- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 318 เดินทางไกลสู่ฝูโจว
ตอนที่ 318 เดินทางไกลสู่ฝูโจว
ตอนที่ 318 เดินทางไกลสู่ฝูโจว
เมื่อวานนี้ฮูหยินเฒ่ายังคงเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ ทว่าหลังจากเสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ "ร่วมหอลงโรง" กันแล้ว นางก็รู้สึกว่าตนเองได้กอบกู้หน้าตากลับคืนมาได้ โทสะจึงค่อยๆ มลายหายไป
ทั้งปู่และบิดาของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ล้วนเป็นซิ่วไฉ ซ้ำร้ายเซี่ยป๋อเหลียนบิดาของนางยังเคยเป็นถึงเจี้ยนเซิงในกั๋วจื่อเจี้ยนแห่งเมืองหลวงเป่ยจิงเสียด้วย เป็นดังเช่นที่เสิ่นหมิงเหวินเคยกล่าวไว้ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ชาติกำเนิดดี เป็นบุตรีจากตระกูลปัญญาชนอย่างแท้จริง การแต่งเข้าตระกูลเสิ่นจึงมิได้ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลต้องมัวหมองเลยแม้แต่น้อย
(เชิงอรรถผู้แปล:
เจี้ยนเซิง (监生) นักศึกษาในราชวิทยาลัยหรือกั๋วจื่อเจี้ยน
กั๋วจื่อเจี้ยน (国子监) ราชวิทยาลัยสูงสุด เป็นสถานศึกษาและหน่วยงานบริหารการศึกษาระดับชาติ)
ยิ่งไปกว่านั้น รายได้จากการนั่งตรวจคนไข้ในร้านขายยาบวกกับส่วนแบ่งกำไรของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ตกเดือนละราวสิบตำลึง หากเงินก้อนนี้ตกถึงมือหลี่ซื่อ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อตระกูลเสิ่นอย่างมหาศาล นางจึงไม่รีบร้อนจะไล่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ออกจากบ้าน หากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์สามารถให้กำเนิดทายาทสืบสกุลเสิ่นได้ด้วย ก็คงจะดียิ่งกว่าสิ่งใด
ภายภาคหน้าเสิ่นซียังต้องง่วนอยู่กับการร่ำเรียนเพื่อสอบเคอจวี่ ย่อมต้องการคนคอยปรนนิบัติดูแล เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นับว่าประเสริฐกว่าหลินไต้ที่ไร้หัวนอนปลายเท้าเสียอีก
นี่นับว่าพลาดกลับกลายเป็นดีแท้ๆ!
บางคราเมื่อหลี่ซื่อนึกขึ้นมาก็รู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก ทว่าบนใบหน้ากลับมิได้แสดงออกให้เห็น ยังคงตีหน้าขรึมตึงประหนึ่งมีผู้ใดติดหนี้นางอยู่เสมอ
คนทั้งครอบครัวใหญ่ล้อมวงกินมื้อเช้าด้วยกัน ที่นี่ไม่มีกฎเกณฑ์ห้ามสตรีร่วมโต๊ะ โจวซื่อและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงนั่งอยู่ด้วย ทว่าเสิ่นหมิงจวินยังมีบาดแผลตามร่างกายจึงเก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่ได้ออกมา
เสิ่นหมิงเหวินเอ่ยถาม “ท่านแม่ จะให้ลูกไปร่วมสอบระดับมณฑลที่เมืองเอกเมื่อใดขอรับ แล้วท่านเตรียมจะให้ผู้ใดไปส่งลูก”
“โตป่านนี้แล้ว ไปสอบที่เมืองเอก ยังต้องให้คนไปส่งอีกหรือ”
หลี่ซื่อกล่าวหน้าเขียวคล้ำ คล้ายกำลังตำหนิที่บุตรชายไม่รู้จักพึ่งพาตนเอง ทว่าแท้จริงแล้ว ที่เสิ่นหมิงเหวินเป็นเช่นนี้ก็เพราะต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ร่มเงาที่นางข่มทับมาตลอดนั่นแหละ
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลี่ซื่อจึงเอ่ยเสียงเย็น “เดิมทีแม่ตั้งใจจะไปกับเจ้า ทว่าที่บ้านมีธุระมากมาย ปลีกตัวไม่ได้ จึงให้เจ้าสามคอยเป็นเพื่อนเจ้ากับชีหลางไปเมืองเอกก็แล้วกัน ยิ่งออกเดินทางเร็วยิ่งดี ไปถึงเมืองเอกแล้วก็หาที่พักให้เรียบร้อย ตั้งใจอ่านตำราให้ดี ห้ามเกียจคร้านเป็นอันขาด!”
“สอบเสร็จแล้วก็รีบกลับมา ป้ายประกาศผลกุ้ยปั่งต้องรอเป็นเดือน อย่าไปโอ้เอ้เสียเวลาอยู่ที่นั่น”
(เชิงอรรถผู้แปล: กุ้ยปั่ง (桂榜) ป้ายประกาศผลสอบระดับมณฑลหรือเซียงซื่อ เนื่องจากมักจัดสอบในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกกุ้ยฮวาบาน จึงเรียกป้ายประกาศผลนี้ว่า กุ้ยปั่ง)
การสอบระดับมณฑลในยุคนี้ การประกาศผลไม่เหมือนกับการสอบระดับท้องถิ่น เนื่องจากใช้เวลาตรวจข้อสอบนานมาก ผู้เข้าสอบจากต่างถิ่นส่วนใหญ่จึงไม่อาจรั้งรอฟังข่าวในเมืองฝูโจวได้
เสิ่นหมิงเหวินยิ้มรับ “ท่านแม่กล่าวได้ถูกต้อง ลูกจำขึ้นใจแล้วขอรับ”
เสิ่นซีกลับไม่ค่อยเห็นด้วยนักในใจ ยิ่งเข้าเมืองเอกเร็วเท่าใด จิตใจก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิงได้ง่ายเท่านั้น เมืองถิงโจวแห่งนี้แม้มองดูเจริญรุ่งเรืองแล้ว ทว่าหากนำไปเทียบกับเมืองเอกอย่างฝูโจว เมืองถิงโจวก็เป็นเพียงอำเภอเล็กๆ ห่างไกลความเจริญเท่านั้น ดังเช่นคราวก่อนที่เสิ่นหมิงเหวินและเสิ่นหมิงโหย่วสองพี่น้องเข้าเมืองเอก ท้ายที่สุดคนหนึ่งหายสาบสูญไร้ร่องรอย ส่วนอีกคนซมซานกลับถิงโจวมาในสภาพยากไร้ สาเหตุแท้จริงก็เพราะเมื่อถึงเมืองเอกแล้วถูกแสงสีทำให้ตาลาย จนจิตใจเตลิดกู่ไม่กลับนั่นเอง
โจวซื่อเอ่ยถามขึ้น “ท่านแม่จะกลับหนิงฮว่าเมื่อใดหรือเจ้าคะ”
หลี่ซื่อพลันโทสะพุ่งปรี๊ด ตวาดแหว “รีบร้อนจะไล่แม่ไปปานนั้นเชียวหรือ ข้าอุตส่าห์มาถึงเมืองถิงโจว จะให้อยู่ต่ออีกสักสองสามวันไม่ได้หรืออย่างไร อยู่เป็นเพื่อนชีหลางกับสือหลางบ้างก็ดี ข้าเป็นถึงย่า หากไม่ค่อยได้ใกล้ชิดหลาน ภายหน้าพวกมันจะสนิทสนมกับย่าคนนี้ได้อย่างไร”
โจวซื่อรีบอธิบายเป็นพัลวัน “ข้าเกรงว่าท่านแม่อยู่ต่างถิ่นนานๆ จะผิดน้ำผิดท่าเอาได้ อีกอย่างเมื่อครู่ท่านแม่ก็เพิ่งกล่าวเอง ว่าที่บ้านธุระเยอะปลีกตัวไม่ได้ ทางหนิงฮว่ายังต้องการให้ท่านแม่กลับไปเป็นเสาหลักจัดการเรื่องราวอยู่นะเจ้าคะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของหลี่ซื่อก็ดีขึ้นมาบ้าง ทว่ากลับจงใจวางท่า วางชามและตะเกียบกระแทกลงบนโต๊ะดังปัง “ไม่กินแล้ว!”
เมื่อหลี่ซื่อแผลงฤทธิ์กลางโต๊ะอาหาร คนทั้งบ้านจึงพานกินข้าวกันไม่ลง หลังจากนั้นหลี่ซื่อก็สะบัดก้นลุกพรวดกลับเข้าห้องปีกข้างไปนั่งหน้ามุ่ยอยู่เพียงลำพัง
เสิ่นหมิงเหวินหัวเราะฮ่าๆ พลางเอ่ย “น้องสะใภ้ เจ้าพากันไปร้านขายยากับชีหลางและหลานสะใภ้เถอะ ทางบ้านนี้มีพวกเราดูแลเอง!”
เดิมทีโจวซื่อก็กำลังคิดอยากไปร้านขายยาอยู่พอดี ด้วยฮุ่ยเหนียงยังต้องวุ่นวายกับเรื่องสมาคมการค้า ลำพังแค่สาวใช้ไม่กี่คนคงรับมือไม่ไหว ทว่าเมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า นางกลับรู้สึกราวกับทิ้งหนูไว้ในโอ่งข้าว อย่างไรเสียหากไม่มีคนคอยจับตาดูอยู่ที่บ้าน นางก็ไม่วางใจจริงๆ โจวซื่อฝืนยิ้มตอบ “ลุงใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วงไปเจ้าค่ะ ทางร้านขายยามีฮูหยินลู่คอยดูแลอยู่แล้ว”
รอจนเสิ่นหมิงเหวินและเสิ่นหมิงถังเดินไปหาหลี่ซื่อที่ลานหลังเรือน โจวซื่อจึงดึงตัวเสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มากำชับ “ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าตามท่านน้าเซี่ยไปร้านขายยานะ ไปถึงแล้วก็ขึ้นไปอ่านตำราอยู่บนชั้นสอง เข้าใจหรือไม่ วันนี้ข้าจะอยู่เฝ้าบ้านเอง มิเช่นนั้น ไม่รู้ว่าพวกเขาจะรังแกพ่อเจ้าอย่างไรบ้าง!”
…
เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แต่งงานกันมาหลายวันและนอนเตียงเดียวกันทุกคืน ตราบใดที่หลี่ซื่อยังไม่กลับไป การแสดงฉากนี้ก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป เพียงแต่หลี่ซื่อไม่บุกรุกพรวดพราดเข้ามาในห้องนอนของเสิ่นซีเหมือนกับคืน "ร่วมหอลงโรง" วันแรกอีกแล้ว
วันที่สิบสองเดือนห้า คือกำหนดการที่เสิ่นซี เสิ่นหมิงเหวิน และเสิ่นหมิงถัง จะออกเดินทางไปเมืองเอกเพื่อสอบเคอจวี่ ทั้งสองครอบครัวเริ่มตระเตรียมข้าวของกันล่วงหน้าหลายวัน
หลี่ซื่อผู้คิดอ่านวางแผนมาอย่างแยบยล เพื่อป้องกันไม่ให้โจวซื่อบังคับเสิ่นซีเขียนหนังสือหย่าขับไล่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ออกจากบ้านทันทีที่นางคล้อยหลัง นางจึงจงใจรอส่งเสิ่นซีและเสิ่นหมิงเหวินออกเดินทางก่อน แล้วจึงค่อยกลับหนิงฮว่า ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเบิกล่วงหน้าทั้งค่าจ้างและส่วนแบ่งร้านขายยาของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ในช่วงหลายเดือนข้างหน้ารวมเป็นเงินสามสิบตำลึงจากฮุ่ยเหนียง นางหลงคิดว่าทำเช่นนี้จะเป็นการดับฝัน ไม่ให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นำ "เงินของตระกูลเสิ่น" ไปจุนเจือตระกูลเซี่ยได้อีก
เช้าตรู่วันนี้ เสิ่นซีตื่นขึ้นมาจัดแจงข้าวของตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
การเดินทางไปฝูโจวครานี้ ไปกลับต้องใช้เวลานานกว่าสามเดือน เดิมทีของใช้ประจำวันบางอย่างค่อยไปหาซื้อเอาดาบหน้าที่ฝูโจวก็ได้ ทว่าหลี่ซื่อกลับจู้จี้จุกจิก เกรงว่าไปถึงที่นั่นแล้วจะขาดแคลนข้าวของ มิเพียงให้เสิ่นซีเตรียมเสื้อผ้าไปมากมาย ทว่ายังจับเอาพู่กัน หมึก กระดาษ แท่งฝนหมึก รวมถึงตำราเรียนที่ต้องทบทวน ยัดใส่หีบใบใหญ่ให้ขนเดินทางไปด้วยทั้งหมด
ในยุคสมัยนี้การเดินทางไกล หากเป็นชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป จำเป็นต้องมีหนังสือเบิกทางที่ทางการออกให้ ยิ่งหากต้องรอนแรมไกลเป็นพันลี้ ยิ่งต้องมีเหตุผลอันสมควรรองรับ ทว่าเสิ่นซีและเสิ่นหมิงเหวินนั้นเป็นถึงซิ่วไฉ ทั้งยังเป็นการเดินทางไปสอบที่เมืองเอก จึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดการขั้นตอนอันยุ่งยากเหล่านี้ อีกทั้งตามกฎระเบียบ พวกเขายังได้รับสิทธิ์ให้มีคนในครอบครัวคอยติดตาม "ส่งสอบ" ได้อีกด้วย
เดิมทีลุงหลานทั้งสามคนใช้รถม้าเพียงคันเดียวก็ย่อมได้ ทว่าเนื่องจากสัมภาระที่พกติดตัวไปมีมากจนเกินไป จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้รถม้าถึงสองคัน
ฮุ่ยเหนียงช่วยเรียกรถม้าของสมาคมการค้ามาให้ พร้อมกับมอบหมายให้หัวหน้าคุมงานคนหนึ่งของพรรครถม้านามว่าหม่าจิ่ว คอยช่วยบังคับรถและดูแลจัดการความเรียบร้อยไปตลอดทาง หม่าจิ่วผู้นี้คือหนึ่งในมือขวาของซ่งเสี่ยวเฉิง และเป็นหนึ่งในคนที่เสิ่นซีสั่งให้ซ่งเสี่ยวเฉิง "ฟูมฟัก" เป็นพิเศษ เพื่อที่ในภายภาคหน้าจะได้ส่งตัวไปคุมกิจการตามหัวเมืองต่างๆ ได้
เมื่อหม่าจิ่วมีโอกาสได้ทำงานรับใช้นายใหญ่แห่งสมาคมการค้า เขาจึงกระตือรือร้นวิ่งเต้นจัดการธุระให้อย่างขยันขันแข็ง
รุ่งอรุณของวันที่สิบสองเดือนห้า
คนทั้งสองครอบครัวมาส่งเสิ่นซีที่หน้าประตู ก่อนออกเดินทาง เสิ่นซีได้แอบเขียนหนังสือหย่าฉบับหนึ่งยัดใส่มือเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ นัยว่าหลังจากเขาจากไปแล้ว นางสามารถนำหนังสือหย่าฉบับนี้ไปเปลี่ยนทะเบียนราษฎรที่ศาลากลางและกลับไปอยู่บ้านเดิมได้ทุกเมื่อ ทว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เพียงแค่นำหนังสือหย่าสอดเก็บไว้ใต้หมอน ไม่ได้มีท่าทีใส่ใจมันเท่าใดนัก ราวกับว่านางไม่อยากกลายเป็น "สตรีที่ถูกทอดทิ้ง" ทั้งที่เพิ่งจะเข้าพิธีแต่งงานมาหมาดๆ
ยามจะลาจาก ผู้ที่ร้องไห้เสียใจหนักที่สุดกลับเป็นลู่ซีเอ๋อร์ พี่เสิ่นซีของนางมิเพียงแต่งงาน ทว่ายังต้องเดินทางไกล อีกนานกว่าจะกลับมา แม่หนูน้อยอายุยังน้อยไม่ประสาว่าความสงวนท่าทีคือสิ่งใด จึงโผเข้ากอดเสิ่นซีร้องไห้โฮอย่างหนัก ท้ายที่สุดเมื่อฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อเอ่ยตำหนิขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า "ทำตัวไม่งามเอาเสียเลย" ฮุ่ยเหนียงจึงจำต้องเดินเข้าไปดึงตัวบุตรีออกห่าง
ส่วนหลินไต้ได้แต่ยืนคอตกอยู่ด้านข้าง แม้นางจะโศกเศร้า แต่ก็รู้ดีว่าคล้อยหลังเสิ่นซีไปแล้ว เขาก็จะ "หย่าขาด" จากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ เช่นนี้นางก็ยังมีโอกาสได้เป็นภรรยาเอกของเสิ่นซีอยู่ จึงมิได้แสดงท่าทีต่อต้านอันใดนัก
การส่งเสด็จเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ แม้แต่เสิ่นหมิงจวินที่บาดเจ็บไม่เบาก็ยังอุตส่าห์พยุงร่างออกมาจากห้อง
เมื่อเสิ่นซีเห็นว่าบิดาถูกท่านย่าทุบตีจนแม้แต่จะเดินยังทรงตัวไม่อยู่ ก็ได้แต่ทอดถอนใจ นึกเวทนา วิธีการอบรมสั่งสอนของหลี่ซื่อนั้น แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงพฤติกรรมของคนแก่หัวรั้นที่บ้าอำนาจและเผด็จการเท่านั้น เมื่อก่อนเขายังเคยคิดว่าหากสอบได้จวี่เหริน หรือสอบติดจิ้นซื่อ ก็สมควรจะยึดถือเอาการฟื้นฟูวงศ์ตระกูลเสิ่น ทำให้คนทั้งตระกูลได้มีชีวิตที่สุขสบายเป็นภารกิจหลักของตน
ทว่าเมื่อดูจากตอนนี้แล้ว การคิดหาวิธีปลีกตัวออกห่างจากครอบครัวใหญ่ที่หัวโบราณและคร่ำครึนี้ให้จงได้ต่างหาก ถึงจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
เสิ่นซีกระจ่างแก่ใจดี ว่าโจวซื่อมารดาของเขานั้นอยากจะแยกบ้านใจแทบขาด ต่อให้บิดาผู้หัวอ่อนของเขาจะไม่ยินยอม ทว่าขอเพียงเขาพากเพียรสอบติดจวี่เหรินหรือจิ้นซื่อ เขาก็จะมีเหตุผลอันหนักแน่นเพียงพอที่จะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเอง ย่อมสามารถทำประหนึ่งแยกบ้านทั้งๆ ที่ไม่ได้ประกาศแยกบ้านอย่างเป็นทางการได้ โดยการรับบิดามารดาไปอยู่ต่างถิ่น ถึงยามนั้น ต่อให้หลี่ซื่ออยากจะยื่นมือเข้ามาควบคุม ก็สุดวิสัยจะเอื้อมถึงเสียแล้ว
เสิ่นซีนั่งรถม้าคันเดียวกับหม่าจิ่ว บนรถบรรทุกหีบใบใหญ่เอาไว้ ทำให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารค่อนข้างคับแคบ ดินแดนแถบหมิ่นเยว่ล้วนเต็มไปด้วยเทือกเขาสูงชัน หนทางตลอดสายนี้จึงไม่ค่อยราบรื่นนัก การนั่งคุดคู้อยู่ในรถม้าจึงโคลงเคลงกระเทือนอย่างหนัก
(เชิงอรรถผู้แปล: หมิ่นเยว่ (闽粤) คำเรียกรวมอาณาเขตมณฑลฝูเจี้ยนและมณฑลกว่างตง)
ด้วยเหตุนี้ เสิ่นซีจึงตัดสินใจออกมานั่งข้างนอกบนที่นั่งคนขับเสียเลย มิเพียงได้ชื่นชมทิวทัศน์สองข้างทาง ทว่ายังช่วยให้นั่งสบายตัวขึ้นอีกสักหน่อย
รถม้าเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองทางทิศตะวันออก มุ่งหน้าไปตามเส้นทางหลวงสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้
หม่าจิ่วบังคับรถม้าได้นิ่งสนิทและราบรื่นยิ่งนัก ไม่เร่งร้อนและไม่เชื่องช้าจนเกินไป
สภาพอากาศของอำเภอฉางถิงในเดือนห้า (ซึ่งตรงกับช่วงเดือนหกหรือเดือนเจ็ดตามปฏิทินของคนยุคหลัง) นั้นร้อนอบอ้าว ภายใต้การแผดเผาของแสงแดดอันร้อนระอุ เสิ่นซีคะเนว่าอุณหภูมิน่าจะสูงแตะสามสิบองศาเป็นอย่างน้อย โชคดีที่มีลมพัดกรรโชกแรงมาจากหุบเขา จึงไม่ทำให้รู้สึกรุ่มร้อนจนเกินไปนัก
หม่าจิ่วให้ความเคารพยำเกรงต่อเสิ่นซียิ่งนัก บุคคลที่เขาเทิดทูนที่สุดคือซ่งเสี่ยวเฉิง เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าของซ่งเสี่ยวเฉิงนั้นนับเป็นตำนานปลุกใจชั้นดีของคนต้อยต่ำที่ผงาดขึ้นมาเป็นใหญ่ ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าแต่ก่อนซ่งเสี่ยวเฉิงเป็นเพียงลูกจ้างวิ่งเต้นทั่วไป ทว่าผ่านไปเพียงไม่กี่ปี เขากลับกลายเป็นบุคคลผู้มีอิทธิพลกว้างขวางในเมืองถิงโจวไปเสียแล้ว
ทว่าหม่าจิ่วย่อมรู้ดี ว่าผู้ที่ซ่งเสี่ยวเฉิงยกย่องเลื่อมใสที่สุดกลับเป็นเสิ่นซี ในสายตาของซ่งเสี่ยวเฉิง เสิ่นซีก็คือขงเบ้งกลับชาติมาเกิด เป็นผู้คาดการณ์เรื่องราวแม่นยำไร้ช่องโหว่ ดังนั้น ซ่งเสี่ยวเฉิงจึงมักจะปลูกฝังแนวคิดหนึ่งให้แก่เหล่าพี่น้องในพรรครถม้าอยู่เสมอ ว่าอยู่ในพรรครถม้าจะไม่เชื่อฟังคำสั่งของเขาก็ได้ ทว่ามีบุคคลสองคนที่พวกมันจำต้องเชื่อฟังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนแรกคือนายใหญ่หรือหลงจู๊ใหญ่แห่งสมาคมการค้าฮุ่ยเหนียง และอีกคนหนึ่งก็คือหลงจู๊น้อยเสิ่นซีนั่นเอง
“...นายน้อยขอรับ ระหว่างที่ว่างๆ ไม่มีอันใดทำ ท่านช่วยชี้แนะข้าน้อยสักหน่อยเถิด หากท่านยอมถ่ายทอดวิชาความรู้ที่แท้จริงให้ข้าน้อยบ้าง ข้าน้อยย่อมได้ใช้ประโยชน์ไปชั่วชีวิตเป็นแน่”
รถม้าแล่นไปตามทางภูเขาอย่างเนิบนาบ หม่าจิ่วเริ่มประจบประแจงเอาใจเสิ่นซีที่นั่งอยู่ข้างๆ เสิ่นซีมิได้ถ่อมตนจนเกินงาม เพียงหัวเราะพลางเอ่ย “เช่นนั้นก็ต้องรอดูว่าตลอดเส้นทางนี้พี่จิ่วจะทำให้ข้าพึงพอใจได้หรือไม่แล้วล่ะ”
เมื่อหม่าจิ่วได้ยินเสิ่นซีเรียกตนเองว่า “พี่จิ่ว” ก็แทบจะหลงคิดไปว่าตนเองได้ขึ้นเป็นรองหัวหน้าพรรครถม้าไปแล้ว เขายิ้มแย้มเบิกบานรับคำ “แน่นอนขอรับ แน่นอนอยู่แล้ว นายน้อย ขอเพียงท่านเอ่ยปากสั่งการคำเดียว ต่อให้ต้องเจอโจรดักปล้นกลางทาง ข้าก็จะขอสู้ตายกับพวกมันขอรับ”
เสิ่นซีรีบปราม “เรื่องวู่วามเช่นนั้นท่านอย่าได้ทำเป็นอันขาด ท่านจะสู้ตายตัวคนเดียวก็ไม่ได้สลักสำคัญอันใดหรอก แต่เกรงว่าจะพาลให้คนอื่นต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วยน่ะสิ”
หม่าจิ่วชะงักงันไปครู่หนึ่ง เขายกมือเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะคิดตก หากบังเอิญปะทะเข้ากับกลุ่มโจรจริงๆ เพียงแค่ยอมจ่ายเงินให้เรื่องก็จบแล้ว ท้ายที่สุดพวกเขาก็แค่ต้องการปล้นชิงเงินทองไปเลี้ยงปากเลี้ยงท้องครอบครัว หากเจ้าดึงดันจะสู้ตายกับพวกมัน หนึ่งคนไปสู้กับคนเป็นฝูง มิเพียงเป็นการรนหาที่ตายเปล่าๆ ทว่าหากพวกมันเผลอพลั้งมือฆ่าคนจนกลายเป็นคดีความขึ้นมา พวกมันจะยอมปล่อยให้มีพยานปากเอกรอดชีวิตไปชี้ตัวพวกมันได้หรือ
แม้เส้นทางหลังจากออกจากอำเภอฉางถิงมาจะเป็นเส้นทางหลวง ทว่าแท้จริงแล้วก็ไม่ได้ต่างอันใดกับทางภูเขาเลยแม้แต่น้อย ภูเขาสูงต่ำสลับทอดยาวไกลเป็นเทือก คนทั้งสี่คนบนรถไม่มีผู้ใดรู้เส้นทาง จึงต้องคอยสอบถามชาวบ้านตลอดทางเพื่อป้องกันไม่ให้หลง ประกอบกับเสิ่นหมิงเหวินเป็นคนเกียจคร้าน มักใช้ข้ออ้างว่าอ่านตำราจนดึกดื่น กว่าจะยอมตื่นก็ต้องรอให้ฟ้าสางเสียก่อน พอตะวันยังไม่ทันตกดินก็ดึงดันจะหาที่พักแรมเสียแล้ว วันหนึ่งๆ เดินทางได้สักสี่ห้าสิบลี้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว
ตลอดเส้นทางเสิ่นซีไม่มีอันใดให้ทำ จึงหยิบตำราขึ้นมานั่งอ่าน แม้รถจะสั่นคลอนไปมาจนทำให้ตัวอักษรพร่าเลือนมองไม่ค่อยถนัดนัก ทว่าอย่างน้อยก็ยังพอช่วยฆ่าเวลาและขจัดความเบื่อหน่ายจากความอ้างว้างในการเดินทางได้บ้าง
หม่าจิ่วรู้สึกใคร่รู้เกี่ยวกับตำราที่เสิ่นซีอ่านยิ่งนัก ในช่วงหลายวันแรกเขายังไม่กล้าเอ่ยปากชวนคุย ทว่าพอผ่านไปจนเริ่มสนิทสนมกับเสิ่นซีแล้ว เขาจึงเอ่ยถาม “นายน้อย ข้าน้อยไม่รู้หนังสือ ท่านช่วยเล่าให้ข้าน้อยฟังหน่อยได้หรือไม่ขอรับว่าในนั้นเขียนเรื่องราวอันใดเอาไว้บ้าง ข้าน้อยได้ยินมาว่า ข้างในนั้นมีเรื่องเล่านิทานสนุกๆ อยู่มากมายเชียว”
“นี่เป็นตำราที่ใช้ร่ำเรียน ไม่ใช่หนังสือนิทาน ขืนข้าอธิบายเนื้อหาปรัชญาพวกนี้ให้ท่านฟัง ท่านก็ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดีนั่นแหละ” เสิ่นซีส่ายหน้าตอบ
หม่าจิ่วยิ้มแฉ่งพลางตอบ “ที่แท้หนังสือก็แบ่งออกเป็นหลายประเภทถึงเพียงนี้เชียวหรือขอรับ ข้าเคยเห็นพวกพี่น้องในพรรค เวลาว่างๆ ไม่มีอันใดทำก็มักจะหยิบหนังสือที่ชื่อว่า... จินผิงเหม่ยขึ้นมาอ่านกัน หน้าตาเบิกบานตื่นเต้นเชียว พวกมันบอกว่าข้างในมีภาพวาดประกอบด้วย เดิมทีข้าน้อยก็อยากจะยืมพวกมันมาเปิดดูบ้าง ทว่าแต่ละคนกลับหวงแหนปิดบังเอาไว้มิดชิดเสียยิ่งกว่าอะไร”