- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 327 สุดจะทนทาน
ตอนที่ 327 สุดจะทนทาน
ตอนที่ 327 สุดจะทนทาน
พริบตาเดียวก็ย่างเข้าเดือนเจ็ด ห่างจากการสอบระดับมณฑลเพียงหนึ่งเดือน ทว่าบัณฑิตในเมืองฝูโจวกลับเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ เพียงไม่นานโรงเตี๊ยมใหญ่น้อยทั้งหลายก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนจนล้นขนัด
เดิมทีเสิ่นซีประเมินไว้ว่าการสอบระดับมณฑลรอบนี้จะมีเซิงหยวนเข้าสอบราวสี่ห้าพันคน ทว่าในช่วงปีที่ผ่านมา มณฑลฝูเจี้ยนล้วนตกอยู่ในสภาวะฝนตกต้องตามฤดูกาล ท้องถิ่นสงบร่มเย็น ราษฎรพอมีเงินทองเหลือเก็บ ส่งผลให้จำนวนเซิงหยวนที่หลั่งไหลมาประลองสนามสอบเพื่อเสี่ยงโชคพลอยเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย คาดคะเนว่าท้ายที่สุดอาจมีมากถึงหกเจ็ดพันคน
อัตราการสอบติดของรอบนี้จึงยิ่งลดฮวบลงไปอีกขั้น
ทว่าเรื่องนี้หาได้กระทบต่อสมาธิในการเตรียมตัวสอบของเสิ่นซีไม่ ยามนี้ต่อให้ร้อนรนไปก็ไร้ประโยชน์ สิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้คือ หมั่นทบทวนเติมเต็มความรู้ให้ตนเองอย่างสุดกำลัง ใช้ความสงบนิ่งสยบความเคลื่อนไหว
(เชิงอรรถผู้แปล: ใช้ความสงบนิ่งสยบความเคลื่อนไหว (以不变应万变) สำนวนหมายถึง การยึดมั่นในหลักการหรือความสงบนิ่งของตน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกแพลง)
เสิ่นซีขลุกตัวทบทวนตำราอยู่ในห้องทุกวี่วัน เนื่องจากเขาท่องจำเนื้อหาในสี่ตำราห้าคัมภีร์ รวมถึงตำราอรรถาธิบายสี่ตำราของจูซีจนขึ้นใจทะลุปรุโปร่งแล้ว อีกทั้งยังจดจำบทความสือเหวินชั้นยอดต่างๆ ได้เกือบแปดเก้าส่วน เขาจึงเปลี่ยนวิธีมาแยกประโยคในสี่ตำราและห้าคัมภีร์ออกทีละวรรค จากนั้นก็นำมาจับคู่สลับกันอย่างอิสระ เพื่อทดลองดูว่าจะพั่วถี (ตีโจทย์) เรียงความอย่างไร และควรหยิบยกเหตุผลใดมาอธิบายขยายความ เขาง่วนอยู่กับการฝึกฝนเช่นนี้อย่างเพลิดเพลินมิรู้เบื่อ
ในยามนี้ อินเหวินมักจะนั่งอยู่เคียงข้างอย่างว่าง่ายเสมอ หากเสิ่นซีรู้สึกร้อน นางก็คอยพัดวีให้ หากเสิ่นซีกระหายน้ำ นางก็คอยรินน้ำชายกประเคน หากเสิ่นซีต้องการคัดอักษร นางก็จะนั่งฝนหมึกให้อย่างเงียบเชียบ... แม่หนูน้อยผู้นี้ช่างฉลาดเฉลียวและมีฝีมือประณีตนัก น้ำหมึกที่นางฝนออกมาทั้งสม่ำเสมอและเนียนละเอียดจนเสิ่นซีเอ่ยปากชมไม่ขาดปาก
บางคราที่เสิ่นซีอยากพักผ่อนคลายสมอง เขาก็จะหันมาสอนอินเหวินคัดอักษร
เมื่อเสิ่นซีตวัดพู่กันเขียนเสร็จทีละขีดทีละเส้น สาวใช้ตัวน้อยมักจะประคองกระดาษแผ่นนั้นไปนั่งหลบมุมอยู่อีกด้านด้วยความดีอกดีใจ พลางขีดๆ เขียนๆ และพิจารณาใคร่ครวญอย่างตั้งใจ
หากวันใดเสิ่นซีไม่มีเวลาสอน นางก็จะหยิบตำราขึ้นมาพลิกอ่านทำทีท่าขึงขัง ซ้ำยังใช้นิ้วลากขีดเขียนไปตามตัวอักษรบนหน้ากระดาษเป็นพักๆ เสิ่นซีมองเห็นภาพนั้นทีไรก็อดที่จะหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้ทุกคราไป
นานๆ ทีเมื่อเสิ่นซีเกิดอารมณ์สุนทรีย์ เขาก็จะเล่านิทานให้อินเหวินฟัง นางตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ เมื่อฟังจบใบหน้าเล็กๆ ก็ทอประกายใฝ่ฝันเคลิบเคลิ้ม ทว่านางเพียงแค่อมยิ้มบางๆ ไม่เคยเซ้าซี้รบเร้าให้เขาเล่าต่อเลยสักครั้ง
เสิ่นซีรู้สึกว่า การมีเด็กสาวที่ว่าง่ายน่ารักคอยเติมความหอมเคียงข้างเช่นนี้ ช่างทำให้จิตใจผ่อนคลายและสบายอารมณ์ยิ่งนัก ที่สำคัญที่สุดคืออินเหวินเป็นคนเงียบสงบเสงี่ยม ไม่ช่างออเซาะฉอเลาะเหมือนลู่ซีเอ๋อร์กับหลินไต้ นางรู้สถานการณ์รู้กาลเทศะเป็นอย่างดี รู้จักถอยและรู้จักเข้าหาอย่างเหมาะสม
วันที่เก้าเดือนเจ็ด เสิ่นซีก็ยังคงหมกตัวทบทวนตำราอยู่ทั้งวันเฉกเช่นเคย
คล้อยยามพลบค่ำ ฮูหยินอินมารับตัวอินเหวินที่ยังมีท่าทีอาลัยอาวรณ์กลับบ้าน ขณะที่เสิ่นซีกำลังเก็บข้าวของเตรียมตัวกินข้าวมื้อเย็นนั่นเอง หม่าจิ่วก็พยุงร่างของเสิ่นหมิงถังที่สะบักสะบอมเต็มไปด้วยบาดแผลเข้ามาในโรงเตี๊ยม
ทั้งสองคนมีเลือดสดๆ ไหลอาบเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว สภาพดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น?!"
เสิ่นซีรีบพยุงทั้งคู่เข้ามาในห้อง ลงมือทำแผลห้ามเลือดให้พวกเขาลวกๆ ก่อนจะหันไปมองหม่าจิ่วด้วยแววตาเย็นเยียบดุดัน
หม่าจิ่วยกมือขึ้นคลำรอยมีดตื้นๆ ที่ถูกกรีดลากตั้งแต่หางคิ้วขวาเฉียงลงมาถึงมุมปากซ้าย พลางแค่นเสียงอาฆาตแค้น "โกดังของเราถูกคนบุกปล้นขอรับ! ผ้าไหมชุดใหญ่กับข้าวสารอีกหลายสิบกระสอบถูกปล้นไป... พวกมันลงมือโหดเหี้ยมมาก พี่น้องของเราบาดเจ็บไปไม่น้อย มีอยู่หลายคนที่สาหัสเจียนตาย ตอนนี้กำลังกู้ชีพกันอยู่ที่โรงหมอของสมาคมการค้า ยังไม่รู้เลยว่าจะรอดพ้นขีดอันตรายมาได้หรือไม่..."
"ในโกดังยังมีหนังสือภาพที่เพิ่งขนส่งมาถึงอีกชุดใหญ่ เมื่อพวกมันเห็นว่าแบกกลับไปไม่ไหว ก็จัดการจุดไฟเผาทิ้งเสียดื้อๆ! ตอนที่ข้าน้อยพยุงนายท่านสามกลับมา ที่นั่นก็กำลังระดมคนดับไฟกันให้วุ่น... เมื่อตอนกลางวันข้าน้อยออกไปทำธุระ พอกลับไปก็ดันชนเข้ากับพวกมันพอดี หลบไม่ทันก็เลยโดนฟันมาสองสามแผล ยังโชคดีที่เป็นแค่บาดแผลภายนอก"
คิ้วของเสิ่นซีขมวดเข้าหากันแน่น
นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน ช่างเป็นดั่งคำกล่าวที่ว่าต้นไม้ปรารถนาจะสงบนิ่ง ทว่าสายลมกลับมิยอมหยุดพัดพาเสียจริง! ต่อให้เขาอยากจะยุติเรื่องราวให้สงบสุขเพียงใด ก็ไม่อาจทำได้เลยเชียวหรือ!
(เชิงอรรถผู้แปล: ต้นไม้ปรารถนาจะสงบนิ่ง ทว่าสายลมกลับมิยอมหยุดพัดพา (树欲静而风不止) สำนวนเปรียบเปรยถึงสถานการณ์ที่คนเราต้องการอยู่อย่างสงบ แต่กลับมีเหตุปัจจัยภายนอกเข้ามาก่อกวนไม่หยุดหย่อน)
คนของซ่งสี่เอ๋อร์ชักจะเหิมเกริมหนักข้อขึ้นทุกวัน พฤติกรรมเยี่ยงนี้ช่างกำเริบเสิบสานยิ่งกว่าพวกโจรภูเขาเสียอีก! พวกมหาโจรนั้นอย่างมากก็แค่ปล้นชิงทรัพย์สินและต้องลงมืออย่างลับๆ ล่อๆ ทว่าซ่งสี่เอ๋อร์กลับกล้าบุกปล้นกลางเมืองเอกของมณฑลอย่างโจ่งแจ้ง ซ้ำยังมุ่งหมายจะเอาชีวิตคนอีกต่างหาก!
เมื่อปีก่อนอีกฝ่ายก็เคยวางเพลิงเผาที่ทำการใหญ่ของสมาคมการค้าสาขาฝูโจวมาแล้วคราหนึ่ง ครั้งนั้นมีพี่น้องต้องสังเวยชีวิตไปหลายคน พอเรื่องราวบานปลายจนทางการเข้ามาสืบสวน คนของซ่งสี่เอ๋อร์ถึงได้ยอมสงบเสงี่ยมลงไปพักหนึ่ง
ทว่าเมื่อคลื่นลมสงบลง คนของซ่งสี่เอ๋อร์ก็กลับมากำเริบอีกครั้ง เมื่อสองเดือนก่อน พวกมันเพิ่งลงมือดักปล้นเรือสินค้าของสมาคมการค้าถิงโจวจนมีคนตาย หลังจากนั้นก็มีเรื่องเดือดร้อนทั้งเล็กใหญ่ตามมาไม่หยุดหย่อน มาบัดนี้ถึงขั้นชักมีดดาบออกปล้นชิงกลางวันแสกๆ ช่างไร้กฎเกณฑ์ ไร้ซึ่งความยำเกรงต่อฟ้าดินอย่างแท้จริง!
เสิ่นซีเอ่ยถามขึ้น "แจ้งทางการแล้วหรือยัง?"
หม่าจิ่วยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า "หลงจู๊น้อยขอรับ ต่อให้ไปแจ้งทางการก็ไร้ประโยชน์ ยามนี้คนในที่ว่าการต่างก็รู้ดีแก่ใจว่าเป็นฝีมือผู้ใด แต่กลับไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาสอด ต่อให้เราไปร้องทุกข์ต่อที่ว่าการแล้วจะทำอันใดได้เล่า ตราบใดที่ไม่มีพยานชี้ตัว ไม่มีหลักฐานมัดตัว ทางการก็หมดปัญญาทำอันใดพวกมันอยู่ดี อีกอย่าง... เบื้องหลังของคนกลุ่มนี้คือที่ทำการกองบัญชาการทหารมณฑล แล้วผู้ใดจะกล้าวู่วามเคลื่อนไหวเล่าขอรับ..."
ดินแดนฝูเจี้ยนแห่งนี้ มักจะมีโจรสลัดวอโค่วบุกรุกรานชายแดนอยู่เป็นเนืองนิตย์ ศึกสงครามจึงปะทุขึ้นบ่อยครั้ง กองบัญชาการทหารมณฑลหรือตูซือจึงจำเป็นต้องเรียกระดมพลจากกองกำลังเว่ยต่างๆ เพื่อออกไปปราบปรามอยู่ตลอดเวลา
การที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดอย่างฟางก้วน ยอมรับซ่งสี่เอ๋อร์เป็นบุตรบุญธรรม ย่อมเป็นเพราะเล็งเห็นว่าซ่งสี่เอ๋อร์มีฝีมือในการกอบโกยทรัพย์สินมาประเคนให้เขาได้ เหล่าขุนพลทหารหาญออกรบ ย่อมไม่มีทางยอมเสี่ยงชีวิตเปล่าๆ พวกเขาล้วนต้องการความดีความชอบและเงินรางวัลปูนบำเหน็จ หากพึ่งพาเพียงงบประมาณหยิบมือเดียวที่ราชสำนักเบิกจ่ายลงมา ย่อมไม่มีทางเพียงพออย่างแน่นอน ซ้ำร้ายขุนนางแต่ละลำดับชั้นยังพากันยักยอกเบียดบัง งบประมาณจึงยิ่งร่อยหรอจนฝืดเคืองเข้าขั้นวิกฤต
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หน่วยงานทหารในท้องถิ่นจึงต้องคิดค้นสารพัดวิธีเพื่อ "หารายได้" ให้กับตนเอง
ในเมื่อกองทัพไม่สามารถชักดาบออกปล้นชิงอย่างเปิดเผยได้ ฟางก้วนจึงลงมือเพาะเลี้ยงขุมกำลังอิทธิพลในท้องถิ่นอย่างซ่งสี่เอ๋อร์ขึ้นมา เพื่อคอย "ปล้น" แทนเขา เรื่องพรรค์นี้ที่ซ่งสี่เอ๋อร์ลงมือทำ ต่อให้ฟางก้วนจะไม่ได้เป็นคนออกอุบาย อย่างน้อยที่สุดเขาก็ต้องรู้เห็นเป็นใจและหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านอย่างแน่นอน
ที่ว่าการทั้งระดับเมืองและระดับอำเภอต่างก็มองทะลุปรุโปร่งถึงจุดนี้มานานแล้ว ฝูเจี้ยนนั้นภูเขาสูง ฮ่องเต้อยู่ไกล อีกทั้งพวกที่ถูกปล้นก็เป็นเพียงชนชั้นพ่อค้าวาณิชที่ถูกตีตราว่าเป็นพวกลดเลี้ยวต่ำต้อย โดยเฉพาะสมาคมการค้าถิงโจวที่เป็นเพียงคนต่างถิ่น พวกเขาจึงเลือกที่จะทำหูทวนลมหลับตาข้างหนึ่ง แล้วจัดการส่งเดชให้พ้นตัวไปก็พอ
(เชิงอรรถผู้แปล: ภูเขาสูง ฮ่องเต้อยู่ไกล (山高皇帝远) สำนวนเปรียบเปรยถึงสถานที่ห่างไกลศูนย์กลางอำนาจ ทำให้ขุนนางท้องถิ่นมีอำนาจล้นฟ้า ทำตามอำเภอใจโดยไม่เกรงกลัวราชสำนัก)
ขุนนางกับโจรกลายเป็นพวกเดียวกันไปเสียแล้ว พ่อค้าวาณิชไม่เพียงแต่ต้องจ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมขูดรีดจิปาถะทุกปี ซ้ำยังต้องคอยส่งส่วยให้คนของขุมอำนาจซ่งสี่เอ๋อร์ เอะอะก็ยังถูกบุกปล้นเอาดื้อๆ... ชีวิตความเป็นอยู่ของบรรดาพ่อค้าในเมืองฝูโจวช่างยากลำบากแสนเข็ญเสียจริง!
หากคิดจะประกาศสงครามกับขุมอำนาจของซ่งสี่เอ๋อร์ ก็จำเป็นต้องพิจารณาถึงกองบัญชาการทหารมณฑลฝูเจี้ยนที่หนุนหลังนางอยู่ด้วย มิเช่นนั้นอาจกลายเป็นสภาวะ 'ก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว พินาศย่อยยับทั้งกระดาน' ได้ง่ายๆ
เสิ่นซีเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง "พี่จิ่ว คราวก่อนที่ข้าสั่งให้ท่านไปรวบรวมคนมา ตอนนี้ในมือท่านมีพี่น้องที่พอจะใช้งานได้อยู่เท่าใด?"
หม่าจิ่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "หากรวมกับคนที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ แล้วหักลบพวกที่บาดเจ็บจากครั้งนี้ไป ก็น่าจะมีคนที่พอเรียกใช้ได้ราวๆ ห้าหกสิบคนกระมัง... หลงจู๊น้อย ท่านคงไม่ได้คิดจะพาคนบุกไปสู้ยิบตากับนังผู้หญิงแซ่ซ่งที่หอหวยหยางหรอกนะขอรับ? ฝ่ายเรามีคนแค่ห้าหกสิบคน ขืนทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงเลยนะขอรับ!"
เสิ่นซีขมวดคิ้ว "ท่านเห็นข้าเป็นคนวู่วามถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ต่อให้หอหวยหยางไม่ได้เตรียมตัวรับมือ การที่เราตีฆ้องร้องป่าวบุกเข้าไปฆ่าฟันถึงถิ่น กองบัญชาการทหารมณฑลทางฝั่งนู้นจะไม่ได้ยินข่าวคราวเลยหรืออย่างไร? ดีไม่ดีอาจถึงขั้นถูกกวาดล้างพินาศย่อยยับกันทั้งบาง ท้ายที่สุดอาจถูกยัดข้อหากบฏเพิ่มมาอีกกระทงเสียด้วยซ้ำ แบบนั้นมันได้ไม่คุ้มเสียชัดๆ!"
หม่าจิ่วตีหน้าอมทุกข์ "นี่เราหมดปัญญาจัดการกับนังผู้หญิงแซ่ซ่งแล้วจริงๆ หรือขอรับ? วันนี้เพิ่งเกิดเรื่องยังไม่เท่าใดนัก ทว่าผ่านไปอีกหลายวัน ไม่แน่ว่าอาจมีร้านค้าอีกตั้งเท่าใดที่หวาดกลัวว่าจะถูกร่างแหไปด้วย จนพากันถอนตัวออกจากสมาคมการค้า... คราวนี้พวกเราคงต้องถอยกลับเมืองถิงโจวไปจริงๆ แล้วกระมัง"
"ตราบใดที่ยังไม่เข้าตาจน ห้ามถอดใจพูดคำว่ายอมแพ้ออกมาเด็ดขาด!"
เสิ่นซีกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ก่อนจะเอ่ยถามต่อว่า "ได้ยินมาว่าซ่งสี่เอ๋อร์ทำธุรกิจค้ามนุษย์ด้วยหรือ?"
หม่าจิ่วมีสีหน้างุนงง "หอหวยหยางเป็นหอคณิกา การจะมีการซื้อขายคนย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดนี่ขอรับ? ได้ยินมาว่าหญิงงามหลายคนในนั้น ล้วนถูกซื้อตัวมาจากแถบหวยหยางทั้งสิ้น"
เสิ่นซีกล่าวว่า "ข้าไม่ได้หมายถึงหญิงคณิกาในหอหวยหยาง... มีที่ทำการกองบัญชาการทหารมณฑลคอยหนุนหลัง ต่อให้มีหญิงสาวบางคนในนั้นที่มาที่ไปไม่ชัดเจน ทางการก็ย่อมไม่ซักไซ้ไล่เลียงอยู่แล้ว ที่ข้าหมายถึงคือ นางแอบลอบติดต่อกับพวกชาววอบริเวณชายฝั่ง เพื่อลักลอบค้ามนุษย์หรือไม่..."
หม่าจิ่วสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าปอด ลอบตื่นตระหนกจนแทบไม่อยากเชื่อ "หลงจู๊น้อย ท่านไปสืบรู้เรื่องนี้มาจากที่ใดกันขอรับ? การลอบคบค้าสมาคมกับพวกโจรสลัดวอโค่ว นั่นมันเป็นโทษประหารริบทรัพย์ล้างตระกูลเลยนะขอรับ!"
(เชิงอรรถผู้แปล: โจรสลัดวอโค่ว (倭寇) โจรสลัดชาวญี่ปุ่นที่มักออกปล้นสะดมตามแนวชายฝั่งของจีนในยุคโบราณ)
นับตั้งแต่มีการประกาศนโยบายปิดฝั่งทะเลรัชศกหงอู่เป็นต้นมา หมู่เกาะตามแนวชายฝั่งจำนวนมากก็ถูกสั่งอพยพผู้คนจนกลายเป็นเกาะร้าง ผนวกกับภายในดินแดนตงอิ๋ง (ญี่ปุ่น) เกิดศึกสงครามบ่อยครั้ง ไดเมียวผู้พ่ายแพ้สงครามจำนวนไม่น้อยจึงนำพาเหล่าซามูไรและโรนินหลบหนีออกสู่ทะเล และเข้ายึดครองหมู่เกาะร้างเหล่านี้ นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พวกโจรสลัดวอโค่วออกอาละวาดตามแนวชายฝั่ง ทว่าพวกโจรสลัดวอโค่วไม่รู้จักเพาะปลูกทำกิน ทำได้เพียงพึ่งพาการปล้นสะดมเพื่อประทังชีวิต กระนั้นพวกมันยังคงต้องการชายฉกรรจ์เพื่อไปใช้แรงงานก่อสร้าง และต้องการสตรีเพื่อไปผลิตทายาทสืบเผ่าพันธุ์
(เชิงอรรถผู้แปล: นโยบายปิดฝั่งทะเลรัชศกหงอู่ (洪武禁海) นโยบายในสมัยจักรพรรดิหมิงไท่จู่ (จูหยวนจาง) ที่สั่งห้ามราษฎรต่อเรือออกทะเลและห้ามทำการค้าเอกชนกับต่างชาติโดยเด็ดขาด นอกเหนือจากเพื่อป้องกันโจรสลัดวอโค่วแล้ว เบื้องลึกยังเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงกองกำลังกบฏที่หลบหนีออกสู่ทะเล และเพื่อผูกขาดการค้าต่างประเทศไว้กับราชสำนักผ่านระบบการค้าบรรณาการ (จิ้มก้อง) แต่เพียงผู้เดียว)
จวบจนถึงรัชศกหงจื้อ โจรสลัดวอโค่วตามแนวชายฝั่งมณฑลเจ้อเจียง ฝูเจี้ยน และกว่างตง (กวางตุ้ง) ก็เริ่มมีแนวโน้มลุกลามระบาดหนักขึ้น ภายหลังเมื่อหลิวต้าเซี่ยเข้ามารับตำแหน่งรองผู้ตรวจการแผ่นดิน ควบอำนาจบัญชาการทหารมณฑลฝูเจี้ยนและกว่างตง แล้วเปิดฉากนำทัพกวาดล้างโจรสลัดวอโค่วตามชายฝั่งครั้งใหญ่ กลุ่มโจรสลัดถึงได้ค่อยๆ ลดจำนวนลง ทว่าเมื่อถึงรัชศกเจียจิ้ง พวกมันก็จะกลับมาแพร่ระบาดและเหิมเกริมอย่างหนักอีกครั้ง
(เชิงอรรถผู้แปล:
หลิวต้าเซี่ย (刘大夏) หนึ่งในสามวิญญูชนแห่งหงจื้อ ขุนนางผู้ใหญ่ที่ฮ่องเต้ส่งมาจัดการคดีและดูแลเรื่องความมั่นคง
รัชศกเจียจิ้ง (嘉靖) ชื่อรัชศกของจักรพรรดิหมิงซื่อจง ฮ่องเต้ในอนาคตสองรัชศกถัดไป)
โจรสลัดวอโค่วไม่ได้มีเพียงชาวตงอิ๋งเท่านั้น แต่พวกลูกหาบโจรเร่ร่อนและโจรน้ำตามแนวชายฝั่งของราชวงศ์หมิงเอง ต่างก็มักจะยืมชื่อชูธงเป็นโจรสลัดวอโค่วเพื่อออกปล้นสะดมเช่นกัน
ชายฝั่งมณฑลฝูเจี้ยนมีกองกำลังเว่ยที่อยู่ภายใต้การบัญชาการของกองบัญชาการทหารมณฑลฝูเจี้ยนคอยตั้งมั่นรักษาการณ์อยู่ การที่โจรสลัดวอโค่วจะบุกเข้ามาปล้นชิงประชากรถึงในแผ่นดินลึกจึงไม่ใช่เรื่องง่าย พวกมันจึงทำได้เพียงใช้เงินจับจ่ายซื้อขายประชากรจากขุมอำนาจในท้องถิ่น เพื่อนำคนกลับไปที่เกาะ
ก่อนหน้านี้เสิ่นซีเคยสอบถามหลงจู๊อิน จนได้ความว่าในแม่น้ำจิ้นอันที่ไหลผ่านเมืองเอกของมณฑล รวมถึงแม่น้ำหมิ่นเจียงทางตอนใต้ของเมือง มักจะมีเหตุการณ์เรือและผู้คนสูญหายไปพร้อมกันอยู่บ่อยครั้ง บ้างก็ลือกันว่ามีพรายน้ำอาละวาด พรายน้ำชนเรือจนคว่ำ และกลืนกินผู้คนบนเรือที่ร่วงหล่นลงน้ำไปจนหมดสิ้น จึงไม่หลงเหลือแม้แต่ซากศพให้พบเห็น
แต่ในมุมมองของเสิ่นซี นี่มันชัดเจนว่ามีคนแอบลักพาตัวผู้คนอย่างลับๆ เพื่อนำไปขายต่อให้พวกโจรสลัดวอโค่วต่างหาก
สถานการณ์ในเมืองฝูโจวนั้นชัดเจน ขุมอำนาจเล็กๆ ทั่วไปย่อมไม่มีปัญญาไปลอบคบค้าสมาคมกับพวกโจรสลัดวอโค่วได้เป็นแน่ มีเพียงซ่งสี่เอ๋อร์ นางไม่เพียงเป็นหัวกะทิของขุมอำนาจท้องถิ่น แต่ยังมีกองบัญชาการทหารมณฑลฝูเจี้ยนคอยหนุนหลัง การจะแอบลักลอบส่งคนออกไปจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายดายยิ่งนัก
เสิ่นซีกล่าว "ท่านไม่ต้องสนใจหรอกว่าข้าไปสืบรู้มาจากที่ใด จับโจรต้องจับหัวหน้า สิ่งที่เราต้องทำในตอนนี้ คือการหลอกล่อให้ซ่งสี่เอ๋อร์ยอมก้าวเท้าออกจากหอหวยหยาง เรื่องนี้ท่านห้ามแพร่งพรายให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด หลังจากนี้ข้าจะมอบหมายงานให้ท่านทำบางอย่าง ท่านเพียงแค่ทำตามคำสั่งไปทีละขั้นก็พอ ไม่ต้องถามหาเหตุผล"
บนใบหน้าของหม่าจิ่วเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เขาพินิจพิจารณาเสิ่นซีใหม่อีกครั้ง
หากเสิ่นซีมีปัญญาหลอกล่อให้ซ่งสี่เอ๋อร์ออกจากหอหวยหยางได้จริงๆ ก็ถือว่าพวกเขามีโอกาสสูงมากที่จะเด็ดหัวซ่งสี่เอ๋อร์ได้ในคราเดียว
ทว่าเมื่อเสิ่นซีอธิบายแผนการอย่างละเอียดให้ฟัง หม่าจิ่วก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ "หลงจู๊น้อย ทำเช่นนี้มันเสี่ยงเกินไปแล้ว หน้าตาพวกเราก็ไม่ได้ดูเหมือนชาววอเสียหน่อย นังผู้หญิงแซ่ซ่งนั่นจะยอมเชื่อพวกเราด้วยเหตุใดกัน?"
เสิ่นซีขมวดคิ้ว "ท่านเคยเห็นชาววอหรือ?"
หม่าจิ่วส่ายหน้า "ไม่เคยเห็นขอรับ แต่ข้าได้ยินคนเขาเล่าลือกันว่า ชาววอล้วนมีสามตาซ้ำยังมีสองปาก หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวราวกับภูตผีปีศาจ สังหารคนได้โดยไม่กะพริบตา และชอบดื่มเลือดคนเป็นที่สุด..."
ด้วยความหวาดกลัวต่อโจรสลัดวอโค่ว ชาวบ้านจึงพากันบรรยายรูปลักษณ์ของชาววอจนผิดเพี้ยนราวกับเป็นปีศาจร้าย ขณะเดียวกัน เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นในนโยบายปิดฝั่งทะเล ทางการจึงยิ่งคอยสุมไฟใส่เชื้อให้ข่าวลือพวกนี้แพร่สะพัด ส่งผลให้ยิ่งเล่าลือก็ยิ่งผิดเพี้ยนหลุดโลกไปกันใหญ่
เสิ่นซีกล่าวว่า "ชาววอก็มีหน้าตาเหมือนกับพวกเรานี่แหละ ท่านเพียงแค่นำจดหมายไปส่งที่หอหวยหยางก็พอ"
ในชาติก่อนเสิ่นซีค่อนข้างชื่นชอบการดูซีรีส์ญี่ปุ่น เขาจึงเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทำให้สามารถเขียนภาษาญี่ปุ่นแบบพื้นฐานได้ แม้ทักษะจะไม่ได้ยอดเยี่ยมเทียบเท่าเจ้าของภาษา ทว่าหากคิดจะตบตาเอาตัวรอดไปให้ได้นั้น ถือเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนัก
โจรสลัดวอโค่วส่วนใหญ่มักจะไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียว ส่วนน้อยที่อ่านออกเขียนได้ก็มักจะเป็นชนชั้นซามูไร หรือไม่ก็เป็นบรรดาไดเมียวตกอับ เสิ่นซีจึงเตรียมจะสวมรอยโจรสลัดวอโค่วเขียนจดหมายขอเจรจาซื้อขายประชากรขึ้นมาฉบับหนึ่ง แล้วให้คนนำไปส่งที่หอหวยหยาง
การจะทำให้ซ่งสี่เอ๋อร์เชื่อว่ามีการค้าขายครั้งนี้อยู่จริงไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ท้ายที่สุดแล้ว โจรสลัดวอโค่วก็กระจายตัวกันอยู่ตามหมู่เกาะอันกว้างใหญ่ ตั้งแต่เจ้อเจียงไปจนถึงกว่างตง ต่างฝ่ายต่างก็เป็นเอกเทศ ซ่งสี่เอ๋อร์ย่อมไม่มีทางลอบติดต่อกับพวกโจรสลัดวอโค่วได้ครบทุกกลุ่มเป็นแน่ เมื่อซ่งสี่เอ๋อร์ได้รับจดหมาย นางย่อมไม่กล้าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปอย่างแน่นอน เพราะต่อให้มีฟางก้วนคอยหนุนหลัง แต่หากมีคนล่วงรู้ว่านางลักพาตัวผู้คนไปขายให้โจรสลัดวอโค่ว ต่อให้นางมีอีกกี่หัวก็คงไม่พอให้บั่นทิ้ง
อีกประการหนึ่ง ฟางก้วนไม่มีทางที่จะไม่ส่งหูตามาคอยจับตาดูอยู่ข้างกายซ่งสี่เอ๋อร์แน่ หากซ่งสี่เอ๋อร์คิดจะหลบเลี่ยงหูตาเหล่านั้นเพื่อไปเจรจาการค้ากับพวกโจรสลัดวอโค่ว นางย่อมไม่มีทางพาคนคุ้มกันออกไปมากมายนัก ขอเพียงแค่ซ่งสี่เอ๋อร์ก้าวเท้าออกจากหอหวยหยาง พวกเขาก็จะมีโอกาสลงมือแล้ว
ต่อหน้าหม่าจิ่ว เสิ่นซีได้จรดพู่กันเขียนจดหมายเป็นภาษาญี่ปุ่นขึ้นมาฉบับหนึ่ง เนื่องจากตัวอักษรส่วนใหญ่ล้วนเป็นตัวอักษรฮั่นเจีย (คันจิ) การเขียนจึงไม่ได้ยากเย็นอันใดนัก เสิ่นซีส่งจดหมายให้หม่าจิ่วพลางกำชับอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งให้ซ่อนจดหมายฉบับนี้ไว้ในพื้นรองเท้าสองชั้น ขณะเดียวกันก็ให้พกจดหมายที่มีเนื้อหากำกวมไว้กับตัวอีกฉบับ เพื่อใช้หยั่งเชิงซ่งสี่เอ๋อร์ก่อน ท้ายที่สุดค่อยงัดเอาจดหมายภาษาญี่ปุ่นฉบับจริงออกมา เมื่อลงมือทำพร้อมกันสองทางเช่นนี้ ซ่งสี่เอ๋อร์ย่อมต้องปักใจเชื่ออย่างแน่นอนว่าหม่าจิ่วคือคนกลางที่พวกโจรสลัดวอโค่วส่งมาติดต่อเจรจา
ในกระบวนการเหล่านี้ควรจะพูดจาเช่นไร หากอีกฝ่ายซักไซ้มา หม่าจิ่วควรจะโต้ตอบกลับไปแบบใด เสิ่นซีก็ได้จำลองสถานการณ์และซักซ้อมบทบาทให้เขารับมือตรงนั้นเลย
ท้ายที่สุด เสิ่นซีจึงกล่าวขึ้นว่า "พี่จิ่ว การไปหอหวยหยางในรอบนี้อันตรายเป็นอย่างยิ่ง หากท่านคิดว่าแบกรับความกดดันอันหนักอึ้งนี้ไม่ไหว ข้าจะเปลี่ยนไปหาคนอื่นมาทำแทนก็ย่อมได้"
หม่าจิ่วยกมือขึ้นตบหน้าอกฉาดใหญ่ "หลงจู๊น้อย ท่านกำลังดูถูกข้าอยู่นะขอรับ! ท่านเองก็พูดแล้วว่าภารกิจครั้งนี้อันตราย ข้าหม่าจิ่วแม้จะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ข้าก็รู้ว่ารักคุณธรรมน้ำมิตรคืออันใด ข้าย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปัดสวะผลักความตายไปให้ผู้อื่น อีกอย่าง สมาคมการค้าต้องสูญเสียอย่างหนัก พี่น้องของเราต้องล้มตายบาดเจ็บกันระเนระนาด ล้วนเป็นเพราะนังผู้หญิงสารเลวนั่นเป็นคนบงการให้พวกมันทำทั้งสิ้น ต่อให้ต้องบุกไปล้างแค้นชำระหนี้เลือด รอบนี้ข้าก็ต้องไปให้จงได้ขอรับ!"
หลังจากนั้น เสิ่นซีจึงเริ่มถ่ายทอดประโยคสนทนาภาษาญี่ปุ่นให้แก่หม่าจิ่ว
หม่าจิ่วนั้นเป็นคนหัวไว เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ประโยคสนทนาภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานที่เสิ่นซีสอนไป เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามก็สามารถจดจำได้จนหมดสิ้น แม้ว่าทักษะจะยังห่างชั้นกับคำว่าพูดจาฉะฉานลื่นไหลอีกยาวไกล แต่การจะโพล่งคำขู่กระโชกโฮกฮากออกมาสักสองสามประโยคเพื่อปั่นหัวคนนั้น ถือว่าสามารถนำไปใช้งานได้จริงอย่างสมบูรณ์แบบ
เสิ่นซีลอบคิดในใจว่า หากสามารถหลอกล่อซ่งสี่เอ๋อร์ออกมาได้สำเร็จ และภารกิจ "เด็ดหัว" ในครั้งนี้ลุล่วงไปด้วยดี เมื่อกลับไป เขาจะให้หม่าจิ่วก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าคุมสาขาย่อยของพรรครถม้าในฝั่งเมืองฝูโจว เพื่อถือเป็นการปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่เขาก็แล้วกัน