- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 320 ไม่มีเงินแต่ริอ่านวางก้ามเป็นนายท่าน
ตอนที่ 320 ไม่มีเงินแต่ริอ่านวางก้ามเป็นนายท่าน
ตอนที่ 320 ไม่มีเงินแต่ริอ่านวางก้ามเป็นนายท่าน
เมื่อเห็นว่าโน้มน้าวเสิ่นหมิงถังไม่เป็นผล เสิ่นหมิงเหวินจึงขยับนิ้วคิดคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “เอาเช่นนี้ พวกเราเปิดห้องชั้นดีหนึ่งห้องกับห้องป้ายอักษรตี้หนึ่งห้อง วันหนึ่งจ่ายแค่ร้อยสี่สิบเหวิน พักจนถึงวันที่แปดเดือนแปด รวมแล้วไม่ถึงเจ็ดสิบวัน ใช้เงินไม่ถึงสิบตำลึงด้วยซ้ำ เหลืออีกห้าตำลึงไว้เป็นค่ากินค่าใช้ แบบนี้น่าจะพอได้กระมัง”
เสิ่นซีแค่นยิ้มขื่นพลางเอ่ยถาม “ฟังจากความหมายของลุงใหญ่ คือท่านจะนอนห้องป้ายอักษรเทียน ส่วนข้ากับลุงสามไปนอนเบียดกันในห้องป้ายอักษรตี้ ใช่หรือไม่ขอรับ”
เสิ่นหมิงเหวินตอบ “ย่อมต้อง... ไม่เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว พวกเราสลับกันนอนก็ได้นี่ วันคี่ข้านอนห้องชั้นดี วันคู่ชีหลาง เจ้าก็มานอน เป็นอย่างไรเล่า”
เสิ่นซีลอบค่อนขอดในใจ อะไรคือวันคี่ท่านนอน วันคู่ข้านอน คิดว่านี่คือการแก่งแย่งความโปรดปรานของบรรดาภรรยาหรืออย่างไร ถึงต้องมาแบ่งวันคู่วันคี่ มิใช่ว่าพอวันคี่ท่านได้เสวยสุขไปแล้ว พอถึงวันคู่ ท่านก็จะเอาข้ออ้างว่าอ่านตำราจนดึกดื่น มาดึงดันขลุกอยู่แต่ในห้องจนตะวันตกดินกระมัง ครั้นพอรุ่งเช้าวันคี่ท่านก็ฮุบห้องกลับไปอีก คิดสะระตะแล้ว ในวันคู่ข้าคงได้นอนห้องชั้นดีแค่สามสี่ชั่วยามเท่านั้น ส่วนเวลาอื่นห้องชั้นดีก็ตกเป็นของท่านแต่เพียงผู้เดียว
เสิ่นซีเอ่ยขัด “ลุงใหญ่คิดเลขผิดแล้วล่ะขอรับ”
เสิ่นหมิงเหวินขยับนิ้วคิดคำนวณใหม่อีกรอบ ก่อนจะแค่นยิ้มเย็น “ผิดตรงไหน เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้า หากคิดเลขไม่เป็นก็อย่ามาพูดจาส่งเดชก่อกวน”
เสิ่นซีตอบ “ค่าห้องพักลุงใหญ่คิดไม่ผิดหรอกขอรับ เพียงแต่ท่านละเลยบางเรื่องไป... ท่านย่าให้เงินพวกเรามาสิบห้าตำลึงก็จริง แต่ระหว่างทางมานี่ก็ใช้จ่ายไปบ้างแล้ว... ลุงสาม ยามนี้พวกเราน่าจะเหลือเงินไม่ถึงสิบห้าตำลึงแล้วกระมังขอรับ”
เสิ่นหมิงถังมีสีหน้าขื่นขม “เหลืออยู่สิบสามตำลึง”
เป็นเพราะระหว่างทางเสิ่นหมิงเหวินมักจะจู้จี้เรื่องมากอย่างไร้สาระ เวลาผ่านไปแค่ครึ่งเดือนกว่า ก็ผลาญเงินไปแล้วถึงสองตำลึง
เสิ่นซีแจกแจงต่อ “ขากลับพวกเราก็ต้องเตรียมเงินไว้อีกสองตำลึง ใช่หรือไม่ขอรับ เช่นนั้นแล้ว ความจริงพวกเราเหลือเงินแค่สิบเอ็ดตำลึง หากยังต้องสำรองเงินไว้เผื่อเหตุฉุกเฉินอีก พวกเราก็จะมีเงินใช้จ่ายในเมืองเอกแค่สิบตำลึงเท่านั้น ทั้งค่าที่พัก ทั้งค่ากินอยู่ จะเอาเงินที่ไหนไปเปิดห้องชั้นดีไหวล่ะขอรับ”
เสิ่นหมิงเหวินหน้าดำคร่ำเครียด เอ่ยเถียง “เผื่อเหตุฉุกเฉินอันใดกัน สิบเอ็ดตำลึงก็คือสิบเอ็ดตำลึงสิ”
เสิ่นซีส่ายหน้า “พวกเราสามคน ใครจะรับประกันได้ว่าจะไม่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา หากลุงใหญ่ออกไปพบปะสหายเก่า จะไม่ต้องใช้เงินเลยหรือขอรับ”
คราวนี้เสิ่นหมิงเหวินถึงกับตาสว่างยอมรับความจริงอย่างสิ้นเชิง ในความคิดของเขา เมื่อคราวนี้ฮูหยินเฒ่าให้เงินมาเยอะ มิเพียงต้องได้นอนห้องชั้นดี แม้แต่ค่ากินอยู่ใช้จ่ายในแต่ละวันก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดด้วย หากมีโอกาสได้ออกไปหาความสำราญเริงรมย์เหมือนคราวก่อน เช่นนั้นจึงจะนับว่าเป็นการเชิดหน้าชูตาและได้เสวยสุขอย่างแท้จริง!
ทว่ายามนี้พอขยับนิ้วคิดเลขดู แค่ค่าเช่าห้องชั้นดียังไม่มีปัญญาจ่ายเลย ส่วนเรื่องหาความสุขใส่ตัวประการอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะเป็นไปได้
หากยังดึงดันจะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายต่อไป จุดจบสุดท้ายก็คงซ้ำรอยเมื่อสามปีก่อน ที่แทบจะต้องขอทานประทังชีวิตไปตลอดทางกลับบ้าน
เสิ่นหมิงเหวินกัดฟันกรอด เอ่ยว่า “พักห้องป้ายอักษรตี้ก็ห้องป้ายอักษรตี้ ข้าห้องหนึ่ง พวกเจ้าสองคนไปนอนเบียดกันอีกห้อง!”
ทั้งสองฝ่ายจึงถือว่าประนีประนอมกันได้ในที่สุด ครั้นเดินกลับเข้าไปในโรงเตี๊ยมและบอกกล่าวแก่หลงจู๊ หลงจู๊ก็ชักสีหน้าใส่ทันที “ห้องป้ายอักษรตี้สองห้อง ราคาวันละหกสิบเหวิน จ่ายเงินล่วงหน้าเป็นรายวัน ไม่รับการลงชื่อทุกกรณี!”
เสิ่นซีเอ่ยถามด้วยความสงสัย “หลงจู๊ เมื่อครู่ข้ายังเห็นอยู่เลยว่า... ห้องป้ายอักษรตี้ราคาห้องละสี่สิบเหวินมิใช่หรือ”
หลงจู๊ตอบด้วยน้ำเสียงดูแคลน “เจ้าก็พูดเองนี่ว่าเมื่อครู่... ถูกต้อง ก็เมื่อครู่นี้เอง มีแขกสองท่านเข้ามาพักในโรงเตี๊ยมของเรา และบังเอิญเปิดห้องป้ายอักษรตี้ไปสองห้องพอดี ทำให้ห้องพักประเภทนี้เริ่มขาดแคลน จึงจำต้องขึ้นราคาแล้ว โทษใครได้เล่า ใครใช้ให้เมื่อครู่พวกท่านไม่ยอมพักล่ะ ใต้เท้าเสิ่น ท่านคงจะไม่ถึงขั้นไม่มีปัญญาจ่ายแม้กระทั่งค่าห้องป้ายอักษรตี้ จนต้องไปนอนเตียงรวมใหญ่หรอกนะขอรับ”
ใบหน้าของเสิ่นหมิงเหวินแดงก่ำจนแทบระเบิด เดิมทีเขากะจะมาวางก้ามทำตัวเป็นนายท่านกระเป๋าหนัก แต่ตอนนี้กลับถูกคนอื่นเห็นเป็นลูกแกะอ้วนให้เชือดเฉือน ซ้ำร้ายคนอย่างเขายังเป็นพวกรักหน้าตาเสียยิ่งกว่าสิ่งใด พอถูกผู้อื่นพูดยุยงนิดหน่อย เขาก็พร้อมจะอวดเก่งทำเป็นใจป้ำต่อไป
(เชิงอรรถผู้แปล: ลูกแกะอ้วน (肥羊) หรือ หมูตู้ เป็นศัพท์เปรียบเปรยถึงคนรวยที่ถูกหลอกฟันกำไรได้ง่ายดาย หรือเหยื่ออันโอชะ)
เสิ่นซีเอ่ยแทรกขึ้นมา “เช่นนั้นก็ต้องขออภัยด้วย พวกเราเปลี่ยนไปพักโรงเตี๊ยมอื่น คงจะได้กระมังขอรับ”
เดิมทีหลงจู๊โรงเตี๊ยมมองจิตวิทยาของเสิ่นหมิงเหวินออกทะลุปรุโปร่ง ว่าเป็นพวกไม่มีเงินแต่ริอ่านวางก้ามเป็นนายท่าน ยามนี้กะเกณฑ์ได้แล้วว่าพวกเขาน่าจะมีเงินติดตัวอยู่ประมาณเท่าใด ประกอบกับรู้ว่าเสิ่นหมิงเหวินไม่ยอมเสียหน้าแน่ จึงจงใจโขกราคาเพิ่มดื้อๆ ด้วยมั่นใจว่าเสิ่นหมิงเหวินจะต้องตกปากรับคำ ยอมให้เขาฟันกำไรเข้ากระเป๋าไปเปล่าๆๆ อีกห้องละยี่สิบเหวินต่อวันอย่างแน่นอน
ทว่าเขาคิดไม่ถึงเลยว่าเด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่ง จะเข้ามาขัดขวางแผนการอันหอมหวานของตน!
หลงจู๊เอ่ยด้วยภาษาราชการสำเนียงเหนือที่ฟังดูไม่ค่อยลื่นไหลนัก “คุณชายน้อย หากไม่รู้ประสีประสา ก็อย่ามาส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวก่อกวน ที่นี่คือเมืองเอก พูดจามากความระวังจะถูกคนตัดลิ้นเอาได้นะ” เขาเห็นว่าเสิ่นซีเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่มาจากฝูเจี้ยนตะวันตก จึงคิดจะรังแก หวังว่าข่มขู่สักสองสามประโยคก็จะทำให้เสิ่นซีหุบปากได้แต่โดยดี
ทว่ากลับคิดไม่ถึงว่าเสิ่นซีที่พูดภาษาถิ่นมาตลอด จะสวนกลับด้วยภาษาราชการเช่นเดียวกัน ซ้ำยังออกเสียงชัดเจนฉะฉานยิ่งกว่าหลงจู๊โรงเตี๊ยมเสียอีก “จะมีใครมาตัดลิ้นข้าหรือไม่ ข้าย่อมไม่รู้ ข้ารู้เพียงว่าพวกเราจะไม่พักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้แล้ว... ลุงใหญ่ ยืนบื้ออยู่ทำไมเล่า ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ!”
เมื่อหลงจู๊โรงเตี๊ยมได้ยินเช่นนั้นก็พลันบังเกิดโทสะพวยพุ่ง ธุรกิจที่กำลังจะตกถึงปาก กลับถูกไอ้เด็กเมื่อวานซืนผู้นี้ทำลายจนพังไม่เป็นท่า ไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือเสียแล้วว่าที่นี่ถิ่นใคร! เขาก้าวออกมาจากหลังโต๊ะคิดเงิน ปรี่เข้าขวางทางลุงหลานตระกูลเสิ่นทั้งสามคนพลางแค่นยิ้มเย็นไม่หยุดหย่อน “จะไปก็ย่อมได้ แต่ต้องจ่ายค่าห้องของวันนี้มาก่อน”
เสิ่นหมิงถังตีหน้าขื่นขมพลางเอ่ย “หลงจู๊ พวกเรายังไม่ได้เข้าพักเลยนะขอรับ”
“เมื่อครู่ผู้ใดเป็นคนบอกว่าต้องการห้องป้ายอักษรตี้สองห้อง ข้าสั่งให้ลูกจ้างไปจัดเตรียมห้องแล้ว ซ้ำยังลงบัญชีเรียบร้อย กฎของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ จองห้องแล้วห้ามยกเลิก จ่ายเงินมาซะ จะไปไหนก็รอให้ถึงพรุ่งนี้ก่อนค่อยไป!”
หลงจู๊โรงเตี๊ยมลอบกระหยิ่มใจอยู่ลึกๆ ก็แค่พวกบ้านนอกคอกนาไม่กี่คน คิดว่าข้าจะรับมือพวกเจ้าไม่ได้เชียวหรือ
ประจวบเหมาะกับที่หม่าจิ่วซึ่งเพิ่งไปติดต่อสมาคมการค้า บังคับรถม้ากลับมาพอดี เบื้องหลังยังมีลูกน้องติดตามมาอีกหลายคน เตรียมจะมาช่วยลุงหลานตระกูลเสิ่นขนสัมภาระ ทันทีที่มาถึงก็เผชิญหน้ากับฉากนี้เข้าพอดิบพอดี
เมื่อหม่าจิ่วเห็นว่าหลงจู๊โรงเตี๊ยมพูดจาสามหาว เขาก็ปรี่เข้าไปกระชากคอเสื้อของหลงจู๊เอาไว้แน่น ตวาดลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว “มารดามันเถอะ เอ็งกล้าหาเรื่องหลงจู๊น้อยของพวกเรา สงสัยคงจะเบื่อชีวิตแล้วกระมัง!”
เดิมทีหม่าจิ่วก็เป็นถึงหัวหน้านักเลงหัวไม้ในพรรคทางบก ด้วยความเป็นคนบ้านเดียวกันจากหนิงฮว่า ซ้ำบ้านยังอยู่ไม่ไกลจากบ้านสกุลซ่ง เขาจึงมีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากซ่งเสี่ยวเฉิง ทว่าเมื่อว่ากันตามจริงแล้ว ท้ายที่สุดหม่าจิ่วก็มีพื้นเพมาจากอันธพาลข้างถนน เรื่องชกต่อยตะลุมบอนจึงคุ้นเคยเป็นอย่างดี
หลงจู๊โรงเตี๊ยมพอได้ยินสำเนียงฝูเจี้ยนตะวันตกเข้าอีกคน ก็พลันหงุดหงิดขึ้นมาทันที “ในเขตเมืองเอกเช่นนี้ มีที่ให้พวกสวะอย่างเจ้ามาทำกำเริบเสิบสาน... โอ๊ย!” ยังไม่ทันขาดคำ เขาก็ถูกหม่าจิ่วซัดหมัดเข้าที่ใบหน้าเต็มแรง จนเบ้าตาบวมปูดเขียวช้ำขึ้นมาทันตาเห็น
“มีคนทำร้ายร่างกายแล้ว!”
หลงจู๊โรงเตี๊ยมถูกซัดจนมึนงงไปชั่วขณะ เขาทรุดตัวลงไปกองกับพื้น ก่อนจะแผดเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ลูกจ้างสองคนที่อยู่ลานหลังเรือนได้ยินเสียงก็รีบวิ่งออกดู ทว่าเมื่อเห็นหม่าจิ่วและกลุ่มชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำล่ำสันยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู ลูกจ้างทั้งสองก็พลันหดหัวถอยกรูดด้วยความหวาดกลัวทันที
หม่าจิ่วกระชากคอเสื้อหลงจู๊โรงเตี๊ยมขึ้นมาจากพื้น นัยน์ตาเบิกโพลงถลึงมองอย่างดุดัน “เบิกตาหมาๆ ของเอ็งดูให้ดี นี่คือนายน้อยแห่งสมาคมการค้าถิงโจวของพวกข้า เป็นถึงซิ่วไฉผู้สูงส่ง อนาคตก็คือใต้เท้าจวี่เหริน หากเอ็งยังกล้าทำตัวสามหาวอีก ข้าจะเผาโรงเตี๊ยมของเอ็งให้วอดเป็นจุณเสีย!”
หลงจู๊ผู้นี้เนื้อแท้เป็นเพียงพวกชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่า แต่ขลาดกลัวต่อผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น ยามนี้เขาจึงได้แต่ตัวสั่นงันงก ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการปริปากเอ่ยคำข่มขู่ใดๆ อีก
เมื่อเสิ่นซีเห็นว่าเริ่มมีผู้คนด้อมๆ มองๆ เข้ามาในร้าน หากมีใครนำคำพูดของหม่าจิ่วเมื่อครู่ไปป่าวประกาศ ไม่รู้ว่าผู้คนจะวิพากษ์วิจารณ์สมาคมการค้าถิงโจวไปในทิศทางใด เขาจึงรีบดึงแขนหม่าจิ่วเอาไว้พลางเอ่ย “พี่จิ่ว ละเว้นได้ก็ควรละเว้นเถิด พวกเราแค่ไปหาโรงเตี๊ยมอื่นพักก็สิ้นเรื่อง”
หม่าจิ่วถึงยอมปล่อยมืออย่างฮึดฮัด แล้วเดินออกไปประคองเสิ่นซีขึ้นรถม้า
เสิ่นหมิงเหวินมองหม่าจิ่วด้วยแววตาประหลาดใจ ชายหนุ่มผู้นี้ตลอดการเดินทางมักจะทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว ต่อให้เขาจะใช้งานเยี่ยงทาสหรือตะคอกด่าทออย่างไร ก็ไม่เคยแสดงอาการโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นคนเหี้ยมโหดที่กล้าลงมือทุบตีผู้อื่นโดยไม่กะพริบตาเสียอย่างนั้น คิดได้ดังนั้นเสิ่นหมิงเหวินก็อดรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนขึ้นมามิได้ ‘คนป่าเถื่อนพรรค์นี้ ข้าควรจะอยู่ห่างๆ เอาไว้จะดีกว่า’
หม่าจิ่วบังคับรถม้านำทางล่วงหน้าไปก่อน เมื่อผ่านไปได้สองสามถนน ก็มาหยุดอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งซึ่งดูจากภายนอกไม่ได้โอ่อ่าใหญ่โตนัก เขาเดินเข้าไปส่งเสียงทักทาย หลงจู๊ของที่นั่นก็รีบปรี่ออกมารับหน้าด้วยความกระตือรือร้น “นายท่านหม่า ท่านมาแล้วหรือขอรับ”
สำเนียงที่เอ่ยทักทายนั้น เป็นสำเนียงฝูเจี้ยนตะวันตกที่คุ้นหูเป็นอย่างดี
หม่าจิ่วหัวเราะพลางเอ่ย “นี่แหละหลงจู๊น้อยที่นายใหญ่หลงเคยพูดถึง แล้วก็นี่ นายท่านใหญ่กับนายท่านสามตระกูลเสิ่น”
หลงจู๊ผู้นั้นรีบประสานมือคารวะด้วยความนอบน้อม “ผู้น้อยขอคารวะนายท่านทุกท่านขอรับ... เด็กๆ ออกมาช่วยขนสัมภาระเร็วเข้า”
เสิ่นหมิงเหวินโวยวายขึ้นมา “นี่มันเรื่องอันใดกัน ยังไม่ทันได้ตกลงราคาค่าห้องพักเลย คิดจะมัดมือชกหรืออย่างไร”
หลงจู๊หัวเราะร่วน “นายท่านกล่าวหนักไปแล้วขอรับ ท่านเป็นคนของสมาคมการค้า ทั้งยังเป็นคนบ้านเดียวกันจากถิงโจว การที่โรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งนี้ได้ต้อนรับพวกท่าน ถือเป็นเกียรติยศอย่างยิ่งยวด แล้วข้าน้อยจะกล้าเก็บเงินค่าห้องได้อย่างไร ห้องพักล้วนเป็นห้องชั้นดีทั้งสิ้น ท่านอยากจะพักนานแค่ไหนก็ย่อมได้ หากนายท่านทั้งสองสอบผ่านเป็นจวี่เหรินกลับมา เพียงแค่กรุณามอบตัวอักษรมงคลให้โรงเตี๊ยมสักแผ่นก็เป็นพระคุณอย่างยิ่งแล้วขอรับ”
พอเสิ่นหมิงเหวินได้ยินว่าไม่ต้องเสียเงิน นัยน์ตาก็พลันเบิกโพลงเปล่งประกาย นั่นย่อมหมายความว่า เงินสิบตำลึงที่เตรียมไว้สำหรับเป็นค่าที่พักและค่าอาหาร เขาสามารถนำไปผลาญทิ้งได้อย่างเต็มที่
ทว่าเสิ่นซีกลับส่ายหน้าปฏิเสธ “หลงจู๊อย่าได้ทำเช่นนี้เลยขอรับ พวกท่านเปิดประตูทำธุรกิจทำมาค้าขาย ค่าห้องควรจะเป็นเท่าใดก็ว่ากันไปตามนั้น การเข้าร่วมสมาคมการค้าก็เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้หาเงินได้มากขึ้น หาใช่เพื่อสร้างความขาดทุนให้แก่พวกท่านไม่”
หลงจู๊ผู้นี้ยิ้มรับพลางเอ่ย “หลงจู๊น้อยเกรงใจเกินไปแล้วขอรับ การที่พวกเรามาเปิดโรงเตี๊ยมอยู่ในเมืองเอกนี้ได้ ก็ต้องพึ่งพาสมาคมการค้าคอยดูแลอุ้มชู ธุรกิจถึงได้ราบรื่นขึ้นมาก ซ้ำทุกปีเพียงแค่เงินปันผลที่ได้จากการซื้อหุ้นโรงเงินก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว หากท่านดึงดันจะจ่ายให้ได้จริงๆ เช่นนั้น... เอาเป็นห้องละสามสิบเหวินดีหรือไม่ขอรับ”
ครั้นเสิ่นหมิงเหวินได้ยินว่าค่าห้องพักราคาเพียงวันละสามสิบเหวิน ก็พลันคิดไปว่าคงไม่ใช่ที่หลับที่นอนดีๆ อย่างแน่นอน
ทว่าเสิ่นซีกลับรีบตอบตกลงทันควัน พร้อมกับเร่งเร้าให้เสิ่นหมิงถังรีบควักเงินจ่ายค่าห้องพักสองห้องล่วงหน้ารวดเดียวเจ็ดสิบวัน การทำเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เสิ่นหมิงเหวินหาข้ออ้างนำเงินก้อนนี้ไปผลาญเล่น แล้วค่อยมาใช้มุกตีมึน "ไปเก็บเงินกับสมาคมการค้า" แล้วสะบัดก้นหนีไปในภายหลัง
เสิ่นหมิงเหวินยังคงร้องโวยวายไม่หยุด ทว่าเมื่อมีหม่าจิ่วที่หน้าตาดุดันราวกับเทพมารยืนขนาบข้างอยู่ เขาจึงมิกล้าพุ่งเข้าไปแย่งเงินกลับคืนมา
รอจนเดินขึ้นไปถึงชั้นสอง เมื่อได้ตรวจดูห้องพักทั้งสองห้อง ก็พบว่าภายในกว้างขวางโอ่โถงสว่างไสว นอกหน้าต่างมองออกไปเห็นแม่น้ำสายหนึ่ง ริมฝั่งมีต้นหลิวปลิวไสวให้ร่มเงา บนผืนน้ำมีเรือน้อยใหญ่สัญจรขวักไขว่ ทิวทัศน์นับว่างดงามเงียบสงบยิ่งนัก
ในยามที่อากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ สายลมเย็นยะเยือกพัดโชยมาเป็นระลอก ช่วยปัดเป่าความร้อนอบอ้าวภายในห้องให้มลายหายไปจนหมดสิ้น
เสิ่นซีพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ทิศทางลมโปร่งสบายเช่นนี้ แม้จะต้องเผชิญกับช่วงสารทฤดูที่ร้อนอบอ้าวที่สุด ก็คงไม่รู้สึกร้อนนัก ทว่าในใจของเสิ่นหมิงเหวินกลับเกิดความกังขาขึ้นมา เขาพึมพำเสียงเบา “สถานที่ดูดีถึงเพียงนี้ ค่าเช่าแค่วันละสามสิบเหวินเองหรือ”
(เชิงอรรถผู้แปล: สารทฤดู (三伏天) ช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของปีตามปฏิทินจีนโบราณ มักอยู่ในช่วงเดือนเจ็ดถึงเดือนแปด)
หลงจู๊หัวเราะร่วน “ใต้เท้าเสิ่นพึงพอใจก็ดีแล้วขอรับ... ไม่ได้เก็บราคาถูกเกินไปหรอกขอรับ โรงเตี๊ยมแถวๆ แม่น้ำม้าขาวแห่งนี้ ห้องชั้นดีก็ตกวันละสี่ห้าสิบเหวินเท่านั้น อีกทั้งท่านยังจ่ายเงินล่วงหน้ามาเป็นก้อน ข้าน้อยนำเงินก้อนนี้ไปฝากไว้ในโรงเงิน สองเดือนก็กินดอกเบี้ยได้ไม่น้อยเลย ภายหน้าหากต้องการน้ำชาหรืออยากให้รับใช้อันใด ก็เพียงแค่เรียกหาลูกจ้างได้เลยขอรับ ที่นี่ไม่มีสิ่งใดหรูหรา ทว่ามีน้ำร้อนให้ใช้ตลอดสิบสองชั่วยาม หากยามหน้าร้อนท่านอยากจะแช่น้ำอุ่นให้สบายตัว ก็สั่งให้คนยกอ่างอาบน้ำขึ้นมาให้ได้เลยขอรับ”
(เชิงอรรถผู้แปล: สิบสองชั่วยาม (十二个时辰) ยี่สิบสี่ชั่วโมง หมายถึงตลอดทั้งวันทั้งคืน)
เสิ่นหมิงเหวินพลันรู้สึกเจ็บใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน เมื่อก่อนยามเขาเข้าเมืองเอก มักจะปักใจเข้าพักแต่ที่ "โรงเตี๊ยมจี๋ตี้" ห้องป้ายอักษรตี้ที่เขาเคยพัก มิเพียงคับแคบ ทว่าสภาพแวดล้อมยังอึกทึกครึกโครมจนไม่อาจตั้งสมาธิอ่านตำราได้เลย เขาคิดไม่ถึงเลยว่า ด้วยราคาเงินที่เท่ากัน หากพักที่ "โรงเตี๊ยมจี๋ตี้" เขากลับได้แค่โดนหลงจู๊ชักสีหน้าใส่ ทว่าเมื่อมาพักที่โรงเตี๊ยมแห่งอื่น มิเพียงได้นอนห้องชั้นดี ทว่ายังวางก้ามทำตัวเป็นนายท่านได้อย่างเต็มภาคภูมิอีกด้วย
เช่นนี้แล้ว ที่ผ่านมาเขามิใช่เป็นไอ้โง่ให้เขาหลอกฟันกำไรมาตลอดหรอกหรือ!
เสิ่นหมิงเหวินอาศัยว่าตนเองเป็นเสาหลักของตระกูลเสิ่น จึงเอ่ยปากขอพักห้องเดี่ยวเพียงลำพัง ส่วนเสิ่นซีและเสิ่นหมิงถังให้ไปนอนเบียดกันอีกห้อง ทว่าเสิ่นหมิงถังกลับเอ่ยแย้ง “ท่านแม่สั่งเอาไว้ ว่าให้ข้าเข้ามาหางานทำในเมืองเอก หากหาเงินเลี้ยงชีพตัวเองได้ก็จะดีที่สุด ภายหน้าอาจจะไม่ค่อยได้กลับมานอนที่นี่นัก”
หม่าจิ่วหัวเราะพลางเอ่ย “นายท่านสามจะต้องออกไปตะลอนหางานทำข้างนอกให้เหนื่อยทำไมกันขอรับ ในเมื่อสมาคมการค้าก็มีงานรองรับอยู่แล้ว ช่วงนี้สมาคมการค้าถิงโจวกำลังเปิดรับคนอยู่พอดีเลย”
เสิ่นหมิงถังเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้ำๆ อึ้งๆ “ทว่า... ข้า... ข้าไม่มีฝีมือวิชาช่างอันใดเลยนะ”
หม่าจิ่วตอบ “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรขอรับ พวกงานเดินยามหรือจับกัง... เอ้อ งานพวกนั้นคงไม่เหมาะกับท่านหรอก เอาเป็นว่าท่านไปทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคุมงานก็แล้วกันขอรับ แค่คอยเดินตรวจตราลูกจ้างก็พอ ส่วนเรื่องค่าจ้างรายเดือนย่อมไม่น้อยหน้าผู้ใดแน่ หรือไม่ ข้าน้อยจะพาท่านไปพบกับนายใหญ่หลงแห่งสาขาย่อยฝูโจวเดี๋ยวนี้เลยดีไหมขอรับ”
ความกระตือรือร้นของหม่าจิ่ว ทำเอาเสิ่นหมิงถังประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
เดิมทีการที่เขามารับช่วงต่อทำงานแทนเสิ่นหมิงจวินในตระกูลหวังแห่งเมืองหนิงฮว่า งานที่ทำก็เป็นเพียงงานจับกังทั่วไปของพวกบ่าวไพร่ แต่ละวันนอกจากจะเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดแล้ว ค่าจ้างที่ได้รับก็ยังน้อยนิดอีกต่างหาก
เมื่อคำนวณจากเงินค่ากตัญญูที่โจวซื่อส่งเสียให้หลี่ซื่อในแต่ละเดือน อันที่จริงเสิ่นหมิงถังแทบไม่มีความจำเป็นต้องออกไปตรากตรำทำงานหนักเลยด้วยซ้ำ ทว่าฮูหยินเฒ่านั้นดันทุรังและหน้าเลือด ไม่ยอมให้เงินเล็ดลอดกระเด็นหายไปแม้แต่แดงเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตระกูลหวังนั้นเป็นนายจ้างที่ใจป้ำ ถึงวันที่สิบห้าของทุกเดือนก็จ่ายค่าจ้างตรงเวลาไม่มีบิดพลิ้ว เมื่อถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ก็ยังมีเงินรางวัลมอบให้อีก ซ้ำยังไม่ค่อยจะไล่ใครออกง่ายๆ การได้ทำงานในตระกูลหวังจึงนับว่าเป็น "ชามข้าวเหล็ก" อย่างแท้จริง
ครั้นเสิ่นหมิงถังเดินทางมาถึงเมืองเอก เดิมทีเขานึกกังวลว่าคนแปลกถิ่นอย่างตนแค่จะหางานแบกหามก็คงยากลำบาก ทว่าใครจะคาดคิดว่าเพิ่งจะก้าวเท้าเหยียบเข้าเมืองมา ทางสมาคมการค้าก็ตระเตรียมตำแหน่งงานไว้ให้เขาเสร็จสรรพ ไปถึงก็ได้นั่งแท่นเป็นถึงหัวหน้าคุมงานเสียแล้ว