- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 328 กลลูกโซ่ (ตอนต้น)
ตอนที่ 328 กลลูกโซ่ (ตอนต้น)
ตอนที่ 328 กลลูกโซ่ (ตอนต้น)
เสิ่นซีหมายจะใช้กลยุทธ์ล่อเสือออกจากถ้ำ ทว่ามิได้แจ้งให้อวี้เหนียงและจือเชี่ยนล่วงรู้ สาเหตุหลักเป็นเพราะเขาไม่ไว้ใจสตรีที่ชื่อจือเชี่ยนผู้นี้นัก
ในนามแล้วจือเชี่ยนประกาศว่าจะต่อต้านซ่งสี่เอ๋อร์ ทว่าลับหลังนางอาจจะยอมขายพวกพ้องเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง การร่วมมือกับนางก็ไม่ต่างอันใดกับขอหนังจากเสือ
(เชิงอรรถผู้แปล: ขอหนังจากเสือ (与虎谋皮) สำนวนหมายถึง การเจรจาขอผลประโยชน์จากผู้ที่ต้องเสียผลประโยชน์นั้นไป ย่อมไม่มีทางสำเร็จและอาจเป็นอันตรายต่อตนเอง)
ผ่านไปสองวัน หม่าจิ่วกลับมารายงานผล เขาสามารถนำจดหมายโจรสลัดวอโค่วที่เสิ่นซีปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมา ส่งเข้าไปในหอหวยหยางได้สำเร็จ
เดิมทีเสิ่นซีกังวลว่าหม่าจิ่วจะเผยพิรุธให้ถูกจับได้ ทว่าคนผู้นี้กลับฉลาดเฉลียวและพลิกแพลงเก่งกว่าที่เขาคิดไว้มาก หลังจากออกจากหอหวยหยาง ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีคนสะกดรอยตามอยู่เบื้องหลัง เขาก็นำคนออกนอกเมือง ทำทีท่ามุดเข้าไปในเรือที่เตรียมไว้ล่วงหน้าริมแม่น้ำจิ้นอัน แล้วล่องไปตามกระแสน้ำอย่างแนบเนียน
หม่าจิ่วโดยสารเรือล่องไปตามร่องน้ำท่าเรือเหนือของแม่น้ำหมิ่นเจียง จากนั้นจึงทวนกระแสน้ำเข้าสู่แม่น้ำอูหลงเจียง (ท่าเรือใต้ของแม่น้ำหมิ่นเจียง) อ้อมผ่านเกาะทางใต้ ตีวงอ้อมคดเคี้ยวอยู่พักใหญ่ถึงจะเร่งรุดกลับเข้าเมืองฝูโจว
"...หลงจู๊น้อยกล่าวไม่ผิด นังผู้หญิงคนนั้นส่งคนมาสะกดรอยตามจริงๆ ยังดีที่ข้าทำตามคำสั่งของท่าน จัดเตรียมการไว้ล่วงหน้า จึงสะบัดพวกมันหลุดมาได้โดยไม่ต้องลงแรงอันใดนักขอรับ"
เสิ่นซีเห็นว่ายามที่หม่าจิ่วกลับมา เสื้อผ้ากางเกงล้วนถูกผลัดเปลี่ยนใหม่หมดแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ "ทำได้ดีมาก แล้วนางระแวงสงสัยหรือไม่?"
หม่าจิ่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "ย่อมต้องมีความสงสัยอยู่แล้วขอรับ ทว่าพอข้าพูดจาภาษาชาววอฟังไม่รู้เรื่องรัวใส่ไปสองสามประโยค ซ้ำยังใช้ภาษาชาววอสนทนากับตาเฒ่าในคราบปัญญาชนที่อยู่ข้างกายนางอีกสองสามคำ นางก็ปักใจเชื่อสนิทใจ ก่อนกลับยังตกรางวัลให้ข้ามาหนึ่งตำลึง... หลงจู๊น้อย เงินอยู่นี่ขอรับ"
แม้หม่าจิ่วจะมีพื้นเพมาจากพวกนักเลงหัวไม้ ทว่ากลับไร้ซึ่งท่าทีละโมบโลภมากในทรัพย์สินแม้แต่น้อย เขายื่นก้อนเงินตำลึงนั้นให้แก่เสิ่นซี เสิ่นซีโบกมือปฏิเสธ "ในเมื่อเป็นเงินที่ซ่งสี่เอ๋อร์ตกรางวัลให้ ท่านก็เก็บไว้เถิด รอให้งานสำเร็จลุล่วงเมื่อใด ย่อมมีรางวัลใหญ่มอบให้อีกแน่นอน ขั้นต่อไป ซ่งสี่เอ๋อร์ย่อมต้องเค้นสมองหาวิธีลักพาตัวผู้คน ย่อมไม่มีเวลาว่างมาตอแยสมาคมการค้าไปได้ชั่วระยะหนึ่ง รอจนถึงเวลาอันสมควร ท่านค่อยไปติดต่อเจรจาอีกครั้ง พยายามหลอกล่อให้ซ่งสี่เอ๋อร์ก้าวเท้าออกมาให้จงได้"
หม่าจิ่วพยักหน้ารับ "ขอรับ"
เพื่อให้แผนการทั้งหมดดูแนบเนียนสมเหตุสมผลที่สุด เสิ่นซีจึงยอมสละเงินให้หม่าจิ่วไปเช่าเรือนโกโรโกโสหลังหนึ่งใกล้กับท่าเรือแม่น้ำจิ้นอันนอกเมือง เพื่อใช้เป็นสถานที่นัดพบเจรจา ก่อนจะแน่ใจว่าการค้าขายครั้งนี้ปลอดภัยไร้ความเสี่ยง ซ่งสี่เอ๋อร์ย่อมไม่มีทางยอมออกโรงด้วยตนเองเป็นแน่ อย่างมากก็คงส่งลูกน้องคนสนิทฝีมือดีมาเป็นตัวแทน ซึ่งจุดนี้ต้องอาศัยความลื่นไหลเจนโลกและปฏิภาณไหวพริบของหม่าจิ่ว เพื่อตบตาลูกน้องของซ่งสี่เอ๋อร์ให้ผ่านพ้นไปให้ได้
ผ่านไปราวห้าหกวัน ซ่งสี่เอ๋อร์ก็ส่งคนมายังจุดนัดพบ เพื่อนัดแนะให้หม่าจิ่วไปพบในคืนนั้น
หม่าจิ่วไม่กล้าประมาท รีบเร่งรุดมารายงานให้เสิ่นซีทราบทันที
เสิ่นซียกมือขึ้นลูบปลายคางพลางครุ่นคิด "ด้วยความเจ้าเล่ห์แสนกลของซ่งสี่เอ๋อร์ นางไม่มีทางยอมเผยสถานที่นัดพบตั้งแต่เนิ่นๆ เช่นนี้แน่ ในนั้นย่อมต้องมีแผนร้ายซ่อนอยู่ การนัดพบครั้งนี้ต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน ท่านไม่ต้องไปสนใจ ปล่อยให้ผ่านไปสักสองวันแล้วเจ้าค่อยแวะไปเยือนที่หอหวยหยางอีกครั้ง"
หม่าจิ่วเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ "หลงจู๊น้อย ในเมื่อนังผู้หญิงแซ่ซ่งนั่นส่งคนมา แล้วเราจงใจหลบหน้าไม่ไปพบ... ความลับจะไม่แตกหรือขอรับ?"
เสิ่นซียิ้มบางๆ "ไปพบหน้าสิถึงจะยิ่งทำให้เสียการ... เจ้าต้องรู้ไว้นะว่า ตอนนี้นางกำลังทำธุรกิจที่มีโทษถึงบั่นคอ นางย่อมต้องระแวดระวังตัวยิ่งกว่าใคร หากพวกเราเผลอแสดงท่าทีร้อนรนแม้เพียงนิด ย่อมต้องกระตุ้นให้นางเกิดความหวาดระแวงเป็นแน่"
หม่าจิ่วฟังแล้วก็คล้ายจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจนัก ทว่าคืนนั้นเขาก็ยังคงทำตามคำสั่งของเสิ่นซี โดยไม่ยอมโผล่ไปที่จุดนัดพบ เพียงแต่ไปดักซุ่มดูลาดเลาอยู่ในพงหญ้าที่อยู่ห่างออกไปตั้งแต่หัวค่ำ
และก็เป็นไปตามที่เสิ่นซีคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ซ่งสี่เอ๋อร์ส่งคนมาราวสามสี่สิบคน ถือดาบหอกง้าวทวนมาดักซุ่มโจมตีอยู่รอบๆ จุดนัดพบ ดูท่าคงกะจะมาหักหลังกินรวบ ทว่าท้ายที่สุดก็ไม่มีผู้ใดโผล่หน้ามาแม้แต่เงา ทำให้แผนการของซ่งสี่เอ๋อร์ต้องล้มเหลวไม่เป็นท่า
(เชิงอรรถผู้แปล: หักหลังกินรวบ (黑吃黑) สำนวนในวงการนักเลงหมายถึง โจรปล้นโจร หรือคนในวงการมืดหักหลังปล้นชิงผลประโยชน์ของฝ่ายเดียวกันเอง)
วันรุ่งขึ้น เสิ่นซีสั่งให้หม่าจิ่วไปที่โรงตีเหล็กในเครือสมาคมการค้าทางตะวันตกของเมือง เพื่อไปรับดาบยาวที่เพิ่งตีขึ้นใหม่กลับมาหลายเล่ม ทั้งหมดล้วนถูกตีขึ้นอย่างประณีตตามแบบอย่างดาบวอโค่วแบบยาวที่พวกโจรสลัดนิยมใช้ในยามปกติ แม้ความคมกริบย่อมไม่อาจเทียบเคียงของจริงได้ ทว่าอย่างน้อยเมื่อมองจากรูปลักษณ์ภายนอกก็แทบแยกไม่ออกว่ามีสิ่งใดแตกต่างกัน
นอกจากนี้ ยังมีกระบี่สั้นอีกสองสามเล่ม และดาวกระจายนินจารูปลักษณ์แปลกตาอีกนับสิบอัน
เสิ่นซีให้หม่าจิ่วไปสุ่มหาขอทานบนท้องถนนมาคนหนึ่ง แล้วมอบเงินให้ไปสองเหวิน พลางตกลงกันให้ชัดเจนว่า เมื่อส่งของเสร็จแล้วให้กลับมาที่เดิม จะมีรางวัลพิเศษมอบให้อีกห้าสิบเหวิน เพียงแค่ให้ช่วยนำ "ของขวัญ" ชิ้นหนึ่งไปส่งที่หอหวยหยางก็พอ
ขอทานกำลังหิวจนหน้ามืดตาลาย พอได้ยินเช่นนั้นก็รีบวิ่งหน้าตั้งนำของขวัญไปส่งที่หอหวยหยางอย่างตื่นเต้นยินดี ทว่าผลลัพธ์คือกลับถูกคนจับกุมตัวไว้ตรงนั้นทันที คนของหอหวยหยางรีบคุมตัวขอทานมายังจุดที่นัดพบกันไว้ น่าเสียดายที่บนพื้นนอกจากซองแดงที่บรรจุเงินห้าสิบเหวินวางทิ้งไว้แล้ว ก็ไม่หลงเหลือแม้แต่เงาผีสักตัว
ของขวัญชิ้นนั้นคือกล่องผ้าไหมใบหนึ่ง ภายในกล่องบรรจุกระบี่สั้นหนึ่งเล่มและดาวกระจายที่พวกนินจาใช้กันอีกหนึ่งอัน
หลังจากนั้นอีกหลายวัน หอหวยหยางก็วางเวรยามคุ้มกันอย่างแน่นหนา มีการเพิ่มกำลังคนคอยเฝ้าระวังทั้งด้านในและด้านนอก ซ้ำยังมีทหารจากกองกำลังเว่ยมาเดินลาดตระเวนตามท้องถนนละแวกนั้น เห็นได้ชัดว่าซ่งสี่เอ๋อร์กังวลว่าการกระทำอันบุ่มบ่ามของนางเมื่อคืนก่อน จะทำให้พวกโจรสลัดวอโค่วบันดาลโทสะ หากอีกฝ่ายบุกมาล้างแค้นถึงถิ่น นางย่อมยากจะต้านทานไหว
ต้องรู้ก่อนว่าโจรสลัดวอโค่วที่ออกเข่นฆ่าปล้นสะดมตามแนวชายฝั่งนั้นล้วนโหดเหี้ยมทำชั่วได้ทุกรูปแบบ กระทั่งกองทหารของทางการยังมิกล้าปะทะด้วยกำลังโดยตรง ถึงขั้นที่บางครากองทหารต้าหมิงกลุ่มใหญ่ยังต้องเผ่นหนีป่าราบเมื่อได้เห็นกองกำลังโจรสลัดวอโค่วเพียงกลุ่มเล็กๆ เสียด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นว่าจังหวะเวลาสุกงอมแล้ว เสิ่นซีก็ลงมือเขียนจดหมายภาษาญี่ปุ่นฉบับที่สองขึ้น ประณามซ่งสี่เอ๋อร์อย่างรุนแรงว่า "ไร้สัจจะ ไม่รักษาคำพูด" พร้อมกับนัดแนะเวลาและสถานที่สำหรับการพบหน้าครั้งที่สอง ซ้ำยังระบุชัดเจนว่าซ่งสี่เอ๋อร์ต้องเป็นคนพา "สินค้า" มาเจรจาซื้อขายด้วยตนเอง และไม่อนุญาตให้พาคนติดตามมาด้วยมากนัก มิเช่นนั้น "ต้องรับผลที่ตามมาเอง"
การส่งจดหมายในครั้งนี้ เดิมทีเสิ่นซีคิดจะให้คนอื่นไปแทน เพราะการข่มขู่ด้วย "ของขวัญ" ก่อนหน้านี้ได้ไปกระตุกหนวดเสือยั่วโทสะซ่งสี่เอ๋อร์เข้าแล้ว หากหม่าจิ่วไปเองก็มีโอกาสสูงมากที่จะตกอยู่ในอันตราย ทว่าหม่าจิ่วก็ยังคงขันอาสา:
"หลงจู๊น้อย คราวก่อนก็เป็นข้าที่ไป หากคราวนี้เปลี่ยนหน้าคน พวกมันย่อมต้องเกิดความหวาดระแวงเป็นแน่ อีกอย่าง การจะให้คนอื่นมาเริ่มเรียนภาษาชาววอเอาป่านนี้ เวลาคงไม่ทันการแล้ว หากข้าเป็นอันตรายอันใดไป รบกวนหลงจู๊น้อยช่วยฝากฝังกับหลงจู๊ใหญ่ซุนแห่งสมาคมการค้า ขอให้นายหญิงช่วยดูแลพี่สาวที่ออกเรือนไปแล้วของข้าด้วย... ข้ามีนางเป็นญาติเพียงคนเดียวเท่านั้น"
คำกล่าวของหม่าจิ่วประโยคนี้ แฝงเจตนาฝากฝังเรื่องราวเบื้องหลังเอาไว้ราวกับเป็นการสั่งเสีย
เสิ่นซีพยักหน้ารับ ทว่ามิได้กล่าววาจาใด
ยามนี้แผนการขาดเพียงก้าวเดียวก็จะสำเร็จลุล่วง จึงจำเป็นต้องยอมเสี่ยงอันตราย จะมามัวใช้ความเมตตาเยี่ยงสตรีในเวลานี้ย่อมไม่ได้เด็ดขาด
หลังจากหม่าจิ่วออกเดินทางไป เสิ่นซีก็เริ่มคำนวณแผนการในใจ ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดคือ หม่าจิ่วถูกซ่งสี่เอ๋อร์จับไปทรมานเค้นสอบอย่างหนัก จนท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหวต้องคายชื่อเขาและสมาคมการค้าออกมา หากเป็นเช่นนั้นไม่เพียงแต่แผนการทั้งหมดจะล้มเหลวพังทลาย ตัวเขาเองก็อาจจะต้องหาทางเอาชีวิตรอดให้จงได้ ทว่าเสิ่นซีก็มีความเชื่อมั่นในตัวหม่าจิ่ว เขามองคนทะลุปรุโปร่ง รู้สึกว่าหม่าจิ่วก็เหมือนกับซ่งเสี่ยวเฉิง แม้จะเกิดในชาติตระกูลที่ต่ำต้อยยากจน ทว่าการทำงานกลับหนักแน่นไว้ใจได้
เสิ่นซีรุ่มร้อนกระวนกระวายใจ จวบจนกระทั่งเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น หม่าจิ่วถึงได้กลับมา ในสภาพที่ใบหน้าและร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ทันทีที่เสิ่นซีเห็นหน้าเขา ก็รีบเอ่ยถามด้วยความห่วงใย "ไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่?"
"หลงจู๊น้อย ข้ามิได้ปริปากบอกสิ่งใดไปเลยนะขอรับ... นังผู้หญิงโฉดชั่วนั่นไม่ได้สงสัยในฐานะตัวแทนชาววอของข้าแม้แต่น้อย ที่นางสั่งคนให้มาทรมานเค้นสอบข้าอย่างหนัก ก็เพื่อจะบีบบังคับให้ข้าคายที่ซ่อนตัวของชาววอออกมา แต่ข้าปากแข็ง พวกมันหมดปัญญาจึงจำต้องเลิกราไป ท้ายที่สุด เมื่อข้าหยิบจดหมายออกมา ท่าทีของพวกมันก็โอนอ่อนลง หลังจากขอขมาลาโทษข้าแล้ว พวกมันก็นำทางข้าไปดู 'สินค้า' ที่พวกมันตระเตรียมไว้ขอรับ"
" 'สินค้า' ชุดนี้มีบุรุษราวห้าสิบกว่าคน สตรีอีกร้อยกว่าคน ไม่รู้ว่าพวกมันไปลักพาตัวมาจากที่ใด ล้วนถูกขังรวมกันไว้ในคุกใต้ดินลานหลังของหอหวยหยาง หลงจู๊น้อย หรือพวกเราจะไปแจ้งความ ให้คนของทางการออกโรงจัดการกับพวกมันดีหรือไม่ขอรับ?"
เสิ่นซีส่ายหน้า "ไร้ประโยชน์ ในเมื่อพวกมันยอมให้ท่านไปดูคน ก็แสดงว่าพวกมันไม่กลัวความลับรั่วไหล หากไปแจ้งทางการ รับรองว่ามือปราบยังไม่ทันมาถึง 'สินค้า' ชุดนี้ก็คงอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว"
"ไม่ว่าคนเหล่านี้จะถูกพวกมันลักพาตัวมาเตรียมขายจริงๆ หรือเป็นเพียงคนของพวกมันปลอมตัวมา ก็ล้วนแสดงให้เห็นว่าพวกมันเชื่อใจท่านแล้ว พี่จิ่ว ครั้งนี้ท่านทำได้ดีมาก"
หม่าจิ่วพอได้ยินเสิ่นซีเอ่ยชม ก็รู้สึกเบิกบานใจไปทั้งร่าง บาดแผลบนตัวเพียงเล็กน้อยดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญอันใดอีก "พี่ลิ่วเคยตักเตือนไว้ว่า ทำงานให้หลงจู๊น้อยต้องทุ่มเทสุดกำลัง ข้าเพียงแค่ทำในสิ่งที่สมควรทำเท่านั้นขอรับ!"
เสิ่นซีพยักหน้า "ตอนนี้ขาดเพียงก้าวสุดท้ายแล้ว... สถานที่นัดหมายนอกเมืองนั่น ด้วยความเจ้าเล่ห์แสนกลของซ่งสี่เอ๋อร์ นางอาจจะไม่ยอมออกโรงด้วยตนเอง พวกเราคงต้องเดินก้าวหนึ่งมองก้าวหนึ่ง"
(เชิงอรรถผู้แปล: เดินก้าวหนึ่งมองก้าวหนึ่ง 走一步看一步 (เดินก้าวหนึ่งมองก้าวหนึ่ง) หมายถึง การแก้ปัญหาไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้าทีละขั้น โดยไม่ผลีผลามทำอะไรล่วงหน้า)
หม่าจิ่วเอ่ยถาม "เช่นนั้นตอนนี้ข้ากลับไปแจ้งพวกพี่น้อง ให้พวกเขาเตรียมตัวให้พร้อมเลยดีหรือไม่ขอรับ?"
เสิ่นซีโบกมือปฏิเสธ "ไม่ ยามนี้จะเรียกคนมายังเร็วเกินไป ซ่งสี่เอ๋อร์อาจจะกำลังจับตาดูฝั่งสมาคมการค้าถิงโจวของเราอยู่ ไม่อาจรับประกันได้ว่าในหมู่พี่น้องจะไม่มีไส้ศึกคอยคาบข่าวไปบอก พี่จิ่ว ตอนนี้ท่านไปที่แห่งหนึ่ง ไปเชิญคนผู้หนึ่งมาที"
หม่าจิ่วจากไปพร้อมกับความสงสัย ตกดึกเมื่อเสียงตีเกราะบอกยามสามดังขึ้น เสิ่นซีกำลังเตรียมตัวจะเป่าตะเกียงเข้านอน บุคคลที่ให้ไปเชิญก็มาถึง ทว่าคนผู้นั้นกลับเป็นอวี้เหนียง
อวี้เหนียงยังคงแต่งกายด้วยชุดบุรุษมาเยือน เมื่อเผชิญกับคำเชิญอันเหนือความคาดหมายของเสิ่นซี บนใบหน้านางจึงเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย เสิ่นซีจัดการปิดประตูห้องให้เรียบร้อย อวี้เหนียงจึงเม้มปากยิ้มบาง "หากใครไม่รู้ คงนึกว่าคุณชายเสิ่นพลัดถิ่นมาไกล เปล่าเปลี่ยวเดียวดายจนทนไม่ไหว ต้องเรียกให้ข้าน้อยมาคอยปรนนิบัติเสียแล้วเจ้าค่ะ"
เสิ่นซียิ้มขื่น "อวี้เหนียงล้อเล่นแล้ว วันนี้ที่ข้าเรียกท่านมา เนื่องจากมีธุระสำคัญจะปรึกษาหารือ"
เสิ่นซีเล่าเรื่องที่ซ่งสี่เอ๋อร์อาจจะพาคนออกนอกเมืองในเร็วๆ นี้ให้อีกฝ่ายฟัง อวี้เหนียงขมวดคิ้ว "ซ่งสี่เอ๋อร์เป็นคนระแวดระวังตัว นางเลี้ยงดูมือสังหารไว้ในหอหวยหยาง มีคนพร้อมสละชีพเพื่อเป้าหมายให้นางมากมาย นอกจากบางคราที่นางจะออกไปพบผู้บัญชาการทหารฟางแล้ว ยามปกตินางล้วนประตูใหญ่ไม่ออก ประตูรองไม่ก้าว คุณชายเสิ่นใช้อุบายอันใดกัน ถึงสามารถล่อให้นางยอมออกนอกเมืองได้?"
เสิ่นซีกล่าวว่า "เป็นอุบายอันใดข้าขออุบไว้ก่อน ทว่ายามนี้ข้ากำลังขาดแคลนคน ข้าอยากจะขอยืมคนจากท่าน แต่อวี้เหนียงต้องรับปากว่า เรื่องนี้จะให้แม่นางจือมีส่วนรู้เห็นไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นแผนการย่อมต้องความแตกเป็นแน่"
อวี้เหนียงผ่านร้อนผ่านหนาวในสถานที่เริงรมย์มาหลายปี พอได้ยินคำพูดของเสิ่นซีก็เข้าใจได้ทันที เสิ่นซีรู้สึกว่าจือเชี่ยนเชื่อใจไม่ได้ ดีไม่ดีลับหลังอาจจะแอบลอบคบคิดกับซ่งสี่เอ๋อร์เสียด้วยซ้ำ
อวี้เหนียงกล่าวด้วยความจนใจ "น่าเสียดายที่ข้าน้อยเพิ่งมาถึงฝูโจวได้ไม่นาน จะไปหาคนมาช่วยคุณชายเสิ่นจากที่ใดได้เล่าเจ้าคะ? ต่อให้ซ่งสี่เอ๋อร์ยอมออกนอกเมือง คนคุ้มกันข้างกายนางก็ย่อมต้องมีไม่น้อยเป็นแน่"
เสิ่นซีทำสีหน้าราบเรียบ "คนที่ข้าต้องการมีไม่มาก ขอเพียงแม่นางซีเอ๋อร์คนเดียวก็พอ"
อวี้เหนียงชะงักด้วยความประหลาดใจไปครู่หนึ่ง เมื่อลองทบทวนดูก็คล้ายจะเข้าใจอะไรบางอย่าง ซีเอ๋อร์พอจะมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่บ้าง ถึงเวลาคับขันย่อมสามารถเรียกใช้ประโยชน์ได้
อวี้เหนียงยิ้มหวานหยดย้อย "เดิมทีข้าน้อยก็ยกนางให้เป็นคนของคุณชายเสิ่นไปแล้ว หากคุณชายต้องการจะเรียกใช้นาง ก็เพียงแค่สั่งการลงมาก็พอ เหตุใดต้องเอ่ยปากขอยืมคนจากข้าน้อยด้วยเล่าเจ้าคะ? เกรงก็แต่ว่านางจะ... ไม่ประสีประสาฉากนองเลือด แล้วจะทำให้เสียการใหญ่ของคุณชายเสียน่ะสิเจ้าคะ"
เสิ่นซีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "อวี้เหนียงเพียงแค่นำตัวนางมาให้ก็พอ ส่วนจะให้ทำสิ่งใดนั้น ข้าจะอธิบายรายละเอียดให้ฟังเอง อวี้เหนียงโปรดจดจำไว้ เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายให้แม่นางจือล่วงรู้โดยเด็ดขาด ต่อให้นางเอ่ยปากถาม ก็ให้ปฏิเสธไปว่าไม่รู้เรื่องราวใดๆ ทั้งสิ้น"
อวี้เหนียงพยักหน้ารับคำ ทว่าในใจกลับนึกแปลกใจ "เหตุใดเขาถึงได้เอาแต่ย้ำเตือนไม่ให้ข้าบอกกล่าวน้องสาวจือ... ข้าก็ใช่จะเป็นคนไม่รู้ความหนักเบาเสียหน่อย เรื่องพรรค์นี้มีหรือจะกล้าหลุดปากออกไปง่ายๆ?"
เมื่ออวี้เหนียงจากไป เสิ่นซีก็เริ่มเตรียมการสำหรับการลงมือในขั้นต่อไป นั่นก็คือการออกแบบเครื่องแต่งกายและบทสนทนาสำหรับการเจรจาที่จะเกิดขึ้น
เสิ่นซีเตรียมจะจับซีเอ๋อร์มาแต่งกายปลอมตัวเป็นนินจาหญิงจากตงอิ๋ง แล้วให้พี่น้องที่ไว้ใจได้ในสาขาของพรรครถม้าเปลี่ยนไปสวมชุดของโจรสลัดวอโค่ว ทำเช่นนี้แล้ว ต่อให้ซ่งสี่เอ๋อร์ไม่อยากจะหลงกลก็คงยากเสียแล้ว
...
…
ภายในหอหวยหยาง ซ่งสี่เอ๋อร์กำลังปรึกษาหารืออยู่กับลูกน้องคนสนิทหลายคน
ซ่งสี่เอ๋อร์ส่งคนไปสืบสาวราวเรื่องอย่างละเอียดอยู่นาน ก็ยังคงสืบไม่ได้ความว่าแท้จริงแล้วโจรสลัดวอโค่วกลุ่มใดกันแน่ที่ต้องการจะทำค้าขายกับนาง เดิมทีหากเป็นการซื้อขายที่ไม่รู้ที่มาที่ไปแน่ชัดนางย่อมไม่มีทางรับปาก แต่ทว่าครั้งนี้มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง หากคำนวณจากราคาประชากรคนละยี่สิบตำลึง จำนวนเงินที่เข้ามาพัวพันก็มีมากถึงสามพันกว่าตำลึง การจะหักห้ามใจจากสิ่งยั่วยวนเช่นนี้ถือเป็นเรื่องยากลำบากอย่างแท้จริง
อีกประการหนึ่ง โจรสลัดวอโค่วกระจายตัวอยู่ตามหมู่เกาะริมชายฝั่งมากมาย การจะสืบให้แน่ชัดว่ามาจากที่ใดก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว หากอีกฝ่ายตั้งใจจะมาทำการค้าด้วยจริงๆ การปล่อยโอกาสทำเงินก้อนโตหลุดลอยไปเปล่าๆ ต่อให้เป็นซ่งสี่เอ๋อร์ที่กุมอำนาจเงินตรามหาศาลอยู่ในมือ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะปวดใจอยู่ดี
ประการสุดท้าย จำนวนคนที่ลักพาตัวมาได้ในครั้งนี้มีค่อนข้างมาก หากขังไว้ในคุกใต้ดินของหอหวยหยางเป็นเวลานาน เกรงว่าอาจจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้ ทางที่ดีควรรีบส่งตัวคนออกไปให้เร็วที่สุด เปลี่ยนเป็นเงินเข้ากระเป๋าให้สบายใจเสียจะดีกว่า
ชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำวัยสามสิบกว่าปีนามว่าซางเหวยฉี เอ่ยขึ้น "นายหญิง ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่มาครั้งก่อน ข้ามองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าพึ่งพาไม่ได้ คราวก่อนที่เราไปดักจับคน ผลสุดท้ายกลับต้องคว้าน้ำเหลว หากครั้งนี้พวกมันยังไม่ยอมโผล่หัวมาอีกจะทำเช่นไรดีขอรับ?"
ชายชราวัยห้าสิบกว่าในชุดบัณฑิตที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยแย้งขึ้นด้วยสำเนียงอู๋เยวี่ยว่า "ผิดแล้ว ผิดแล้ว ข้าจะบอกพวกเจ้าให้ โดยกมลสันดานแล้วชาววอเป็นพวกขี้หวาดระแวง ข้าตรวจสอบจดหมายฉบับนั้นอย่างละเอียดแล้ว เป็นฝีมือการเขียนของชาววออย่างแน่นอน แม้โครงสร้างไวยากรณ์จะดูแปลกแปร่งไปบ้าง ทว่านี่คือภาษาชาววอของแท้ไม่ผิดแน่"
(เชิงอรรถผู้แปล: สำเนียงอู๋เยวี่ย (吴越侬音) สำเนียงถิ่นของชาวจีนทางแถบเจียงหนาน (ครอบคลุมพื้นที่มณฑลเจียงซูและเจ้อเจียงในปัจจุบัน) ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่น้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลและมีคำสร้อยเฉพาะตัว)
ซางเหวยฉีมีท่าทีฉุนเฉียวขึ้นมาเล็กน้อย "เจ้ามันก็แค่พวกบัณฑิตจอมปลอม จะไปรู้จักมักคุ้นตัวอักษรของพวกชาววอได้อย่างไร?"
บัณฑิตเฒ่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "เจ้าไม่รู้หนังสือ แล้วจะห้ามไม่ให้ผู้อื่นรู้ด้วยหรืออย่างไร? ก่อนที่ข้าจะมาคอยรับใช้นายหญิง ข้าเคยทำธุรกิจกับพวกคนตงอิ๋งมาหลายสิบปี ย่อมต้องล่วงรู้ตัวอักษรของพวกมันเป็นธรรมดา ไอ้หนุ่มที่มาคราวก่อน ข้ามองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งแล้ว ต่อให้มันไม่ใช่คนตงอิ๋ง แต่อย่างน้อยก็ต้องเคยคลุกคลีติดต่อกับพวกตงอิ๋งมาอย่างโชกโชน น้ำเสียงเวลาพูดจาถึงได้ติดนิสัยของพวกมันมาด้วย"
"ข้ารู้จักนิสัยใจคอของพวกตงอิ๋งดีที่สุด พวกมันเคยชินกับการลงมือด้วยความระมัดระวัง โดยปกติการนัดเจรจาครั้งแรกพวกมันย่อมไม่ยอมโผล่หน้ามา แต่ในครั้งที่สอง อย่างไรเสียก็ต้องปรากฏตัว หากการซื้อขายราบรื่นก็แล้วไปเถิด แต่หากเกิดเหตุพลิกผันอันใดขึ้นมา พวกมันก็พร้อมจะชักดาบแทงคนได้ทันที ดาบยาวของพวกมันคมกริบเป็นอย่างมาก ผนวกกับวิชาตัวเบาที่ว่องไวปราดเปรียว ทำให้รับมือด้วยความยากลำบากยิ่งนัก"
ซางเหวยฉีเห็นบัณฑิตเฒ่าอธิบายได้อย่างมีหลักมีเกณฑ์เป็นฉากๆ จึงไม่คิดจะโต้แย้งอีก กลับหันไปสอบถามความเห็นจากซ่งสี่เอ๋อร์ "นายหญิง ท่านเห็นว่าพวกเราควรจะไปหรือไม่ขอรับ?"
ซ่งสี่เอ๋อร์กล่าวว่า "การทำธุรกิจกับชาววอก็ใช่ว่าจะเพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรกหรือครั้งที่สองเสียหน่อย ในเมื่อมีเงินมากองอยู่ตรงหน้าแล้วจะไม่กอบโกยเอาไว้เชียวหรือ? พวกชาววอบอกให้ข้าพาผู้ติดตามไปได้แค่สามสิบคน เจ้าก็จัดกำลังคนอีกห้าสิบคนแอบตามไปเป็นกองระวังหลัง นำอาวุธติดตัวไปให้ครบมือ ข้าไม่เชื่อหรอกว่า บนถิ่นของเราเอง พวกชาววอจะสามารถคว่ำฟ้าพลิกแผ่นดินได้!"