เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 319 ปัญหาเรื่องหน้าตา

ตอนที่ 319 ปัญหาเรื่องหน้าตา

ตอนที่ 319 ปัญหาเรื่องหน้าตา


จากอำเภอฉางถิงถึงเมืองเอกฝูโจว เส้นทางบกมีเส้นทางหลวงสองสายคือสายใต้และสายเหนือ สายเหนือจะตัดตรงผ่านเมืองเหยียนผิง จากนั้นผ่านอำเภอหมิ่นชิงข้ามแม่น้ำหมิ่นเจียง มุ่งหน้าไปทางตะวันออกเพื่อเข้าสู่เมืองฝูโจว

ส่วนเส้นทางสายใต้นั้น จะอ้อมไปทางเมืองจางโจว แล้วจึงผ่านขึ้นไปทางเหนือของเมืองเฉวียนโจว เพื่อเข้าสู่เขตเมืองฝูโจว

เมื่อเปรียบเทียบทั้งสองเส้นทาง เส้นทางสายเหนือมีระยะทางสั้นกว่า ทว่าตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยลำน้ำสาขาของแม่น้ำหมิ่นเจียง ทำให้ต้องอาศัยเรือข้ามฟากอยู่บ่อยครั้ง การใช้รถม้าข้ามแม่น้ำกลับกลายเป็นเรื่องเสียเวลา ดังนั้นการเดินทางจากฉางถิงไปฝูโจว โดยทั่วไปจึงมักเลือกใช้เส้นทางสายใต้ แม้จะต้องอ้อมไกลกว่า แต่ถนนหนทางตลอดสายค่อนข้างราบเรียบ อีกทั้งโจรผู้ร้ายระหว่างทางก็น้อยกว่าด้วย

วันที่ยี่สิบเก้าเดือนห้า หลังจากออกเดินทางมาสิบเจ็ดวัน ในที่สุดรถม้าทั้งสองคันก็เดินทางมาถึงศูนย์กลางที่ว่าการสำนักบริหารการปกครองมณฑลแห่งมณฑลฝูเจี้ยน... เมืองฝูโจว

ในอดีตเมืองฝูโจวเคยเป็นเขตการปกครองที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในมณฑลฝูเจี้ยน ทว่าหลังจากอำเภอฝูหนิงถูกยกฐานะขึ้นเป็นเมืองฝูหนิง เขตพื้นที่ในความดูแลของเมืองฝูโจวจึงลดลงจากสิบสามอำเภอเหลือเพียงสิบอำเภอ ทว่ายังคงเป็นศูนย์กลางการปกครองของดินแดนฝูเจี้ยนอยู่เช่นเดิม

เมืองฝูโจวตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลทางตะวันออกของฝูเจี้ยน ในช่วงเวลาเกือบสองร้อยปีนับตั้งแต่ต้นราชวงศ์หมิงที่มีการเริ่มนโยบายปิดฝั่งทะเล ไปจนถึงยุคหลงชิ่งที่มีการเปิดทะเลอีกครั้ง ฝูโจวได้กลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลของประเทศ สาเหตุหลักเป็นเพราะหลังจากที่จูหยวนจางประกาศ "กฎหมายห้ามไปมาหาสู่กับชาวต่างชาติ" เพื่อดำเนินนโยบายปิดฝั่งทะเล อาณาจักรหลิวฉิว (ริวกิว) เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สามารถไปมาหาสู่และทำการค้าขายทางทะเลกับราชวงศ์หมิงได้อย่างเสรี

(เชิงอรรถผู้แปล: 

กฎหมายห้ามไปมาหาสู่กับชาวต่างชาติ (禁外番交通令) นโยบายการปกครองของจักรพรรดิหงอู่ (จูหยวนจาง) ที่ห้ามราษฎรออกทะเลทำการค้ากับต่างชาติโดยพละการ เพื่อป้องกันภัยโจรสลัดและสาเหตุอื่นๆ

อาณาจักรหลิวฉิว หรือ ริวกิว (琉球) อาณาจักรอิสระในอดีต ตั้งอยู่บนหมู่เกาะริวกิว ปัจจุบันคือ จังหวัดโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น ในอดีตมีความสัมพันธ์อันดีและเป็นเมืองขึ้นที่ส่งเครื่องบรรณาการให้แก่ราชวงศ์หมิงมาอย่างยาวนาน)

ชาวหลิวฉิวจะนำเข้าผ้าแพรพรรณ ผ้าไหม เครื่องลายคราม เครื่องเขิน และยาสมุนไพรจากต้าหมิง เพื่อขนส่งต่อไปยังประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากนั้นก็นำไปแลกเปลี่ยนเป็นพริกไทย ไม้ฝาง เครื่องเทศ และงาช้าง แล้วจึงนำกลับมาขายทอดตลาดที่ฝูโจวเพื่อกอบโกยผลกำไรมหาศาล

ดังนั้นในช่วงเวลานี้ ฝูโจวมิเพียงทำการค้าขายแลกเปลี่ยนกับหลิวฉิวเท่านั้น ทว่ายังเป็นศูนย์กลางกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศต่างๆ โพ้นทะเลอีกด้วย การค้าแบบเมืองท่าพักสินค้าเช่นนี้เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ส่งผลให้ท่าเรือฝูโจวก้าวกระโดดขึ้นเป็นหนึ่งในสี่ท่าเรือใหญ่ของราชวงศ์หมิง และเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของมณฑลฝูเจี้ยน จนกลายเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลของต้าหมิงในยุคหนึ่ง

ส่วนการติดต่อและการขนส่งระหว่างเมืองฝูโจวกับพื้นที่อื่นๆ ภายในมณฑลนั้น อาศัยการขนส่งทางน้ำผ่านแม่น้ำหมิ่นเจียงเป็นหลัก ที่นี่จึงเปรียบเสมือนจุดแวะพักสำหรับขนถ่ายสินค้าจากฝูเจี้ยนและกว่างตงขึ้นเหนือไปยังแถบเจียงหวย (เจียงซูและอันฮุย) การค้าขายจึงนับว่าเฟื่องฟูเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อสองปีก่อน ภายใต้การประสานงานของอันหรู่เซิงซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองในขณะนั้น สมาคมการค้าแห่งถิงโจวได้ก่อตั้งสาขาย่อยของสมาคมและสาขาย่อยของโรงเงินขึ้นภายในเมืองฝูโจว การที่เสิ่นซีเดินทางมาสอบระดับมณฑลที่เมืองฝูโจวครานี้ ฮุ่ยเหนียงได้ส่งข่าวบอกกล่าวกับสาขาย่อยของสมาคมไว้ล่วงหน้าแล้ว หลังจากเข้าเมืองมา หม่าจิ่วจะเป็นผู้ไปติดต่อกับทางสมาคม เพื่อให้คอยอำนวยความสะดวกและดูแลลุงหลานตระกูลเสิ่นทั้งสี่คนเป็นอย่างดี

บ่ายวันนั้นเมื่อเข้าเมืองมา เรื่องแรกที่ต้องจัดการคือการหาโรงเตี๊ยมเพื่อพักพิง เสิ่นหมิงเหวินเคยเดินทางมาเมืองฝูโจวหลายครา จึงคุ้นเคยกับเมืองนี้เป็นอย่างดี เขาดึงดันจะเข้าพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งทางตะวันออกของเมืองซึ่งมีนามว่า "จี๋ตี้" ด้วยถือเคล็ดอันเป็นมงคล หวังว่ามิเพียงจะได้สอบผ่านเป็นจวี่เหริน ทว่าในภายภาคหน้ายังหมายจะสอบติดจิ้นซื่ออีกด้วย

(เชิงอรรถผู้แปล: จี๋ตี้ (及第) เป็นคำมงคล หมายถึง การสอบผ่านคัดเลือกเข้ารับราชการในระบบเคอจวี่)

เสิ่นซีเคยชินกับความพึ่งพาไม่ได้ของเสิ่นหมิงเหวินเสียแล้ว

ตลอดการเดินทาง เสิ่นหมิงเหวินมักจะจู้จี้เรื่องมากอย่างไร้สาระจนสร้างความวุ่นวายไม่น้อย เดิมทีคณะของพวกเขาเข้าเมืองมาจากทางทิศตะวันตก ทว่าเขากลับดึงดันจะไปหาที่พักไกลถึงทางทิศตะวันออกของเมือง เสิ่นซีก็หารู้ไม่ว่าเหตุใดเขาจึงโปรดปรานโรงเตี๊ยม "จี๋ตี้" แห่งนี้นักหนา

ครั้นไปถึงที่หมาย ทันทีที่ก้าวพ้นประตู หลงจู๊ของโรงเตี๊ยมก็ปรี่เข้ามาทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “โอ๊ะ นี่มิใช่ใต้เท้าเสิ่นหรอกหรือ ปีนี้ท่านเดินทางมาฝูโจวเร็วนักนะขอรับ”

เสิ่นหมิงเหวินพลันเชิดหน้าขึ้นแสดงท่าทียโสโอหังในทันที “หลงจู๊ เปิดห้องหับชั้นดีให้ข้าสามห้อง”

เสิ่นซีคล้ายจะกระจ่างแจ้งแก่ใจขึ้นมาทันที ที่แท้สาเหตุที่เสิ่นหมิงเหวินเจาะจงมาพักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ ก็เพราะหลงจู๊มีปากคอหวานหู ช่างรู้ใจสอพลอ ทันทีที่ก้าวเข้ามาก็ขานเรียกเขาว่า "ใต้เท้าเสิ่น" ประหนึ่งว่าเสิ่นหมิงเหวินสอบผ่านระดับมณฑลได้เป็นขุนนางไปแล้วกระนั้น

เสิ่นซีปรายตามองแวบหนึ่ง ก็พบว่าบนป้ายไม้หลังโต๊ะคิดเงินเขียนเอาไว้ว่า: ห้องชั้นดี ราคาวันละหนึ่งร้อยเหวิน เขาจึงรีบกระตุกชายเสื้อของเสิ่นหมิงเหวินเบาๆ “ลุงใหญ่ เรามากันแค่สามคน นอนสามห้องไม่ไหวหรอกขอรับ”

เดิมทีหลงจู๊คิดว่ามีลูกค้ารายใหญ่มาเยือน การสอบระดับมณฑลยังเหลือเวลาอีกตั้งสองเดือนกว่าจะเริ่ม ยามนี้ยังห่างไกลจากช่วงฤดูกาลที่เหล่าบัณฑิตจะแห่แหนเข้าเมืองจนโรงเตี๊ยมทุกแห่งเนืองแน่นไปด้วยผู้คน การที่เสิ่นหมิงเหวินเปิดห้องชั้นดีรวดเดียวถึงสามห้อง เท่ากับว่าวันหนึ่งจะต้องจ่ายเงินตั้งสามร้อยเหวิน หากพักยาวไปจนถึงเดือนแปด กินเวลาเจ็ดแปดสิบวัน โรงเตี๊ยมจะกวาดรายได้เข้ากระเป๋ากว่ายี่สิบตำลึงเชียว มีหรือที่เขาจะไม่เบิกบานใจ

ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นซี รอยยิ้มบนใบหน้าของหลงจู๊ก็พลันเจื่อนลงเล็กน้อย ฉายแววไม่พอใจอยู่ลึกๆ “นายท่านเสิ่นเดินทางมาสอบ ทว่ายังกระเตงหลานชายมาด้วยหรือขอรับ”

สีหน้าของเสิ่นหมิงเหวินพลันดำทะมึนขึ้นมา ทว่าเห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดจะแนะนำเสิ่นซีให้หลงจู๊รู้จัก “หลงจู๊ คำพูดของมันเชื่อถือไม่ได้หรอก เปิดห้องป้ายอักษรเทียนชั้นดีให้พวกข้าสามห้องเลย”

เสิ่นซียังคงยืนกราน “หากเปิดสามห้อง เช่นนั้นลุงใหญ่ก็พักอยู่คนเดียวเถิดขอรับ ข้ากับลุงสามจะไปหาโรงเตี๊ยมอื่นพักกันเอง”

พอได้ยินเช่นนั้น เสิ่นหมิงเหวินก็เริ่มร้อนรน เพราะฮูหยินเฒ่าเกรงว่าเขาจะก่อเรื่องเล่นละครหนีออกจากบ้านซ้ำรอยเดิมอีก ตลอดการเดินทางครั้งนี้เขาจึงไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียว ไม่ว่าจะค่ากินค่าอยู่หรือค่าที่พัก ล้วนเป็นหน้าที่ของเสิ่นหมิงถังคอยจัดการค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น

โชคดีอยู่อย่างหนึ่งที่เสิ่นหมิงถังมักจะโอนอ่อนผ่อนตามและเชื่อฟังเขาเสมอ ต่อให้เขาจะเรียกร้องสิ่งใดที่ไม่สมเหตุสมผลไปบ้าง โดยพื้นฐานแล้วเสิ่นหมิงถังก็มักจะยอมควักกระเป๋าจ่ายให้

ทว่าหากเสิ่นซีดึงตัวเสิ่นหมิงถังจากไป เขาก็จะขาดคนจ่ายเงินให้น่ะสิ

เสิ่นหมิงเหวินปั้นหน้าดำคร่ำเครียดพลางเอ่ยถาม “เจ้าสาม เจ้าเห็นว่าอย่างไร”

แม้เสิ่นหมิงถังจะไม่รู้หนังสือ ทว่ากลับคิดเลขได้รวดเร็วนัก พอขยับนิ้วคิดคำนวณดู ก็พบว่าเศษเงินติดตัวที่มีอยู่ยังไม่พอจ่ายค่าที่พักตลอดหลายเดือนนี้ด้วยซ้ำ เขาจึงรีบตอบ “พี่ใหญ่ พวกเราลดห้องลงสักสองห้องเถิด นอนเบียดกันสามคนก็พอไหว... หรือไม่ก็เปลี่ยนที่พัก ต่อให้ต้องไปนอนเบียดกันบนเตียงรวมใหญ่ก็ยังได้เลย”

เมื่อหลงจู๊โรงเตี๊ยมได้ยินเสิ่นหมิงถังเอ่ยถึงคำว่า "เตียงรวมใหญ่" สีหน้าก็พลันเย็นเยียบลงทันตาเห็น หากพวกเจ้าพักห้องชั้นดี ข้าย่อมปรนนิบัติราวกับใต้เท้าผู้ยิ่งใหญ่ ทว่าหากพักเตียงรวม ข้าก็ย่อมมองพวกเจ้าเป็นเพียงชนชั้นต่ำศักดิ์

เสิ่นหมิงเหวินตวาดด้วยความโมโห “ข้าเป็นพี่ใหญ่ ข้าต้องเป็นคนตัดสินใจสิ หากพวกเจ้าไม่อยากพักที่นี่ ก็ทิ้งเงินเอาไว้ แล้วจะไสหัวไปนอนที่ไหนก็ไป!”

เสิ่นหมิงถังได้แต่พูดจาอ้ำๆ อึ้งๆ “ทว่าท่านแม่บอกไว้ว่า...”

หลงจู๊เอ่ยแทรกขึ้นมา “ใต้เท้าเสิ่น สรุปแล้วพวกท่านจะพักหรือไม่พักกันแน่ แล้วจะเปิดกี่ห้อง”

เสิ่นซีเอ่ยว่า “หลงจู๊ ค่าห้องที่นี่ของพวกท่านแพงเกินไปแล้ว ข้าเห็นว่าห้องป้ายอักษรตี้ก็ไม่เลวนัก พอลดราคาลงหน่อยได้หรือไม่”

ใน "โรงเตี๊ยมจี๋ตี้" ห้องป้ายอักษรเทียนราคาตกวันละหนึ่งร้อยเหวิน ห้องป้ายอักษรตี้ราคาวันละสี่สิบเหวิน ส่วนเตียงรวมใหญ่นั้น วันหนึ่งใช้จ่ายเพียงสิบห้าเหวิน

สำหรับผู้เข้าสอบทั่วไป การเดินทางเข้าเมืองเอกล่วงหน้าครึ่งเดือนเพื่อเตรียมตัวสอบ หากเช่าห้องป้ายอักษรตี้ แม้จะไม่กว้างขวางนัก นอกหน้าต่างก็ไร้ทิวทัศน์ให้ชื่นชม ซ้ำร้ายหน้าต่างอาจจะหันไปทางคอกม้าหรือห้องส้วม ทว่าอย่างไรเสียก็ถือว่ามีพื้นที่ส่วนตัวมิใช่หรือ จะอ่านตำราก็ไม่มีผู้ใดมารบกวน จุดตะเกียงน้ำมันต่งก็ยังพออ่านหนังสือโต้รุ่งได้ ค่าห้องรวมแล้วใช้จ่ายเพียงหกเจ็ดเฉียน บวกรวมกับค่ากินอยู่จิปาถะในแต่ละวันก็ยังไม่ถึงหนึ่งตำลึง

เช่นนี้แล้ว การสอบที่จัดขึ้นสามปีครั้ง เมื่อรวมค่าเดินทางเข้าไปด้วยก็จะตกราวสองตำลึง ได้เข้าสอบแล้ว ได้มาเยือนเมืองเอกแล้ว ขากลับยังพอมีเงินเหลือซื้อของฝากติดไม้ติดมือกลับไปได้บ้าง นับว่าครอบครัวฐานะปานกลางทั่วไปยังพอรับไหว

ทว่าเสิ่นหมิงเหวินผู้นี้ เดินทางมาถึงเมืองเอกล่วงหน้าตั้งสองเดือนกว่า พอเข้าเมืองมาปุ๊บก็ดึงดันจะเปิดห้องชั้นดีถึงสามห้อง นี่มันจงใจมาเที่ยวเล่นเสวยสุขชัดๆ!

เสิ่นหมิงเหวินเอ่ยเสียงเย็น “ห้องป้ายอักษรตี้พวกเจ้าอยากพักก็พักไป เปิดห้องชั้นดีให้ข้าหนึ่งห้องก็พอ สองคนนี้ข้าไม่สน”

เสิ่นซีคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับเสิ่นหมิงเหวินให้มากความ เขาคว้าแขนเสิ่นหมิงถังดึงออกจากประตูไปทันที “ลุงสาม พวกเราไปหาโรงเตี๊ยมอื่นพักกันเถิดขอรับ ข้ารู้สึกว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ดูมีบรรยากาศไม่น่าไว้วางใจชอบกล”

เสิ่นหมิงเหวินโกรธเป็นฟืนเป็นไฟรีบวิ่งตามออกมาที่หน้าประตู ตวาดลั่น “จะทำอะไร! สรุปแล้วพวกเราสามคนใครเป็นคนตัดสินใจกันแน่! ไอ้เด็กบ้า ข้าอุตส่าห์ไว้หน้าเจ้าแล้ว อย่าได้รนหาที่ให้ข้าต้องฉีกหน้าเจ้านะ!”

เสิ่นซีลอบค่อนขอดในใจ แน่ล่ะสิ เงินที่จ่ายไม่ใช่เงินของท่านนี่! ฮูหยินเฒ่านั้นเป็นคนใจจืดใจดำ ก่อนที่พวกเขาจะออกเดินทาง นางได้เบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้าและส่วนแบ่งกำไรจากร้านขายยาของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ในอนาคตรวมสามสิบตำลึงจากฮุ่ยเหนียงมาเป็นทุนรอนในการสอบ ทว่าความจริงแล้ว ท้ายที่สุดนางมอบให้เสิ่นหมิงถังเพียงสิบห้าตำลึง ส่วนอีกสิบห้าตำลึงที่เหลือนางเก็บเอากลับไปอำเภอหนิงฮว่าด้วย

ฮูหยินเฒ่าคิดคำนวณมาอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว เมื่อคราวก่อนที่เสิ่นหมิงถังและเสิ่นหมิงโหย่วสองพี่น้องเดินทางมาสอบที่เมืองเอก มอบเงินให้พวกมันสิบตำลึง ก็ยังสามารถไปก่อเรื่องงามหน้าค้างแรมในสถานที่เริงรมย์ จนสุดท้ายเสิ่นหมิงโหย่วต้องหายสาบสูญไร้ร่องรอยไปได้ มาบัดนี้ทั้งสามคนเข้าเมือง รถม้าก็มีสมาคมการค้าจัดเตรียมไว้ให้ เงินสิบห้าตำลึงย่อมเพียงพอเหลือเฟืออย่างแน่นอน หากให้มากไปกว่านี้ย่อมต้องเกิดเรื่องเป็นแน่

การเดินทางมาสอบครานี้ เท่ากับว่าลุงหลานทั้งสามกำลังผลาญเงินหยาดเหงื่อแรงงานของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อยู่ เสิ่นซีไม่คิดจะเห็นใจผู้อื่น ทว่าเขาย่อมต้องเห็นใจภรรยาของตนเอง ทางที่ดีที่สุดคือควรจะประหยัดจนมีเงินเหลือกลับไปคืนให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์บ้าง ทว่าในใจเขากระจ่างแจ้งดี ว่าเงินก้อนนี้ร้อยทั้งร้อยฮุ่ยเหนียงหรือไม่ก็มารดาบังเกิดเกล้าของเขาคงเป็นคนควักเนื้อรับภาระเอาไว้เองแล้ว

เสิ่นหมิงถังเอ่ยด้วยความร้อนรน “พี่ใหญ่ เงินของพวกเราไม่พอจริงๆ นะขอรับ หากขืนเปิดห้องพักอยู่ที่นี่ ยังไม่ทันจะถึงวันสอบ พวกเราคงไม่มีแม้แต่ข้าวจะกินแล้ว!”

เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ เสิ่นหมิงเหวินก็รู้ตัวว่าขืนใช้อำนาจพี่ใหญ่วางก้ามต่อไปคงไม่ได้ผล จึงเปลี่ยนทีท่าเป็นขมวดคิ้วอ้างเหตุผลแทน “พวกเจ้ารู้หรือไม่ ว่าผู้คนในเมืองเอกแห่งนี้น่ะหน้าไหว้หลังหลอกและเห็นแก่ได้ที่สุด มักจะตีค่าคนจากเสื้อผ้าอาภรณ์ภายนอก หากพวกเรากินไม่อิ่มแต่งกายไม่ดี พักในที่ซอมซ่อ แล้วจะไปผูกมิตรเข้าสังคมกับเหล่าบัณฑิตในเมืองเอกได้อย่างไร”

เสิ่นซีเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ลุงใหญ่ขอรับ การผูกมิตรกับเหล่าบัณฑิตในเมืองเอก... มันไปเกี่ยวอันใดกับการสอบของพวกเราด้วยหรือขอรับ”

เสิ่นหมิงเหวินตอบด้วยน้ำเสียงของผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน “เรื่องแค่นี้เจ้าก็ไม่รู้หรือ ขืนไม่ผูกมิตรกับบัณฑิตในเมืองเอกให้ดี แล้วจะสร้างชื่อเสียงได้อย่างไร เล่ากันว่ายามที่ขุนนางคุมสอบฝ่ายในตรวจข้อสอบ หากเขาระลึกได้ว่าเจ้าเป็นใคร โอกาสที่จะสอบได้จวี่เหรินก็ย่อมมีมากกว่าผู้อื่นเป็นไหนๆ!”

เสิ่นซีลอบด่าในใจ ท่านเห็นข้าเป็นไอ้โง่หรืออย่างไร!

การสอบระดับมณฑลนั้นแบ่งผู้คุมสอบออกเป็นฝ่ายในและฝ่ายนอก ขุนนางคุมสอบฝ่ายในประกอบด้วยหัวหน้าผู้คุมสอบหนึ่งคนและผู้ช่วยอีกหกคน มีหน้าที่ออกข้อสอบและตรวจกระดาษคำตอบ ส่วนขุนนางคุมสอบฝ่ายนอกมีหน้าที่ควบคุมดูแลความเรียบร้อยภายในสนามสอบ

(เชิงอรรถผู้แปล: ขุนนางคุมสอบฝ่ายในและฝ่ายนอก (内帘官, 外帘官) ระบบการสอบเคอจวี่แยกผู้คุมสอบเป็นสองส่วนเพื่อป้องกันการทุจริต ฝ่ายในรับผิดชอบวิชาการ ฝ่ายนอกรับผิดชอบการจัดการและรักษาความปลอดภัย)

มองดูเผินๆ ขุนนางคุมสอบฝ่ายในคล้ายจะมีอำนาจล้นฟ้า ทว่าความเป็นจริงแล้ว นอกจากการสอบระดับมณฑลในเขตนครหลวงอย่างหนานเป่ยเหลียงจื่อลี่แล้ว หัวหน้าผู้คุมสอบและผู้ช่วยในการสอบในเขตอื่น ล้วนใช้วิธี "เชิญบุคคลภายนอก" มาทำหน้าที่ โดยมักจะเทียบเชิญจากเหล่านักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงในท้องถิ่น และเจี้ยวอวี้แห่งสำนักศึกษาเป็นหลัก ทว่าขุนนางคุมสอบฝ่ายนอกนั้นกลับเป็นขุนนางระดับสูงจากผู้ว่าการประจำมณฑล

(เชิงอรรถผู้แปล: หนานเป่ยเหลียงจื่อลี่ (南北两直隶) เขตปกครองพิเศษทางเหนือ (เป่ยจิง) และทางใต้ (หนานจิง) ที่ขึ้นตรงต่อราชสำนักในยุคหมิง)

เช่นนี้จึงทำให้เกิดสภาวะ "ฝ่ายนอกหนัก ฝ่ายในเบา" แม้ราชสำนักจะมีกฎเกณฑ์บัญญัติไว้อย่างชัดเจน ว่าขุนนางคุมสอบฝ่ายนอกห้ามก้าวก่ายการทำงานของขุนนางคุมสอบฝ่ายใน ทว่าด้วยเหตุที่ขุนนางคุมสอบฝ่ายในไร้ซึ่งอำนาจและอิทธิพลในมือ บางคราจึงจำต้องก้มหัวให้ฝ่ายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากจะกล่าวถึงช่องโหว่ที่อาจก่อให้เกิดการทุจริตในการสอบระดับมณฑล มักจะมาจากฝั่งขุนนางคุมสอบฝ่ายนอกเสียมากกว่า โดยพวกเขามักจะใช้อำนาจกดดันขุนนางคุมสอบฝ่ายใน หากมองเพียงแค่ขั้นตอนการตรวจข้อสอบของขุนนางคุมสอบฝ่ายใน พวกเขาแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากระดาษคำตอบที่กำลังตรวจอยู่นั้นเป็นของบัณฑิตแซ่ใดชื่อใด ต่อให้เจ้าจะเป็นปราชญ์เลื่องชื่อประจำถิ่น หรือเป็นเพียงผู้มีเล่ห์เล็กกลลับอันต่ำต้อย ก็ล้วนไม่มีความหมายอันใดต่อพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

การที่เสิ่นหมิงเหวินอ้างว่าต้องไปสร้างสัมพันธ์อันดีกับเหล่าบัณฑิตในเมืองเอกนั้น แท้จริงแล้วก็แค่อยากหาข้ออ้างออกไปเที่ยวเตร่กินดื่มหาความสำราญเริงรมย์เท่านั้นเอง การได้พักในห้องชั้นดีจะยิ่งช่วยเชิดหน้าชูตา ทำให้ตีสนิทกับบัณฑิตที่มีฐานะร่ำรวยได้ง่ายขึ้น ได้กินหรูอยู่สบาย ทว่าในเมื่ออยากได้เช่นนั้น เงินทองที่ต้องจ่ายก็ย่อมต้องเป็นเงาตามตัว เพราะท้ายที่สุดแล้ว คงไม่มีผู้ใดใจบุญมาเลี้ยงข้าวเจ้าเปล่าๆ หรอก

เสิ่นซีเอ่ยเสียงเรียบ “เงินของพวกเราไม่พอจริงๆ ขอรับ หรือลุงใหญ่อยากให้พวกเราเสวยสุขอยู่ในห้องชั้นดีไปก่อน พอใกล้จะถึงวันสอบค่อยระเห็จไปนอนข้างถนน กินลมกลืนน้ำค้าง ทนหิวไส้กิ่วกันหรือขอรับ”

เสิ่นหมิงเหวินหัวเราะร่วน พลางตอบ “ไยจึงต้องลำบากถึงเพียงนั้นเล่า ในเมืองเอกนี้มีสาขาย่อยของสมาคมการค้าแห่งเมืองถิงโจวของเราอยู่มิใช่หรือ ถึงเวลาพวกเราก็แค่แวะไปขอเงินพวกมันมาหมุนเวียนสักหน่อยก็สิ้นเรื่อง”

เสิ่นซีขมวดคิ้วมุ่น ลุงใหญ่ผู้นี้จะต้องหน้าไม่อายถึงเพียงใดกัน จึงคิดแผนการต่ำช้าเช่นนี้ออกมาได้! หากเข้าตาจนถึงขั้นไร้หนทางจริงๆ การบากหน้าไปขอยืมเงินสักเล็กน้อย ในฐานะคนบ้านเดียวกัน สมาคมการค้าก็อาจจะยังพอมีเมตตาสงสารอยู่บ้าง แต่นี่ท่านเล่นกะจะเดินดุ่มๆ เข้าไปแบมือขอเอาดื้อๆ คิดว่าสมาคมการค้าเป็นกิจการของตระกูลท่านหรืออย่างไร!

ทว่าคราวนี้ผู้ที่เอ่ยปากคัดค้านกลับเป็นเสิ่นหมิงถัง “พี่ใหญ่ ทำเช่นนั้นไม่ได้นะขอรับ... ท่านแม่เคยกำชับไว้ ว่าออกเดินทางต้องพึ่งพาตนเอง ห้ามไปข้องแวะสนิทสนมกับคนของสมาคมการค้าเป็นอันขาด”

การที่หลี่ซื่อสั่งห้ามมิให้เสิ่นหมิงถังและเสิ่นหมิงเหวินไปคลุกคลีกับสมาคมการค้า ก็เพราะเกรงว่าพวกสวะชนชั้นต่ำในสมาคมจะชักนำให้ลูกชายและหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของนางต้องเสียคน ทำให้นักปราชญ์ผู้สูงส่งและบริสุทธิ์ผุดผ่องทั้งสองของตระกูลเสิ่นต้องมาแปดเปื้อนกลิ่นคาวทองแดง มาบัดนี้ดูเหมือนว่าคำสั่งห้ามของฮูหยินเฒ่าจะเกิดผลดีอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ช่วยดึงสติเสิ่นหมิงเหวินให้กลับมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เลิกฝันกลางวันเพ้อเจ้อไปวันๆ เสียที

(เชิงอรรถผู้แปล: กลิ่นคาวทองแดง (铜臭) สำนวนเปรียบเปรยถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ มักใช้ในเชิงลบ หมายถึงการหมกมุ่นแต่เรื่องเงินหรือกลิ่นอายของพ่อค้า)

จบบทที่ ตอนที่ 319 ปัญหาเรื่องหน้าตา

คัดลอกลิงก์แล้ว