เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 322 บัณฑิตร่วมรุ่น

ตอนที่ 322 บัณฑิตร่วมรุ่น

ตอนที่ 322 บัณฑิตร่วมรุ่น


ครั้นเสิ่นหมิงเหวินนึกขึ้นได้ว่าค่ำนี้ยังมีงานเลี้ยงสุรารออยู่อีกมื้อ ก็พลันรู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างมีความสุขเสียนี่กระไร เขายิ้มแย้มเบิกบาน ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำร่ำลาสักครึ่งคำ ก็รีบคว้ากาสุราที่ทางร้านเพิ่งจะนำมามอบติดมือเดินลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว

ในสายตาของเสิ่นหมิงเหวิน ซูทงก็เป็นเพียงแค่เด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งจะสอบเข้าสำนักศึกษาได้หมาดๆ เรื่องวิชาความรู้ย่อมราบเรียบธรรมดา ไม่มีสิ่งใดให้น่าสนทนาแลกเปลี่ยนด้วย อย่างมากที่สุดก็มีประโยชน์แค่ตอนออกมากินดื่มแล้วคอยเป็นเจ้ามือจ่ายเงิน เป็นลูกแกะอ้วนให้เขาปอกลอกฉวยโอกาสหาผลประโยชน์เท่านั้นเอง

ซูทงทอดสายตามองแผ่นหลังของเสิ่นหมิงเหวินที่เดินลงบันไดไป พลางนึกสงสัยอยู่ในใจว่าเขาตั้งใจจะลงไปปลดทุกข์หรือว่ากลับบ้านกันแน่ ทว่าเมื่อตรองดูอีกที หากแค่ไปปลดทุกข์ ก็ไม่เห็นจำต้องถือพกสุราติดมือไปด้วยเลย…

หรือว่าเขาตั้งใจจะดื่มสุราจนหมดกา แล้วเอากาสุรานั่นไปใช้แทนกระโถนฉี่! แค่คิดก็รู้สึกสะอิดสะเอียนจนขนลุกซู่แล้ว!

ซูทงเอ่ยขึ้นมา “น้องเสิ่นเอ๋ย ท่านลุงของเจ้านี่ช่าง... ช่างเจรจาดีแท้นะ”

เสิ่นซีลอบด่าในใจ ช่างเจรจาบ้าบออันใดกัน นี่มันเป็นพวกหน้าด้านไร้ยางอายต่างหากเล่า! นิสัยพรรค์นี้ล้วนเป็นเพราะหลี่ซื่อตามใจจนเคยตัวทั้งสิ้น วันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่บนห้องใต้หลังคา ไม่เคยหยิบจับทำสิ่งใดให้ลำบาก มองดูเผินๆ เหมือนน่าสงสารที่ต้องถูกขังให้อ่านแต่ตำรา ทว่าความจริงแล้วกลับเป็นการใช้ชีวิตเสวยสุขต่างหาก ในเมื่อไม่ต้องทำงานทำการอันใด คนที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบนี้ จะไม่กลายเป็นทั้งคนตะกละและเกียจคร้านไปได้อย่างไร

ทว่าเสิ่นซีย่อมไม่อาจเอ่ยปากตำหนิติเตียนผู้อาวุโสต่อหน้าคนนอกได้ เพราะนั่นถือเป็นการเสียมารยาทอย่างรุนแรงตามหลักจารีต หลังจากนั้น ทั้งเสิ่นซีและซูทงต่างก็จงใจหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเสิ่นหมิงเหวินอีก เพราะการมีตัวตนของเขาผู้นี้ก็ไม่ต่างอันใดกับแมลงวันที่คอยตามรังควาน เพียงแค่นึกถึงก็พาให้หมดสนุกแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนา

เมื่อรับประทานมื้อเที่ยงเสร็จสิ้น ซูทงก็พาเสิ่นซีไปแวะชมสถานที่พักของตน

ที่พักของซูทงนั้นค่อนข้างอยู่ไกลจากโรงเตี๊ยมริมแม่น้ำม้าขาวของเสิ่นซีพอสมควร จุดประสงค์ของซูทงก็คือ ต่อให้ไม่สามารถพักอยู่ในโรงเตี๊ยมเดียวกันได้ แต่อย่างน้อยหากย้ายมาอยู่ใกล้ๆ กัน ก็ยังพอจะไปมาหาสู่และช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้สะดวกขึ้น

ซูทงกล่าวว่า “ยามนี้เพิ่งจะต้นเดือนหก บัณฑิตที่เดินทางเข้าเมืองเอกยังมีจำนวนไม่มากนัก หากไม่รีบฉวยโอกาสหาที่พักตั้งแต่ตอนนี้ รอจนถึงเดือนเจ็ด โรงเตี๊ยมทั่วทั้งเมืองเอกคงจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจนล้นทะลัก ถึงเวลานั้นหากคิดจะหาที่พักที่ถูกใจคงเป็นเรื่องยากลำบากแสนสาหัสแล้วล่ะ เผลอๆ แม้แต่ศาลเจ้าหรือวัดวาอารามในเมือง ก็ยังต้องกลายเป็นที่ซุกหัวนอนของเหล่าบัณฑิตเลยด้วยซ้ำ”

เสิ่นซีพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย

เพียงแค่อำเภอเล็กๆ อย่างหนิงฮว่า ก็มีเซิงหยวนมากถึงสองร้อยกว่าคนแล้ว ในมณฑลฝูเจี้ยนมีอำเภออยู่ราวเจ็ดแปดสิบแห่ง จำนวนเซิงหยวนรวมกันทั้งสิ้นน่าจะมีมากกว่าหมื่นหกพันคนขึ้นไป แม้ว่าเซิงหยวนทุกคนจะไม่ได้เดินทางมาสอบระดับมณฑล ทว่าจำนวนผู้เข้าสอบก็น่าจะตกอยู่ราวสี่ถึงห้าพันคน บวกรวมกับเหล่าผู้ติดตามและญาติพี่น้องที่มาคอยส่งสอบอีก เบ็ดเสร็จแล้วคงมีผู้คนหลั่งไหลเข้าเมืองเอกพร้อมกันทีเดียวถึงหมื่นสองหมื่นคน มิน่าเล่าสถานที่พักจึงได้แออัดยัดเยียดจนล้นทะลักถึงเพียงนี้

มณฑลฝูเจี้ยนถือเป็นหนึ่งในมณฑลทางตอนใต้ที่มีระบบการศึกษาเจริญรุดหน้า ในราชวงศ์ต้าหมิง สถิติผู้สอบผ่านระดับมณฑลในแต่ละรอบของมณฑลฝูเจี้ยนนั้นเป็นรองเพียงหนานเป่ยเหลียงจื่อลี่และมณฑลเจียงซีเท่านั้น และยังมีสัดส่วนสูสีคู่คี่กับสองมณฑลใหญ่อย่างเจ้อเจียงและหูกว่างอีกด้วย

(เชิงอรรถผู้แปล: หนานเป่ยเหลียงจื่อลี่ (南北两直隶) เขตปกครองพิเศษทางเหนือ (เป่ยจิง) และทางใต้ (หนานจิง) ที่ขึ้นตรงต่อราชสำนักในยุคหมิง)

ในรัชศกหงซีปีที่หนึ่งได้มีการกำหนดจำนวนผู้สอบผ่านระดับมณฑลของมณฑลฝูเจี้ยนไว้ที่สี่สิบห้าคน ต่อมาในรัชศกจิ่งไท่ปีที่สี่ ได้มีการเพิ่มขึ้นอีกสิบห้าคน จวบจนถึงปัจจุบันในรัชศกหงจื้อปีที่สิบเอ็ด เป็นเวลาเกือบสี่ห้าสิบปีแล้วที่การสอบระดับมณฑลของมณฑลฝูเจี้ยนยังคงยึดหลักเกณฑ์คัดเลือกผู้สอบผ่านที่จำนวนหกสิบคนมาโดยตลอด เมื่อกล่าวโดยรวมแล้ว อัตราการสอบผ่านระดับมณฑลนั้นต่ำกว่าการสอบระดับท้องถิ่นอยู่หลายขุมทีเดียว อย่างน้อยๆ การสอบระดับท้องถิ่นของเมืองถิงโจวก็ยังมีอัตราการสอบผ่านเกือบหนึ่งในสิบ ทว่าเมื่อมาถึงการสอบระดับมณฑล อัตราการสอบผ่านกลับลดลงเหลือไม่ถึงสองในร้อยเสียด้วยซ้ำ!

(เชิงอรรถผู้แปล: รัชศกหงซี (洪熙) ชื่อรัชศกของจักรพรรดิหมิงเหรินจง ฮ่องเต้องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์หมิง ซึ่งมีระยะเวลาสั้นๆ เพียง 1 ปี (ค.ศ. 1425) เป็นคนละยุคสมัยกับรัชศกหงจื้ออันเป็นยุคปัจจุบันในเนื้อเรื่อง) 

ขณะเดียวกัน กฎเกณฑ์ของการสอบระดับมณฑลยังระบุไว้อีกว่า “ในสถานที่ที่อุดมไปด้วยบัณฑิตผู้มีความรู้ความสามารถมากมาย ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับจำนวนที่กำหนด ทว่าหากในสถานที่ใดที่บัณฑิตยังไร้ซึ่งความสามารถ แม้จำนวนผู้สอบผ่านจะไม่ครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็ให้ยึดตามความเป็นจริง และส่งตัวไปสมทบกับก้งเซิงแทน”

(เชิงอรรถผู้แปล: ก้งเซิง (贡生) นักเรียนหลวงที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปศึกษาในกั๋วจื่อเจี้ยนโดยไม่ต้องผ่านการสอบ หรือผ่านการคัดเลือกเป็นกรณีพิเศษ)

นี่คือพระราชโองการที่จูหยวนจางทรงตราขึ้น หมายความว่าหากการสอบระดับมณฑลรอบใดมีผู้มีความรู้ความสามารถปรากฏกายขึ้นเป็นจำนวนมาก ก็อนุญาตให้เพิ่มจำนวนรับผู้สอบผ่านได้ตามความเหมาะสม ทว่าหากรอบใดมีผู้มีความสามารถน้อย ก็ไม่อนุญาตให้เอาบัณฑิตที่ไร้คุณภาพมาปะปนหลอกขายเพียงเพื่อให้ครบตามจำนวนที่กำหนด

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว บรรดาผู้คุมสอบมักจะยึดหลักปฏิบัติว่ารับให้น้อยเข้าไว้จะดีกว่า เพราะหากรับคนมากเกินไป แล้วภายหลังเกิดมีผู้ไปตรวจสอบพบว่าผู้ที่สอบผ่านนั้นไร้ซึ่งความรู้ความสามารถ ผู้คุมสอบย่อมต้องรับผิดชอบความผิดนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าหากเลือกรับคนน้อยเข้าไว้ ต่อให้ในบรรดาผู้สอบผ่านจะมีพวกที่ความรู้กลวงโบ๋เขียนบทความไม่ได้ความปะปนอยู่บ้าง เขาก็ยังพอมีข้ออ้างหลบเลี่ยงได้ว่า ในเมื่อผู้เข้าสอบรอบนี้ล้วนแต่ย่ำแย่ไม่ได้เรื่องกันทั้งนั้น การที่เขาอุตส่าห์เฟ้นหาผู้สอบผ่านจนครบรายชื่อประกาศผลได้ก็นับว่ายากลำบากเลือดตาแทบกระเด็นแล้ว

ซูทงได้แนะนำเสิ่นซีให้รู้จักกับบัณฑิตจากเมืองและอำเภออื่นอีกหลายคน ทั้งที่ซูทงเพิ่งจะเดินทางมาถึงเมืองเอกได้เพียงสองวัน ทว่าเขากลับสามารถผูกมิตรกับสหายใหม่ได้หลายคนแล้ว คนเหล่านี้ล้วนอยู่ในวัยราวยี่สิบปีเศษ นับว่าเป็นกลุ่มปัญญาชนหนุ่มผู้มีความสามารถอนาคตไกล เมื่อพวกเขาได้ยินว่าเสิ่นซีอายุเพียงสิบสองปีก็สามารถเข้าสอบระดับมณฑลได้แล้ว ท่าทีที่พวกเขามีต่อเสิ่นซีก็พลันเป็นมิตรและกระตือรือร้นขึ้นมาอีกหลายส่วน

ในเมื่อมิใช่คนบ้านเดียวกัน ความรู้สึกอยากแข่งขันประชันขันแข่งกันย่อมลดน้อยลง เสิ่นซีจึงมิได้ตกอยู่ในสถานะ "ลูกคนอื่นที่เก่งกว่าลูกเรา" อีกต่อไป การที่เขาสามารถเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลได้ด้วยวัยเพียงเท่านี้ อย่างน้อยๆ สมญานาม "เด็กอัจฉริยะ" ก็คงไม่ได้ได้มาเพราะแค่โชคช่วยแน่ หากเขาสามารถสอบผ่านเป็นจวี่เหรินได้ อนาคตเบื้องหน้าย่อมรุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัด หากไม่รีบฉวยโอกาสตีสนิทเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้ จะมัวรอไปถึงเมื่อใดกัน!

“ที่แท้ก็คุณชายเสิ่นนี่เอง ที่คุณชายซูพยายามสืบเสาะตามหาอยู่หลายวัน เมื่อได้เห็นกับตาตนเองในวันนี้ ถึงได้รู้ว่าคุณชายเสิ่นเป็นถึงวีรบุรุษวัยเยาว์ ผู้มีความโดดเด่นไม่ธรรมดา นับว่าเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง!” บัณฑิตแซ่ลู่ผู้หนึ่งเอ่ยชื่นชมออกมาจากใจจริง

“คำกล่าวของพี่ลู่ช่างถูกต้องนัก สาเหตุที่ข้าต้องรีบร้อนตามหาน้องเสิ่นให้พบ ก็เพราะเขามิเพียงแต่จะอายุน้อยและมีวิชาความรู้ลึกล้ำเท่านั้น ทว่าในด้านอื่นๆ เขาก็ยังมีความเชี่ยวชาญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการดีดพิณ หมากล้อม คัดลายมือ หรือวาดภาพ ล้วนเชี่ยวชาญแตกฉานไปเสียทุกแขนง แม้แต่การละเล่นซ่อนตะขอ หรือทายของซ่อน เขาก็ยังสามารถคำนวณและทายถูกได้อย่างแม่นยำดั่งจับวาง หากพวกท่านไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง คงไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าเขามีความสามารถวิเศษวิโสเพียงใด”

ซูทงออกโรงเยินยอเสิ่นซีต่อหน้าเหล่าบัณฑิตกลุ่มนั้นอย่างไม่ปิดบังซ่อนเร้น

ทุกคนต่างพากันร้องอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจและแสดงความเคารพเลื่อมใส มีบางคนเอ่ยขึ้นด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง “หากมีโอกาส ข้าต้องขอเปิดหูเปิดตาชมความสามารถของคุณชายเสิ่นให้ประจักษ์แก่สายตาสักครั้ง!”

ซูทงหัวเราะพลางเอ่ย “ฤกษ์ดีไหนเลยจะสู้ฤกษ์สะดวก วันนี้ข้าจะเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงที่หอหวยหยาง ไม่ทราบว่าทุกท่านจะกรุณาให้เกียรติไปร่วมจิบสุราด้วยกันสักหน่อย จะได้หรือไม่ขอรับ”

บัณฑิตเหล่านี้ต่างพากันหันมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าหอหวยหยางนั้นคือสถานที่ใด ทว่ามีบางคนที่รู้ซึ้งดี ว่าที่นั่นคือหอคณิกาชื่อดังประจำเมืองเอก ขึ้นชื่อเรื่องอาหารเลิศรสตำรับเจียงซูและเจ้อเจียง เรียกได้ว่าเป็นสถานเริงรมย์ที่มีระดับและราคาแพงหูฉี่ที่สุดในเมืองฝูโจว คนธรรมดาสามัญไม่มีทางมีปัญญาเข้าไปเหยียบได้อย่างแน่นอน

ทว่าในเมื่อซูทงเป็นฝ่ายออกปากเลี้ยงเอง ด้วยหลักการที่ว่ามีรับประทานเปล่าไม่กินก็โง่เต็มที่ บรรดาบัณฑิตต่างก็ตอบตกลงกันอย่างพร้อมเพรียงและกระตือรือร้น ทว่าเมื่อซูทงเดินออกไปส่งเสิ่นซีกลับโรงเตี๊ยม เสิ่นซีจึงได้โอกาสเอ่ยถามความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจออกมา “พี่ซู หอหวยหยางที่ท่านว่า มันคือสถานที่แบบใดหรือขอรับ”

“เป็นสถานที่ชั้นยอดเลยทีเดียวเชียวล่ะ คล้ายๆ กับเจี้ยวฟางซือในเมืองถิงโจวของเรานั่นแหละ ทว่าการตกแต่งภายในนั้นหรูหราโอ่อ่ากว่ามาก จำนวนหญิงงามก็มีมากกว่า ซ้ำรูปโฉมก็ยังสะคราญตากว่าด้วย ที่สำคัญที่สุดก็คือ... ฮ่าฮ่า เจ้ายังเด็กนัก ขืนเล่าให้ฟังไปเจ้าก็คงไม่เข้าใจหรอก!”

ซูทงเผยรอยยิ้มที่มีนัยแอบแฝงอย่างลึกซึ้ง “แม้สถานที่แห่งนั้นจะมิใช่หอคณิกาของทางการ ทว่าได้ยินมาว่ามีสายสัมพันธ์อันดีกับเบื้องบน แม้แต่หญิงงามจากเจี้ยวฟางซือแห่งฝูโจว ก็ยังต้องผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดเสียก่อน ถึงจะได้รับอนุญาตให้มาร่วมโต๊ะปรนนิบัติรินสุราได้ เจ้าลองคิดดูสิ ว่าสถานที่แห่งนี้จะยิ่งใหญ่คับฟ้าเพียงใด”

(เชิงอรรถผู้แปล: เจี้ยวฟางซือ (教坊司) สำนักสังคีตหลวง หน่วยงานดูแลการแสดงดนตรีและร่ายรำของราชสำนัก มักถูกใช้เป็นสถานที่ลงทัณฑ์กักตัวสตรีจากครอบครัวขุนนางต้องโทษให้เป็นคณิกาหลวง)

เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว

สถานเริงรมย์เอกชน ถึงขั้นสามารถดึงตัวหญิงงามจากเจี้ยวฟางซือมา "รับงานนอก" ได้ เบื้องหลังของที่นี่คงต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!

ต้องรู้ก่อนว่าในยุคสมัยนี้ สถานเริงรมย์นั้นมีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างของทางการและของเอกชน การนำสตรีจากเจี้ยวฟางซือไปปรนนิบัติแขกในหอคณิกาเอกชนนั้น ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง เว้นเสียแต่ว่าจะมีผู้มีอิทธิพลระดับสูงในแวดวงราชการคอยหนุนหลังอยู่เท่านั้น

ในยุคนี้ขอเพียงมีเส้นสายกับทางการ เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น ไม่แน่ว่านายใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังหอหวยหยางแห่งนี้ อาจจะเป็นผู้มีอำนาจล้นฟ้าคนใดคนหนึ่งที่เชิดหุ่นคนอื่นขึ้นมาบังหน้าก็เป็นได้

หลังจากเสิ่นซีกลับมาถึงโรงเตี๊ยม เขาก็ใช้เวลาอ่านตำราทบทวนความรู้อยู่อีกราวหนึ่งชั่วยาม จนกระทั่งถึงเวลาพลบค่ำ ซูทงก็ส่งรถม้ามารับด้วยตนเอง แม้เสิ่นหมิงเหวินจะไม่รู้ว่ากำลังไปที่ใด ทว่าเขาก็แต่งตัวเตรียมพร้อมเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว ราวกับว่างานเลี้ยงครานี้เขาคือแขกคนสำคัญที่สุดเสียอย่างนั้น

เสิ่นหมิงเหวินเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ “ชีหลาง งานเลี้ยงคืนนี้จัดที่ใดหรือ”

เสิ่นซีส่ายหน้า “ข้าก็ไม่ทราบขอรับ”

เด็กรับใช้ของซูทงจึงเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม “เรียนนายท่านเสิ่น วันนี้นายท่านของข้าน้อยเชิญท่านทั้งสองไปร่วมงานเลี้ยงที่หอหวยหยางขอรับ”

พอได้ยินชื่อสถานที่ นัยน์ตาของเสิ่นหมิงเหวินก็เบิกกว้างเปล่งประกายสีเขียวด้วยความตื่นเต้น “โอ๊ะ? หอหวยหยางเชียวหรือ! ที่นั่นคือสุดยอดสถานที่เลยนะ! คุณชายซูผู้นี้ช่างใจป้ำเสียจริง ได้ยินมาว่าผู้ที่เข้าไปกินดื่มที่นั่นได้ ล้วนมีแต่ขุนนางใหญ่โตและเศรษฐีมีเงินทั้งนั้น”

ตลอดเส้นทาง เสิ่นหมิงเหวินเอาแต่พร่ำพรรณนาถึงความดีงามของหอหวยหยางให้เสิ่นซีฟัง ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศที่แสนจะงดงามวิจิตร สุราที่หอมหวนรสเลิศ ไปจนถึงอาหารที่ปรุงอย่างพิถีพิถันแปลกใหม่ เขาหลงคิดไปว่าเสิ่นซียังไม่รู้ว่าภายในหอหวยหยางนั้นมีหญิงงามคอยปรนนิบัติด้วย ระหว่างที่พร่ำบรรยาย เขาก็เอาแต่ถูมือไปมา ราวกับอดใจรอไม่ไหวที่จะได้สวาปามอาหารมื้อใหญ่ และถึงตอนนั้นเขาอาจจะถึงขั้นต้องใช้ทั้งมือและเท้าเพื่อตักตวงความสุขให้หนำใจ

เมื่อเดินทางมาถึงที่หมาย ซูทงก็ออกมายืนรอรับด้วยตนเองอยู่ที่หน้าประตู เขายิ้มพลางเอ่ย “ข้ารู้ดีว่าพอน้องเสิ่นกลับไปถึงโรงเตี๊ยม ก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาอ่านตำราอย่างหนักเป็นแน่ จึงไม่อยากไปรบกวนเวลาของเจ้า งานเลี้ยงด้านในเตรียมพร้อมหมดแล้ว น้องเสิ่น... เอ่อ ท่านลุงเสิ่น เชิญด้านในเลยขอรับ!”

เมื่อเห็นเสิ่นหมิงเหวินปรากฏตัว ซูทงก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่า อย่างไรเสียเสิ่นหมิงเหวินก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านการสอบระดับมณฑลมาแล้วหลายครา อีกทั้งยังเป็นผู้เข้าสอบร่วมรุ่นในครั้งนี้ด้วย การเชิญเขามาเพื่อสอบถามและขอคำชี้แนะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็ย่อมเป็นประโยชน์ไม่น้อย

ทว่าเสิ่นหมิงเหวินหาได้สนใจจะเอ่ยทักทายซูทงไม่ เขารีบก้าวฉับๆ เดินลิ่วเข้าไปในหอหวยหยางอย่างรวดเร็วจนแทบจะวิ่ง ซูทงจึงถือโอกาสเดินรั้งท้ายแล้วกระซิบเตือนเสิ่นซี “น้องเสิ่นเอ๋ย เมื่อตอนกลางวันข้ายังไม่ได้เล่ารายละเอียดให้เจ้าฟังเลย บัณฑิตหลายท่านที่ข้ารู้จักและเชิญมาในวันนี้ ล้วนเป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งที่จะคว้าตำแหน่งเจี้ยหยวนในการสอบระดับมณฑลครานี้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะคุณชายลู่ท่านนั้น เขาเคยเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลมาแล้วเมื่อรอบก่อน ได้ยินมาว่าเดิมทีตำแหน่งเจี้ยหยวนเป็นของเขาแน่นอนอยู่แล้ว ทว่าตอนที่มีการตรวจสอบบทความ กลับพบว่ามีเนื้อหาที่ละเมิดข้อห้าม จึงถูกคัดชื่อออกอย่างน่าเสียดาย ทว่าสำหรับการสอบในรอบนี้ เขาต้องสอบได้ตำแหน่งนี้อย่างมั่นใจเต็มสิบส่วนแน่นอน”

(เชิงอรรถผู้แปล: เจี้ยหยวน (解元) ผู้สอบได้คะแนนอันดับหนึ่งในการสอบระดับมณฑล)

เสิ่นซีรู้ดีว่าซูทงนั้นกว้างขวางมีเครือข่ายเพื่อนฝูงมากมาย จึงมักจะได้รับ "ข่าววงใน" อยู่เสมอ สำหรับคุณชายลู่หรือ "ลู่เฉิง" ที่เพิ่งพบกันเมื่อตอนกลางวันนั้น เสิ่นซีไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรเป็นพิเศษ เขามีรูปร่างหน้าตาธรรมดาๆ การแต่งกายก็เรียบง่ายสมถะ ทว่าคำพูดคำจาของเขาก็นับว่ารื่นหูและมีมารยาทดี

โดยทั่วไปแล้ว ในเมื่อขุนนางคุมสอบฝ่ายในเป็นผู้เลือกให้ผู้ใดสอบได้ตำแหน่งเจี้ยหยวน พวกเขาก็ย่อมต้องอ่านตรวจทานบทความอย่างละเอียดถี่ถ้วนและพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว ว่าไม่มีส่วนใดละเมิดกฎหรือข้อห้ามใดๆ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการคัดเลือกให้เป็นเจี้ยหยวนก่อน แล้วค่อยมาตรวจสอบพบทีหลังว่าบทความมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ความผิดย่อมไม่ได้ตกอยู่เพียงแค่ตัวผู้เข้าสอบเท่านั้น ทว่าแม้แต่หัวหน้าผู้คุมสอบและผู้ช่วยผู้คุมสอบต่างก็ต้องรับโทษด้วยเช่นกัน

เสิ่นซีคาดการณ์ไว้ในใจว่า หากลู่เฉิงเคยถูกรับเลือกให้เป็นเจี้ยหยวนแต่สุดท้ายกลับถูกคัดชื่อออกจริง ก็แสดงว่าการสอบระดับมณฑลในรอบที่แล้ว จะต้องมีการรับสินบนทุจริตกันอย่างขนานใหญ่เป็นแน่ ทำให้ตำแหน่งเจี้ยหยวนของลู่เฉิง ถูกผู้ที่มีเส้นสายและเงินหนากว่าชิงตัดหน้าไปอย่างหน้าด้านๆ

เสิ่นซีได้ลอบสังเกตเห็นแล้วว่า ฐานะทางบ้านของลู่เฉิงนั้นดูจะไม่ค่อยสู้ดีนัก

ในใจของเสิ่นซีบังเกิดความกังวลขึ้นมาบ้าง ในเมื่อพื้นที่ฝูเจี้ยนแห่งนี้เป็นดั่งคำกล่าวที่ว่า "ภูเขาสูง ฮ่องเต้อยู่ไกล" ผู้คุมสอบล้วนเป็นขุนนางระดับสูงจากผู้ว่าการมณฑลประจำมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งต่างก็มีอำนาจล้นมือ ด้วยเหตุนี้ การสอบระดับมณฑลภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ จึงยากที่จะคาดหวังความยุติธรรมและความโปร่งใสได้อย่างแท้จริง ต่อให้เขาจะสามารถเขียนบทความได้โดดเด่นเหนือผู้คนมากเพียงใด ทว่าหากไม่ยอมติดสินบนบนล่างเพื่อกรุยทาง โอกาสที่จะต้องสอบตกก็ยังมีสูงมากทีเดียว

(เชิงอรรถผู้แปล: ภูเขาสูง ฮ่องเต้อยู่ไกล (山高皇帝远) สถานที่ห่างไกลศูนย์กลางอำนาจราชสำนัก ทำให้ขุนนางท้องถิ่นมีอำนาจมากและทำอะไรได้ตามอำเภอใจ)

ยามโคมประทีปเพิ่งสว่างไสว ภายในหอหวยหยางก็อาบย้อมไปด้วยแสงไฟเรืองรอง เมื่อเดินขึ้นไปถึงชั้นสอง ภายในห้องจัดเลี้ยงที่ประดับประดาด้วยม่านมุ้งผ้าโปร่งบางเบาจนดูราวกับสรวงสวรรค์นั้น มีชายหนุ่มนับสิบคนนั่งขัดสมาธิล้อมรอบโต๊ะกลมตัวใหญ่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยสุราชั้นเลิศและอาหารรสโอชาละลานตา ทันทีที่เสิ่นซีก้าวเข้าไปในห้อง ก็เห็นหญิงงามกำลังรินสุราคารวะผู้ร่วมงานเลี้ยงอยู่ก่อนแล้ว

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามโคมประทีปเพิ่งสว่างไสว (华灯初上) ช่วงเวลาพลบค่ำที่เพิ่งเริ่มมีการจุดโคมไฟให้แสงสว่าง)

ซูทงเผยสีหน้าละอายใจเล็กน้อย “เดิมทีวันนี้ข้าตั้งใจจะเริ่มงานเลี้ยงให้ช้าสักหน่อย เพื่อรอให้น้องเสิ่นมาถึงก่อน ทว่าทนต่อเสียงเรียกร้องและความกระตือรือร้นของพวกเขาไม่ไหวจริงๆ...”

เสิ่นซีพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

เหล่าปัญญาชนพวกนี้ มองเผินๆ ล้วนแต่ทำตัวสง่างามดูมีคุณธรรม ทว่าพอมาถึงสถานเริงรมย์เช่นนี้ เมื่อได้เผชิญหน้ากับสุราชั้นเลิศ อาหารรสโอชา และหญิงงามสะคราญตา มีหรือที่จะสามารถสงบเสงี่ยมตามระเบียบ รักษากิริยามารยาทอันดีงามไว้ได้?

เมื่อทุกคนเห็นซูทงพาเสิ่นซีเดินเข้ามาในห้อง ต่างก็รีบลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพ... อย่างไรเสีย ซูทงก็เป็นถึงเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ และเสิ่นซีก็ถือเป็นแขกคนสำคัญ พวกเขาย่อมไม่กล้าเสียมารยาทหรือเพิกเฉยเป็นอันขาด

ในจำนวนผู้ร่วมงานเลี้ยง มีบางคนที่เสิ่นซีเคยพบเจอและทำความรู้จักแล้วเมื่อตอนกลางวัน ทว่าก็มีอีกหลายคนที่เขาเพิ่งเคยเห็นหน้าเป็นครั้งแรก จึงต้องมีการแนะนำตัวกันพอสมควร ในทางกลับกัน เสิ่นหมิงเหวินผู้ซึ่งทำตัวกร่างและหน้าหนาเป็นทุนเดิม ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง เขาก็มองหาที่นั่งว่างแล้วทิ้งตัวลงนั่งทันที พลางหยิบตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก และร้องสั่งให้หญิงงามที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ รินสุราให้ตนอย่างไม่เกรงใจ

เพียงแค่นั้นยังไม่พอ เสิ่นหมิงเหวินยังหาจังหวะฉวยโอกาสยื่นมือไปลูบคลำเรียวมือนุ่มนวลของสตรีที่รินสุราให้ หวังจะเอาเปรียบเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสนองตัณหาของตนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อทุกคนทยอยกลับไปนั่งประจำที่ เสิ่นซีก็จัดแจงนั่งลงทางฝั่งซ้ายของซูทง ส่วนผู้ที่นั่งอยู่ทางฝั่งขวานั้นก็คือลู่เฉิง ผู้ที่ซูทงให้ความเคารพยกย่องอย่างสูงนั่นเอง ท่ามกลางบรรดาบัณฑิตที่มาร่วมงาน มีบัณฑิตผู้หนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของเสิ่นซีได้เป็นพิเศษ ชายหนุ่มผู้นี้แซ่เฉิน นามว่าเฉินเชิน มีชื่อรองว่าซือเซี่ยน เป็นชาวจิ้นเจียง และปีนี้เพิ่งจะมีอายุเพียงยี่สิบเอ็ดปีเท่านั้น

ตามความทรงจำจากชาติก่อนของเสิ่นซี เฉินเชินผู้นี้ถือเป็นลูกศิษย์คนสำคัญของไช่ชิง นักปราชญ์สำนักหลี่เสวียผู้โด่งดังแห่งมณฑลฝูเจี้ยนในยุคราชวงศ์ต้าหมิง

ไช่ชิงนั้นสอบติดจิ้นซื่อตั้งแต่อายุสามสิบปี ไต่เต้าขึ้นเป็นขุนนางใหญ่ ดำรงตำแหน่งหลางจงแห่งกรมขุนนางในนครหนานจิง และดำรงตำแหน่งรองผู้ตรวจการการศึกษาแห่งมณฑลเจียงซี เขาอุทิศชีวิตให้กับการศึกษาค้นคว้าคัมภีร์หลักทั้งหก ปรัชญาของปราชญ์ในยุคต่างๆ รวมถึงประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะผลงานของนักปราชญ์เลื่องชื่ออย่างเฉิงเฮ่า เฉิงอี๋ และจูซีนั้น เขาได้ศึกษาจนแตกฉาน ไช่ชิงได้ก่อตั้งสมาคมเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ 'คัมภีร์อี้จิง' ขึ้นที่วัดไคหยวนในเมืองเฉวียนโจว และเฉินเชินก็ถือเป็นศิษย์เอกที่โด่งดังที่สุดในบรรดาศิษย์ทั้งหมด สมาคมนี้มีสมาชิกอยู่ยี่สิบแปดคน ได้รับการขนานนามว่า "ยี่สิบแปดนักษัตรแห่งชิงหยวนผู้ศึกษาอี้จิง" ในยุคนั้นมีคำกล่าวที่ว่า "ยามนี้เมื่อกล่าวถึง 'คัมภีร์อี้จิง' ผู้คนทั่วใต้หล้าล้วนต้องยกย่องเชิดชูชาวจิ้นเจียง และในช่วงรัชศกเฉิงฮว่าและหงจื้อ หากบรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่จะหยิบยกปรัชญาสำนักหลี่เสวียขึ้นมาถกเถียงกัน ก็มีเพียงผลงานและแนวคิดของไช่ชิงเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับว่ายอดเยี่ยมและลึกซึ้งที่สุด"

(เชิงอรรถผู้แปล: หลางจงแห่งกรมขุนนาง (吏部郎中) "กรมขุนนาง" หรือลื่อปู้ เป็นหนึ่งในหกกรมหลักของราชสำนัก มีหน้าที่ดูแลการคัดเลือก ประเมินผล และแต่งตั้งโยกย้ายขุนนาง ส่วน "หลางจง" คือตำแหน่งขุนนางระดับกลาง ทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากองย่อยที่สังกัดอยู่ในกรมนั้น)

ส่วนตัวเฉินเชินเองก็มีความสามารถไม่ธรรมดาเช่นกัน ผลงานชิ้นเอกที่เขาประพันธ์ไว้ในชีวิตมีมากมาย ได้แก่ 'คำอธิบายสี่ตำราเบื้องต้น' หกเล่ม 'คัมภีร์อี้จิง' หกเล่ม 'ตำราเจิ้งเสวียเปียน' หนึ่งเล่ม และ 'รวมบทความจื่อเฟิง' อีกสิบสองเล่ม

เสิ่นซีเคยอ่านบทจารึกบนป้ายหน้าหลุมศพของเฉินเชินมาก่อน บุคคลผู้นี้สามารถสอบได้เป็นจวี่เหรินในรัชศกเจิ้งเต๋อปีที่ห้า และสอบติดเป็นจิ้นซื่อในรัชศกเจิ้งเต๋อปีที่สิบสอง เคยดำรงตำแหน่งขุนนางผู้ช่วยในกรมอาญาประจำมณฑลซานซี ขุนนางผู้ช่วยในกรมทะเบียนและการคลังแห่งนครหนานจิง และหลางจงฝ่ายประเมินผลขุนนางแห่งกรมขุนนางแห่งนครหนานจิง เขาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักปราชญ์สานต่อแนวคิดของจูซีที่มีชื่อเสียงและเป็นตัวแทนที่โดดเด่นที่สุดในช่วงกลางและปลายราชวงศ์ต้าหมิง

ทว่ามีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของเฉินเชินเป็นที่โจษจันอย่างมาก นั่นก็คือในการสอบระดับมณฑลแห่งมณฑลฝูเจี้ยนเมื่อรัชศกหงจื้อปีที่สิบเอ็ด เขาต้องประสบกับความล้มเหลวสอบไม่ติด เพียงเพราะเขายืนกรานที่จะ "ไม่ยอมรับและไม่ยอมใช้เงินสินบน"!

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เสิ่นซีก็ลอบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หากแม้แต่บัณฑิตผู้มากพรสวรรค์และมีความสามารถระดับแนวหน้าเช่นเฉินเชิน ยังต้องทนยอมรับชะตากรรมการสอบตก เพียงเพราะปฏิเสธที่จะจ่ายเงินสินบน เช่นนั้นแล้ว การสอบระดับมณฑลในมณฑลฝูเจี้ยนครานี้ จะต้องเน่าเฟะและมืดมนถึงเพียงใดกันหนอ?

จบบทที่ ตอนที่ 322 บัณฑิตร่วมรุ่น

คัดลอกลิงก์แล้ว