- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 325 ของกำนัลชิ้นโต
ตอนที่ 325 ของกำนัลชิ้นโต
ตอนที่ 325 ของกำนัลชิ้นโต
ในเมื่ออีกฝ่ายมีน้ำใจส่งคนมาเชิญ ซ้ำยังรออยู่เพียงโรงน้ำชาข้างๆ นี้เอง เสิ่นซีจึงไม่กล้าเสียมารยาทปฏิเสธไม่ยอมพบ ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็อยากจะเห็นเป็นบุญตาเช่นกัน ว่าผู้ที่เป็นถึงพี่น้องร่วมอาชีพของอวี้เหนียง ซ้ำยังเป็นนายหญิงผู้ดูแลแห่งเจี้ยวฟางซือประจำเมืองเอก จะมีหน้าตาเป็นเช่นไร
เมื่อไปถึงมุมหนึ่งของชั้นล่างในโรงน้ำชาซึ่งถูกโอบล้อมด้วยกระถางต้นไม้หลายใบ เสิ่นซีก็เห็นสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ นางสวมเสื้อผ้าห่อหุ้มมิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้าแม้จะอยู่ในช่วงกลางฤดูร้อนอันอบอ้าว ทำเอาเขาอดรู้สึกขบขันขึ้นมาไม่ได้เล็กน้อย สตรีผู้นี้ดูอายุราวๆ ยี่สิบเจ็ดถึงยี่สิบแปดปี หากนับในวงการนายหญิงผู้ดูแลแล้วก็ถือว่ายังอายุน้อยนัก ทว่าหากพูดถึงเรื่องรูปร่างหน้าตาและเสน่ห์ดึงดูดแล้ว กลับดูธรรมดาสามัญไปสักหน่อย อย่างน้อยๆ ก็ไม่อาจนำไปเทียบเคียงกับอวี้เหนียงในวัยสามสิบปีเศษที่ยังคงความงดงามราวกับดอกไม้แรกแย้มได้เลยแม้แต่น้อย
ทว่าสตรีผู้นี้กลับเปี่ยมไปด้วยมารยาท ทันทีที่เห็นเสิ่นซีเดินเข้ามา นางก็รีบลุกขึ้นยืน ย่อกายคำนับแสดงความเคารพตามธรรมเนียมสตรีอย่างนอบน้อมถึงสามครา
เสิ่นซีเอ่ยถามขึ้น “ไม่ทราบว่าฮูหยินมีนามว่ากระไรหรือขอรับ”
หญิงสาวเม้มปากคลี่ยิ้ม พยายามอย่างยิ่งที่จะแสดงความเย้ายวนและทำตัวให้ดูเป็นมิตร ทว่าเมื่อเทียบกับอวี้เหนียงแล้วกลับยังห่างชั้นกันอยู่มากโข “ผู้น้อยแซ่จือ นามพยางค์เดียวว่าเชี่ยน บรรดาแม่นางทั้งหลายล้วนเรียกขานข้าว่า น้าเชี่ยน เจ้าค่ะ”
จือเชี่ยน ชื่อของนางนั้นนับว่าไพเราะอยู่หรอก ทว่าแซ่จือกลับไม่ค่อยพบเห็นได้บ่อยนัก นี่ตกลงว่าเป็นแซ่ของสามีหรือแซ่เดิมของตระกูลมารดากันแน่? ตามหลักเหตุผลแล้ว สตรีในวัยนี้อาจจะพลัดตกไปอยู่ในทะเบียนนางโลมหลังจากแต่งงานแล้วก็เป็นได้ เช่นเดียวกับกรณีของอวี้เหนียงนั่นเอง
เสิ่นซีเอ่ยถาม “แม่นางเชี่ยน ไม่ทราบว่าที่มาหาข้าในวันนี้ มีธุระอันใดหรือขอรับ”
เสิ่นซีไม่ได้เรียกขานจือเชี่ยนว่า "น้าเชี่ยน" ตามที่นางแนะนำตัว เหตุผลก็เห็นกันอยู่ทนโท่ การเรียกเช่นนั้นก็เท่ากับปล่อยให้อีกฝ่ายฉวยโอกาสเอาเปรียบน่ะสิ ตอนที่เขาเรียกอวี้เหนียง เขาก็เรียกชื่อนางตรงๆ ทว่าการที่นางมาเรียกแทนตัวเองว่า "น้าเชี่ยน" เช่นนี้ ก็เท่ากับจงใจยกตนข่มท่านว่ามีอาวุโสสูงกว่าเขาหนึ่งรุ่นอย่างเห็นได้ชัด ในเมื่อเขาไม่ได้เป็นญาติโกโหติกาอันใดกับนาง แล้วเหตุใดจะต้องยอมลดตัวไปเป็นลูกหลานของสตรีในสถานเริงรมย์เช่นนี้ด้วยเล่า
จือเชี่ยนเอ่ยขึ้น “อันที่จริงแล้ว ผู้น้อยควรจะรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง... หรือไม่บางทีคุณชายเสิ่นอาจจะรับรู้มาบ้างแล้ว ว่าในบรรดาผู้คนทุกชนชั้นอาชีพแห่งเมืองฝูโจว ผู้ที่กุมอำนาจชี้เป็นชี้ตายได้อย่างแท้จริงก็คือนายใหญ่แห่งหอหวยหยาง ซ่งสี่เอ๋อร์ นางผู้นี้ทำเรื่องชั่วช้าสารเลวมานักต่อนัก ลอบสังหารปล้นชิงทรัพย์สินมานับครั้งไม่ถ้วน ก่อนหน้านี้ที่สาขาย่อยของสมาคมการค้าถิงโจวถูกลอบวางเพลิง ก็เป็นฝีมือคนที่นางส่งไปจัดการ ได้ยินมาว่ามีพี่น้องต้องสังเวยชีวิตไปหลายคนด้วยซ้ำ”
เสิ่นซีลอบคิดในใจ ‘ที่แท้ท่านก็จงใจถ่อมาถึงนี่เพื่อยุแยงตะแคงรั่ว ท้ายที่สุดก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองไม่ใช่หรือ’
เสิ่นซีส่ายหน้า ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลด้วยรอยยิ้ม “ผู้น้อยยังอายุน้อยนัก วันๆ เอาแต่คร่ำเคร่งอ่านตำราเตรียมตัวสอบระดับมณฑล ยามนี้วันสอบก็ใกล้เข้ามาทุกที ไม่มีเวลาไปใส่ใจเรื่องพรรค์นี้หรอกขอรับ”
ดูเหมือนจือเชี่ยนจะคาดเดาไว้ก่อนแล้วว่าเสิ่นซีจะต้องตอบเช่นนี้ นางจึงยิ้มตาหยีพลางเอ่ย “พี่อวี้เหนียงเคยบอกไว้ว่า คุณชายเสิ่นเป็นดั่งมังกรในหมู่มนุษย์ ขอเพียงคุณชายเสิ่นยินดีก้าวออกมาช่วยเหลือ ไม่ว่าเรื่องใดก็ย่อมสำเร็จลุล่วงได้อย่างแน่นอน ผู้น้อยขอพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม เจี้ยวฟางซือของเราต้องการจะยืนอยู่ฝั่งเดียวกับสมาคมการค้า... ข้าเพียงอยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ต้องคอยกล้ำกลืนฝืนทน หรือใช้ชีวิตอย่างอึดอัดคับแค้นใจไปวันๆ คุณชายเสิ่นเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ”
เสิ่นซียักไหล่ผายมือ “เรื่องเหล่านี้เกี่ยวอันใดกับข้าหรือขอรับ”
จือเชี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้น “ผู้น้อยได้ยินมาว่า ผู้อาวุโสที่เดินทางมาพร้อมกับคุณชายเสิ่น ถูกคนของซ่งสี่เอ๋อร์ผลักตกบันไดจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด หากคุณชายเสิ่นทำเป็นเพิกเฉยไม่สนใจ เช่นนี้จะไม่ถือเป็นการผิดต่อหลักความกตัญญูหรอกหรือเจ้าคะ”
เสิ่นซีเอ่ยเสียงเรียบ “แม่นางเชี่ยนคงจะสืบข่าวมาไม่ละเอียดกระมัง อันที่จริงแล้วลุงใหญ่ของข้าเพียงแค่เดินไม่ระวังจนลื่นล้มเท่านั้น ยามนี้บาดแผลก็สมานตัวจนเกือบจะหายเป็นปกติ สามารถลุกขึ้นเดินเหินได้แล้ว ส่วนเรื่องที่ว่าถูกคนผลักตกบันไดอันใดนั่น ล้วนเป็นข่าวลือที่เชื่อถือไม่ได้ทั้งสิ้น”
จือเชี่ยนปรายตามองเด็กสาวรูปโฉมงดงามที่ยืนอยู่ข้างๆ คล้ายต้องการหาพยานยืนยัน เด็กสาวผู้นั้นมีสีหน้าร้อนรน นางถลึงตาจ้องมองเสิ่นซี ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาดูบอบบางน่าสงสาร ราวกับตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ที่กำลังถูกปรักปรำอย่างไรอย่างนั้น
เดิมทีจือเชี่ยนรู้สึกดูแคลนเสิ่นซีอยู่หลายส่วน นางยังนึกสงสัยว่าคำพูดของอวี้เหนียงจะเชื่อถือได้สักแค่ไหนกันเชียว ท้ายที่สุดแล้วเด็กน้อยวัยเพียงสิบสองปีผู้นี้ จะมีปัญญาอันใดไปต่อกรกับซ่งสี่เอ๋อร์ที่กำลังเรืองอำนาจดั่งดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันได้ ทว่ามาบัดนี้นางกลับเปลี่ยนความคิดใหม่ ‘เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่ว่าข้าจะตะล่อมถามอย่างไร เขาก็ไม่ยอมหลุดปากพูดอันใดออกมาเลย หรือว่าข้าจำเป็นต้องงัดเอาไม้ตายพิเศษออกมาใช้เสียแล้ว’
จือเชี่ยนเอ่ยขึ้น “ในฐานะที่เป็นถึงนายน้อยแห่งสมาคมการค้าถิงโจว บัดนี้กลับมีเรื่องบาดหมางปะทะกับซ่งสี่เอ๋อร์โดยตรง เกรงว่าเรื่องนี้คงจะไม่เป็นผลดีต่อคุณชายเสิ่นเท่าใดนัก ผู้น้อยคิดว่า หากคุณชายเสิ่นยินดีออกโรงช่วยเหลือ เมื่อเรื่องราวสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เจี้ยวฟางซือของพวกเราก็ยินดีจะเข้าร่วมกับสมาคมการค้า และจะส่งมอบเงินค่าคุ้มครองให้ทุกเดือนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง”
กฎเกณฑ์ที่นางหยิบยกขึ้นมาอ้าง ล้วนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่กลุ่มอิทธิพลต่างๆ ในเมืองฝูโจวใช้กันมาอย่างช้านาน... ใครกำปั้นใหญ่กว่า คนนั้นก็คือผู้คุมกฎ! ผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุด ย่อมสามารถเรียกเก็บเงินทองจากเบื้องล่างเพื่อเป็น "ส่วยส่งส่วย" นางเชื่อมั่นว่า ขอเพียงนางใช้เรื่องการนำเจี้ยวฟางซือไปผูกติดกับสมาคมการค้าเป็นเหยื่อล่อ เด็กหนุ่มผู้นี้จะต้องฮุบเหยื่ออย่างแน่นอน
ทว่าเสิ่นซีกลับส่ายหน้าปฏิเสธ “ดูเหมือนแม่นางเชี่ยนจะยังไม่ค่อยเข้าใจระบบการทำงานของสมาคมการค้าพวกเราเท่าใดนัก ธุรกิจที่พวกเราทำคือการซื้อมาขายไป ไม่ได้ทำธุรกิจภาคบริการ ธุรกิจภาคบริการที่ว่านี้... ก็อย่างเช่น เจี้ยวฟางซือและหอคณิกา ที่เน้นการต้อนรับขับสู้แขกเหรื่อเป็นหลัก ในแง่ของผลประโยชน์แล้ว ธุรกิจของเราไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย”
“ส่วนเรื่องที่แม่นางเชี่ยนบอกว่าจะมอบ ‘เงินค่าคุ้มครอง’ ให้นั้น ยิ่งไม่เหมาะสมเข้าไปใหญ่ จุดประสงค์ของสมาคมการค้าก็คือการช่วยเหลือให้บรรดาร้านรวงในเครือข่ายสามารถทำกำไรได้ หาใช่การรีดไถเงินทองอย่างส่งเดชไม่ เรื่องนี้แม่นางเชี่ยนต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้เสียก่อน”
เสิ่นซีจงใจพูดจาบ่ายเบี่ยงเพื่อปัดสวะให้พ้นตัวอย่างชัดเจน
อันที่จริง แม้สมาคมการค้าจะเน้นการซื้อมาขายไปเป็นหลัก ทว่าก็มีกิจการในภาคบริการเข้าร่วมเป็นสมาชิกอยู่ไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่นโรงเตี๊ยมที่เขากำลังพักอาศัยอยู่ในยามนี้นี่แหละ ทว่าเสิ่นซีรู้สึกว่า ต่อให้เจี้ยวฟางซือแห่งนี้จะทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำเพียงใด ทว่าอย่างไรเสียที่นี่ก็คือหน่วยงานของทางการ ส่วนนางก็เป็นเพียงนายหญิงผู้ดูแลที่เข้ามารับหน้าที่ชั่วคราวเท่านั้น นึกอยากจะเข้าร่วมก็เข้าร่วม ซ้ำยังบอกว่าจะเอาผลกำไรที่ได้มามอบเป็น "ส่วย" ให้กับสมาคมอีก นี่นางเห็นอำนาจของทางการเป็นเพียงเรื่องล้อเล่นหรืออย่างไร!
จือเชี่ยนนั้นคิดว่าตนเองเป็นคนอารมณ์เย็นมาโดยตลอด ทว่าเมื่อได้ฟังคำพูดของเสิ่นซี โทสะในใจก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ฟังจากความหมายของคุณชายเสิ่น สมาคมการค้าคงเตรียมตัวนั่งรอความตาย ปล่อยให้ซ่งสี่เอ๋อร์กดขี่ข่มเหงกลืนกินไปทีละน้อย และสุดท้ายก็ต้องพบกับจุดจบอันน่าอนาถสินะเจ้าคะ”
เสิ่นซีพยักหน้ารับ “สมาคมการค้าถิงโจว หากสามารถขยายกิจการให้ยิ่งใหญ่ได้ก็ย่อมเป็นเรื่องดี ทว่าหากไม่อาจทำได้ การกลับไปปักหลักรักษาฐานที่มั่นในเมืองถิงโจวก็ถือเป็นหนทางที่ถูกต้องที่สุด เมื่อสองปีก่อน เหตุผลที่สมาคมการค้าถิงโจวต้องขยายสาขามาเปิดในเมืองเอกแห่งนี้ ก็เป็นเพราะถูกขุนนางกังฉินอันหรู่เซิงบีบบังคับ เพื่อหวังจะใช้เป็นเครื่องมือสร้างผลงานและกอบโกยผลประโยชน์ให้ตนเอง มาบัดนี้เขาได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายไปแล้ว สมาคมการค้าถิงโจวจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องฝืนปักหลักอยู่ในเมืองฝูโจวต่อไป”
จือเชี่ยนเงียบงันไปเนิ่นนาน ก่อนจะทอดถอนใจออกมาเบาๆ “คำพูดของคุณชายเสิ่น ช่างรัดกุมไร้ช่องโหว่เสียจริง!”
เสิ่นซีลอบค่อนขอดในใจ ‘ไม่ได้เก่งกาจอันใดหรอก แค่ตั้งแต่แรกเริ่มท่านก็ไม่ได้ใช้ความจริงใจและท่าทีที่จริงจังมาสนทนากับข้า แล้วเช่นนี้ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านต้องการจะเข้ามาสวามิภักดิ์ด้วยใจจริง หรือเป็นเพียงสายลับที่ซ่งสี่เอ๋อร์ส่งมาหยั่งเชิงกันแน่’
“อีกอย่าง ต่อให้สมาคมการค้าต้องการจะแย่งชิงอาณาเขตกับคนของซ่งสี่เอ๋อร์จริงๆ ก็ไม่เห็นจำต้องร่วมมือกับท่านเลย ท่านจะสามารถสร้างประโยชน์อันใดให้สมาคมการค้าได้บ้างเล่า? ตรงกันข้าม การที่ท่านเข้ามาร่วมด้วย อาจจะทำให้แผนการโต้กลับของพวกเราความลับรั่วไหล ถึงเวลานั้นผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก”
เมื่อจือเชี่ยนเห็นว่าไม่อาจเกลี้ยกล่อมเสิ่นซีได้ จึงลุกขึ้นเอ่ยคำลาทันที เสิ่นซีไม่ได้เดินออกไปส่ง รอจนกระทั่งนางเดินลับสายตาไปแล้ว เขาจึงเดินกลับเข้าโรงเตี๊ยมไปด้วยความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัย
การที่จือเชี่ยนรีบร้อนหาคนมาร่วมมือเพื่อถอนรากถอนโคนอิทธิพลของซ่งสี่เอ๋อร์เช่นนี้ เบื้องหลังย่อมต้องมีจุดประสงค์ที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่อย่างแน่นอน ด้วยกำลังคนและอิทธิพลของสมาคมการค้าในเมืองฝูโจวยามนี้ การจะต่อกรกับซ่งสี่เอ๋อร์ยังนับว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่งนัก
…
…
หลังจากจือเชี่ยนจากไปได้ไม่ถึงสองวัน ก็มีคนมาขอเข้าพบเสิ่นซีอีก ทว่าครานี้กลับเดินทางมาหาถึงที่โรงเตี๊ยมโดยตรง ไม่ได้ส่งเทียบเชิญให้เขาออกไปสนทนาลับๆ ที่ใดอีก
ผู้ที่มาเยือนก็คือ อวี้เหนียง!
ครานี้นางเดินทางมาเพียงลำพัง ไม่ได้พาผู้ติดตามมาด้วยเลยแม้แต่คนเดียว นางอยู่ในชุดบัณฑิตบุรุษดูหล่อเหลาไม่ธรรมดา การที่นางแต่งกายเยี่ยงบุรุษออกมาเช่นนี้ ทำให้นางดูละม้ายคล้ายชายหนุ่มวัยยี่สิบเศษ ในมือถือพัดจีบ เดินขึ้นบันไดมายังชั้นสองด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งสายลม
เมื่อเสิ่นหมิงเหวินได้ยินเสียงฝีเท้าเดินขึ้นบันไดจึงเดินออกมาดู เขากวาดสายตามองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า “นี่คือคุณชายท่านใดกัน”
อวี้เหนียงประสานมือคารวะพลางเอ่ย “ผู้น้อยมาขอสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับคุณชายเสิ่นซี ขออภัยที่มารบกวนขอรับ”
เสิ่นหมิงเหวินเบ้ปาก เดิมทีเขานึกว่าจะมีคนมาเชิญไปกินเลี้ยงอีก พอได้ยินเช่นนั้นจึงหันหลังกลับเข้าห้องไปทันที
อวี้เหนียงเดินตามเสิ่นซีที่ออกมารับเข้าห้องไป เมื่อปิดประตูลงกลอนเรียบร้อยแล้ว อวี้เหนียงจึงถอดกวานสวมศีรษะออก ปล่อยเรือนผมยาวสยายทิ้งตัวลงมา ราวกับต้องการจะใช้รูปโฉมของสตรีเข้าพบเสิ่นซีเพื่อแสดงถึงความเคารพให้เกียรติ อวี้เหนียงเอ่ยขึ้น “ตอนที่คุณชายเสิ่นเข้าพิธีมงคลสมรส ผู้น้อยไม่ได้ไปร่วมแสดงความยินดีด้วยตนเอง วันนี้จึงตั้งใจนำของกำนัลชิ้นโตมามอบให้เพื่อเป็นการชดเชยเจ้าค่ะ”
พูดจบนางก็ล้วงเอาซองแดงขนาดใหญ่ออกมาจากอกเสื้อ ดูจากลักษณะแล้วด้านในไม่น่าจะใส่เงินแท่งไว้ แต่น่าจะเป็นตั๋วเงินปึกใหญ่เสียมากกว่า เสิ่นซีรับมาพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “นี่คือสิ่งใดหรือ”
อวี้เหนียงยิ้มพลางเอ่ย “ได้รับความเมตตาจากใต้เท้าผู้เฒ่าหลิว ท่านผู้เฒ่าช่วยไหว้วานคนไปประสานงาน ผ่านทางกรมพิธีการและเจี้ยวฟางซือแห่งนครหนานจิง เพื่อไถ่ถอนทะเบียนนางโลมของผู้น้อยและบรรดาสาวใช้ข้างกายออกมาให้ เมื่อหนึ่งเดือนก่อนหนังสือตราประทับจากทางการเพิ่งจะส่งมาถึงเมืองถิงโจว บรรดาสาวใช้เหล่านั้นซาบซึ้งในบุญคุณของผู้น้อย จึงนำชื่อของพวกนางมาเข้าทะเบียนราษฎร์ภายใต้ชื่อของผู้น้อยเจ้าค่ะ”
“ผู้น้อยไม่มีฝีมือในการทำมาค้าขาย ซ้ำชาติกำเนิดก็ต่ำต้อย อย่างมากที่สุดก็คงแค่กว้านซื้อที่นาสักไม่กี่หมู่ แล้วเปิดร้านอาหารหรือโรงน้ำชาเล็กๆ เพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และถือโอกาสเลี้ยงดูเด็กสาวพวกนี้ไปด้วย ทว่าซีเอ๋อร์กับอวิ๋นหลิ่วนั้นหน้าตาสะสวยน่ารักน่าเอ็นดู สมัยที่ยังอยู่ในเจี้ยวฟางซือก็มีคุณชายจากชาติตระกูลใหญ่โตมาตามเกี้ยวพาราสีอยู่ไม่น้อย ซ้ำพวกนางยังมีวาสนาต่อคุณชายเสิ่น เช่นนั้นก็ขอถือเสียว่าพวกนางเป็นของกำนัลในวันมงคลสมรสของคุณชายเสิ่นก็แล้วกันนะเจ้าคะ!”
ยามนี้เสิ่นซีถึงได้รู้ว่าของที่อยู่ภายในซองแดงนั้นคือสิ่งใด ที่แท้มันก็คือ "สัญญาขายตัว" ของแม่นางซีเอ๋อร์และอวิ๋นหลิ่วนี่เอง! พวกนางเพิ่งจะได้รับการไถ่ตัวจากเจี้ยวฟางซือ เปลี่ยนสถานะจากทะเบียนนางโลมมาเป็นชาวบ้านธรรมดาได้ไม่ทันไร ก็หันมาขายตัวให้กับอวี้เหนียงเสียแล้ว นั่นเป็นเพราะเมื่อออกไปจากเจี้ยวฟางซือ พวกนางก็ไม่สามารถหาเลี้ยงชีพด้วยตนเองได้ หนทางเดียวคือต้องแต่งงาน ทว่าด้วยปัญหาเรื่องชาติกำเนิด ครอบครัวที่ดีมีฐานะย่อมไม่ยินยอมรับพวกนางเป็นภรรยา ครั้นจะให้แต่งเข้าครอบครัวยากจนพวกนางก็ไม่เต็มใจ จึงสู้ยอมติดตามใช้ชีวิตอยู่กับอวี้เหนียงต่อไปเสียยังจะดีกว่า
ในเมื่อยามนี้อวี้เหนียงไม่จำเป็นต้องขายรอยยิ้มเลี้ยงชีพอีกต่อไป นางคิดอยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ย่อมต้องหาที่พึ่งพิงจากญาติมิตร ดังนั้นนางจึงเดินทางมาหาจือเชี่ยนที่มักคุ้นกันในเมืองฝูโจว บางทีนางอาจจะอยากมาเปิดกิจการเล็กๆ ในเมืองเอกแห่งนี้ อย่างน้อยที่นี่ก็อยู่ห่างไกลจากเมืองถิงโจว ย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงภูมิหลังและที่มาที่ไปของพวกนาง การออกมาปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนจึงไม่ต้องคอยถูกใครชี้หน้าด่าทอลับหลัง
ประกอบกับการมีจือเชี่ยนคอยช่วยเหลือดูแลอยู่เบื้องหลัง หากถึงคราวเข้าตาจนจริงๆ อวี้เหนียงก็ยังสามารถพากำลังคนของนางไป "หวนคืนสู่อาชีพเดิม" ได้อยู่ดี
การที่อวี้เหนียงส่งสัญญาขายตัวของซีเอ๋อร์กับอวิ๋นหลิ่วมาให้ ของกำนัลชิ้นโตปานนี้เบื้องหลังย่อมต้องมีการขอร้องแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน เห็นได้ชัดว่าอวี้เหนียงต้องการให้เสิ่นซีออกหน้าช่วยกวาดล้างอิทธิพลของซ่งสี่เอ๋อร์ เพื่อปูทางให้จือเชี่ยนผงาดขึ้นมา เมื่อถึงเวลานั้น จือเชี่ยนก็จะสามารถเข้ามาแทนที่และครอบครองอำนาจของซ่งสี่เอ๋อร์ในเมืองฝูโจวได้ และอวี้เหนียงเองก็จะได้รับความคุ้มครองไปด้วย
ทว่าจากการสังเกตจือเชี่ยนของเสิ่นซี สตรีผู้นี้มีความทะเยอทะยานไม่ใช่น้อย หากนางได้อำนาจมาครองจริงๆ นางจะยังคงดีต่ออวี้เหนียงและคนอื่นๆ หรือไม่? อย่าให้ถึงตอนนั้นนางกลับกลายเป็นซ่งสี่เอ๋อร์คนที่สอง หรือเผลอๆ อาจจะร้ายกาจยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำ!
เสิ่นซีเอ่ยถาม “อวี้เหนียงสามารถรับประกันได้จริงๆ หรือ ว่าในภายภาคหน้าแม่นางจือจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรมและแนวทางการทำธุรกิจ”
เพียงประโยคเดียว ก็ทำเอารอยยิ้มบนใบหน้าของอวี้เหนียงถึงกับแข็งค้างไปในทันที
อวี้เหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจแผ่วเบา “ดูเหมือนจะปิดบังสิ่งใดคุณชายเสิ่นไม่ได้เลยจริงๆ ผู้น้อยต้องการจะไปพึ่งพิงน้องสาวจือจริงๆ เพื่อจะได้มีที่พึ่งพิงในเมืองเอก ทว่ายามนี้ซ่งสี่เอ๋อร์มีอิทธิพลล้นฟ้า ความตั้งใจของน้องสาวจือก็คือ ผู้บัญชาการทหารฟางจะพ้นจากตำแหน่งในปีหน้า ยามนี้เขาแทบจะเอาตัวเองไม่รอด เหตุใดจึงไม่ฉวยโอกาสนี้วางแผนจัดการซ่งสี่เอ๋อร์ ทยอยเด็ดปีกตัดกำลังพรรคพวกของนางให้สิ้นซาก แล้วค่อยลงมือปลิดชีพนางในคราวเดียวเล่าเจ้าคะ? หากปล่อยให้นางไปเกาะเกี่ยวสานสัมพันธ์กับผู้บัญชาการทหารคนใหม่ได้ นางก็จะต้องก่อกรรมทำเข็ญในเมืองฝูโจวต่อไปอย่างแน่นอน”
พูดจบ อวี้เหนียงก็คลี่ยิ้มกว้าง “ส่วนเรื่องของกำนัลชิ้นนี้ คุณชายเสิ่นไม่ต้องคิดมากไปหรอกเจ้าค่ะ ต่อให้คุณชายเสิ่นจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ทว่าบุญคุณที่ต้องทดแทนก็ยังคงต้องทดแทนอยู่วันยันค่ำ เด็กสาวสองคนนี้ชะตาชีวิตอาภัพนัก หากไม่ได้คุณชายเสิ่นออกหน้าช่วยเหลือ พวกนางก็คงต้องตกระกำลำบากอยู่ในโลกียวิสัยต่อไป การที่ยามนี้พวกนางสามารถรักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องและหลุดพ้นจากหอคณิกามาได้ นับว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่งนัก”
“หากคุณชายเกิดความสงสาร ก็โปรดรับพวกนางไว้เลี้ยงดูเป็นบ้านเล็กไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ รอจนในภายภาคหน้าเมื่อคุณชายสอบได้ตำแหน่งมีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว ค่อยรับพวกนางเข้าจวนไปเป็นอนุภรรยา นั่นก็นับว่าเป็นวาสนาของพวกนางแล้ว หากคุณชายรู้สึกว่าไม่สะดวก ก็ปล่อยให้ผู้น้อยเลี้ยงดูพวกนางไปก่อน รอให้พวกนางโตขึ้นอีกหน่อยค่อยจัดการก็ยังไม่สายเจ้าค่ะ”
(เชิงอรรถผู้แปล: บ้านเล็ก (外宅 - ว่ายไจ๋) การเลี้ยงดูอนุภรรยาหรือสตรีไว้นอกจวนหลัก (บ้านใหญ่) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาหรือเพื่อความสะดวกส่วนตัว)
จะรับหรือไม่รับ นี่คือปัญหาใหญ่โดยแท้!
หากจะบอกว่าเสิ่นซีไม่ได้หลงใหลในรูปโฉมของทั้งสองเลยแม้แต่น้อย นั่นย่อมต้องเป็นคำโกหกพกลมอย่างแน่นอน เพราะอย่างไรเสีย สองคนนี้ก็นับว่าเป็นสาวงามเพียงไม่กี่คนที่เสิ่นซีเคยพบเจอและสามารถนำไปเทียบเคียงกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้เลยทีเดียว! ทว่าเบื้องหลังเรื่องนี้อาจจะมีเรื่องราวลับลมคมในบางอย่างแอบแฝงอยู่ ซึ่งอาจจะนำพาตัวเขาและสมาคมการค้าถิงโจวให้ตกลงไปในวังวนอันตรายได้ทุกเมื่อ ชั่วขณะนั้นเสิ่นซีจึงตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก