เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 321 ปัญหาเรื่องการอบรมสั่งสอน

ตอนที่ 321 ปัญหาเรื่องการอบรมสั่งสอน

ตอนที่ 321 ปัญหาเรื่องการอบรมสั่งสอน


รอจนเสิ่นหมิงถังเดินตามหม่าจิ่วไปพบกับหลงจู๊หลงแห่งสาขาย่อยของสมาคมการค้า เพื่อตอบรับตำแหน่งงานและตกลงเรื่องค่าจ้างรายเดือนอย่างรวดเร็วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อกลับมาพบเสิ่นซี เสิ่นหมิงถังก็ทอดถอนใจพลางเอ่ย “ชีหลาง ที่แท้สมาคมการค้าก็ดีถึงเพียงนี้เชียว ทำเอาข้าไม่อยากกลับไปเสียแล้วสิ”

การได้เป็นหัวหน้าคุมงานของสมาคมการค้านั้น ได้รับค่าจ้างเดือนละแปดร้อยเหวิน มีที่พักและอาหารพร้อมสรรพ ไม่ต้องตรากตรำทำงานหนัก ซ้ำยังมีลูกน้องคอยให้เรียกใช้ งานสบายเช่นนี้ ในอำเภอหนิงฮว่าคงไม่มีทางหาที่ใดได้อีกเป็นแน่

นี่เป็นการเข้าเมืองเอกครั้งแรกของเสิ่นหมิงถัง นอกจากจะได้เปิดหูเปิดตาเห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองใหญ่แล้ว เขายังได้พบกับหน้าที่การงานที่ทำให้เกิดความคิดอยากจะลงหลักปักฐานทำไปนานๆ อีกด้วย

น่าเสียดายที่คำสั่งของฮูหยินเฒ่านั้นถือเป็นประกาศิตอันมิอาจขัดขืนได้ เมื่อเสิ่นหมิงเหวินและเสิ่นซีสอบเสร็จสิ้น เขาก็จำต้องเดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อไปก้มหน้าก้มตาเป็นจับกังในบ้านตระกูลหวังต่อไป

นอกจากความหงุดหงิดเสียดายแล้ว เสิ่นหมิงถังยังเริ่มเกิดความกังขาขึ้นมาในใจ ว่าแท้จริงแล้วการตัดสินใจทุกอย่างของฮูหยินเฒ่า ล้วนถูกต้องและปรีชาสามารถจริงหรือ

หน้าที่หลักของเสิ่นหมิงถัง คือการคอยช่วยดูแลและควบคุมความเรียบร้อยของโกดังเก็บสินค้า

สินค้าที่ขนส่งมายังโกดังใหญ่ของสาขาย่อยสมาคมการค้าแห่งฝูโจว ทั้งทางน้ำและทางบกนั้น หลังจากผ่านการจัดเก็บและคัดแยกแล้ว จะถูกทยอยส่งต่อไปยังร้านค้าย่อยต่างๆ ทั่วเมือง ซึ่งบรรดาหลงจู๊ของร้านค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนจากเมืองถิงโจวทั้งสิ้น พวกเขามักจะมีความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจคนต่างถิ่น เกรงว่าพวกลูกจ้างอาจจะแอบยักยอกสินค้า หรือแม้แต่จงใจก่อกวนสร้างความวุ่นวายได้ จึงจำเป็นต้องจัดหาคนมาคอยเฝ้าเวรยามและตรวจตราอย่างเข้มงวด ด้วยเหตุนี้ เสิ่นหมิงถังจึงต้องย้ายไปกินนอนอยู่ที่โกดังในยามค่ำคืน

เข้าสู่วันที่สองของการเข้าพัก เสิ่นซีได้มอบเงินจำนวนสองตำลึงให้แก่หลงจู๊อินแห่งโรงเตี๊ยม เพื่อเป็นค่าอาหารการกินสำหรับสองเดือนต่อจากนี้ หลงจู๊อินรีบเอ่ยปฏิเสธเป็นพัลวัน “หลงจู๊น้อย นี่มันออกจะมากเกินไปหน่อยแล้วกระมังขอรับ ท่านให้เงินมามากมายปานนี้ หรือตั้งใจจะเสวยสุขกินอาหารชั้นเลิศทุกมื้อหรืออย่างไรขอรับ”

หากนำเงินสองตำลึงมาหารเฉลี่ยตลอดเจ็ดสิบวัน ก็จะตกเพียงวันละไม่ถึงสามสิบเหวินเท่านั้น แม้ค่าครองชีพในเมืองเอกจะค่อนข้างสูง หากเป็นการจับจ่ายใช้สอยแบบชาวบ้านทำกับข้าวกินเองในครอบครัว เงินสามสิบเหวินนี้ก็อาจจะเนรมิตอาหารมื้อหรูได้บ้าง ทว่าหากต้องกินนอนอยู่ในโรงเตี๊ยม โดยให้ทางโรงเตี๊ยมเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบและปรุงอาหารให้ด้วยแล้ว การหวังจะได้ลิ้มรสอาหารที่มีเนื้อสัตว์ปะปนในทั้งสามมื้อนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ

ทว่าหลงจู๊อินผู้นี้กลับไม่ได้คิดจะหากำไรจากเงินของเสิ่นซีเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นเงินสองตำลึงวางอยู่ตรงหน้า เขากลับรู้สึกว่ามันมากเกินควร และตั้งใจจะนำเงินก้อนนี้ไปจัดเตรียมอาหารเลิศรส สุราชั้นดีมาปรนนิบัติเสิ่นซีอย่างเต็มที่

เสิ่นซีคาดไม่ถึงเลยว่าหลงจู๊อินจะเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจถึงเพียงนี้ ตลอดสองวันที่ผ่านมา เสิ่นซีก็ได้ลองเลียบๆ เคียงๆ สอบถามราคาห้องพักของโรงเตี๊ยมในละแวกนี้ดูแล้ว พบว่าในช่วงนอกฤดูกาลสอบ ห้องชั้นดีจะมีราคาเพียงแค่วันละสี่ห้าสิบเหวินเท่านั้น ทว่ายามนี้ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลสอบที่บรรดาบัณฑิตต่างหลั่งไหลเข้าเมืองกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ซึ่งสามปีจะมีเพียงครั้งเดียว ราคาห้องพักละแวกนี้จึงพุ่งสูงปรี๊ดไปถึงวันละเจ็ดแปดสิบเหวินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เสิ่นซีรู้สึกลำบากใจอยู่ลึกๆ จึงส่งยิ้มพลางเอ่ย “หลงจู๊ แค่จัดเตรียมกับข้าวรสอ่อนๆ ธรรมดาๆ ก็พอแล้วล่ะขอรับ หากกินหรูอยู่สบายจนเกินไป ทำให้ติดนิสัยฟุ่มเฟือยเย่อหยิ่ง ถึงคราวลงสนามสอบคงสอบให้ได้ดียากเป็นแน่”

หลงจู๊อินนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยรับคำ “หลงจู๊น้อย เช่นนั้นข้าน้อยจะกะเกณฑ์ให้ตามความเหมาะสมก็แล้วกันนะขอรับ อาหารคงไม่ได้วิจิตรบรรจงอันใดนัก ท่านคงต้องรบกวนทนกินไปหน่อยนะขอรับ”

เสิ่นซีลอบคิดในใจ ว่าในแต่ละมื้อขอเพียงมีกับข้าวสักอย่างสองอย่างไว้กินแกล้มข้าวก็ถือว่าประเสริฐแล้ว หากยังมัวแต่เรียกร้องความวิจิตรตระการตา เช่นนั้นเขาก็คงไม่ได้เดินทางมาเพื่อสอบแล้ว ทว่าคงมาเพื่อหาความสำราญเริงรมย์เสวยสุขเป็นแน่

หลังจากที่เสิ่นหมิงเหวินและเสิ่นซีเข้าพักได้ไม่กี่วัน ในวันที่สามเดือนหก ขณะที่เสิ่นซีกำลังนั่งทบทวนตำราอยู่ในห้อง ลูกจ้างของโรงเตี๊ยมก็มาเคาะประตูเรียก “คุณชายเสิ่น ด้านล่างมีคุณชายซูมาขอพบขอรับ ท่านจะให้เข้าพบหรือไม่ขอรับ”

หลงจู๊อินเคยกำชับเอาไว้แล้ว ว่าหากไม่มีเรื่องด่วนอันใด ห้ามขึ้นมารบกวนเสิ่นซีและเสิ่นหมิงเหวินในเวลาอ่านหนังสือเด็ดขาด ยามที่ลูกจ้างเอ่ยปากถามจึงมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย พอเสิ่นซีได้ยินก็รู้ทันทีว่าเป็นซูทงที่มาหา บรรดาบัณฑิตที่เดินทางมาสอบระดับมณฑลด้วยกันครานี้ เขารู้จักมักคุ้นอยู่เพียงไม่กี่คน ซูทงก็นับว่าเป็นหนึ่งในสหายไม่กี่คนของเขานั่นเอง

“เดี๋ยวข้าลงไปเดี๋ยวนี้แหละ” เสิ่นซีเก็บรวบรวมตำราให้เรียบร้อย และไม่ลืมที่จะปิดหน้าต่างให้สนิท ก่อนจะผลักประตูเดินออกไป ทว่ากลับเห็นเสิ่นหมิงเหวินเปิดประตูห้องก้าวออกมาเช่นเดียวกัน

เสิ่นหมิงเหวินเอ่ยถาม “ชีหลาง คุณชายซูผู้นี้ ใช่คุณชายซูแห่งบ้านตะวันออกในอำเภอหนิงฮว่าหรือไม่”

เสิ่นซีส่ายหน้า “เป็นสหายของข้าที่อยู่ในเมืองถิงโจวขอรับ”

ใบหน้าของเสิ่นหมิงเหวินฉายแววผิดหวังออกมาหลายส่วน “ไม่รู้จักแฮะ... แต่ก็ไม่เป็นไร ออกไปเดินเล่นด้วยกันสักหน่อยก็คงจะดี ช่วงสองวันนี้ลุงสามของเจ้าก็ช่างกระไรเลย ไม่ยอมแวะมาดูดำดูดีพวกเราเลยสักนิด มัวแต่หน้ามืดตามัวกอบโกยเงินทอง จนทิ้งพวกเราสองคนเอาไว้เสียแล้ว”

เสิ่นซีลอบค่อนขอดในใจ หากมิใช่เพราะลุงสามเป็นผู้กุมถุงเงินเอาไว้ มีหรือที่ท่านจะมัวมาชะเง้อคอรอคอยเขาเช่นนี้

เสิ่นซีเอ่ยตัดบท “คุณชายซูผู้นี้ไม่ค่อยชอบต้อนรับแขกแปลกหน้านัก ลุงใหญ่อย่าไปเลยจะดีกว่าขอรับ”

เสิ่นหมิงเหวินเดาะลิ้นดัง “จึ๊จึ๊” แสดงท่าทีรังเกียจเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง “คนหนุ่มอย่างเจ้า อย่าได้มารังแกคนแก่หน่อยเลย หากเทียบเรื่องการอ่านคนแล้ว เจ้ายังตามหลังข้าอยู่อีกไกลนัก! คุณชายซูผู้นี้เดินทางมาถึงเมืองเอก สามารถสืบเสาะเที่ยวถามไถ่จนตามหาตัวเจ้าพบได้ เช่นนี้แสดงว่าเขาต้องเห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันมิตรเป็นอย่างมากมิใช่หรือ หากเขาคิดจะเลี้ยงรับรองเจ้า มีข้าเพิ่มขึ้นมาอีกสักคน จะเป็นไรไปเล่า...”

เสิ่นซีคาดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นหมิงเหวินจะเจ้าเล่ห์เพทุบายถึงเพียงนี้ ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดหาคำพูดมาปฏิเสธ ซูทงก็เดินขึ้นบันไดมาถึงพอดี พร้อมกับส่งรอยยิ้มกว้างทักทายเสิ่นซี “น้องเสิ่นเอ๋ยน้องเสิ่น เจ้าทำเอาข้าตามหาเสียแทบพลิกแผ่นดินเลยนะเนี่ย หากมิใช่เพราะได้ยินมาว่าละแวกแม่น้ำม้าขาวแห่งนี้ มีโรงเตี๊ยมของสมาคมการค้าถิงโจวตั้งอยู่ ข้าก็คงไม่รู้เลยจริงๆ ว่าเจ้าแอบมาซ่อนตัวอยู่ในสถานที่อันยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้”

ซูทงเดินตามเสิ่นซีเข้าไปในห้อง เขาผลักหน้าต่างออกพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยถามราคาค่าเช่าห้อง แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าประหลาดใจระคนยินดีออกมา “สถานที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ ทั้งกว้างขวาง สว่างไสว อากาศถ่ายเทสะดวก ซ้ำทิวทัศน์ก็ยังงดงามจับใจ เล่นเอาข้าอยากจะย้ายสำมะโนครัวมาพักที่นี่ด้วยคนเสียแล้วสิ... เดี๋ยวข้าลงไปถามหลงจู๊เสียหน่อยดีกว่า ว่ายังพอมีห้องว่างเหลืออยู่หรือไม่...”

เสิ่นซีไม่อยากสร้างภาระอันใดให้แก่หลงจู๊อินไปมากกว่านี้ จึงรีบเอ่ยขัดด้วยรอยยิ้ม “หลายวันมานี้โรงเตี๊ยมมีแขกเข้าพักเต็มหมดแล้วล่ะขอรับ เกรงว่าคุณชายซูคงจะมาสายไปเสียแล้ว”

ซูทงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ “ข้าเดินทางมาล่วงหน้าตั้งสองเดือน ยังนับว่ามาสายอีกหรือนี่ เช่นนั้นคราวหน้าข้าคงต้องออกเดินทางให้เร็วกว่านี้เสียแล้ว... ฮ่าฮ่า ไม่ถูก ไม่ถูกสิ ข้าควรจะมุ่งมั่นสอบให้ผ่านตั้งแต่ครั้งแรกเลยต่างหาก ขืนมานั่งหวังให้มีคราวหน้า ลางบอกเหตุมันคงจะดูไม่ค่อยดีสักเท่าใดนัก!”

ขณะที่เสิ่นซีและซูทงกำลังสนทนากันอยู่นั้น เสิ่นหมิงเหวินที่ถูกปล่อยให้ยืนหัวโด่เป็นหัวหลักหัวตออยู่นาน ก็รีบเอ่ยแทรกขึ้นมาทันที “คุณชายซูผู้นี้ช่างสง่างามองอาจยิ่งนัก มองเพียงแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าหาใช่บุคคลธรรมดาสามัญไม่ หากไม่รังเกียจ พวกเราออกไปเดินเล่น จิบน้ำชาพูดคุยกันสักหน่อย ดีหรือไม่ขอรับ”

เสิ่นซีเพิ่งจะฉุกคิดขึ้นมาได้ ว่าตนเองมัวแต่คุยเพลินจนลืมแนะนำลุงใหญ่ผู้มีนิสัยพิลึกพิลั่นผู้นี้ให้ซูทงได้รู้จักเสียสนิท เมื่อซูทงได้ล่วงรู้ถึงสถานะของเสิ่นหมิงเหวิน เขาก็รีบแสดงความเคารพอย่างนอบน้อมในทันที “ที่แท้ก็ท่านลุงเสิ่นนี่เอง ผู้น้อยขอคารวะขอรับ”

เสิ่นหมิงเหวินทำท่าทางใจกว้างดั่งแม่น้ำ “ไม่ต้องมากพิธีหรอก ออกไปจิบน้ำชาด้วยกันสักจอกก็พอแล้วล่ะ”

ซูทงลอบประหลาดใจอยู่ในที เหตุใดเสิ่นหมิงเหวินจึงดึงดันอยากจะชวนออกไปดื่มชากันให้จงได้ หรือว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้จะไม่มีน้ำชาไว้คอยต้อนรับแขกกระนั้นหรือ

ทว่าพอเขาตรองดูอีกที ต่อให้เสิ่นหมิงเหวินเพียงแค่อยากจะใช้ข้ออ้างเรื่อง "จิบน้ำชา" เพื่อออกไปหาเรื่องกินดื่มเลี้ยงสังสรรค์ ด้วยสถานะและบารมีของตระกูลเสิ่นในสมาคมการค้าและโรงเงิน ณ ยามนี้ เรื่องเงินทองเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ พวกเขาจะขัดสนไปได้อย่างไร

ทว่าสิ่งที่ซูทงหารู้ไม่ ก็คือเรื่องที่ว่ากิจการของสมาคมการค้าและโรงเงินนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้มีความข้องเกี่ยวใดๆ กับตระกูลเสิ่นแห่งอำเภอหนิงฮว่าเลยแม้แต่น้อย กิจการทั้งหมดล้วนจดทะเบียนอยู่ในชื่อของโจวซื่อทั้งสิ้น ซ้ำยังอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของฮุ่ยเหนียงผู้เป็นพี่น้องร่วมสาบานของนางอีกด้วย แม้เสิ่นซีจะมั่งคั่งร่ำรวยเพียงใด ทว่าเขาก็ยังคงมุ่งมั่นเล่นละครแสร้งทำเป็นยากจนค่นแค้นต่อไป ในขณะที่เสิ่นหมิงเหวินผู้ซึ่งมองดูภายนอกคล้ายจะมีสถานะสูงส่งและได้รับการเคารพยกย่องในตระกูลเสิ่น ทว่าบัดนี้กลับไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่แดงเดียว วันๆ เอาแต่จ้องจะฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ เกาะผู้อื่นกินไปวันๆ เท่านั้นเอง

ซูทงหารู้เบื้องลึกเบื้องหลังไม่ จึงเอ่ยขึ้นด้วยความหวังดี “ท่านลุงเสิ่นกับน้องเสิ่นอุตส่าห์เดินทางมาถึงเมืองเอก หากมัวแต่อุดอู้อ่านตำราอยู่ในห้อง ก็รังแต่จะทำให้สมองตีบตัน ไร้ประโยชน์ต่อการพัฒนาความรู้ ออกไปเปิดหูเปิดตา เดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจบ้าง ย่อมเป็นเรื่องสมควร... น้องเสิ่นเห็นว่าอย่างไรเล่า”

เสิ่นซีพยักหน้ารับ “ก็ดีเหมือนกันขอรับ”

มิใช่ว่าเขาอยากจะเปิดโอกาสให้เสิ่นหมิงเหวินได้ฉวยโอกาสหาผลประโยชน์หรอกนะ ทว่าเขาเกรงว่าหากเสิ่นหมิงเหวินทนความอ้างว้างไม่ไหวแล้วแอบหนีออกไปเที่ยวเตร่เอง จนก่อหนี้สินก้อนโตทิ้งไว้ ท้ายที่สุดภาระหนี้สินนี้ก็คงไม่พ้นต้องตกเป็นของเสิ่นหมิงถัง หรือแม้แต่สมาคมการค้าที่ต้องมาคอยตามเช็ดตามล้างให้ ถึงยามนั้น ฮูหยินเฒ่ามิเพียงจะไม่ซาบซึ้งในน้ำใจ ทว่าคงจะด่าทอต่อว่าเขาและเสิ่นหมิงถังเสียๆ หายๆ ว่าดูแลเสิ่นหมิงเหวินไม่ดีเป็นแน่

เมื่อก้าวพ้นประตูโรงเตี๊ยม ก็พบเด็กรับใช้คนหนึ่งยืนรอคอยท่าอยู่อย่างนอบน้อม ซึ่งก็คือเด็กรับใช้ที่ซูทงพามาคอยปรนนิบัติดูแลช่วงที่มาสอบ ณ เมืองเอกแห่งนี้นั่นเอง การเดินทางมาสอบระดับมณฑลของซูทงในครานี้ มิได้เอิกเกริกนัก นอกจากเด็กรับใช้ผู้นี้แล้ว ก็มีเพียงบ่าวชราอีกคนหนึ่งที่คุ้นเคยกับเส้นทางในเมืองเอกเป็นอย่างดีติดตามมาด้วยเท่านั้น

ซูทงทอดสายตามองถนนหนทางอันคึกคักจอแจ พลางทอดถอนใจด้วยความตื่นตาตื่นใจ “เมืองเอกแห่งนี้ ช่างคึกคักมีชีวิตชีวากว่าเมืองถิงโจวของเราเสียจริง น่าเสียดายที่ข้าเพิ่งจะมาเยือนดินแดนอันเจริญรุ่งเรืองนี้เป็นครั้งแรก จึงยังไม่ค่อยรู้ตื้นลึกหนาบางของที่นี่นัก น้องเสิ่นเดินทางล่วงหน้ามาก่อนหลายวัน พอจะมีสถานที่ใดน่าสนใจแนะนำข้าบ้างหรือไม่”

เสิ่นหมิงเหวินรีบชิงเอ่ยแทรกขึ้นมาทันควัน “ข้านี่แหละที่รู้จักสถานที่ชั้นยอดในเมืองฝูโจวแห่งนี้ มิเพียงจะได้จิบชาชั้นเลิศ ฟังบรรเลงบทเพลงอันไพเราะ ทว่ายังได้ร่ำสุราเสวยสุข เป็นสถานที่ที่อิสระเสรีตามใจปรารถนายิ่งนัก”

“โอ๊ะ?” ซูทงยิ้มรับพลางผายมือเชื้อเชิญ “เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านลุงเสิ่นช่วยนำทางแล้วล่ะขอรับ”

เสิ่นหมิงเหวินเดินเชิดหน้าชูคอยืดอกนำทางไปเบื้องหน้าอย่างลำพองใจ ประหนึ่งว่าเสิ่นซีและซูทงเป็นเพียงผู้ติดตามรับใช้ของเขาเท่านั้น สำหรับเสิ่นซีแล้ว การแสดงออกของลุงใหญ่ผู้นี้ถือเป็นเรื่องชินชาเสียแล้ว ทว่าสำหรับซูทงนั้น แม้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าที่ผ่านมาตนมักจะวางตัวเป็นผู้น้อยผู้อ่อนอาวุโสกว่าอยู่เสมอ จึงไม่ได้ถือสากับท่าทีวางก้ามของอีกฝ่ายนัก

คนทั้งกลุ่มเดินลัดเลาะผ่านถนนไปสี่ห้าสาย ในที่สุดก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าสถานที่ชั้นยอดตามที่เสิ่นหมิงเหวินโอ้อวด ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นเพียงหอไม้สองชั้นที่ยังคงตั้งตระหง่าน ทว่าบานประตูถูกลั่นดาลด้วยแม่กุญแจเหล็กที่ขึ้นสนิมเกรอะกรัง สภาพทรุดโทรมเช่นนี้บ่งบอกชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างมาเป็นเวลานานแล้ว

เสิ่นหมิงเหวินขมวดคิ้วมุ่น “ปิดกิจการไปแล้วหรือนี่”

ซูทงถอนหายใจ “ดูเหมือนว่าเราคงไร้วาสนาต่อกันเสียแล้วกระมัง ท่านลุงเสิ่นดูสภาพหอที่ทรุดโทรมหลุดร่อนนี่สิ คงจะปิดตัวมานานโขแล้ว... ท่านลุงเสิ่นคงจะเคยมาเยือนสถานที่แห่งนี้เมื่อคราวมาสอบระดับมณฑลเมื่อสามปีก่อนสินะขอรับ”

เสิ่นหมิงเหวินพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ ใบหน้าเหี่ยวย่นพลันฉายแววอับอายขายหน้า

เสิ่นซีพอจะคาดเดาความน่าจะเป็นในใจได้ สถานที่ที่หรูหรามีระดับเช่นนี้ ค่าใช้จ่ายย่อมไม่มีทางถูกเป็นแน่ มิเพียงมีชาชั้นเลิศจากทั่วสารทิศ ทว่ายังมีผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการชงชามาสาธิตวิธีการชงชาให้ชม ซ้ำยังมีผู้บรรเลงดนตรีและนักเล่านิทานคอยให้ความบันเทิง เพียงแค่นั่งจิบชาจอกเดียวก็อาจจะผลาญเงินไปเป็นตำลึงแล้ว

เมื่อคราวก่อนที่เสิ่นหมิงเหวินและเสิ่นหมิงถังเดินทางมาเมืองเอก หักลบค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าเที่ยวซ่องหญิงคณิกาเถื่อนออกไปแล้ว เงินที่เหลือย่อมมีเพียงหยิบมือ เขาจะเอาปัญญาที่ไหนไปอุดหนุนสถานที่อันสูงส่งเช่นนี้ได้

เห็นได้ชัดว่าเสิ่นหมิงเหวินตั้งใจจะยืมมือซูทงเป็นเจ้ามือเลี้ยง เพื่อที่ตนจะได้เข้าไปตีเนียนวางก้ามเป็นนายท่านกระเป๋าหนักในสถานที่แห่งนั้น ทว่าน่าเสียดายที่ฟ้าไม่เป็นใจ โรงน้ำชาแห่งนี้ดันปิดกิจการไปเสียก่อน

ซูทงหัวเราะแก้เก้อ “เอาเถิดๆ พวกเราไปหาที่อื่นกันดีกว่า ระหว่างทางที่มานี่ ข้าเห็นร้านเหล้าอยู่ร้านหนึ่ง บรรยากาศดูเข้าทีไม่หยอก พวกเราไปหาอะไรกินรองท้องกันก่อนเถิด พอตกค่ำข้าค่อยจัดงานเลี้ยงจัดเลี้ยงต้อนรับล้างฝุ่นธุลีให้น้องเสิ่นอีกที... เอ้อ ไม่ถูกสิ ข้าควรจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับล้างฝุ่นธุลีให้ตัวเองต่างหากเล่า...”

(เชิงอรรถผู้แปล: จัดเลี้ยงต้อนรับล้างฝุ่นธุลี (接风洗尘) งานเลี้ยงต้อนรับผู้ที่เดินทางมาไกล เพื่อแสดงความยินดีและปัดเป่าความเหนื่อยล้า)

เสิ่นซีคลี่ยิ้มพลางพยักหน้ารับ

หากจะกล่าวถึงซูทงผู้นี้แล้ว นิสัยใจคอของเขานับว่าดีเยี่ยมทีเดียว ทั้งกระตือรือร้น มีน้ำใจ ซ้ำยังใจป้ำ หน้าใหญ่ใจโต หากไม่นับนิสัยเสียเรื่องความเจ้าชู้แล้ว เรื่องอื่นๆ ล้วนจัดว่าดีเลิศ

เมื่อครู่เสิ่นหมิงเหวินยังแอบขุ่นเคืองที่ตนหมดโอกาสไปโอ้อวดบารมีในโรงน้ำชาหรูหรา ทว่าพอได้ยินว่าจะมีงานเลี้ยงสุราอาหารรออยู่ เขาก็พลันมีชีวิตชีวากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็น รีบก้าวออกไปนำทางอยู่เบื้องหน้าอีกครั้ง

เสิ่นซีรู้สึกกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก “พี่ซู ลุงใหญ่ของข้าก็มีนิสัยเช่นนี้แหละ... เอ้อ ท่านอย่าได้ถือสาเลยนะขอรับ!”

ซูทงยิ้มกว้าง “ข้าจะไปถือสาได้อย่างไรกัน”

เมื่อไปถึงร้านเหล้า ซูทงในฐานะเจ้าภาพก็เป็นธุระจัดการสั่งสุราและอาหาร ครั้นเสิ่นหมิงเหวินได้ยินชื่อเมนูอาหารที่มีทั้งไก่ เป็ด ปลา และเนื้อสัตว์ ก็ถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ด้วยความตื่นเต้น

เสิ่นซีลอบคิดในใจ อันที่จริงอาหารที่หลงจู๊อินจัดเตรียมให้ที่โรงเตี๊ยมในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ทุกมื้อล้วนมีเนื้อสัตว์ปะปนอยู่บ้าง ทว่าที่เสิ่นหมิงเหวินมีท่าทีออกนอกหน้าเช่นนี้ คงเป็นเพราะอยากจะร่ำสุราเสียมากกว่า

และแล้วก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่สุราถูกยกมา ยังไม่ทันที่ซูทงจะรินสุราคารวะ เสิ่นหมิงเหวินก็ชิงรินสุรากระดกเข้าปากไปก่อนเสียแล้ว เพียงแค่สองจอกตกถึงท้อง ร่างกายของเขาก็พลันตัวลอยคล้อยตามราวกับล่องลอยอยู่บนสวรรค์ “สุราชั้นเลิศ สุราชั้นดีจริงๆ น่าจะซื้อกลับไปสักสองไห เอาไว้จิบสักจอกสองจอกยามว่าง... คุณชายซูเห็นว่าอย่างไรขอรับ”

เมื่อซูทงได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับสะอึกไปชั่วขณะ เดิมทีเขาคิดว่าด้วยกิริยามารยาทอันงดงามและสงบเสงี่ยมของเสิ่นซี ย่อมเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าตระกูลเสิ่นจะต้องมีการอบรมสั่งสอนลูกหลานมาเป็นอย่างดี และคนอื่นๆ ในตระกูลก็คงจะได้รับการสั่งสอนมาไม่ต่างกัน ทว่าเขาคาดไม่ถึงเลยว่า เสิ่นหมิงเหวินกับเสิ่นซีจะดูราวกับไม่ได้ถูกสั่งสอนมาจากสถานที่เดียวกันเลยสักนิด!

คนหนึ่งคือวิญญูชนผู้ทรงธรรม ทว่าอีกคนกลับเป็นเพียงอันธพาลเสเพลไร้ยางอาย!

ซูทงจำใจต้องพยักหน้ารับอย่างแกนๆ “ท่านลุงเสิ่นกล่าวได้ถูกต้องแล้วขอรับ ยามปกติพวกเราต้องตรากตรำอ่านตำราเตรียมตัวสอบอย่างหนักหน่วง หากได้จิบสุราผ่อนคลายบ้างเป็นครั้งคราว ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอันใดหรอกขอรับ”

เมื่อเสิ่นหมิงเหวินได้ยินคำพูดของซูทง เขาก็หัวเราะร่วนพลางเอ่ย “วีรบุรุษย่อมมีวิสัยทัศน์ตรงกัน ฮ่าๆ สุราชั้นยอดจริงๆ ซี้ด...”

ยังไม่ทันจะกล่าวจบประโยค เขาก็ยกจอกสุราขึ้นมาจิบอีกครั้ง หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกว่าจอกสุราใบเล็กนี้มันช่างไม่ทันใจเอาเสียเลย จึงจัดการเทน้ำชาในถ้วยทิ้งลงพื้น แล้วเปลี่ยนมาเทสุราใส่ถ้วยชาดื่มแทน การกระทำอันหยาบคายเช่นนี้ ทำเอาแขกโต๊ะข้างๆ ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ

นี่มันปีศาจสุราที่ไม่ได้แตะต้องเหล้ามาหลายชาติภพหรืออย่างไรกัน!

เดิมทีซูทงตั้งใจจะปรึกษาหารือเรื่องการสอบระดับมณฑลกับเสิ่นซีเสียหน่อย ทว่าการมีตัวตนอันพิลึกพิลั่นของเสิ่นหมิงเหวินอยู่ด้วย กลับทำเอาซูทงถึงกับใบ้รับประทาน ไม่รู้จะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไรดี ซ้ำร้ายเสิ่นหมิงเหวินยังทำตัวกระตือรือร้นจนออกหน้าออกตา แม้ผู้อื่นจะไม่อยากสนทนาด้วย เขาก็ยังช่างเจรจาซักไซ้ไล่เลียงประวัติความเป็นมาของซูทงอย่างละเอียดลออ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแต่งงานมีภรรยาหรือยัง มีลูกแล้วหรือไม่ รับอนุภรรยามากี่คนแล้ว ที่บ้านมีที่นาอยู่กี่ไร่ เฉลี่ยแล้วตกคนละกี่ไร่ มีวัวอยู่กี่ตัว…

อาจเป็นเพราะฤทธิ์สุรา จึงทำให้เสิ่นหมิงเหวินกลายเป็นคนพูดมากจนน้ำไหลไฟดับ คำถามแต่ละข้อทำเอาซูทงถึงกับคิ้วกระตุกไม่หยุดหย่อน

เสิ่นซีได้แต่ยิ้มเจื่อน ท้ายที่สุดเขาก็ทนดูพฤติกรรมอันน่าละอายนี้ต่อไปไม่ไหว จึงเอ่ยเสนอขึ้น “ลุงใหญ่ขอรับ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ให้ทางร้านเตรียมสุราใส่กาให้ท่านสองกานำกลับไปค่อยๆ ลิ้มรสที่โรงเตี๊ยม ดีหรือไม่ขอรับ”

สีหน้าของเสิ่นหมิงเหวินแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด “พูดเช่นนี้ หมายความว่าข้ามาเป็นก้างขวางคอพวกเจ้าที่นี่งั้นสิ ช่วงบ่ายพวกเจ้าจะออกไปหาความสำราญเริงรมย์กัน แล้วคิดจะเขี่ยข้ากลับไปงั้นรึ อย่าหวังเลย... หึหึ คุณชายซู ท่านว่าอย่างไรเล่า”

ซูทงยกมือขึ้นปาดเหงื่อเย็นเฉียบที่ผุดพรายขึ้นบนหน้าผาก พลางเอ่ยตะกุกตะกัก “ท่านลุงเสิ่นเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้วขอรับ ผู้น้อยรับประทานมื้อเที่ยงเสร็จ ก็คงต้องรีบกลับไปจัดการธุระที่โรงเตี๊ยม คงไม่อาจอยู่เป็นเพื่อนพวกท่านได้”

เสิ่นหมิงเหวินเผยรอยยิ้มเริงร่าเบิกบานใจ “ก่อนหน้านี้คุณชายซูบอกว่าคืนนี้จะมีงานเลี้ยงต้อนรับล้างฝุ่นธุลีมิใช่หรือ งานเลี้ยงคืนนี้ข้าจะพลาดได้อย่างไร ถือโอกาสไปทำความรู้จักมักคุ้นกับสหายบัณฑิตท่านอื่นๆ ด้วยเลย...”

จบบทที่ ตอนที่ 321 ปัญหาเรื่องการอบรมสั่งสอน

คัดลอกลิงก์แล้ว