายนาง

เด็กสาวผู้นั้นอายุราวๆ สิบเจ็ดสิบแปดปี พอเห็นหน้าซางเหวยฉี นางก็ก้มหน้างุดด้วยความขวยเขิน ทว่าก็ยังอดไม่ได้ที่จะช้อนตามองเขาแวบหนึ่ง นัยน์ตาคู่นั้นหวานเยิ้มหยดย้อย ราวกับแฝงความชื่นชมหลงใหลในตัวเขาเสียเต็มประดา

"ที่แท้ก็แม่นางจือนี่เอง ลมอะไรหอบท่านมาถึงเรือนซอมซ่อของข้าได้ล่ะเนี่ย?" ซางเหวยฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา หากพูดถึงซ่งสี่เอ๋อร์ในยามนี้ที่เขาไม่อาจเอื้อมเด็ดดอกฟ้าได้แล้วล่ะก็ สำหรับจือเชี่ยนแล้ว เขาก็ไม่เห็นนางอยู่ในสายตาเช่นกัน

นายหญิงผู้ดูแลเจี้ยวฟางซือ ย่อมถือเป็นคนของทางการ ซึ่งต่างจากเขาที่เป็นเพียงนักเลงหัวไม้ในยุทธภพ ถือว่าเดินกันคนละเส้นทาง ทว่าในยามนี้ซ่งสี่เอ๋อร์มีฟางก้วนคอยกางปีกปกป้อง เจี้ยวฟางซือจึงกลายเป็นเพียงเบี้ยล่างของหอหวยหยาง จือเชี่ยนประจบประแจงซ่งสี่เอ๋อร์ไม่ได้ผล จึงจำต้องงัดใช้วิธีการพิเศษบางอย่างมาผูกมัดซื้อใจซางเหวยฉีแทน

จือเชี่ยนยิ้มหวาน "ช่วงหลายวันมานี้ข้าน้อยรู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงไม่ได้มาคอยปรนนิบัติพี่ซาง นับเป็นความผิดมหันต์ วันนี้ข้าน้อยจึงตั้งใจพาหลงเสวี่ยมาด้วย เพื่อเป็นการไถ่โทษต่อพี่ซางเจ้าค่ะ"

เดิมทีซางเหวยฉียังทำท่าวางมาดเย่อหยิ่ง ทว่าพอได้ยินคำพูดของจือเชี่ยน รอยยิ้มก็พลันปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขายื่นมือออกไปลูบไล้ดวงหน้าเล็กๆ ของหลงเสวี่ยที่ถือโคมไฟอยู่อย่างหยาบโลน ก่อนจะเอ่ยด้วยสายตาหื่นกระหาย "เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ"

เมื่อมาถึงห้องโถง จือเชี่ยนก็วางกล่องใส่อาหารที่ถือมาลงบนโต๊ะ ภายในมีกับแกล้มรสเลิศหน้าตาประณีตอยู่สองสามอย่าง พร้อมกับสุราอีกหนึ่งป้าน

จือเชี่ยนเป็นฝ่ายรินสุราให้ซางเหวยฉีด้วยตนเอง ท่าทีนอบน้อมเอาอกเอาใจเป็นอย่างยิ่ง

ความสนใจทั้งหมดของซางเหวยฉีล้วนพุ่งเป้าไปที่หลงเสวี่ยผู้มีรูปโฉมงดงามจับตาและอากัปกิริยายั่วยวนใจ ยามนี้เขาดึงตัวหลงเสวี่ยเข้ามากอดไว้ในอ้อมอกแล้ว มือไม้เริ่มลูบคลำไปทั่วเรือนร่าง ไม่มีเวลามาสนใจไยดีจือเชี่ยนแม้แต่น้อย

จือเชี่ยนหาได้ถือสาไม่ นางยกจอกสุราขึ้นจ่อที่ริมฝีปากของซางเหวยฉี พลางเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ "พี่ซาง ไม่ทราบว่าช่วงนี้พอจะมีธุรกิจอะไรให้กอบโกยบ้างหรือไม่เจ้าคะ?"

ซางเหวยฉีกำลังลำพองใจเต็มที่ "ธุรกิจน่ะมีไม่น้อย ทว่าธุรกิจที่แม่นางจือจะเข้ามาร่วมวงด้วยได้นั้น ไม่มีหรอกนะ ท่านเป็นถึงคนของทางการ เรื่องฆ่าฟันชิงดีชิงเด่นพรรค์นี้ คงไม่มีแก่ใจจะไปทำกระมัง"

จือเชี่ยนเอ่ยแย้ง "นั่นก็ไม่แน่เสมอไปหรอกเจ้าค่ะ ความจริงแล้วใต้หล้าข้าน้อยก็พอมีกำลังคนอยู่บ้าง ไม่แน่อาจจะเรียกใช้ประโยชน์ได้นะเจ้าคะ"

ซางเหวยฉีรู้สึกว่าตนเผลอหลุดปากพูดมากเกินไป จึงหุบปากเงียบ มือทั้งสองข้างยังคงลูบคลำลวนลามหลงเสวี่ยอย่างเมามัน หลงเสวี่ยรู้ใจบุรุษเป็นอย่างดี นางบิดเร่าเรือนร่างไปมา แสร้งทำเป็นปฏิเสธแต่ก็ยินยอม ขวยเขินออดอ้อน ยั่วยวนจนซางเหวยฉีแทบจะอดรนทนไม่ไหว

ซางเหวยฉีทนรอให้ถึงห้องนอนไม่ไหว ถึงขั้นลงมือจัดการกันกลางห้องโถงเสียตรงนั้น ไม่เพียงแค่หลงเสวี่ยที่ตกเป็นเหยื่อ แม้แต่จือเชี่ยนก็ไม่อาจหลุดรอดไปได้

จือเชี่ยนเป็นคนรู้กาลเทศะ เพื่อจะหลอกถามความลับจากซางเหวยฉี นางไม่เพียงยอมทอดกายให้เท่านั้น แต่ยังคอยมอมสุรา กะจะทำให้เขามึนเมาจนยอมคายความลับออกมาให้หมด

และแล้วก็เป็นดั่งที่คาดหมาย เมื่อซางเหวยฉีดื่มไปหลายจอก เขาก็เริ่มหลุดปากเผยเค้าลางออกมา "อีกสองวัน ซ่งสี่เอ๋อร์จะพ้นประตูเมืองไปทำธุรกิจใหญ่... หึ! ถึงกระนั้นก็ยังต้องพึ่งพาข้าให้คอยระวังหลังให้อยู่ดีไม่ใช่หรือ?"

"แน่นอนสิเจ้าคะ พี่ซางนั้นองอาจห้าวหาญ จะขาดท่านผู้เฒ่าไปได้อย่างไร?"

จือเชี่ยนยิ้มประจบไปหนึ่งประโยค ก่อนจะแสร้งทำเป็นเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ "พี่ซาง ไม่ทราบว่าเป็นธุรกิจใหญ่พรรค์ไหนกันแน่ ข้าน้อยพอจะขอร่วมวงแบ่งสักเศษเสี้ยวได้หรือไม่เจ้าคะ?"

ยามนี้ซางเหวยฉีกำลังมึนเมาจนตัวเบาหวิว เขาดึงร่างที่เปลือยเปล่าของจือเชี่ยนเข้ามากอดไว้ พลางหัวเราะร่วน "ธุรกิจนี้เจ้าทำไม่ได้หรอก หรือว่าเจ้าจะตัดใจยอมขายหญิงงามเลิศเลออย่างหลงเสวี่ยไปได้ลงคอเชียวหรือ?"

เพียงประโยคเดียว จือเชี่ยนก็เข้าใจได้ในทันที!

เรื่องที่ซ่งสี่เอ๋อร์ลอบคบคิดกับพวกโจรสลัดวอโค่วนั้น นางพอจะระแคะระคายมาตั้งแต่สองปีก่อนแล้ว เพราะในบรรดาคนที่นางเคยให้ซ่งสี่เอ๋อร์ยืมตัวไป มีอยู่หลายคนที่จู่ๆ ก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย พอนางสืบสาวราวเรื่องดูก็พบว่าคนเหล่านั้นถูกขายไปให้พวกชาววอ นางเคยนำเรื่องคนหายไปแจ้งทางการแล้ว ทว่าพอทางนั้นได้ยินว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหอหวยหยาง ก็ไม่ได้ส่งคนมาสืบสวนอย่างจริงจัง ท้ายที่สุดเรื่องนี้ก็เงียบหายไปเอง

จู่ๆ ก็ได้รับรู้ข่าวใหญ่เช่นนี้ จือเชี่ยนย่อมไม่อาจทนนั่งนิ่งอยู่ได้อีกต่อไป นางรีบลุกขึ้นคว้าเสื้อผ้ามาสวมใส่อย่างลวกๆ พลางส่งยิ้มหวาน "พี่ซาง ข้าน้อยรู้สึกไม่ค่อยสบาย ต้องขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ คืนนี้ให้หลงเสวี่ยอยู่ปรนนิบัติท่านก็แล้วกัน"

ซางเหวยฉีเองก็ไม่ได้มีความสนใจในตัวจือเชี่ยนมากนักอยู่แล้ว เขาจึงโบกมือไล่อย่างไม่ใส่ใจ "ไปเถอะ"

จือเชี่ยนไม่ทันได้สนใจจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย นางรีบร้อนพุ่งตัวออกจากเรือนของซางเหวยฉี มุดเข้าเกี้ยวที่จอดรออยู่หน้าประตู แล้วเร่งรุดกลับไปยังเจี้ยวฟางซือ ทว่าเมื่อไปถึงหน้าประตู นางกลับไม่ได้เข้าไปด้านใน แต่สั่งให้คนแบกเกี้ยวเลี้ยวไปอีกทาง มุ่งหน้าเข้าสู่เรือนเล็กอันเงียบสงบในซอกซอยด้านหลัง เพียงไม่นานนางก็เรียกคนสนิทที่นางปลุกปั้นมาตลอดสองปีให้มารวมตัวกัน แล้วสั่งการลงไป... นางต้องการสืบให้รู้แน่ชัดว่า ธุรกิจการค้าของซ่งสี่เอ๋อร์ในครั้งนี้มีขนาดใหญ่โตเพียงใด และมีผู้ใดแอบอยู่เบื้องหลังบ้าง

จือเชี่ยนถือว่านี่เป็นโอกาสทองอันหาได้ยากยิ่งที่จะถอนรากถอนโคนซ่งสี่เอ๋อร์ให้สิ้นซาก

"นายหญิง ในเมื่อรู้ว่านังผู้หญิงนั่นจะค้ามนุษย์กับพวกโจรสลัดวอโค่ว พวกเราไปแจ้งทางการดีหรือไม่ขอรับ?" ว่านเหิง ลูกน้องคนสนิทของจือเชี่ยนก้าวขึ้นมาเอ่ยถาม

ว่านเหิงเป็นคนที่จือเชี่ยนคัดเลือกและทดสอบมาเป็นพิเศษ คนผู้นี้มีชื่ออยู่ในทะเบียนสังคีตเช่นกัน ในอดีตน้องสาวของเขาเคยถูกส่งตัวไปแสดงศิลปะที่หอหวยหยาง ทว่าหลังจากนั้นก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร จือเชี่ยนเป็นคนบอกเขาเองว่าน้องสาวของเขาถูกซ่งสี่เอ๋อร์ขายให้พวกชาววอไปแล้ว พร้อมกับบอกแผนการที่จะจัดการกับซ่งสี่เอ๋อร์ ตั้งแต่นั้นมา ว่านเหิงจึงสาบานจะถวายความจงรักภักดีต่อจือเชี่ยนตราบจนตัวตาย

จือเชี่ยนกล่าวว่า "ยามนี้เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกมันจะนัดหมายส่งมอบคนกันที่ใดและเมื่อใด ไปแจ้งทางการก็เปล่าประโยชน์ เดิมทีที่ว่าการก็ไม่กล้าเข้าไปสอดเรื่องของหอหวยหยางอยู่แล้ว ทางที่ดีที่สุดคือหาคนไปแจ้งข่าวแก่กองบัญชาการทหารมณฑล ให้ผู้บัญชาการทหารฟางได้รับรู้ว่า ขณะที่เขากำลังสู้รบกับพวกโจรสลัดวอโค่วอยู่เบื้องหน้า ทว่าเบื้องหลังกลับมีคนแอบทำธุรกิจกับพวกมัน เจ้าลองคิดดูสิ หากผู้บัญชาการฟางคิดจะปกป้องบุตรสาวบุญธรรมของเขาต่อไป เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาจะยอมรับได้หรือ?"

"แต่ทว่า... นายหญิง พวกเราไม่เคยคบค้าสมาคมกับคนของกองบัญชาการทหารมณฑลเลยนะขอรับ"

จือเชี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า "ก่อนอื่นให้คนไปตีสนิทกับพวกลูกน้องของซางเหวยฉีก่อน จะใช้สุราหรือนารีเข้าล่อก็จัดไปตามสะดวก หลอกถามเวลาและสถานที่นัดหมายที่แน่ชัดมาให้ได้ จากนั้นเจ้าค่อยนำคนเดินทางไปยังกองพันทหารสักครา ไปหาเชียนฮู่หลิว... เรื่องนี้ยังไม่ต้องบอกผู้บัญชาการทหารฟาง ปล่อยให้เชียนฮู่หลิวนำทหารไปจับให้ได้คาหนังคาเขา ขอเพียงได้หลักฐานพร้อมตัวคนคาตา ผู้บัญชาการทหารฟางก็คงทำได้เพียงร่ำไห้ประหารหม่าซู่แล้วล่ะ"

(เชิงอรรถผู้แปล: ร่ำไห้ประหารหม่าซู่ (挥泪斩马谡) สำนวนจากวรรณกรรมสามก๊ก ตอนที่ขงเบ้งต้องหลั่งน้ำตาสั่งประหารหม่าซู่ (ม้าเจ๊ก) ศิษย์รักที่ทำผิดพลาดจนเสียเมือง เพื่อรักษากฎอัยการศึก หมายถึง การจำใจต้องลงโทษคนโปรดหรือคนสนิทของตนเองเพื่อรักษากฎระเบียบเอาไว้)

เมื่อว่านเหิงได้ยินอุบายนี้ก็เห็นดีเห็นงามด้วย เขากำหมัดแน่นพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม "ดี ดีเยี่ยมไปเลย! หึ นังผู้หญิงสารเลวนั่นก็มีวันนี้กับเขาด้วย!"

...

วันที่ยี่สิบสี่เดือนเจ็ด ซึ่งตรงกับวันนัดหมายเจรจาการค้าพอดี

หลายวันก่อนหน้านี้ เสิ่นซีได้ปลีกเวลามาฝึกฝนซีเอ๋อร์ ยอดคณิกาอันดับหนึ่งแห่งเจี้ยวฟางซือผู้มีนิสัยเอาแต่ใจและเย่อหยิ่ง ให้กลายเป็นนินจาหญิงจากตงอิ๋งผู้เยือกเย็นและงดงาม

เครื่องแต่งกายของซีเอ๋อร์ ถูกเปลี่ยนเป็นชุดสีดำของนินจาญี่ปุ่นตามความทรงจำในชาติก่อนของเสิ่นซี ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับผม ดาบพก และธรรมเนียมปฏิบัติหยุมหยิมต่างๆ ล้วนเป็นเสิ่นซีที่แจกแจงรายละเอียดและถ่ายทอดให้นางอย่างถี่ถ้วน

ซีเอ๋อร์กับอวิ๋นหลิ่วต้องเดินทางมายังโรงเตี๊ยมวันละสี่ชั่วยามเพื่อรับการฝึกฝน

เรื่องที่อวี้เหนียงจะส่งตัวพวกนางทั้งสองให้แก่เสิ่นซีนั้น พวกนางล้วนรู้เรื่องราวเป็นอย่างดี เดิมทีซีเอ๋อร์ก็ไม่ได้เต็มใจนัก ทว่าเมื่อรู้ว่าตนถูกมอบให้เปล่าๆ แต่เสิ่นซีกลับปฏิเสธ นางก็เกิดอาการทั้งเขินอายทั้งฉุนเฉียว เดิมทีนางคิดจะสั่งสอนเสิ่นซีให้เข็ดหลาบเสียหน่อย ทว่าพอได้เผชิญหน้ากับเสิ่นซี รังสีความหยิ่งยโสของนางก็พลันมลายหายไปจนสิ้น... ไม่รู้ด้วยเหตุใด ทุกครั้งที่เจอกับเสิ่นซี นางมักจะรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงหดหายไปเสียดื้อๆ

"...จดจำไว้ให้ดี คืนนี้เว้นแต่คำพูดที่ข้าให้เจ้าท่องจำแล้ว ห้ามปริปากพูดคำอื่นออกมาแม้แต่ครึ่งคำ หากเจ้าเผลอแสดงกิริยาอาการตามความเคยชินออกมาเมื่อใด ย่อมต้องความแตกเป็นแน่"

ก่อนออกเดินทาง เสิ่นซีได้พร่ำสอนอย่างอ่อนโยนและกำชับอย่างหนักแน่น

ซีเอ๋อร์ขมวดคิ้ว "ประโยคฟังไม่ได้ศัพท์ที่ท่านให้ข้าท่องพวกนั้น มันเป็นภาษาชาววอจริงๆ หรือ? แล้วคนที่มาทำการค้ากับเราจะฟังรู้เรื่องหรือเจ้าคะ?"

อวิ๋นหลิ่วตวัดค้อนใส่ซีเอ๋อร์ไปหนึ่งวง "หากคนพวกนั้นฟังภาษาชาววอไม่ออก แล้วจะมาทำธุรกิจกับชาววอได้อย่างไร? สิ่งที่คุณชายเสิ่นสอนเจ้าย่อมต้องเป็นภาษาชาววอไม่ผิดแน่... เจ้าอย่าได้ประมาทเลินเล่อเป็นอันขาด ถึงตอนนั้นนอกจากเจ้าจะเอาตัวไม่รอดแล้ว ยังจะพาลพาคนอื่นๆ ให้ซวยไปด้วย!"

ซีเอ๋อร์ถ่มน้ำลายเบาๆ เชิงหมั่นไส้ "ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะรู้ภาษาชาววอ" แม้ปากจะบ่นว่าไม่เชื่อ ทว่าในใจกลับยอมทบทวนประโยคสนทนาภาษาชาววอในชีวิตประจำวันที่ร่ำเรียนมาตลอดหลายวันซ้ำไปซ้ำมาอย่างว่าง่าย

ล่วงเลยยามอู่ หม่าจิ่วก็รวบรวมกำลังคนจนครบถ้วน แล้วจึงเดินทางมาแจ้งข่าว

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามอู่ (午时) ช่วงเวลา 11.00 - 13.00 น. )

เสิ่นซีกำชับหม่าจิ่วอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาย้ำเตือนรายละเอียดต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว ท้ายที่สุดเสิ่นซีจึงกล่าวว่า "การรับประกันความปลอดภัยของพี่น้องทุกคนคือภารกิจสำคัญอันดับแรก หากแผนแตกหรือความลับรั่วไหล ห้ามมัวแต่ห่วงสู้รบเด็ดขาด ต้องรีบถอนกำลังออกมาก่อน แล้วพวกเราค่อยกลับมาหาวิธีอื่นในภายหลัง!"

ผ่านการจับหูสอนสั่งของเสิ่นซีในช่วงที่ผ่านมา หม่าจิ่วก็ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย ยามนี้บนตัวเขาแผ่กลิ่นอายของลูกพี่ใหญ่แห่งยุทธภพออกมาแล้ว เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ข้าเข้าใจแล้วหลงจู๊น้อย"

(เชิงอรรถผู้แปล: จับหูสอนสั่ง ปรับบริบทมาจาก 耳提面命 (ดึงหูสั่งการต่อหน้า) สำนวนหมายถึง การอบรมสั่งสอนอย่างใกล้ชิดและเข้มงวดจริงจัง)

จากนั้นเขาก็รีบเร่งจากไป

จวบจนดวงอาทิตย์ตกดิน หม่าจิ่วก็ออกเดินทางไปได้ราวๆ หนึ่งชั่วยามแล้ว เสิ่นซีพร้อมด้วยซีเอ๋อร์และอวิ๋นหลิ่วจึงลงเรือที่ท่าเรือในเมือง ออกจากประตูด่านทางน้ำแล้วล่องเรือไปตามแม่น้ำ จนมาจอดเทียบฝั่งในบริเวณแม่น้ำจิ้นอันใกล้กับจุดบรรจบของแม่น้ำหมิ่นเจียง ที่แห่งนี้บังเอิญมีดงป่าอ้อขนาดใหญ่กว้างขวาง เหมาะแก่การซ่อนตัวทั้งเรือและผู้คน

หม่าจิ่วนำคนมารอดักซุ่มอยู่ที่ริมฝั่งล่วงหน้าแล้ว คนเหล่านี้ล้วนเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าของโจรสลัดวอโค่วที่เสิ่นซีสั่งให้คนตัดเย็บเตรียมไว้ มีเพียงหม่าจิ่วคนเดียวที่ยังคงสวมชุดธรรมดา เพราะประเดี๋ยวเขาจะต้องสวมบทบาทเป็น "ล่าม" ให้กับหัวหน้าโจรสลัดวอโค่วหญิงอย่างซีเอ๋อร์

เสิ่นซีกล่าวว่า "ข้ากับอวิ๋นหลิ่วจะรอพวกท่านอยู่บนเรือ ยามลงมือต้องกะเวลาให้แม่นยำ ห้ามล่าช้าแม้แต่เสี้ยววินาที เมื่อภารกิจสำเร็จลุล่วง ให้ถอนกำลังทันที ล่องเรือลงใต้ไปขึ้นฝั่งที่ท่าเรือชิงสุ่ย จัดการเผาเสื้อผ้าทิ้งให้หมด แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับเข้าเมือง"

หม่าจิ่วรับคำ "หลงจู๊น้อยวางใจเถิด ข้าจะทำตามคำสั่งของท่านทุกประการ ท่านรอฟังข่าวดีอยู่ที่ท่าเรือชิงสุ่ยได้เลย"

เสิ่นซีพยักหน้ารับ ทว่าในใจยังคงรู้สึกกระวนกระวายใจอยู่บ้าง เนื่องจากเขาไม่อาจออกโรงปรากฏตัวด้วยตนเองได้ หลายสิ่งหลายอย่างจึงทำได้เพียงวางแผนล่วงหน้าให้รัดกุมที่สุด เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด ทว่าการพลิกแพลงแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้านั้น ล้วนต้องพึ่งพาฝีมือของหม่าจิ่วและซีเอ๋อร์ บางคราเพียงแค่ก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว อาจพินาศย่อยยับทั้งกระดาน

ม่านราตรีปกคลุมหนาทึบ เสิ่นซีสั่งให้คนถ่อเรือพายลึกเข้าไปในดงป่าอ้อ เขาไม่ได้รีบร้อนมุ่งหน้าไปยังท่าเรือชิงสุ่ยในทันที แต่กลับมองหาพื้นที่แห้งแล้งบนฝั่งแล้วก้าวขึ้นไป ทอดสายตามองทิวเขาที่ทอดตัวยาวอยู่ไกลลิบ แม้สถานที่แห่งนี้จะอยู่ห่างจากจุดนัดพบมาก ซ้ำยังมีภูเขาคั่นกลางอยู่หนึ่งลูก ไม่มีทางมองเห็นสถานการณ์ทางฝั่งนั้นได้เลย แต่เขาก็ยังสุดจะหักห้ามใจที่จะทำเช่นนี้

อวิ๋นหลิ่วก้าวขึ้นฝั่งตามมา ก่อนจะนำเสื้อคลุมมาคลุมทับให้เสิ่นซี "คุณชาย ลมแม่น้ำหนาวเย็นนัก กลับไปรอฟังข่าวบนเรือเถิดเจ้าค่ะ"

เสิ่นซีส่ายหน้า "ข้าขออยู่ตรงนี้ดีกว่า ให้สายลมพัดโกรกเสียหน่อยสมองจะได้ปลอดโปร่ง เวลาขบคิดเรื่องราวจะได้มีสติแจ่มชัดขึ้น"

ยามนี้แผนการทั้งหมดถูกจัดเตรียมไว้อย่างรัดกุมแล้ว เสิ่นซีรู้สึกว่า ตัวแปรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอาจมาจากทางฝั่งของจือเชี่ยน ทว่าไม่ว่าจือเชี่ยนจะเดินตามหมากที่เขาวางไว้หรือไม่ ขอเพียงพวกเขาสามารถลักพาตัวซ่งสี่เอ๋อร์มาได้ แผนการนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 329 กลลูกโซ่ (ตอนกลาง)

คัดลอกลิงก์แล้ว