เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 316 คืนเข้าหอมักมีคนแอบฟังอยู่ริมกำแพงเสมอ

ตอนที่ 316 คืนเข้าหอมักมีคนแอบฟังอยู่ริมกำแพงเสมอ

ตอนที่ 316 คืนเข้าหอมักมีคนแอบฟังอยู่ริมกำแพงเสมอ


สิ่งที่เสิ่นซีล่วงรู้เกี่ยวกับเรื่องของสามีภรรยานั้น ช่างเหนือความคาดหมายของโจวซื่อไปมาก ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับไม่ได้รู้สึกประหลาดใจจนเกินพอดีนัก ทว่าพวงแก้มของนางกลับร้อนผ่าวขึ้นมา นางเคยเห็นภาพประกอบใน "จินผิงเหม่ย" ที่เสิ่นซีวาดมาแล้ว จึงรู้ดีว่าเสิ่นซีไม่ได้เพิ่งจะมารู้ประสีประสาหลังจากก้าวล่วงสู่วัยหนุ่มเต็มตัว เขาควรจะเข้าใจเรื่องพวกนี้มาตั้งนานแล้ว

อารมณ์ของโจวซื่อค่อยๆ คลายความตึงเครียดลง เอ่ยว่า "ความคิดนี้เข้าทีนัก เกรงก็แต่สตรีอย่างน้องสาวเซี่ยจะคิดไม่ตก แล้วไม่ยอมรับน่ะสิ"

ฮุ่ยเหนียงเอ่ย "นางถึงขั้นเตรียมใจจะมอบเรือนร่างให้เสี่ยวหลางอยู่แล้ว จะคิดมากไปไยเล่า"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แต่งเข้าประตูตระกูลเสิ่น ทว่ากลับไม่ได้รับการยอมรับจากฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อ บ้านเดิมก็กลับไม่ได้ ประตูตระกูลเสิ่นก็เข้าไม่ได้ชั่วคราว นางจึงเตรียมตัวจะสร้างรังเล็กๆ บนชั้นสองของร้านขายยาเป็นการชั่วคราว เพื่อใช้เป็นที่พักพิง

เมื่อฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อนำรายละเอียดไปบอกกล่าวแก่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็หน้าแดงก่ำ "ทำเช่นนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่จับได้หรือเจ้าคะ"

โจวซื่อเอ่ย "มิเช่นนั้นจะทำอย่างไรเล่า หรือเจ้าตั้งใจจะมอบรอยเลือดพรหมจรรย์ให้ไอ้เด็กบ้าจริงๆ เจ้าไม่ลองคิดดูเล่าว่าปีนี้เขาอายุเท่าใดแล้ว"

(เชิงอรรถผู้แปล: รอยเลือดพรหมจรรย์ (落红) เลือดที่เปื้อนผ้าปูเตียงในคืนแรกของการร่วมหอลงโรง ซึ่งคนโบราณใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์)

ฮุ่ยเหนียงเกรงว่าโจวซื่อจะหลุดปากพูดอะไรที่ไม่เหมาะสมออกมา จึงรีบกระตุกแขนเสื้อโจวซื่อ เอ่ยเตือนว่า "พี่สาว อย่างไรเสียเสี่ยวหลางก็เป็นลูกชายท่าน อย่ามัวแต่คอยเหน็บแนมเขาต่อหน้าผู้อื่นเลย... ตอนนี้เขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ย่อมต้องรักษาหน้าตาของตัวเองบ้าง"

กล่าวจบ ฮุ่ยเหนียงก็เอี้ยวหน้าไปมองเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ "หากอวิ้นเอ๋อร์เห็นด้วย เช่นนั้นพวกเราก็มาเริ่มเตรียมการกันเถิด ขอเพียงผ่านด่านฮูหยินผู้เฒ่าไปได้ เรื่องนี้ก็ถือว่าผ่านพ้นไป เพียงแต่... เรื่องนี้ จำเป็นต้องปรึกษาบิดามารดาของเจ้าหรือไม่"

สีหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ดูอึดอัดกระอักกระอ่วนใจ ถ้อยคำที่มารดากล่าวกับนางตอนกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม บ่งบอกชัดเจนว่าคนตระกูลเซี่ยสนับสนุนให้นางแต่งกับเสิ่นซีเป็นอย่างมาก ถึงขั้นอยากให้นางหาโอกาสร่วมหอลงโรงกับเสิ่นซีจริงๆ เพื่อหุงข้าวสารให้กลายเป็นข้าวสุก เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้าพลางเอ่ย "ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ"

สามสตรีพี่น้องปรึกษาหารือกันจนลงตัว ที่เหลือก็คือจะตบตาฮูหยินเฒ่าอย่างไร

……

……

บ่ายวันนั้น โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงพาเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์และเสิ่นซีกลับมาที่ลานเรือนตระกูลเสิ่น เพื่อยกน้ำชายอมรับผิดต่อหน้าฮูหยินเฒ่า หลี่ซื่อนั่งอยู่ตรงห้องโถงหลัก ไม่ยอมดื่มน้ำชาที่หลานสะใภ้อย่างเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ยกให้เสียที

เสิ่นหมิงเหวินซุกมือไว้ในแขนเสื้อยืนอยู่ด้านข้าง จับจ้องเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ตาไม่กะพริบอยู่นาน ถึงได้ลอบกลืนน้ำลายลงคอ หันไปเอ่ยกับหลี่ซื่อว่า "ท่านแม่ ลูกดูแล้วแม่หนูนี่หน้าตางดงามหมดจด ชาติตระกูลก็ดูดี แต่งเข้าบ้านเรามา ก็นับว่าไม่ได้ทำให้เกียรติยศวงศ์ตระกูลของเรามัวหมอง ท่านแม่ก็ดื่มชาถ้วยนี้เถิดขอรับ"

ในใจของหลี่ซื่อยังคงอึดอัดคับข้องใจ

หากเป็นสตรีจากครอบครัวเล็กๆ ตบแต่งเข้ามา ก็ยังพอคุยกันได้ ให้เป็นแค่อนุภรรยา วันหน้าก็ให้เป็นวัวเป็นม้าคอยรับใช้ ก็หมดเรื่องยุ่งยากแล้ว

แต่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับเป็นถึงคุณหนูตระกูลผู้ดี ซ้ำยังเป็นหมอหญิงเทวดาที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว อันที่จริงฮูหยินเฒ่าเห็นแล้วก็รู้สึกชื่นชอบอยู่ไม่น้อย ทว่านางแต่งเข้าบ้านมาเพื่อมาเป็นหลานสะใภ้ตระกูลเสิ่นจริงหรือ? ก็แค่คิดจะใช้ตระกูลเสิ่นเป็นเกราะบังหน้า เพื่อมิให้ทางการบังคับจับคู่เท่านั้น นี่ต่างหากเล่าที่ทำให้นางรังเกียจเดียดฉันท์จนเข้ากระดูกดำ

"ข้าไม่ดื่มหรอก จะดื่ม ก็ต้องรอให้ชีหลางกับนางร่วมหอลงโรงกันเสียก่อนค่อยว่ากัน!" ท่าทีของหลี่ซื่อแข็งกร้าวยิ่งนัก

เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เคยผ่านประสบการณ์การเข้าห้องหอมาแล้วครั้งหนึ่ง เวลานี้กำลังจะเตรียมตัวเข้าห้องหอเป็นครั้งที่สอง หากเทียบกันแล้ว ครานี้ดูจะเป็นทางการกว่ามาก หนำซ้ำเป้าหมายก็ชัดเจนยิ่งกว่า นั่นคือไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตบตาฮูหยินเฒ่าให้จงได้

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์คือผู้ที่กระอักกระอ่วนใจที่สุด ทว่าเวลานี้นางได้ก้าวเข้าสู่ตระกูลเสิ่นแล้ว ก่อนที่เสิ่นซีจะเขียนหนังสือหย่าให้นาง นางก็ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับชะตากรรมเท่านั้น

โชคดีที่นอกจากหลี่ซื่อแล้ว ทุกคนล้วนคอยช่วยเหลือปกป้องนาง ทำให้นางรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง

วันนั้น หลี่ซื่อเป็นคนลงมือจัดแจงปัดกวาดห้องนอนของเสิ่นซี ประดับประดาด้วยสีแดงและสีเขียว จุดเทียนแดงเล่มใหญ่ ทั้งยังเตรียมเม็ดบัวและพุทราแดงชุดใหม่ หลี่ซื่อสั่งการให้สาวใช้หลายคนวิ่งวุ่นจัดแจงทั้งในและนอกห้อง ในที่สุดก็จัดเตรียมจนเป็นระเบียบเรียบร้อย

ส่วนโจวซื่อนั้นมัวแต่หลบอยู่ในห้องเพื่อทายาที่แผลบนแผ่นหลังและก้นของเสิ่นหมิงจวิน ตลอดทั้งวันนางไม่ยอมโผล่หน้ามาให้เห็นเลย

เสิ่นซีพอจะจับใจความจากบทสนทนาระหว่างโจวซื่อกับฮุ่ยเหนียงเมื่อวานได้ว่า โจวซื่อเริ่มมีความคิดอยากจะแยกบ้าน ทว่านางที่เป็นเพียงสตรีไม่อาจเป็นผู้ตัดสินใจได้ นางต้องปรึกษาหารือกับเสิ่นหมิงจวินให้ดีเสียก่อน แล้วให้เสิ่นหมิงจวินเป็นคนเอ่ยปาก ทว่าเสิ่นซีคาดการณ์ไว้แล้วว่า ด้วยความกตัญญูแบบโง่งมของบิดา ย่อมไม่กล้าแตกหักกับหลี่ซื่อเป็นแน่ ท้ายที่สุดเรื่องนี้ก็คงจบลงแบบปล่อยเลยตามเลย

"กวาดพื้นให้สะอาดด้วย ปูพรมลงไป แล้วยกม้านั่งวสันต์ที่เป็นสินเดิมเข้ามา ตระกูลเสิ่นของเรา มีเพียงลูกสะใภ้ที่ร่างกายบริสุทธิ์ผุดผ่องเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ขึ้นเตียงได้..."

(เชิงอรรถผู้แปล: ม้านั่งวสันต์ (春凳) ม้านั่งยาวที่มักวางไว้ที่ปลายเตียง ในอดีตมักเป็นส่วนหนึ่งของสินเดิมเจ้าสาว)

หลี่ซื่อจัดงานแต่งให้ลูกชายทั้งห้าคน แม้แต่งานแต่งของเสิ่นหย่งจั๋วผู้เป็นหลานชายคนโตนางก็เป็นคนจัดการให้ ในเรื่องพรรค์นี้นางถือว่าลื่นไหลถนัดมือยิ่งนัก ความเข้มงวดที่นางมีต่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ในเวลานี้ ก็มิได้ต่างจากที่ปฏิบัติกับหลานสะใภ้ตัวจริงเลยแม้แต่น้อย

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ผลัดเปลี่ยนมาสวมเสื้อแขนกว้างผ่าหน้าสีแดงสดอีกครา สวมมงกุฎหงส์คลุมไหล่ลายเมฆา และแต่งหน้าแต่งตัวใหม่หมดจดในห้องข้างๆ

(เชิงอรรถผู้แปล: มงกุฎหงส์คลุมไหล่ลายเมฆา (凤冠霞帔) เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับศีรษะของเจ้าสาวตามธรรมเนียมจีนโบราณ)

เมื่อหลี่ซื่อจัดแจงทุกอย่างจนเกือบจะเสร็จสมบูรณ์ ก็หันไปมองเสิ่นซีที่กำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ "ชีหลาง เจ้ารู้หรือไม่ว่าการแต่งภรรยาคือเรื่องอันใด"

เสิ่นซีลอบคิดในใจ นี่คงจะเป็นการให้การศึกษาก่อนแต่งงานกระมัง หากตอบว่าไม่รู้ ฮูหยินเฒ่าอาจจะมา 'ควบคุม' ด้วยตนเองถึงขอบเตียงก็เป็นได้ เขาจึงรีบพยักหน้า "ท่านแม่เคยสอนแล้วขอรับ"

บนใบหน้าของหลี่ซื่อปรากฏรอยย่นลึกขึ้นมาหลายเส้น "สอนไปไม่น้อยเลยนี่ ทว่าเจ้าอายุยังน้อย เรื่องบางเรื่องอาจจะยังทำได้ไม่ดีนัก หมิงถัง..."

"อ๊ะ ท่านแม่ มีเรื่องอันใดหรือขอรับ"

ลูกสามเสิ่นหมิงถังรีบเดินจ้ำอ้าวออกมาจากลานเรือนชั้นกลาง เสิ่นซีหันไปมอง ก็พอจะมองเห็นเลือนลางว่าในลานเรือนยังมีสาวใช้กำลังง่วนกับการทำงานอยู่ บนใบหน้าของเสิ่นหมิงถังมีสีแดงระเรื่อพาดผ่าน ปกติเขาเป็นคนซื่อๆ คุ้นชินกับความเรียบง่าย นอกจากภรรยาของตนก็แทบไม่ค่อยได้คลุกคลีหรือทำงานร่วมกับสตรีอื่น ซ้ำยังต้องคอยพูดคุยโต้ตอบ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกกระดากอาย

หลี่ซื่อเอ่ยว่า "คืนนี้หลานของเจ้าจะเข้าห้องหอร่วมหอลงโรง เจ้าไปอธิบายให้เขาสักหน่อย ว่าการร่วมหอลงโรงที่แท้จริงมันคือเรื่องอันใดกันแน่"

ประจวบเหมาะกับที่ฮุ่ยเหนียงให้ซิ่วเอ๋อร์ไปยกเครื่องนอนสีแดงมงคลที่เสิ่นซีใช้ในคืนเข้าหอวันก่อนมาจากบ้านตน พอได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า "ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ต้องกังวลไปหรอกเจ้าค่ะ เรื่องพรรค์นี้ เสี่ยวหลางรู้ดีหมดแล้ว"

หลี่ซื่อปรายตามองฮุ่ยเหนียงด้วยสายตาประหลาดใจ ลอบคิดในใจว่า "หลานชายของข้าจะรู้ประสีประสาเรื่องพวกนี้หรือไม่ แล้วเจ้าไปรู้ดีได้อย่างไรกัน!"

ในตระกูลเสิ่น คำสั่งของฮูหยินเฒ่าเปรียบดั่งกฎทองคำ เสิ่นหมิงถังย่อมไม่กล้าขัดขืน เขาพาเสิ่นซีเดินมาถึงห้องโถงหลักในลานเรือนส่วนหน้า ทว่ากลับไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากเริ่มเรื่องเช่นไรดี

ในยุคสมัยที่ผู้คนต่างหน้าถอดสีเมื่อเอ่ยถึงเรื่องเพศเช่นนี้ เรื่องพรรค์นี้ทำได้เพียงปิดบังซ่อนเร้นไว้ ไม่มีผู้ใดกล้านำมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผย ท้ายที่สุดหลี่ซื่อก็ทนดูความไม่ได้เรื่องของเขาต่อไปไม่ไหว เอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งตวาดด่า "ไม่ได้เรื่องเสียจริง! ออกไปหาซื้อภาพวังวสันต์กลับมาสักเล่ม ให้ชีหลางเรียนรู้เอาเอง!"

เสิ่นหมิงถังราวกับได้รับอภัยโทษ รีบจ้ำอ้าวออกไปทันที ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม ในที่สุดเขาก็ซื้อหนังสือภาพวังวสันต์กลับมาได้เล่มหนึ่ง ทว่านั่นกลับเป็นนิยาย "จินผิงเหมย" ฉบับคัดลอกเถื่อน คุณภาพการพิมพ์ย่ำแย่ยิ่งนัก ภาพประกอบก็วาดขึ้นมาอย่างลวก ๆ มีเพียงลายเส้นไร้ซึ่งสีสัน แตกต่างจากต้นฉบับที่ตีพิมพ์จากโรงพิมพ์ของพวกเขาลิบลับ

หลี่ซื่อเอ่ย "ชีหลางเอ๋ย เจ้าก็เอาไปดูเองเถิด หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจ ค่อยมาถามย่า เข้าใจหรือไม่"

เสิ่นซีพยักหน้ารับ หอบ "จินผิงเหมย" กลับไป "ค้นคว้า" ที่ห้องหนังสือ ตกบ่าย ฮุ่ยเหนียงยกอาหารมาส่งให้เสิ่นซีด้วยตนเอง เมื่อเห็นเสิ่นซีโยน "จินผิงเหมย" ทิ้งไว้ด้านข้าง และกำลังตั้งใจอ่านตำราอย่างขะมักเขม้น ในใจนางก็รู้สึกลอบยินดีในความรู้รับผิดชอบของเขา นางเอ่ยทัก "เสี่ยวหลาง อย่ามัวแต่อ่านตำราเลย ทานข้าวก่อนเถิด ตกค่ำยังต้องให้เจ้าช่วยร่วมแสดงงิ้วอีกฉากนะ เรื่องบางเรื่อง... เจ้าเข้าใจกระจ่างแจ้งจริง ๆ หรือ"

เสิ่นซีวางพู่กันในมือลง พลางคลี่ยิ้ม "นี่แม้แต่ท่านน้าก็ยังไม่เชื่อข้าหรือขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงถลึงตาค้อนใส่เสิ่นซีแวบหนึ่ง "เจ้านี่มันตัวเล็กแต่ความคิดโตเสียจริง หากไม่รู้มาก่อนคงนึกว่าเป็นเซียนน้อยที่หยั่งรู้มาแต่กำเนิดแล้ว ทั้งที่ไม่มีผู้ใดคอยพร่ำสอนเรื่องพวกนี้ให้เจ้าแท้ ๆ ... ทว่าคืนนี้คงไม่อาจทำส่งเดชขอไปทีได้ง่าย ๆ หรอกนะ ต่อให้ท่านย่าของเจ้าไม่ได้คอยเฝ้าอยู่ภายในห้อง ก็ย่อมต้องแอบฟังอยู่ริมกำแพงด้านนอกแน่ ๆ เจ้าอย่าได้คิดว่าคนแก่จะตบตาได้ง่ายดายปานนั้นเชียว"

ยิ่งอายุมากก็ยิ่งฉลาดหลักแหลม สิ่งที่เสิ่นซีคิดได้ ทางฝั่งหลี่ซื่อก็ย่อมต้องคาดเดาได้เช่นกัน หากหลี่ซื่อจับพิรุธได้ว่าการร่วมหอลงโรงในวันนี้เป็นเพียงงิ้วฉากหนึ่งที่จงใจแสดงขึ้นมาเพื่อตบตานาง ไม่เพียงแต่บิดาจะต้องโดนโบยตีอีกรอบ บางทีแม้มารดาก็อาจจะต้องรับเคราะห์ไปด้วย งิ้วฉากนี้ในวันนี้ จำต้องรับมืออย่างระมัดระวังรอบคอบที่สุด

ขณะที่ฮุ่ยเหนียงและเสิ่นซีกำลังสนทนากันอยู่นั้น หลี่ซื่อก็หิ้วป้านชาก้าวเข้ามา นางปรายตามองฮุ่ยเหนียงแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินมาที่โต๊ะ วางป้านชาลง แล้วรินของเหลวที่ดูคล้ายกับน้ำชาออกมา "ชีหลาง ดื่มชาบำรุงกำลังเสริมกระดูกชามนี้เสียสิ ตกค่ำจะได้มีเรี่ยวแรง"

เสิ่นซียกถ้วยชาขึ้นมา จิบไปเพียงคำเล็ก ๆ ก็พลันตระหนักได้ว่านี่หาใช่น้ำชาไม่ ทว่าคือสุรา หนำซ้ำยังเป็นสุราขาวที่ดองกับสมุนไพรบางชนิดอีกด้วย

เสิ่นซีปั้นหน้าเฝื่อน "ท่านย่า น้ำชานี้กลิ่นฉุนบาดคอยิ่งนักขอรับ"

"หากรู้สึกว่าฉุนบาดคอก็บีบจมูกดื่มเข้าไป ด้านในมีเขากวางอ่อนแล้วก็เอ็นเสือ... อะแฮ่ม เป็นยาดองเหล้าบำรุงกำลัง ย่อมเป็นผลดีต่อร่างกายของเจ้า" หลี่ซื่อกล่าว

ฮุ่ยเหนียงรีบเอ่ยทัดทาน "ฮูหยินผู้เฒ่า เสี่ยวหลางกำลังอยู่ในวัยกำลังโต ให้เขาดื่มของพรรค์นี้จะเหมาะสมหรือเจ้าคะ"

หลี่ซื่อเอ่ยอย่างรำคาญใจ "นี่มิใช่สุราพิษเสียหน่อย จะมีอันใดไม่เหมาะสมกัน! รีบดื่มเข้าไปเถิด ไม่ต้องดื่มมากนักหรอก สองจอกก็พอแล้ว หากเมามายไปจะยิ่งจัดการลำบาก"

……

……

ในที่สุดก็ตกค่ำ รอจนเสิ่นซีแต่งกายเรียบร้อยและเดินมาถึงหน้าประตูห้องนอนของตน เขากลับรู้สึกว่าภายในร่างกายมีเปลวเพลิงขุมหนึ่งกำลังปะทุพลุ่งพล่าน ทั่วทั้งร่างร้อนผ่าวราวกับถูกไฟสุม จนอยากจะกระชากเสื้อผ้าให้หลุดลุ่ยไปเสียเดี๋ยวนี้

ขณะที่เสิ่นซีกำลังจิตใจเตลิดเปิดเปิงอยู่นั้น ก็เห็นเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก้าวออกมาภายใต้การประคองของเสี่ยวอวี้ แม้ว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะสวมใส่ชุดแต่งงานชุดเดียวกับในวันวิวาห์ ทว่าเมื่อเสิ่นซีมองเห็นนาง ไม่รู้เหตุใดถึงได้รู้สึกว่างดงามถึงเพียงนั้น เป็นความงามที่เจือไว้ด้วยความเลือนรางเย้ายวน ชวนให้เขาอดไม่ได้ที่จะพุ่งเข้าไปรวบตัวเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มากอดไว้ในอ้อมอก แล้วเชยชมทะนุถนอมตามใจปรารถนา

เสิ่นซีรีบสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สองเฮือก เขารู้ดีแก่ใจว่านี่คงเป็นฤทธิ์ของยาดองเหล้าบำรุงกำลังที่เริ่มออกฤทธิ์แล้ว ฮูหยินเฒ่าถึงขนาดยอมทุ่มทุนสร้างไปหาซื้อยาดองเขากวางอ่อนและเอ็นเสือมาให้ ก็เพราะเกรงว่าตอนร่วมหอลงโรงร่างกายของเขาจะไม่สู้ดี นับเป็นอีกหนึ่งวิธีดึงยอดกล้าหวังให้โตไวโดยแท้

(เชิงอรรถผู้แปล: ดึงยอดกล้าหวังให้โตไว (拔苗助长) ฝืนเร่งรัดให้เกิดผลสำเร็จเร็วเกินไป จนอาจกลายเป็นผลร้าย)

"ชีหลาง เข้ามาประคองภรรยาของเจ้าเข้าห้องไปสิ" หลี่ซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

เมื่อได้ยินหลี่ซื่อใช้คำว่า "ภรรยา" เรียกขานเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ หนิงเอ๋อร์ที่ยืนคอยรับใช้อยู่ด้านข้างก็หลุดขำดัง "พรืด" ออกมา ทว่านางก็รีบสำรวมท่าทีทันที ฮูหยินเฒ่าปรายตามองนางแวบหนึ่งอย่างขัดใจ... ทว่าถึงอย่างไรนี่ก็เป็นสาวใช้ของตระกูลลู่ นางย่อมไม่อาจเอ่ยปากตำหนิได้ หลี่ซื่อเลิกใส่ใจ ก่อนจะเดินตามเสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เข้าไปในห้องหอ

เสิ่นซีประคองเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มาจนถึงหน้าม้านั่งวสันต์ หลี่ซื่อส่งผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนหนึ่งให้เสี่ยวอวี้ สั่งให้เสี่ยวอวี้ปูผ้าสีขาวนั้นลงบนม้านั่งวสันต์ เมื่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็ก้มศีรษะลงเล็กน้อย ท่าทางดูขัดเขินสะเทิ้นอายยิ่งนัก

(เชิงอรรถผู้แปล: ม้านั่งวสันต์ (春凳) ม้านั่งยาวที่มักวางไว้ที่ปลายเตียง ในอดีตมักเป็นส่วนหนึ่งของสินเดิมเจ้าสาว)

เมื่อเห็นเสิ่นซีประคองเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ให้นั่งลงบนม้านั่งวสันต์เรียบร้อยแล้ว หลี่ซื่อก็โบกมือไปมา "พวกที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ออกไปได้แล้ว" ส่วนตัวนางเองกลับไม่มีทีท่าว่าจะก้าวออกจากห้องไปเลยแม้แต่น้อย

เหล่าสาวใช้ย่อมไม่กล้ามีข้อโต้แย้ง ต่างทยอยกันเดินออกจากห้องไป ฮุ่ยเหนียงรู้ดีแก่ใจว่าหากฮูหยินเฒ่ายังรั้งอยู่ที่นี่มีแต่จะทำให้เสียการ จึงรีบเอ่ยขึ้น "ฮูหยินผู้เฒ่า วันนี้เป็นวันมงคลร่วมหอลงโรงระหว่างหลานชายและหลานสะใภ้ของท่าน มิสู้ปล่อยสถานที่แห่งนี้ให้เป็นเวลาของพวกเขาสองคนดีหรือไม่เจ้าคะ"

หลี่ซื่อขมวดคิ้ว หันไปมองเสิ่นซีพลางเอ่ยถาม "ชีหลาง เจ้าไม่ต้องการให้ย่าคอยชี้แนะอยู่ด้านข้างจริง ๆ หรือ"

เสิ่นซีลอบคร่ำครวญในใจ "ข้าจะเข้าหอกับภรรยาของข้า ท่านย่ามายืนจ้องอยู่ด้านข้างหมายความว่ากระไรกัน ต่อให้ท่านไม่กระดากอาย ข้ากับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ยังรู้สึกกระดากอายนะขอรับ" เสิ่นซีเอ่ยตอบ "ท่านย่าวางใจเถิด ข้าทำได้ขอรับ"

หลี่ซื่อพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ชีหลางเติบโตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้วจริง ๆ ... เช่นนั้นย่าจะคอยเฝ้าอยู่หน้าประตู หากมีเรื่องอันใดก็ตะโกนเรียกแล้วกัน"

รอจนหลี่ซื่อและฮุ่ยเหนียงก้าวออกจากห้องไป เสิ่นซีถึงจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกได้ ก่อนจะงับบานประตู ฮุ่ยเหนียงยังไม่ลืมที่จะขยิบตาส่งสัญญาณให้เสิ่นซี คล้ายกำลังกังวลว่าประเดี๋ยวจะเกิดเรื่องผิดพลาดจนความแตก

ประตูปิดสนิทแล้ว ทว่ากลับยังมีเงาคนทาบผ่านอยู่ที่หน้าประตู ไม่เพียงแต่หลี่ซื่อจะยังไม่จากไปไหน ทว่าฮุ่ยเหนียงและสาวใช้อีกสองสามคนต่างก็ปักหลักเฝ้าอยู่ภายในลานเรือนเช่นกัน

เสิ่นซีมองสบตาเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ เอ่ยถามขึ้นว่า "น้องหญิง พวกเราสมควรจะปลดเปลื้องอาภรณ์ได้แล้วหรือไม่"

"เจ้า..." เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จ้องมองเสิ่นซีด้วยความตื่นตะลึง มิใช่ว่ากำลังแสดงงิ้วตบตาอยู่หรอกหรือ แล้วเหตุใดจึงต้องปลดเปลื้องอาภรณ์ด้วยเล่า

เสิ่นซีกระซิบเสียงแผ่ว "จนปัญญาแล้วขอรับ ทุกอย่างจำต้องแนบเนียนสมจริงเสียหน่อย ท่านย่าของข้านั้นฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ปรายตามองไปทางหน้าต่าง ก็พบว่ามีเงาเลือนลางของคนผู้หนึ่งแนบชิดอยู่ริมหน้าต่างจริง ๆ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าฮูหยินเฒ่ากำลังจะเจาะกระดาษกรุหน้าต่างเพื่อแอบลอบมองเข้ามาด้านใน แม้ฮูหยินเฒ่าจะไม่ได้คอยจับจ้องอยู่ภายในห้อง ทว่านางก็เปลี่ยนวิธีมาเฝ้าจับตาดูพิธีร่วมหอลงโรงในครานี้จากด้านนอกแทน

(เชิงอรรถผู้แปล: กระดาษกรุหน้าต่าง (窗户纸) กระดาษที่ใช้บุหน้าต่างในสมัยโบราณ สามารถใช้นิ้วเจาะเป็นรูเพื่อลอบมองได้)

จบบทที่ ตอนที่ 316 คืนเข้าหอมักมีคนแอบฟังอยู่ริมกำแพงเสมอ

คัดลอกลิงก์แล้ว