- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 317 ข้าคือบุรุษ หน้าที่นี้ปล่อยให้เป็นของข้าเถิด
ตอนที่ 317 ข้าคือบุรุษ หน้าที่นี้ปล่อยให้เป็นของข้าเถิด
ตอนที่ 317 ข้าคือบุรุษ หน้าที่นี้ปล่อยให้เป็นของข้าเถิด
เมื่อช่วงเวลาสำคัญมาเยือน เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับมีท่าทีตื่นตระหนกกระวนกระวายใจอย่างยิ่ง นางค่อยๆ ปลดเปลื้องมงกุฎหงส์คลุมไหล่ลายเมฆาและชุดมงคลสีแดงสดออก ภายในมิได้สวมทับด้วยเสื้อผ้าชุดเดิม หากแต่เป็นชุดตานอีสีขาวบางเบา ขณะเดียวกัน เสิ่นซีที่ยืนอยู่ด้านข้างก็กำลังถอดชุดเจ้าบ่าวอันหนักอึ้งออกเช่นกัน
(เชิงอรรถผู้แปล: ชุดตานอี (单衣) อาภรณ์ชั้นเดียวที่ปราศจากซับใน มักตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อบางเบา ใช้สวมใส่เป็นเสื้อผ้าลำลอง หรือสวมเป็นชุดคลุมชั้นในทับเอี๊ยมและกางเกงซับในเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง)
มาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้หลี่ซื่อจะระแคะระคายว่ามีสิ่งใดไม่ชอบมาพากล ทว่านางก็คงคิดทึกทักไปเองว่าเสิ่นซีเพียงแค่อ่อนหัดและไร้ประสบการณ์เท่านั้น
เมื่อเสิ่นซีเห็นว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์สวมเพียงชุดตานอีและชะงักนิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อนทำสิ่งใดต่อ เขาจึงรีบสาวเท้าเข้าไปหา อาศัยจังหวะเบี่ยงกายบังทิศทางสายตาของหลี่ซื่อที่กำลังลอบมองลอดหน้าต่างเข้ามาพอดิบพอดี
เสิ่นซีเอ่ยกระซิบ “พี่อวิ้นเอ๋อร์ ท่านล้มตัวลงนอนก่อนดีหรือไม่ขอรับ”
สองแก้มของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แดงซ่านร้อนผ่าว นางอยากจะเอ่ยปากปฏิเสธ ทว่าก็ตระหนักดีว่ายามนี้หลี่ซื่อกำลังจับตาดูอยู่เบื้องนอก จึงทำได้เพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วค่อยๆ เอนกายลงนอนราบบนม้านั่งวสันต์
แม้นเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะสวมชุดตานอีปกปิดไว้ ทว่าเนื้อผ้านั้นบางเบายิ่งนัก จนสามารถมองทะลุเห็นเอี๊ยมและกางเกงซับในได้อย่างชัดเจน เสิ่นซีพลันรู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง ราวกับโลหิตในกายกำลังเดือดพล่านลุกไหม้ นัยน์ตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยริ้วเลือดสีแดง
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ลอบสังเกตท่าทีของเสิ่นซี ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เป็นอะไรไปหรือ”
เสิ่นซีแค่นยิ้มขื่นพลางตอบ “ดื่มสุราบำรุงกำลังเข้าไปนิดหน่อยขอรับ ร่างกายข้าคงอ่อนแอเกินกว่าจะรับฤทธิ์ยาไหว”
(เชิงอรรถผู้แปล: ร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะรับฤทธิ์ยา (虚不受补) แนวคิดในตำราแพทย์แผนจีน หมายถึงสภาวะที่ผู้ป่วยมีร่างกายอ่อนแอหรือพร่องอย่างหนัก จนไม่อาจดูดซึมและทนต่อฤทธิ์ยาบำรุงที่ร้อนแรงได้)
ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นหมอ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงคิดจะหยัดกายลุกขึ้นมาตรวจจับชีพจรให้แก่เขา ทว่าเสิ่นซีกลับก้าวพรวดไปเบื้องหน้า ชิงจังหวะเอื้อมมือไปปลดสายรัดชุดตานอีของนางเสียก่อน เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รีบคว้าข้อมือของเสิ่นซีไว้แน่นพลางตวาดเสียงแผ่ว “จะทำอะไรน่ะ!”
เสิ่นซีส่งสายตาเป็นนัยให้นาง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงค่อยๆ คลายมือออก เสิ่นซีจัดการปลดเปลื้องชุดตานอีแล้วแหวกออกไปด้านข้าง เผยให้เห็นเอี๊ยมผ้าไหมปักลายสีขาวบริสุทธิ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน เสิ่นซีจดจ้องเรือนร่างอรชรที่เอี๊ยมตัวน้อยไม่อาจปกปิดได้มิดชิด ทั้งส่วนโค้งเว้าอันเย้ายวน... เผชิญกับภาพอันชวนให้เคลิบเคลิ้มหลงใหลเช่นนี้ เขาจึงทำได้เพียงรีบหลับตาลงโดยพลัน
ฉับพลันนั้น เสียงของฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อก็ดังแว่วมาจากเบื้องนอก “ชีหลาง ทำไมยังไม่เริ่มอีกเล่า”
เสิ่นซีขานรับ “ท่านย่า ใกล้แล้วขอรับ”
หลี่ซื่อมิเพียงลอบแอบดูอยู่เบื้องนอก ทว่าถึงกับเอ่ยปากเร่งเร้าเชียวหรือนี่!
เสิ่นซีหันหลังให้หน้าต่าง จู่ๆ ก็ก้มหน้าลงทำทีประหนึ่งกำลังปลดเปลื้องเสื้อผ้า ทว่าแท้จริงแล้วเขากลับล้วงเอาซือกู่ (มีดสั้น) เล่มเล็กที่คมกริบออกมาจากอกเสื้อ
เสิ่นซีถลกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย ตำแหน่งที่เขาจะกรีดเอาเลือดนั้นไม่อาจเป็นบริเวณฝ่ามือหรือรอบข้อมือได้ มิเช่นนั้นอาจทำให้หลี่ซื่อสังเกตเห็นร่องรอยความผิดปกติได้ง่ายดาย หากกรีดที่ท่อนแขนด้านบน เมื่อมีเสื้อผ้าทับไว้ ความลับนี้ก็จะไม่ถูกเปิดเผย
“ให้ข้าทำเถิด” เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เห็นการกระทำของเสิ่นซีจึงรีบกระซิบเสียงแผ่ว
เสิ่นซีส่ายหน้า “พี่อวิ้นเอ๋อร์ ท่านอย่าขยับตัวเลยนะขอรับ หากท่านย่าของข้าสังเกตเห็นเข้าจะเสียการเอาได้... ข้าคือบุรุษ หน้าที่นี้ปล่อยให้เป็นของข้าเถิด”
เสิ่นซีกดคมมีดกรีดลงบนท่อนแขนเหนือข้อศอกเป็นรอยแผล หยาดโลหิตสีแดงฉานพลันรินไหลออกมาทันที เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ขบเม้มริมฝีปากล่างด้วยฟันซี่งาม ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและปวดร้าว ทว่านางกลับไม่อาจลุกขึ้นไปช่วยเขาห้ามเลือดและพันแผลได้เลย
เสิ่นซีโน้มกายลงต่ำ ทำทีประหนึ่งกำลังปลดกางเกงซับในของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ ทว่าแท้จริงแล้วเขากลับปล่อยให้หยาดโลหิตหยดรินลงบนผ้าเช็ดหน้าสีขาว เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้สึกฉงนใจยิ่งนัก เหตุใดเสิ่นซีจึงไม่นำผ้าขาวนั้นมาซับเลือดโดยตรง แต่กลับจงใจปล่อยให้เลือดหยดลงไปย้อมจนเกิดเป็นดวงๆ
รอจนหยาดโลหิตหยดซึมเป็นดวงดั่งรูปดอกเหมย เสิ่นซีจึงค่อยๆ หยิบเข็มเงินออกมาอย่างระมัดระวัง เขาแทงเข็มลงบนจุดฝังเข็มรอบๆ บริเวณข้อศอกสองสามจุด เมื่อเลือดหยุดไหลแล้ว เขาจึงเอ่ยเตือนขึ้นว่า “พี่อวิ้นเอ๋อร์ ท่านช่วยปลดอาภรณ์ท่อนล่างออกก่อนเถิดขอรับ มิเช่นนั้นท่านย่าคงไม่มีทางเชื่อเป็นแน่ วางใจเถิด ข้าจะหลับตาให้สนิท ไม่ลอบแอบดูเด็ดขาด”
(เชิงอรรถผู้แปล: รูปดอกเหมย (梅花状) ในที่นี้เป็นการเปรียบเปรยเชิงวรรณศิลป์ถึง รอยเลือดพรหมจรรย์ (落红) หยดโลหิตที่เปื้อนบนผ้าปูเตียงในคืนแรกของการร่วมหลับนอน อันเป็นสัญลักษณ์ความบริสุทธิ์ของเจ้าสาวตามจารีตโบราณ)
ยามนี้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้สึกกระอักกระอ่วนใจจนแทบทำตัวไม่ถูก การที่สตรีผู้หนึ่งต้องเผยให้เห็นเพียงเอี๊ยมและกางเกงซับในต่อหน้าบุรุษก็นับว่าน่าอับอายขายหน้าจนสุดจะทนแล้ว หากยังต้องถอดกางเกงซับในออกอีก นางคงรู้สึกอับอายจนแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี
ทว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ตระหนักดีว่า หากแม้นแต่กางเกงซับในยังมิได้หลุดพ้นจากกาย การจะทำให้หลี่ซื่อหลงเชื่อว่าการร่วมหอลงโรงได้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ เมื่อเห็นเสิ่นซีหลับตาลงสนิทแล้ว นางจึงจำใจต้องค่อยๆ ปลดกางเกงซับในออก ในยุคสมัยนี้มิได้มีซิปหรือยางยืด ขอบเอวกางเกงจึงหลวมกว้างเป็นพิเศษ การตัดเย็บเช่นนี้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกแก่สตรีในยามปลดทุกข์ โชคดีที่ตามปกติแล้วสตรีมักสวมกระโปรงยาวลากกรอมพื้น จึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงความลับภายใต้ร่มผ้า
อันที่จริงสตรีทั่วไปก็สามารถสวมกางเกงชั้นในแบบเปิดเป้าที่เรียกว่า 'คุนจื่อ' ได้เช่นกัน ทว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มีนิสัยรักนวลสงวนตัวอย่างเคร่งครัด ประกอบกับการต้องมาอาศัยอยู่ใต้ชายคาตระกูลเสิ่น นางจึงมีสัญชาตญาณระแวดระวังตัวสูงยิ่งนัก และมักจะเลือกสวมกางเกงซับในแบบรัดกุมมิดชิดอยู่เสมอ
“เจ้า... เจ้าอย่าลืมตาเชียวนะ... สะ... เสร็จแล้ว...” ผ่านไปครู่ใหญ่ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงตัดสินใจเอ่ยปากบอกเสียงตะกุกตะกัก
เสิ่นซียังคงหลับตาแน่น ทว่ากลับกอบกุมข้อเท้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เอาไว้ได้อย่างแม่นยำ แม้นว่านางจะมีเท้าธรรมชาติที่มิได้ถูกรัด แต่ขนาดของมันก็มิได้ใหญ่โตนัก เมื่อแม้กระทั่งเรียวเท้าหยกยังถูกบุรุษจับต้อง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็เอียงอายจนต้องรีบหลับตาปี๋ ทว่าเพียงไม่นาน เสิ่นซีก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้น “แสดงงิ้วตบตามาตั้งนานป่านนี้ น่าจะเพียงพอแล้วล่ะขอรับ พวกเราขึ้นเตียงกันเถิด”
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เสิ่นซีอาจจะลอบลืมตาแอบดูนางไปแล้วก็เป็นได้ ทว่าเมื่อนางลืมตาขึ้น กลับพบว่าเขายังคงปิดเปลือกตาสนิทแน่น นางจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าในใจกลับอดตระหนกมิได้ ‘ข้าปล่อยให้ตัวเองฟุ้งซ่านในชี้เป็นชี้ตายเช่นนี้ได้อย่างไรกัน... น่าอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีแล้วเชียว...’
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์หยัดกายลุกขึ้นจากม้านั่งวสันต์แล้วก้าวขึ้นเตียง นางมุดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนหนาทันที ก่อนจะเอ่ยอนุญาต “ลืมตาเถิด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเสิ่นซีจึงลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาคือผ้าเช็ดหน้าสีขาวบนม้านั่งวสันต์ที่บัดนี้แต้มไปด้วยรอยเลือดสีแดงฉานจอมปลอมของเขา เขาเหลียวมองไปทางหน้าต่างอย่างระแวดระวัง ดูเหมือนว่าหลี่ซื่อจะมิได้ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว ทว่านางก็น่าจะยังป้วนเปี้ยนอยู่ในลานเรือนมิได้จากไปไหนไกล
เสิ่นซีเดินไปเป่าเทียนจนดับสนิท แล้วจึงเดินกลับมาที่ข้างเตียงพลางกระซิบถามเสียงเบา “พี่อวิ้นเอ๋อร์ ท่านอยากจะสวมอาภรณ์ท่อนล่างให้เรียบร้อยก่อนหรือไม่ขอรับ”
“มะ... ไม่ต้องหรอก” ยามนี้ใบหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ร้อนผ่าวอย่างหนัก โชคดีที่เทียนในห้องถูกเป่าดับไปแล้ว จึงช่วยบดบังใบหน้าแดงซ่านของนางจากสายตาของเสิ่นซีได้ “หากฮูหยินเฒ่าเดินเข้ามาอีก แล้วสังเกตเห็นเข้า คงจะไม่ค่อยดีนัก...”
แม้นเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะหวั่นเกรงว่าหลี่ซื่ออาจจะล่วงรู้ความจริงว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงการแสดงงิ้วหลอกตา ทว่าท้ายที่สุดนางก็จำต้องนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันกับเสิ่นซีอยู่ดี หากตกดึกเขาเผลอพลิกตัวไปมาจนมาสัมผัสถูกเนื้อตัวของนางเข้า ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน นางจึงจัดการรวบชุดตานอีตัวยาวเข้าหากันแล้วผูกสายรัดให้แน่นหนา เช่นนี้แล้วเมื่อมีทั้งเอี๊ยมและชุดตานอีห่อหุ้มเรือนร่างเอาไว้ เสิ่นซีก็หมดโอกาสที่จะได้สัมผัสกับผิวกายของนางโดยตรง
เสิ่นซีก้าวขึ้นเตียงตามไป เดิมทีเขาตั้งใจจะให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นอนอยู่ด้านใน ส่วนตนเองจะนอนเฝ้าอยู่ด้านนอก ทว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับเอ่ยแย้ง “ท่านพี่ควรจะนอนด้านในนะ”
เสิ่นซีเพิ่งจะฉุกคิดขึ้นมาได้ ว่าในยุคสมัยนี้มีกฎเกณฑ์ธรรมเนียมประการนี้อยู่จริง เนื่องจากสตรีถูกจัดให้อยู่ในฐานะผู้ตามของบุรุษ จึงมิอาจก้าวข้ามเรือนร่างของผู้เป็นสามีได้ และในยามค่ำคืนสตรีก็หลีกเลี่ยงมิได้ที่จะต้องลุกไปปลดทุกข์ หากให้บุรุษนอนอยู่ด้านนอกก็จะเป็นการ 'ล่วงเกิน' อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
เสิ่นซียอมล้มตัวลงนอนด้านในเตียงแต่โดยดี ในครานี้นอกจากเขาจะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แล้ว ยังได้นอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันอีกด้วย
ค่ำคืนอันยาวนาน เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ต่างก็นอนไม่หลับ ทั้งสองมิได้จงใจหันหลังให้แก่กัน เพียงล้มตัวนอนหงายราบไปกับเตียง บางคราเสิ่นซีลอบหันไปมอง กลับพบว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มีสีหน้าเหม่อลอย ราวกับกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่
กับเรื่องพรรค์นี้ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับสงบเยือกเย็นกว่ามาก ในขณะที่เสิ่นซียามนี้กลับยากจะสะกดกลั้นความรุ่มร้อนอันไร้ที่มาที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในอก
“ฤทธิ์สุราบำรุงกำลังยังไม่จางไปอีกหรือ” เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์สังเกตเห็นเสียงลมหายใจหอบถี่ของเสิ่นซี จึงเอ่ยถามเสียงแผ่ว
เสิ่นซีคราง “อืม” ในลำคอ ฝ่ามือกดทาบลงบนท้องน้อยของตน... กระแสความร้อนรุ่มนี้ช่างรุนแรงเหลือร้าย อันที่จริงเขาสามารถใช้วิธีอื่นเพื่อปลดปล่อยมันได้ ทว่ายามนี้มีโฉมงามร่วมเรียงเคียงหมอน เขาจะทำเรื่องล่วงเกินหญิงงามได้อย่างไร จึงทำได้เพียงกัดฟันอดกลั้นเอาไว้
จู่ๆ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็เอ่ยถามขึ้นมา “ให้ข้าช่วยหรือไม่”
“หา!?” เสิ่นซีหันขวับไปมองเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ด้วยความตกตะลึง
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับหัวเราะร่วน เผยให้เห็นท่าทีซุกซนเล็กน้อย “ข้าล้อท่านเล่นหรอก... เลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว รีบนอนเถิด จะได้ไม่ทรมานเช่นนี้”
เสิ่นซีลอบค่อนขอดในใจว่า คุณหนูใหญ่ผู้นี้ช่างไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเอาเสียเลย ทั้งที่รู้ว่าเขาอึดอัดทรมานเจียนคลั่ง ยังจะพูดจายั่วยุเขาอีก ยามนี้เขากำลังนอนร่วมเตียงกับสตรีที่ปลดเปลื้องการระแวดระวังทุกอย่างตรงหน้าเขา หากเป็นเมื่อก่อนก็คงไม่เท่าไร ทว่าบัดนี้ร่างกายของเขาเติบโตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้ว หากไร้ซึ่งความปรารถนาใดๆ เขาก็มิใช่นักบุญหรอก ทว่าเป็นร่างกายมีปัญหาต่างหาก!
เสิ่นซีจนปัญญาทำสิ่งใดมิได้ จึงลุกจากเตียงไปรินน้ำชาเย็นชืดดื่มรวดเดียวหลายอึกเพื่อดับไฟราคะในอก พร้อมกับด้อมๆ มองๆ ไปที่หน้าต่างเพื่อดูว่าฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อยังแอบจับตาดูอยู่หรือไม่ เมื่อพบว่าลานเรือนว่างเปล่าไร้ผู้คน เขาจึงค่อยวางใจ เดินกลับมาล้มตัวลงนอนพลางเอ่ย “ท่านย่าไปแล้วล่ะ”
“อืม” เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ขานรับในลำคอ นางยังคงนอนนิ่งอยู่เช่นเดิม เปลือกตาพริ้มหลับสนิทประหนึ่งเตรียมจะเข้าสู่นิทรา ทว่าผ่านไปเพียงไม่นานก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ทั้งสองต่างทอดถอนใจเงียบงัน ไร้ซึ่งวาจาใดหลุดรอดจากริมฝีปาก ปล่อยให้ความเงียบงันปกคลุมจวบจนล่วงเข้าสู่ช่วงค่ำคืนค่อนรุ่ง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงผล็อยหลับไป ลมหายใจของนางสม่ำเสมอ แฝงไว้ด้วยกลิ่นหอมกรุ่นหวานละมุนบางเบา
เสิ่นซีจดจ้องดวงหน้างดงามหมดจดไร้ตำหนิของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ โดยปราศจากความง่วงงุนแม้แต่น้อย
เดิมทีเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อาจกลายเป็นสตรีคนแรกของเขาไปแล้ว ทว่าประสบการณ์เรื่องอิสตรีของเสิ่นซีที่สะสมมาตลอดทั้งสองชาตินั้นกลับว่างเปล่า จึงทำได้เพียงปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย
…
รุ่งอรุณของวันถัดมา ขณะที่เสิ่นซียังคงงัวเงียสะลึมสะลือ บานประตูก็ถูกผู้ใดบางคนผลักเปิดออกอย่างกะทันหัน เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกัน ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะหยัดกายลุกขึ้นนั่ง ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อก็ซอยเท้าเล็กๆ ของนางวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเตียงเสียแล้ว
หลี่ซื่อตรงดิ่งไปหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวบนม้านั่งวสันต์ขึ้นมาพินิจดูก่อนเป็นอันดับแรก รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าชรา จากนั้นนางก็ก้าวกระชั้นชิดเข้ามาที่เตียงแล้วเลิกผ้าห่มขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อเห็นว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มิได้สวมอาภรณ์ท่อนล่าง นางจึงปักใจเชื่ออย่างสนิทใจว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้ตกเป็นหลานสะใภ้ของนางอย่างสมบูรณ์แล้ว หลี่ซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “รีบลุกขึ้นเสียที ไปล้างหน้าล้างตาแต่งตัวให้เรียบร้อย ข้าจะไปรอรับการยกน้ำชาจากพวกเจ้า”
กล่าวจบ หลี่ซื่อก็ถือผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเดินสะบัดก้นออกไป รอจนกระทั่งนางเดินพ้นประตู โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงจึงรีบรุดเข้ามา พวกนางร้อนใจอยากรู้รายละเอียดเหตุการณ์เมื่อคืนอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าพวกตนผ่านด่านทดสอบแล้ว โจวซื่อกับฮุ่ยเหนียงต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยขึ้น “เมื่อวานฮูหยินเฒ่าเอาแต่เกาะหน้าต่างคอยลอบมองเข้าไปข้างในอยู่ตลอด ข้าล่ะใจคอไม่ดีเลยจริงๆ... เกรงว่าเสี่ยวหลางจะสะเพร่าเลินเล่อ หากความลับแตกขึ้นมาย่อมไม่เป็นผลดีแน่”
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง แววตาแฝงความซาบซึ้งใจอยู่หลายส่วน “เสี่ยวหลางทำได้ดีทีเดียวเจ้าค่ะ เป็นข้าเองต่างหากที่ไร้ประสบการณ์... จนเกือบจะทำให้แผนพังไม่เป็นท่าเสียแล้ว”
“หา?” โจวซื่อขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงน “ไอ้เด็กนี่มันไปเรียนรู้เรื่องพรรค์นี้มาจากที่ใดกัน หรือว่ามันกับไต้เอ๋อร์จะ... ไม่ได้การละ ข้าต้องกลับไปซักไซ้ไต้เอ๋อร์ให้รู้เรื่องเสียหน่อยแล้ว”
เสิ่นซีอดมิได้ที่จะส่ายหน้าพลางแค่นยิ้มขื่น “ท่านแม่ ท่านมองข้าในแง่ดีบ้างมิได้หรือขอรับ ข้าก็เพียงแค่อ่านตำรับตำรามามาก จึงพอจะรู้เรื่องราวอยู่บ้าง เลยดิ้นหลุดรอดมาได้ มันไปเกี่ยวอันใดกับไต้เอ๋อร์เล่าขอรับ”
โจวซื่อด่าเปิง “อย่าคิดนะว่าข้านี่แหละจะไม่รู้ ว่านังเด็กบ้าไต้เอ๋อร์มันชอบวิ่งโร่เข้าไปในห้องเจ้าอยู่เรื่อย หากพวกเจ้ากล้าทำเรื่องขัดต่อศีลธรรมอันดีงามก่อนออกเรือนล่ะก็ แม่คนนี้แหละจะไม่ละเว้นเจ้าแน่ ไอ้เด็กตัวแสบ รีบหันหลังไปซะ ท่านน้าเซี่ยของเจ้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้า!”
เสิ่นซีแอบเบ้ปาก ลอบคิดในใจว่าทีเมื่อวานตอนปลดเปลื้องอาภรณ์ยังทำต่อหน้าเขาได้แท้ๆ มาบัดนี้ตอนจะสวมชุดกลับไล่ให้เขาหันไปทางอื่นเสียอย่างนั้น ทว่าเขาก็ยอมหันหลังให้แต่โดยดี รอจนกระทั่งได้ยินเสียงขยับตัวสวมเสื้อผ้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เสร็จสิ้น และโจวซื่อลงมือเกล้ามวยผมผัดหน้าทาแป้งให้นางด้วยตนเองแล้ว เสิ่นซีจึงได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้นมาแต่งตัวได้
ฮุ่ยเหนียงเดินเข้าไปใกล้เสิ่นซี ก่อนจะเอ่ยกระซิบถาม “เสี่ยวหลาง สุราบำรุงกำลังเมื่อวาน... ไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
เสิ่นซีลอบคิดในใจว่ามีเพียงฮุ่ยเหนียงเท่านั้นที่ห่วงใยเขาอย่างแท้จริง เขาแค่นยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า “เมื่อคืนนี้เล่นเอาข้าทรมานเจียนตายเลยทีเดียว”
ฮุ่ยเหนียงค้อนขวับพลางด่าแหว “ไอ้เด็กเหม็น! ทรมานอันใดกันล่ะ ได้นอนกอดท่านน้าเซี่ยของเจ้าทั้งคืนก็นับว่าเจ้าได้กำไรมหาศาลแล้ว!” ประโยคนี้เสียงดังไปสักนิด จึงแว่วเข้าหูเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พอดิบพอดี ทำเอานางหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหูด้วยความขัดเขินอีกระลอก
สตรีทั้งสามไม่มีเวลาโอ้เอ้สนทนากันให้มากความ รีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วปล่อยให้เสิ่นซีกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เดินออกไปยังห้องโถงหลักเบื้องหน้า เพื่อยกน้ำชาคารวะหลี่ซื่อตามธรรมเนียม
หลังจากหลี่ซื่อจิบน้ำชาเสร็จ นางก็ล้วงเอาสมุดปกอ่อนเก่าคร่ำคร่าจนกระดาษกลายเป็นสีเหลืองซีดเล่มหนึ่งออกมาจากห่อผ้าติดตัว “แม้นมิรู้ว่าเจ้าจะอยู่ร่วมชายคาตระกูลเสิ่นของข้าไปได้อีกกี่มากน้อย ทว่าในเมื่อก้าวเท้าผ่านประตูตระกูลเสิ่นเข้ามาแล้ว ทุกการกระทำก็ต้องยึดถือปฏิบัติตามจารีตของสะใภ้ตระกูลเสิ่นอย่างเคร่งครัด นี่คือกฎประจำตระกูลเสิ่น เจ้ารู้หนังสือก็จงนำไปอ่านศึกษาดูเอาเองเถิด หากแม้นฝ่าฝืนกฎข้อใด ย่อมต้องถูกลงโทษตามกฎประจำตระกูล!”
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ยื่นมือไปรับสมุดหนังสือกฎประจำตระกูลเสิ่นมาอย่างนอบน้อม พลางเอ่ยรับคำ “หลานสะใภ้จะตั้งใจศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเจ้าค่ะ”
สีหน้าของหลี่ซื่อแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนลงเล็กน้อย นางมองเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พลางพร่ำสอนอย่างอ่อนโยนเจือความเข้มงวด “เมื่อเข้าตระกูลข้าแล้ว วันหน้าวันตาห้ามทำตัวเจาเฟิงอิ่นเตี๋ยเป็นอันขาด วันก่อนข้าเห็นเจ้าตรวจโรคให้คนไข้โดยมีฉากกั้นขวางเอาไว้ ถือว่าทำได้ดีมาก ภายภาคหน้าหากมีบุรุษมาขอให้ตรวจโรค แม้จะต้องจับชีพจร ก็ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้ารองเอาไว้เสมอ เข้าใจหรือไม่”
(เชิงอรรถผู้แปล: เจาเฟิงอิ่นเตี๋ย (招蜂引蝶) แปลตรงตัวว่า ล่อหมู่ภมรดึงดูดผีเสื้อ เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงการมีพฤติกรรมยั่วยวนดึงดูดเพศตรงข้าม)
การจับชีพจรผ่านผ้าเช็ดหน้านั้น ก็ไม่ต่างอันใดกับการขึงด้ายจับชีพจร ซึ่งมีโอกาสเกิดความคลาดเคลื่อนได้ง่ายยิ่งนัก แม้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะรู้เต็มอกว่ากระบวนการรักษานี้มิสู้ดีนัก ทว่านี่คือคำสอนสั่งของฮูหยินเฒ่า นางจึงมิกล้าเอ่ยปากโต้แย้ง ทำได้เพียงก้มหน้ารับคำอย่างสงบเสงี่ยม “หลานสะใภ้จะจดจำให้ขึ้นใจเจ้าค่ะ”