- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 323 คุณชาย อย่าเจ้าค่ะ
ตอนที่ 323 คุณชาย อย่าเจ้าค่ะ
ตอนที่ 323 คุณชาย อย่าเจ้าค่ะ
ศิษย์เลิศล้ำย่อมมาจากสำนักปรัชญาอันยิ่งใหญ่
ไช่ชิงนั้นมีชื่อเสียงโด่งดัง แม้ในยามนี้เฉินเชินจะยังไม่ได้มีชื่อเสียงระบือไกลนัก ทว่าในฐานะศิษย์ของเขา เมื่อออกไปภายนอกย่อมได้รับความเคารพจากผู้คน ทว่าเฉินเชินผู้นี้กลับดูเป็นคนหยิ่งทะนงและไว้ตัวอยู่บ้าง น้ำเสียงและคำพูดคำจาแฝงไปด้วยกลิ่นอายของปัญญาชนอย่างเข้มข้น หากจะพูดให้ระคายหูสักหน่อยก็คือเป็นหนอนหนังสือผู้ดื้อรั้น มักจะงัดเอาหลักปรัชญาและเหตุผลของตนไปเที่ยวพร่ำสอนผู้อื่นอยู่เสมอ ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นที่สบอารมณ์ รังแต่จะทำให้ผู้คนรำคาญใจเสียเปล่าๆ
ในขณะที่คนอื่นๆ มัวแต่สนใจเรื่องหาความสำราญเริงรมย์ ทว่าเฉินเชินกลับนั่งตัวตรงสงบเสงี่ยม สุราไม่แตะต้องแม้แต่หยดเดียว เอาแต่นั่งพูดจาพร่ำสอนอยู่ตรงนั้น บรรดาบัณฑิตคนอื่นล้วนเห็นแก่หน้าอาจารย์ของเขา จึงมิกล้าเอ่ยปากเหน็บแนมขับไล่
กลับกลายเป็นเสิ่นหมิงเหวินที่พูดจาขัดจังหวะเฉินเชินอย่างไม่เกรงใจ “คุณชายซู งานเลี้ยงสุราวันนี้ดูจะจืดชืดไปสักหน่อยกระมัง ไม่ทราบว่ามีรายการบันเทิงเริงใจอันใดบ้างหรือไม่”
ซูทงนึกถึงท่าทางไร้การสำรวมของเสิ่นหมิงเหวินที่ร้านเหล้าเมื่อตอนกลางวัน ในใจก็รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงอยู่บ้าง นี่ขนาดเสิ่นหมิงเหวินเพิ่งจะดื่มไปได้ไม่กี่จอก ก็เริ่มลวนลามฉวยโอกาสกับสตรีที่เข้ามารินสุราข้างกายเสียแล้ว... ทว่าแม่นางผู้นั้นก็หาใช่คนโง่เขลา เมื่อเห็นว่าเสิ่นหมิงเหวินแต่งกายซอมซ่อธรรมดา ซ้ำอายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ นางจึงลุกขึ้นเดินไปรินสุราให้ซูทงแทน ปล่อยให้เสิ่นหมิงเหวินนั่งเก้อถูกทิ้งไว้กลางทาง
ซูทงเอ่ยขึ้น “เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ให้นายหญิงผู้ดูแลของที่นี่เรียกแม่นางมาสักสองสามคน มาร่ายรำเพิ่มความครึกครื้นสักหน่อย”
ทุกคนต่างเห็นดีเห็นงามด้วย มีเพียงเสิ่นหมิงเหวินคนเดียวที่มีสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ในความคิดของเขา ในเมื่อมาถึงสถานเริงรมย์ทั้งที ก็สมควรจะเรียกหญิงงามมาสักคนเพื่อไปเสวยความสุขดั่งเมฆฝนแห่งอูซานด้วยกันสิ มัวแต่นั่งดื่มสุราชมการร่ายรำเช่นนี้มันจะไปหนำใจอันใดเล่า? เขากำลังนำหอคณิกาชั้นสูงที่ตนนั่งอยู่ในยามนี้ ไปเหมารวมกับซ่องหญิงคณิกาเถื่อน โดยหลงคิดไปว่าหญิงสาวของที่นี่ก็คงจะขึ้นไปนอนแผ่หราบนเตียง รับแขกคนแล้วคนเล่าเหมือนกันหมด...
(เชิงอรรถผู้แปล: ความสุขดั่งเมฆฝนแห่งอูซาน (巫山云雨) สำนวนเปรียบเปรยถึงการร่วมหอลงโรง หรือการร่วมรักระหว่างชายหญิง)
ป้ายชื่อเสียงอันโด่งดังที่หอหวยหยางชูเป็นจุดขาย ก็คือสตรีทั้งหมดของที่นี่ล้วนเดินทางมาจากแถบเจียงหวย (เจียงซูและอันฮุย) ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีม้าผอมแห่งหยางโจว อันเลื่องชื่อลือนามปะปนอยู่ด้วย พวกนางล้วนรวบรวมปราณวิเศษแห่งฟ้าดิน มีรูปโฉมงดงามและศิลปะวิชาเป็นเลิศหาตัวจับยาก
(เชิงอรรถผู้แปล: ม้าผอมแห่งหยางโจว (扬州瘦马) คำเรียกเด็กหญิงหน้าตาดีที่ถูกพ่อค้าคนกลางซื้อมาตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อนำมาฝึกฝนวิชาความรู้ ศิลปะ และกิริยามารยาทอย่างเข้มงวด เมื่อโตขึ้นจะถูกขายเป็นอนุภรรยาให้แก่เศรษฐีขุนนาง หรือขายให้หอคณิกาชั้นสูงในราคาสูงลิ่ว)
หญิงสาวที่ออกมาร่ายรำนั้น ล้วนอยู่ในวัยสิบสองสิบสามปี รุ่นราวคราวเดียวกับเสิ่นซี
ทว่าสตรีนั้นย่อมเติบโตเป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าบุรุษมากนัก ในสถานเริงรมย์หรือซ่องคณิกาเถื่อนทั่วไป เด็กสาววัยสิบสองสิบสามปีก็สามารถออกมาต้อนรับขับสู้รับแขกได้แล้ว การต้องคอยต้อนรับผู้คนในสถานที่เช่นนี้ ประสบการณ์ชีวิตของพวกนางอาจจะโชกโชนและเจนจัดยิ่งกว่าสตรีวัยยี่สิบปีที่ถูกเลี้ยงดูมาในเรือนหอของครอบครัวทั่วไปเสียอีก
เหล่าเด็กสาวก้าวออกมาในชุดกระโปรงจับจีบรอบพิมพ์ลายเหมือนกันหมด แม้เนื้อผ้าจะไม่ได้หรูหราราคาแพงนัก ทว่าสีสันกลับสดใสฉูดฉาด เมื่อสวมอยู่บนเรือนร่างของเด็กสาววัยสิบสองสิบสามปี ก็ยิ่งขับเน้นความอ่อนหวานน่ารักน่าเอ็นดู
ชายกระโปรงยาวกรอมพื้น ยามเด็กสาวก้าวเดินล้วนเป็นก้าวสั้นๆ และเมื่อถึงคราวร่ายรำ เรียวเท้าเล็กๆ ที่สวมรองเท้าปักก็จะโผล่พ้นชายกระโปรงออกมาให้เห็นเป็นระยะๆ
เรียวเท้าที่ถูกรัดจนเล็กจิ๋ว ทว่ากลับสามารถร่ายรำได้อย่างพลิ้วไหวอ่อนช้อย ทำเอาบรรดาบัณฑิตที่นั่งชมอยู่ถึงกับเคลิบเคลิ้มหลงใหล แม้แต่เฉินเชินผู้มักจะปั้นหน้าขรึมไม่แย้มยิ้ม มาบัดนี้กลับจ้องมองจนอ้าปากค้าง ราวกับวิญญาณถูกกระชากหลุดลอยไปเสียแล้ว
สิ่งที่แตกต่างจากสถานเริงรมย์ทั่วไปที่มักจะใช้ดนตรีประเภทเครื่องสายบรรเลงประกอบ ทว่าภายในหอหวยหยางแห่งนี้กลับใช้เสียงขลุ่ยในการขับกล่อม จากห้องกั้นเล็กๆ มีเสียงขลุ่ยอันไพเราะกังวานล่องลอยออกมา ท่วงทำนองนั้นงดงามจับใจ สั่นคลอนจิตวิญญาณผู้คน ทุกคนต่างก็อดไม่ได้ที่จะใคร่รู้ ว่าผู้ที่กำลังเป่าขลุ่ยอยู่ในห้องเล็กๆ นั้น จะเป็นนักดนตรีชาย หรือว่าจะเป็นดรุณีน้อยรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น เฉกเช่นเดียวกับหญิงสาวที่กำลังร่ายรำอย่างพลิ้วไหวอยู่เบื้องนอกกันแน่
เนื่องจากหอหวยหยางนั้นสูงถึงสามชั้น มีห้องจัดเลี้ยงขึ้นๆ ลงๆ รวมแล้วมากถึงสามสี่สิบห้อง นายหญิงผู้ดูแลของที่นี่จึงไม่อาจดูแลต้อนรับได้ทั่วถึงทุกห้อง แม้ซูทงจะยอมควักกระเป๋าจ่ายเงิน ทว่าเขาก็เป็นเพียงคนต่างถิ่น ต่อให้ยอมจ่ายเงินเรียกหญิงสาวเข้ามาร่ายรำ ทว่าเมื่อการแสดงจบลง พวกนางก็ต้องรับเงินรางวัลแล้วเดินสายไปแสดงต่อยังห้องถัดไปอยู่ดี
เมื่อการร่ายรำสิ้นสุดลง ทุกคนจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหมดสนุกอยู่บ้าง
ซูทงเอ่ยขึ้นด้วยความเสียดาย “แม่นางทั้งหลายไม่รั้งอยู่ต่อเพื่อนั่งดื่มสุรากับพวกเราสักสองสามจอกหรือ”
เด็กสาวเหล่านี้แม้อายุยังน้อย ทว่ากลับแต่งหน้าทาปากแต่งตัวสวยพริ้ง มองดูเผินๆ คล้ายกับเด็กสาววัยสิบหกสิบเจ็ดปี พวกนางล้วนมีลูกไม้แพรวพราวในการรับมือกับบุรุษ ทว่าพวกนางก็มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ไม่อาจพูดจาพาทีหรือแม้แต่ดื่มสุรากับแขกส่งเดชได้ นางรำก็คือนางรำ ผู้รินสุราก็คือผู้รินสุรา หน้าที่แบ่งแยกชัดเจน แม้แต่จะช่วยรินสุราเพิ่มให้สักจอกก็ยังทำไม่ได้
เมื่อซูทงเห็นว่าพวกนางไม่ยอมเอ่ยปากเจรจาด้วยซ้ำ ก็รู้สึกกร่อยไปบ้าง ทว่าก็ไม่ได้ดึงดันบังคับฝืนใจ
ทว่ากลับเป็นเสิ่นหมิงเหวินที่ไม่รู้ว่าเส้นเอ็นในสมองสับรางผิดปกติหรืออย่างไร จู่ๆ เขาก็ลุกพรวดขึ้นมา พุ่งเข้าไปคว้าแขนของเด็กสาวหน้าตาสะสวยผู้เป็นนางรำนำเมื่อครู่นี้ อาศัยความเมามายแสดงกิริยาหยาบคายออกมา “มาสิ มาดื่มสุราเล่นการละเล่นทายสุรากับพวกเราหน่อย”
เด็กสาวนางนั้นถูกเสิ่นหมิงเหวินกระชากแขนอย่างกะทันหัน เดิมทีนางคิดจะสะบัดให้หลุด ทว่าด้วยรูปร่างที่เล็กแคระแกร็น เรี่ยวแรงจึงสู้เสิ่นหมิงเหวินไม่ได้ เมื่อนางดึงรั้งตัวถอยหลัง มิเพียงจะไม่หลุดพ้น ทว่าร่างกายกลับเสียหลักเซถลา ร่วงหล่นลงไปในอ้อมอกของเสิ่นหมิงเหวินแทน
เสิ่นหมิงเหวินยื่นปากหนาๆ หมายจะประทับจูบลงบนพวงแก้มหอมกรุ่นของเด็กสาว เมื่อซูทงเห็นท่าไม่ดี จึงรีบถลันเข้าไปดึงตัวเขาออก
“ท่านลุงเสิ่น ทำเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ...” “คุณชาย อย่าเจ้าค่ะ...”
เสิ่นหมิงเหวินนั้นอายุล่วงเข้าวัยสี่สิบปีแล้ว แม้จะสวมชุดบัณฑิต ทว่าเขาก็ไม่อาจทาบทับคำเรียกขานว่า "คุณชาย" ได้เลยแม้แต่น้อย ทว่าบรรดาหญิงสาวแห่งหอหวยหยางที่อยู่รอบข้างหาได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้ไม่ เมื่อเห็นพี่น้องของตนถูกรังแก ต่างก็รีบกรูกันเข้ามาช่วยห้ามปราม ทว่าก็มิกล้าล่วงเกินแขกเหรื่อ จึงทำได้เพียงยืนร้อนรนอยู่ด้านข้าง
เสิ่นซีคาดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นหมิงเหวินจะ "หน้ามืดตามัวเพราะตัณหา" ถึงเพียงนี้
หากไปลวนลามสตรีกลางถนนหนทาง หญิงสาวผู้นั้นเพื่อเห็นแก่ชื่อเสียงของตนเอง อาจจะยอมกล้ำกลืนฝืนทนทำประหนึ่งไม่มีอันใดเกิดขึ้น ทว่าการที่ท่านมาลวนลามสตรีในสถานเริงรมย์ที่มีทั้งทางการและนักเลงคุมถิ่นหนุนหลังอยู่เช่นนี้ ก็เท่ากับเป็นการรนหาที่ตายชัดๆ! อย่าว่าแต่จะถูกทุบตีเลย ต่อให้ถูกตีจนสลบแล้วจับยัดใส่กระสอบถ่วงน้ำ ถึงตายก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวตายอย่างไร
ผู้ที่มีสติสัมปชัญญะเพียงสักนิด ล้วนรู้ดีว่าผู้คนในหอหวยหยางแห่งนี้หาใช่คนที่จะไปล่วงเกินได้ง่ายๆ หากพวกเขายินยอมพร้อมใจก็แล้วไปเถิด ทว่าหากไม่ยินยอมก็ห้ามใช้กำลังบังคับขืนใจเด็ดขาด มิเช่นนั้นหากเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา ก็มีแต่จะหาเหาใส่หัวตัวเองเท่านั้น
เห็นได้ชัดว่าเสิ่นหมิงเหวินถูกหลี่ซื่อกักขังมานานเกินไป จนไร้ซึ่งประสบการณ์ในการเผชิญโลกกว้าง เขาไม่ประสีประสาเรื่องพวกนี้เลยสักนิด เขาเอาแต่มองว่าที่นี่ก็คือซ่องคณิกาเถื่อนที่ตกแต่งให้ดูหรูหราขึ้นมาหน่อยเท่านั้น ยิ่งเมื่อมีสุราตกถึงท้องไปสองสามจอก ความกำหนัดก็ยิ่งพาให้หน้ามืดตามัว จนกระทำการอุกอาจล่วงเกินเช่นนี้ออกมาได้
“ท่านลุงเสิ่น รีบปล่อยมือเถิดขอรับ ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่จะมาทำเรื่องเหลวไหลได้นะขอรับ”
ซูทงพุ่งเข้าไปดึงรั้งเสิ่นหมิงเหวิน ทว่าคาดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นหมิงเหวินจะเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนมากมาย มือหนึ่งโอบกอดเด็กสาวเอาไว้แน่น ส่วนอีกมือหนึ่งก็ผลักซูทงกระเด็นออกไป... ในยามที่หลงลืมตัวลืมตนเช่นนี้ ต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้เสด็จลงมา เขาก็หาได้เกรงกลัวไม่
บางทีอาจเป็นเพราะหญิงสาวที่รินสุราให้เขาก่อนหน้านี้จงใจหลบหน้า ทำให้เขารู้สึกอับอายและโกรธแค้นจนทนไม่ไหว ดังนั้นยามนี้เขาจึงไม่ยอมฟังคำห้ามปรามใดๆ ทั้งสิ้น ดึงดันจะฉุดกระชากเด็กสาวคนนั้นมานั่งดื่มสุราเป็นเพื่อนให้จงได้
“แคว่ก...”
จู่ๆ ก็มีเสียงผ้าฉีกขาดดังขึ้น ที่แท้เสิ่นหมิงเหวินก็กระชากแขนเสื้อของเด็กสาวจนขาดวิ่น เนื่องจากยามนี้อยู่ในช่วงกลางฤดูร้อนเดือนหก เด็กสาวจึงสวมเพียงเสื้อคลุมตัวนอกบางๆ ด้านในมีเพียงเอี๊ยมตัวน้อยปกปิด การกระชากครานี้จึงเผยให้เห็นท่อนแขนขาวผุดผ่องไปกว่าครึ่ง ซึ่งในยุคสมัยนี้ การปล่อยให้เรือนร่างเปิดเผยเช่นนี้นับเป็นเรื่องเสื่อมเสียเกียรติอย่างร้ายแรง
เสิ่นซีเห็นท่าไม่ดี จึงตะโกนลั่นขึ้นมา “ท่านย่ามาแล้ว!”
ร่างของเสิ่นหมิงเหวินพลันสะดุ้งเฮือก สองมือปล่อยออกโดยสัญชาตญาณ พลางกวาดสายตามองล่อกแล่กไปรอบๆ “อยู่ที่ใด!”
เสิ่นหมิงเหวินที่เมามายจนขาดสติ ยังไม่ทันรู้ตัวว่าตนเองอยู่ที่ใด กว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอก และคิดจะหันกลับไปคว้าตัวเด็กสาว นางก็ถูกบรรดาพี่น้องร่วมหอพาตัวไปหลบซ่อนอยู่ตรงมุมกำแพงเสียแล้ว
คนที่อยู่ในห้องกั้นเล็กๆ เดินออกมา นางเป็นเด็กสาวเช่นกัน ทว่าอายุมากกว่าเล็กน้อย ราวสิบสี่สิบห้าปี ในมือถือขลุ่ยยาวกางกั้นอยู่เบื้องหน้าปกป้องเหล่าเด็กสาว ใบหน้ารูปไข่ คิ้วดั่งหงส์นัยน์ตางดงาม หากประเมินจากรูปโฉม เด็กสาวผู้นี้งดงามกว่าบรรดาเด็กสาวที่ยังดูอ่อนวัยพวกนั้นอยู่ถึงสามส่วน เสิ่นหมิงเหวินแสยะยิ้มกว้าง ซ้ำยังยื่นมือหมายจะลูบไล้พวงแก้มของเด็กสาวผู้นี้ ทว่ากลับถูกนางใช้ขลุ่ยตีเข้าที่มืออย่างจัง
“โอ๊ย!”
เสิ่นหมิงเหวินเจ็บจนต้องชักมือกลับ พลางสะบัดมือไปมา ทว่าบนใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มหื่นกระหาย “โอ๊ะโอ นังหนูนี่พยศไม่เบาแฮะ” ขณะที่เขากำลังจะใช้กำลังเข้าข่มขู่ บรรดาบัณฑิตที่อยู่รอบๆ ก็พากันเข้าไปช่วยดึงตัวเขาเอาไว้ ทันใดนั้นบานประตูก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงจากภายนอก นายหญิงผู้ดูแลแห่งหอหวยหยางพาชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนสองคนเดินเข้ามา เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า นายหญิงผู้ดูแลก็ขมวดคิ้วมุ่น ชายฉกรรจ์ทั้งสองตรงดิ่งเข้าไปกดร่างเสิ่นหมิงเหวินลงกับพื้นทันที
“เกิดอันใดขึ้น!”
เมื่อนายหญิงผู้ดูแลเห็นว่าเด็กสาวในสังกัดของตนถูกรังแก มิเพียงเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ทว่ายังถูกฉีกขาดจนเผยท่อนแขนขาวราวหิมะให้บุรุษจ้องมอง นางก็ตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล “ฝีมือผู้ใด!”
“นังผู้หญิงคนนี้หน้าตาจิ้มลิ้มไม่เบาแฮะ...” เสิ่นหมิงเหวินที่ถูกกดร่างอยู่บนพื้น กลับยังคงหลุดปากลวนลามนางอย่างไม่เจียมสังขาร
พอได้ยินคำพูดของเสิ่นหมิงเหวิน นายหญิงผู้ดูแลก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “ลากมันไปลานหลังเรือน!”
ส่วนเรื่องลากไปลานหลังเรือนเพื่อทำสิ่งใดนั้น ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าคงเอาไปซ้อมให้จมกองเลือดเป็นแน่ ในยามปกติหอคณิกามักจะมีผู้คนมาก่อกวนอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นพวกเมาสุราทำตัวไร้มารยาท พวกคู่แข่งที่ส่งคนมาก่อกวน หรือแม้แต่บรรดาแม่สิงโตเหอตงที่มาตามจับผิดสามี เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน หอคณิกาจึงมีมาตรการรับมือฉุกเฉินเป็นของตนเอง
(เชิงอรรถผู้แปล: แม่สิงโตเหอตง (河东狮) เปรียบเปรยถึงภรรยาที่ดุร้าย ขี้หึง หรือมีอำนาจเหนือสามี มักตามมาอาละวาดเวลาสามีแอบมาเที่ยวสถานเริงรมย์)
เมื่อซูทงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้าไปไกล่เกลี่ย “สี่เหนียง เรื่องนี้พอแค่นี้เถิดขอรับ หากมีความเสียหายอันใด พวกข้ายินดีจ่ายเงินชดใช้ให้ ท่านลุงเสิ่นผู้นี้เมามากแล้ว...”
นายหญิงผู้ดูแลนามว่าสี่เหนียงมีสีหน้าโกรธจัด “เมาแล้วจะกำเริบเสิบสานอย่างไรก็ได้หรือ ไม่แหกตาดูบ้างว่าที่นี่คือสถานที่ใด หากไม่สั่งสอนมันให้หลาบจำ ผู้อื่นคงคิดว่าหอหวยหยางของเรารังแกได้ง่ายๆ เด็กๆ... ลากตัวมันออกไป”
ยามนี้เสิ่นหมิงเหวินแทบจะสร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง เมื่อครู่เขายังมีเรี่ยวแรงมหาศาล ทว่าบัดนี้กลับถูกชายฉกรรจ์ที่แม้จะผอมกว่าเขาหนึ่งรอบจับกุมตัวไว้ เขากลับทำได้เพียงดิ้นรนอย่างขัดขืนไร้เรี่ยวแรง
เบื้องนอกเริ่มมีแขกเหรื่อได้ยินความเคลื่อนไหวผิดปกติ จึงพากันชะโงกหน้ามาดูว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น
ทว่าเด็กสาวที่เป่าขลุ่ยอยู่ในห้องกั้น และเป็นผู้ออกมาปกป้องน้องๆ เมื่อเกิดเรื่องเมื่อครู่ กลับเอ่ยขึ้นมาว่า “ท่านน้าสี่ เรื่องนี้ปล่อยผ่านไปเถิดเจ้าค่ะ ปรองดองกันไว้ดีกว่า ข้าคิดว่าท่านเองก็คงไม่อยากให้เรื่องนี้กระโตกกระตากออกไปเช่นกัน”
สี่เหนียงแค่นยิ้มเย็น “เจ้าไม่ใช่คนของหอหวยหยาง เรื่องของที่นี่ไม่ต้องให้เจ้ามาแส่”
เด็กสาวก้มหน้าลงต่ำ นัยน์ตาเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา แววตาดูงามบอบบางจับใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ เดิมทีนางเพียงอยากจะช่วยเปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก ทว่าสี่เหนียงกลับไม่รับน้ำใจ ซ้ำยังตวาดไล่นางอีกด้วย
เสิ่นซีที่ยืนอยู่ด้านข้างเมื่อเห็นเหตุการณ์ ก็พอจะเดาออกว่า เด็กสาวผู้นี้น่าจะเป็นหญิงคณิกาที่มารับ “งานนอก” เป็นแน่ หญิงสาวในหอคณิกาเอกชนทั่วไปมักมีภูมิหลังต่ำต้อย ทว่าหญิงสาวในสำนักคณิกาหลวงนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นครอบครัวของขุนนางต้องโทษที่ถูกจับกุม เดิมทีพวกนางอาจเป็นถึงคุณหนูผู้ได้รับการปรนนิบัติพัดวีมาอย่างดี เมื่อต้องมาตกระกำลำบากถูกรังแก จึงมีโอกาสคิดสั้นได้ง่ายยิ่งกว่า
ในใจของเสิ่นซีด่าทอเสิ่นหมิงเหวินไปชุดใหญ่ อย่างไรเสียที่นี่ก็ไม่ใช่ถิ่นของเมืองถิงโจว ซ้ำเสิ่นหมิงเหวินยังทำตัวไร้มารยาทกำเริบเสิบสานก่อน ทางหอหวยหยางนั้นมีเส้นสายทั้งฝั่งขาวและฝั่งดำ พวกเขาย่อมไม่สนใจเงินค่าทำขวัญเพียงหยิบมือนั่นหรอก เพียงแค่อยากจะซ้อมเสิ่นหมิงเหวินเพื่อระบายโทสะ แล้วใครจะไปทำอันใดได้เล่า
เมื่อเห็นว่าคนกำลังจะถูกลากออกไปถึงประตู เสิ่นซีก็ลอบคิดว่า การที่เสิ่นหมิงเหวินถูกซ้อมสักมื้อก็น่าจะเป็นเรื่องดีกระมัง อย่างน้อยก็จะช่วยให้เขาตระหนักถึงสถานการณ์ และไม่กล้าออกมาก่อเรื่องวุ่นวายอีกก่อนถึงวันสอบ หวังเพียงว่าเดี๋ยวอย่าถึงขั้นตีกันจนตายก็พอ
ทว่าซูทงกลับมิใช่พวกทิ้งเพื่อนไร้คุณธรรม เขาล้วงเอาตั๋วเงินของโรงเงินแห่งเมืองถิงโจวออกมาจากอกเสื้อ ซึ่งเป็นตั๋วเงินมูลค่าถึงสิบตำลึง พุ่งตัวเข้าไปยัดใส่มือของสี่เหนียง
สี่เหนียงไม่แม้แต่จะปรายตามอง นางปัดตั๋วเงินโยนทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี “ตัวอะไรกัน คนต่างถิ่นอย่างพวกเจ้า กล้ามาวางก้ามในถิ่นฝูโจวเชียวหรือ ลากตัวมันไปลานหลังเรือน ตีให้ตาย!”
ยามนี้เสิ่นหมิงเหวินหวาดกลัวจนตัวสั่นงันงก ทำได้เพียงร้องเอะอะโวยวาย “พวกเจ้า... พวกเจ้าทำเช่นนี้เห็นชีวิตคนเป็นผักปลาเชียวรึ...”
ใบหน้าของสี่เหนียงเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียม “บอกให้เอาบุญ หากมาก่อกวนที่หอหวยหยาง ต่อให้ตีเจ้าจนตาย ทางการก็ไม่แม้แต่จะไต่สวนหรอก”
ซูทงเริ่มร้อนใจ รีบพุ่งเข้าไปหมายจะแย่งตัวเสิ่นหมิงเหวินกลับคืนมา ทว่าที่หน้าประตูกลับมีชายฉกรรจ์อีกห้าหกคนกรูกันเข้ามา มิเพียงลากตัวเสิ่นหมิงเหวินออกไปได้ แม้แต่ซูทงและลู่เฉิงที่พยายามเข้าไปห้ามปรามก็พลอยถูกทุบตีไปด้วย
เมื่อเสิ่นซีเดินตามฝูงชนไปถึงโถงทางเดิน ยามนี้แขกเหรื่อทั้งหอหวยหยางต่างพากันแห่ออกมาดูความครึกครื้น เสิ่นหมิงเหวินเห็นตนเองถูกคุมตัวราวกับกำลังจะถูกส่งตัวไปลานประหาร ก็ทำตัวดื้อด้านไม่เกรงกลัวอันใด ซ้ำยังร้องด่าทอ “นังหญิงแพศยาไร้ยางอาย ข้าลูบคลำสองทีก็นับว่าให้เกียรติเจ้าแล้ว... รอให้ข้าสอบได้จวี่เหริน สอบได้จิ้นซื่อเมื่อใด ข้าจะซื้อนังหญิงโหดร้ายอย่างเจ้ามาใช้งานเยี่ยงหมูเยี่ยงหมาเลยคอยดู!”
ขณะที่กำลังพ่นคำรามฝากฝังอย่างดุดัน ร่างของเขาก็ถูกคุมตัวไปถึงหน้าบันได ทว่าเท้าของเสิ่นหมิงเหวินเกิดเสียหลักลื่นไถล ร่างจึงกลิ้งหลุนๆ ตกบันไดลงไปในทันที