- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 315 ไร้ความเด็ดขาดมิอาจเป็นผู้นำ
ตอนที่ 315 ไร้ความเด็ดขาดมิอาจเป็นผู้นำ
ตอนที่ 315 ไร้ความเด็ดขาดมิอาจเป็นผู้นำ
(ผู้แปล: คำเตือน สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนอ่อน หรืออ่านผ่านๆ ให้พอรู้เรื่องได้)
ยามตะวันคล้อยต่ำ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เดินตามหลังเสิ่นซีเดินทางกลับมายังจวนตระกูลเสิ่น ข้าวของที่นางพกติดตัวมาด้วยนั้นมีไม่มากนัก เพียงแค่ใช้ผ้าห่อเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนมาสองสามชุดเท่านั้น ส่วนเครื่องประดับที่ใช้ในชีวิตประจำวันนางมิได้นำติดตัวมาเลยสักชิ้น นางรู้ดีแก่ใจว่าคงพำนักอยู่ที่ตระกูลเสิ่นได้ไม่นาน ก็คงถูกไล่ตะเพิดกลับจวนตระกูลเซี่ยด้วยหนังสือหย่าฉบับหนึ่งเป็นแน่ แทนที่จะต้องหอบหิ้วไปมาให้เหนื่อยเปล่า สู้ทิ้งไว้ที่บ้านเดิมเสียยังจะดีกว่า
เรื่องการแต่งงานของเสิ่นซี ถูกหวังซื่อส่งข่าวกลับไปยังตระกูลเสิ่นแห่งอำเภอหนิงฮว่า
ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อโกรธเกรี้ยวจนแทบจะหมดสติไป เมื่อนางตั้งสติได้ ก็รีบนำบุตรชายคนโตเสิ่นหมิงเหวินและบุตรชายคนที่สามเสิ่นหมิงถัง เดินทางมายังตัวเมืองเพื่อคิดบัญชีกับสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินทันที
เมื่อสองเดือนก่อน เรื่องการหมั้นหมายระหว่างเสิ่นซีกับคุณหนูตระกูลจวงเพิ่งจะล้มเหลวไม่เป็นท่า ผ่านไปเพียงพริบตา สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินกลับไม่แม้แต่จะส่งข่าวบอกกล่าวนางสักคำ ก็พลการให้เสิ่นซีตบแต่งเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เข้าประตูบ้านเสียแล้ว ในสายตาของหลี่ซื่อ นี่มันเป็นพฤติกรรมเนรคุณผิดจารีตอย่างแท้จริง
(เชิงอรรถผู้แปล: เนรคุณผิดจารีต (大逆不道) การกระทำที่อกตัญญูและฝ่าฝืนจารีตประเพณีหรือคำสั่งของผู้อาวุโสอย่างร้ายแรง)
เวลานี้นางยังไม่รู้ว่าเสิ่นซีกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เป็นเพียงการแสร้งแต่งงานบังหน้า หากนางล่วงรู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมด ย่อมต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟยิ่งกว่าเดิมเป็นแน่
ร้านขายยาปิดทำการไปสามวัน บัดนี้ได้กลับมาเปิดกิจการตามปกติแล้ว เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ผลัดเปลี่ยนมาสวมชุดของสตรีที่ออกเรือนแล้วออกมานั่งตรวจชีพจรคนไข้ สิ่งที่แตกต่างไปจากเมื่อก่อนเล็กน้อยก็คือ ฉากกั้นที่ถูกรื้อเก็บไปเนิ่นนานได้ถูกนำมาตั้งขวางไว้อีกครา นี่ก็นับว่านางได้คำนึงถึงการรักษาหน้าตาให้แก่ตระกูลเสิ่นแล้ว ถึงอย่างไรเวลานี้นางก็มีฐานะเป็นถึงสะใภ้ใหม่ของตระกูลเสิ่น หนำซ้ำยังอยู่ในช่วงเพิ่งแต่งงานหมาด ๆ จึงไม่สมควรออกมาเผยโฉมหน้าต่อผู้คนนัก
รุ่งเช้าของวันที่สามเดือนห้า โจวซื่อจงใจกำชับให้เสิ่นซีขึ้นไปอ่านตำราอยู่บนชั้นสองของร้านขายยา นั่นเป็นเพราะวันนี้คือวันที่หลี่ซื่อและบุตรชายทั้งสองเดินทางมาถึงตัวเมือง
เดิมทีเสิ่นหมิงเหวินมีกำหนดการจะเดินทางมาที่ตัวเมืองในปลายเดือนห้า เพื่อสมทบกับสองพ่อลูกเสิ่นหมิงจวิน แล้วค่อยออกเดินทางไปยังเมืองฝูโจว เมืองเอกของมณฑล เพื่อเตรียมตัวสอบพร้อมกัน ทว่าเพราะเรื่องการแต่งงานของเสิ่นซี หลี่ซื่อจึงตัดสินใจลากบุตรชายคนโตและบุตรชายคนที่สามเดินทางมายังตัวเมืองล่วงหน้าถึงหนึ่งเดือน หนำซ้ำดูจากท่าทีแล้ว นางคงเปลี่ยนใจ ไม่เตรียมจะให้เสิ่นหมิงจวินเดินทางไปเป็นเพื่อนสอบแล้วเป็นแน่
เสิ่นซีคาดเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเมื่อหลี่ซื่อเดินทางมาถึง นางจะต้องบันดาลโทสะอย่างหนักหน่วง โชคดีที่ตอนโจวซื่อตัดสินใจรับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เข้าประตูบ้าน นางก็คาดการณ์ถึงผลลัพธ์ข้อนี้ไว้แล้ว จึงได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้แต่เนิ่น ๆ
ช่วงเที่ยง เสิ่นซีเดินลงมาจากชั้นสอง ฮุ่ยเหนียงนั้นกลับมาที่ร้านขายยาตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว นางเตรียมตัวจะเดินทางกลับไปที่จวนตระกูลเสิ่นพร้อมกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เพื่อดูลาดเลาสถานการณ์สักหน่อย
"เสี่ยวหลาง เจ้าลงมาทำไมกัน เจ้าตั้งใจอ่านตำราของเจ้าไปเถิด เรื่องในบ้านไม่ต้องให้เจ้ามาเดือดร้อนหรอก" อันที่จริงในใจของฮุ่ยเหนียงเองก็ว้าวุ่นกังวลใจยิ่งนัก ทว่านางก็ยังคงเอ่ยปากปลอบโยนเสิ่นซี
เสิ่นซีส่ายหน้า "ความคิดแย่ ๆ ที่ให้พี่สาวเซี่ยมาเป็นภรรยาข้าเป็นความคิดที่ข้าเสนอขึ้นมาเอง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือให้ข้ากลับไปอธิบายให้ท่านย่าฟังด้วยตนเองขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงกำชับซ้ำสองสามประโยค บอกว่าเมื่อเสิ่นซีไปถึงจวนตระกูลเสิ่นแล้ว ห้ามปริปากพูดสิ่งใดเป็นอันขาด นางตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะรับผิดชอบเรื่องราวทั้งหมดไว้แต่เพียงผู้เดียว ขณะเดียวกันก็ตามที่ได้ปรึกษาหารือกับโจวซื่อไว้ก่อนหน้านี้ นางจะใช้ชื่อของตนมอบเงินทองจำนวนหนึ่งให้แก่หลี่ซื่อ เพื่อเป็นการชดเชยค่าทำขวัญ และปลอบประโลมศักดิ์ศรีของฮูหยินเฒ่าที่ถูกบั่นทอนอย่างหนัก
ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสามจะก้าวพ้นประตู ประตูด้านหลังก็พลันมีเสียงเคาะดังรัวและรุนแรงดังขึ้น หนิงเอ๋อร์เดินไปเปิดประตู หลี่ซื่อก็นำหน้าโจวซื่อก้าวฉับ ๆ เข้ามาในลานหลังเรือนด้วยท่าทีฮึดฮัดขัดใจ
เสิ่นซีชะโงกหน้าออกไปมองแวบหนึ่ง ทว่ากลับไม่เห็นวี่แววของสามพี่น้องตระกูลเสิ่นแม้แต่เงา
"หลานสะใภ้ของข้าอยู่ที่ใด!"
หลี่ซื่อยืนหยัดอยู่กลางลานเรือน พลางตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล
ฮุ่ยเหนียงและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ทยอยเดินออกจากประตูห้องโถงด้านหลัง ฮุ่ยเหนียงเดิมทีตั้งใจจะก้าวเข้าไปอธิบายสักสองสามประโยค ทว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับทิ้งตัวคุกเข่าลงเบื้องหน้าหลี่ซื่อเสียแล้ว นางโขกศีรษะคำนับอย่างนอบน้อม "คารวะฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ"
โจวซื่อรีบเอ่ยอธิบาย "ท่านแม่ อันที่จริงแล้ว..."
หลี่ซื่อปั้นหน้าทะมึนทึง "หุบปาก! หรือว่าเจ้าก็อยากจะลิ้มรสกฎบ้านตระกูลเสิ่นเหมือนสามีของเจ้าด้วย!"
เดิมทีโจวซื่อก็เป็นคนหัวดื้อหัวรั้น ทว่าเมื่อได้ยินประโยคนี้ นางก็พลันหุบปากเงียบกริบในทันที เสิ่นซีถึงได้กระจ่างแจ้งแก่ใจ ที่แท้ผู้เป็นบิดาก็ถูกโบยตีเพราะเรื่องนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
นิสัยใจคอของหลี่ซื่อก็เผด็จการเด็ดขาดเช่นนี้แล ทุกสิ่งอย่างในบ้านล้วนต้องให้นางเป็นคนชี้ขาด ต่อให้บุตรชายจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว หากนางสั่งให้ตีก็คือตี หนำซ้ำทุกคราที่ลงมือยังไม่เคยวางมือหรือไว้หน้าแม้แต่น้อย
ทว่านี่กลับเป็น "ความกตัญญู" ที่ผู้คนในยุคสมัยนี้ต่างพากันยกย่องเชิดชู
ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ ล้วนไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากสอดแทรก แม้แต่ฮุ่ยเหนียงเองก็ไม่กล้าปริปาก เพราะเรื่องนี้นางเองก็มีส่วนช่วยยุยงส่งเสริมให้เกิดขึ้น การที่ฮูหยินเฒ่าลงมือโบยตีเสิ่นหมิงจวิน อันที่จริงก็คือการเชือดไก่ให้ลิงดูนั่นเอง
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์โขกศีรษะคำนับอีกครา น้ำตารินไหลพลางเอ่ย "หากฮูหยินผู้เฒ่าไม่ยินยอมพร้อมใจกับงานแต่งครานี้ ผู้น้อยก็จะขอกลับจวนประเดี๋ยวนี้ และจะไม่กล้าเหยียบย่างเข้าประตูตระกูลเสิ่นอีกเลยเจ้าค่ะ"
หลี่ซื่อแค่นเสียงเย็นชา "นึกอยากจะมาก็มา นึกอยากจะไปก็ไปงั้นหรือ!? หึหึ เอาหน้าตาของตระกูลเสิ่นเราไปไว้ที่ใด! เอาชีหลางของบ้านเราไปไว้ที่ใด!"
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยอย่างลำบากใจ "ฮูหยินผู้เฒ่า โปรดระงับโทสะเถิดเจ้าค่ะ"
แม้ว่าหลี่ซื่อจะรู้สึกเคียดแค้นฮุ่ยเหนียงเป็นอย่างมาก ทว่านางก็ไม่กล้าเอ่ยปากด่าทอฮุ่ยเหนียงตรง ๆ ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไร ชีวิตความเป็นอยู่อันสุขสบายของตระกูลเสิ่นในเวลานี้ก็ล้วนเป็นเพราะฮุ่ยเหนียงประทานให้ หากแตกหักกับฮุ่ยเหนียงขึ้นมาจริง ๆ ไม่แน่ว่าตระกูลเสิ่นอาจจะต้องซมซานกลับไปใช้ชีวิตอันแร้นแค้นที่หมู่บ้านเถาฮวาอีกคราก็เป็นได้
อีกประการหนึ่ง ฮุ่ยเหนียงมิได้มีความเกี่ยวพันอันใดกับตระกูลเสิ่น ต่อให้หลี่ซื่อจะโกรธเกรี้ยวเพียงใด นางก็ไม่มีทางมายืนด่ากราดกลางถนนประดุจหญิงชาวบ้านปากจัดเป็นแน่ หลี่ซื่อนั้นมีบรรทัดฐานการวางตัวที่เคร่งครัดของนางอยู่ และนางก็ใช้หลักการนี้เรียกร้องเอาจากตนเองและคนในครอบครัวเช่นกัน
โจวซื่อก้มหน้ายอมรับผิด "ท่านแม่ ลูกสะใภ้รู้ผิดแล้วเจ้าค่ะ ครานี้ทำไปก็เพียงเพื่อช่วยเหลือให้น้องสาวเซี่ยรอดพ้นจากวิกฤตเท่านั้น หากท่านแม่ไม่สบอารมณ์ ลูกสะใภ้จะให้ไอ้เด็กทึ่มเขียนหนังสือหย่าประเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ"
ทว่าความโกรธเกรี้ยวของหลี่ซื่อกลับยากจะดับมอดลงได้ ทันทีที่นางเดินทางมาถึงตัวเมือง นางก็ไม่ยอมฟังสิ่งใด คว้าไม้เรียวมาเฆี่ยนตีเสิ่นหมิงจวินอย่างรุนแรงไปยกหนึ่ง จากนั้นก็บุกมาที่นี่ด้วยตนเอง เดิมทีนางหมายใจจะเฆี่ยนตีเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไปพร้อม ๆ กัน ทว่าเมื่อลองตรึกตรองดูอีกที แม้คนเขาจะแต่งเข้าประตูบ้านมา ทว่ากลับไม่เคยมองว่าตนเองเป็นคนของตระกูลเสิ่นเลยสักนิด แล้วจะเฆี่ยนตีไปเพื่อการใดเล่า
ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น หลี่ซื่อโกรธจนแทบจะระเบิดออกมา "จะหย่าขาดนางก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในเวลานี้! มิเช่นนั้นเกียรติยศวงศ์ตระกูลเสิ่นเราจะเหลืออันใด! ในเมื่อก้าวเข้าสู่ประตูตระกูลเสิ่นของข้ามาแล้ว เช่นนั้นนับแต่นี้ไป เงินค่าจ้างที่นางหามาได้ทั้งหมด จะต้องตกเป็นของตระกูลเสิ่นเราแต่เพียงผู้เดียว หนำซ้ำ ถือโอกาสตอนที่เสี่ยวหลางยังไม่ได้เดินทางไปสอบระดับมณฑลที่เมืองเอก จับพวกเขาสองคนร่วมหอลงโรงกันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!"
สีหน้าของโจวซื่อ ฮุ่ยเหนียง และเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พลันแปรเปลี่ยนเป็นดูไม่จืดพร้อมกันในทันที
ฟังจากความหมายของหลี่ซื่อแล้ว เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อย่างไรก็ต้องถูกหย่า ทว่าไม่อาจปล่อยให้นางลอยนวลไปง่าย ๆ เช่นนั้น ไม่เพียงแต่จะบังคับให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มอบเงินค่าจ้างทั้งหมดแก่ตระกูลเสิ่นเท่านั้น แต่ยังจะให้เสิ่นซีกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ "ร่วมหอลงโรง" กันอีกด้วย เท่ากับว่าตั้งใจจะพรากความบริสุทธิ์ของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไปเสียก่อน แล้วค่อยขับไล่นางออกจากบ้านไปอย่างรังเกียจเดียดฉันท์
ฮุ่ยเหนียงรีบเอ่ยไกล่เกลี่ย "ฮูหยินผู้เฒ่า ทำเช่นนี้ จะไม่เป็นการไม่ยุติธรรมต่อน้องสาวเซี่ยไปหน่อยหรือเจ้าคะ"
"นางแต่งเข้าประตูบ้านข้ามา ทำให้หลานชายข้าต้องแบกรับข้อหาหย่าภรรยาโดยไร้สาเหตุ วันหน้าเส้นทางขุนนางล้วนต้องมัวหมอง แล้วเหตุใดตอนนั้นถึงไม่คิดเล่าว่ายุติธรรมหรือไม่! เวลานี้ข้าเพียงต้องการให้นางรู้สำนึก ว่าในเมื่อก้าวเข้าสู่ประตูตระกูลเสิ่นมาแล้ว ทุกสิ่งอย่างย่อมไม่อาจปล่อยให้นางทำตามอำเภอใจได้ ต่อให้เป็นเรื่องความเป็นความตาย ก็ล้วนต้องฟังคำชี้ขาดจากตระกูลเสิ่นของข้าเท่านั้น!"
กล่าวจบ หลี่ซื่อก็สะบัดแขนเสื้อจากไป โจวซื่อรีบสาวเท้าตามออกไปทันที ทิ้งให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์คุกเข่าสะอื้นไห้ไม่หยุดหย่อนอยู่บนพื้น ฮุ่ยเหนียงก้าวเข้าไปช่วยปลอบประโลมทว่าก็ไร้ผล
ผ่านไปเนิ่นนาน ฮุ่ยเหนียงถึงประคองเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เข้าไปนั่งในห้องโถงด้านหลัง พลางเอ่ยปลอบใจ "น้องสาวอย่าได้โศกเศร้าไปเลย รอให้ฮูหยินผู้เฒ่าคลายโทสะลงเสียก่อน เจ้าค่อยเข้าไปก้มหน้ายอมรับผิด ฮูหยินผู้เฒ่าจะต้องใจอ่อนยอมยกโทษให้เจ้าเป็นแน่"
ใบหน้างดงามของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์งดงามดั่งดอกหลีฮวายามต้องหยาดฝน นางส่ายหน้าพลางเอ่ย "ที่ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวมาล้วนไม่ผิดหรอกเจ้าค่ะ เป็นข้าเองที่คิดจะหลอกใช้ตระกูลเสิ่น ทำให้เกียรติยศวงศ์ตระกูลเสิ่นต้องมัวหมอง ลงเอยเช่นนี้ก็ถือว่ารนหาที่เองแล้ว"
ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจ "หากจะหาคนผิดจริง ๆ ก็ควรจะโทษข้ามากกว่า ข้าหลงนึกไปเองว่าขอเพียงปกปิดเรื่องนี้ไว้อย่างมิดชิด ก็จะไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นเสียอีก"
"พี่สาวอย่าได้โทษตัวเองเลยเจ้าค่ะ ในโลกนี้มีกำแพงใดบ้างที่ลมลอดผ่านไม่ได้ ขอเพียงทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าระบายแค้นได้ นางปรารถนาจะทำเช่นไรก็สุดแล้วแต่ ทว่าข้าเพียงอยากจะเก็บเงินทองไว้ หาเลี้ยงครอบครัวของข้าก็เท่านั้น"
สิ่งที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ห่วงใยในยามนี้ ก็ยังคงมิใช่ตัวนางเอง ทว่าคือคนตระกูลเซี่ยต่างหาก
การที่นางแต่งเข้าตระกูลเสิ่น อันที่จริงนางได้เตรียมใจที่จะก้มหน้าเป็นวัวเป็นม้าคอยรับใช้ไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว ทว่าสิ่งที่นางมิอาจยอมรับได้ ก็คือคำสั่งของหลี่ซื่อที่บังคับให้นางต้องส่งมอบเงินค่าจ้างและเงินปันผลทั้งหมดให้แก่ตระกูลเสิ่นต่างหาก
ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้ายิ้มขื่น "เรื่องนี้น้องสาวไม่ต้องกังวลไปหรอก ต่อให้ต้องมอบเงินค่าจ้างและเงินปันผลให้ตระกูลเสิ่นไป แต่เงินที่น้องสาวจะมอบให้ครอบครัวย่อมไม่ขาดตกบกพร่องไปแม้แต่เหวินเดียว"
บนใบหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ "ขอบคุณพี่สาวมากเจ้าค่ะ"
เสิ่นซีที่ยืนมองอยู่ด้านข้าง รู้สึกทั้งอึดอัดขัดใจและเศร้าสลดใจ นึกอยากจะเอ่ยปากปลอบโยนแต่ก็ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดดี หากจะโทษก็คงต้องโทษหญิงปากหอยปากปูอย่างหวังซื่อนั่นแหละ สองสามีภรรยาคู่นั้นไม่ได้หลับนอนด้วยกันมาเนิ่นนานจนสภาพจิตใจบิดเบี้ยววิปริต ถึงได้ดึงดันจะทำเรื่องที่ทำร้ายผู้อื่นโดยที่ตนเองก็ไม่ได้ประโยชน์อันใดขึ้นมา เพียงเพื่อจะได้โอ้อวดบารมีของการเป็นพี่สะใภ้ใหญ่แห่งบ้านใหญ่ตระกูลเสิ่นที่ทำตัวประหนึ่งมารดาก็เท่านั้น
ช่วงบ่าย หลังจากโจวซื่อจัดแจงที่พักให้ฮูหยินเฒ่าและสองพี่น้องเสิ่นหมิงเหวินเรียบร้อยแล้ว นางก็กลับมาที่ร้านขายยาด้วยสีหน้าหนักอึ้ง ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องโถงด้านหลัง นางก็มิอาจเก็บซ่อนความโศกเศร้าในใจได้อีกต่อไป ทิ้งตัวลงนั่งพลางปาดน้ำตาปอย ๆ "ไม่เห็นสามีของข้าเป็นลูกของนางเลยจริง ๆ นึกอยากจะตีก็ตี ซ้ำยังโบยตีเสียจนเนื้อแตกหนังปริ นี่ตั้งใจจะบีบคั้นให้แม่ลูกอย่างพวกเราไร้ที่พึ่งพิงเลยหรือไร"
ฮุ่ยเหนียงเพิ่งจะปลอบคนหนึ่งเสร็จไปหมาด ๆ เวลานี้ก็ต้องหันมาปลอบโจวซื่ออีกคน ขุนนางตงฉินยังยากจะตัดสินเรื่องในครอบครัวได้ นับประสาอันใดกับเรื่องนี้ที่พวกนางสามพี่น้องเป็นคนก่อขึ้นมาเองแต่แรก เวลานี้ก็ถือเสียว่ากำลังรับกรรมก็แล้วกัน
โจวซื่อกล่าวต่อ "ฟังจากความหมายของนางแล้ว ดูเหมือนจะให้ไอ้เด็กทึ่มกับลุงใหญ่ของเขาออกเดินทางไปเมืองเอกของมณฑลล่วงหน้าแต่เนิ่น ๆ โดยนางจะเดินทางไปควบคุมดูแลด้วยตนเอง สตรีรัดเท้าคนหนึ่ง แค่ทิศเหนือใต้ออกตกในตัวเมืองถิงโจวยังแยกแยะไม่ออก ยังริอ่านจะเข้าเมืองเอกงั้นหรือ! เฮอะ ช่างน่าขันสิ้นดี!"
ฮุ่ยเหนียงตระหนักดีว่า เมื่อก่อนต่อให้โจวซื่อจะไม่ค่อยพอใจหลี่ซื่ออยู่บ้าง ทว่านางก็ไม่มีทางหลุดปากด่าทอออกมาตรง ๆ แต่หลังจากเกิดเรื่องครานี้ขึ้น โจวซื่อก็สุดจะทนกล้ำกลืนความคับแค้นใจที่มีต่อหลี่ซื่อได้อีกต่อไป นี่คือลางบอกเหตุว่าพายุกำลังจะปะทุแล้ว
ฮุ่ยเหนียงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที "พี่สาว ที่ฮูหยินผู้เฒ่าบอกว่าจะให้เสี่ยวหลางร่วมหอลงโรงกับน้องสาวเซี่ยก่อนไปเมืองเอก เรื่องนี้จะจัดการเช่นไรดีเจ้าคะ"
โจวซื่อเอ่ยด้วยความเคียดแค้น "อย่างมาก ข้าก็จะขอแยกบ้านกับนางเสียเลย!"
"พี่สาว ท่านอย่าได้วู่วามเป็นอันขาดนะเจ้าคะ การได้เกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกันถือเป็นวาสนาที่สั่งสมมาหลายภพหลายชาติ ถึงอย่างไรพี่เขยก็เป็นลูกชายที่ฮูหยินผู้เฒ่าครองตัวเป็นม่ายฟูมฟักเลี้ยงดูมาจนโต หากพี่สาวทำเช่นนั้น... มีแต่จะถูกตราหน้าว่าเป็นสะใภ้อกตัญญู หากถูกนำเรื่องไปฟ้องร้องถึงที่ว่าการอำเภอก็ยิ่งเลวร้ายเข้าไปใหญ่ เวลานี้เสี่ยวหลางอุตส่าห์ได้ดีมีอนาคต วันหน้าหนทางยังทอดยาวไกลไร้ขีดจำกัด หรือพี่สาวปรารถนาจะไม่มีโอกาสได้พบหน้าเสี่ยวหลางอีกเลยชั่วชีวิตเจ้าคะ"
นัยยะแฝงในคำพูดของฮุ่ยเหนียงก็คือ หากโจวซื่อแตกหักกันกับฮูหยินเฒ่า ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกขับไล่ออกจากประตูตระกูลเสิ่น ถึงเวลานั้นต่อให้โจวซื่อจะหาเงินได้มากมายเพียงใด นางก็จะสูญเสียทั้งสามีและบุตรชายไปตลอดกาล นั่นเป็นเพราะตาม "กฎหมายต้าหมิง" หากสตรีละเมิดข้อห้ามเจ็ดประการจนถูกขับไล่ออกจากบ้าน บุตรธิดาทั้งหมดย่อมตกเป็นสิทธิของตระกูลสามี และก็เป็นเพราะสตรีในยุคสมัยนี้ไร้ซึ่งสถานะและจุดยืนเช่นนี้นี่เอง ถึงได้มี "สามเชื่อฟัง สี่คุณธรรม" เอาไว้คอยตีกรอบควบคุมพวกนาง
โจวซื่อโกรธจัด "เช่นนั้นข้าควรจะทำอย่างไรดีเล่า"
ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจ "เรื่องนี้ข้าได้ลองเกริ่นกับน้องสาวเซี่ยดูแล้ว ความหมายของนางคือ การมอบเรือนร่างให้เสี่ยวหลางก็มิใช่เรื่องคอขาดบาดตายอันใด ทว่านางเกรงว่าหากวันหน้านางต้องก้าวออกจากตระกูลเสิ่นไปแล้ว จะไม่อาจไปมาหาสู่กับพวกเราฉันพี่น้องดังเช่นทุกวันนี้ได้อีก สายสัมพันธ์นี้... ก็คงต้องขาดสะบั้นลง"
โจวซื่อถึงกับอับจนถ้อยคำไปชั่วขณะ เมื่อครู่นี้นางก็พอมองออกเช่นกัน อันที่จริงเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เองก็รู้สึกละอายใจที่หลอกใช้ตระกูลเสิ่นในเรื่องนี้ และยินดีที่จะเสียสละบางสิ่งเพื่อเป็นการชดเชย
ทว่าปัญหาคือ หลังจากเรื่องราวทั้งหมดจบสิ้นลง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะเอาหน้าไปสู้คนตระกูลเสิ่นได้อย่างไร ต่อให้นางไม่อยากจากร้านขายยาแห่งนี้ไป ถึงเวลานั้นก็คงต้องจำใจจากไปอย่างเงียบเหงาเศร้าซึมอยู่ดี
เสิ่นซีแอบฟังอยู่ที่เชิงบันไดมาโดยตลอด ถึงตรงนี้เขาอดมิได้ที่จะเดินลงมาพลางเอ่ยขึ้น "ท่านแม่ ท่านน้า อันที่จริงเรื่องบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจริงหรอกขอรับ ขอเพียงตบตาท่านย่า ทำให้ท่านย่าเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริงแล้วก็พอ"
โจวซื่อขมวดคิ้ว "เจ้าเป็นแค่เด็กตัวแค่นี้ จะไปเข้าใจเรื่องพรรค์นี้ได้อย่างไร"
เสิ่นซีเอ่ยตอบ "บางทีข้าอาจจะไม่เข้าใจ ทว่าท่านแม่กับท่านน้าล้วนเป็นผู้ใหญ่ ย่อมต้องเข้าใจกระจ่างแจ้งมิใช่หรือขอรับ ต่อให้ข้ากับพี่สาวเซี่ยเข้าห้องหอกัน ทว่าด้วยข้อจำกัดทางจารีตประเพณี ท่านย่าย่อมไม่อาจมาคอยยืนเฝ้าดูอยู่ข้างเตียงได้อยู่แล้ว ถึงตอนนั้นก็แค่รอดูผลงาน... เอ่อ ท่านน้า ท่านว่าจริงหรือไม่เล่าขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดตาม พลันนิ่งอึ้งจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ สิ่งที่เสิ่นซีกล่าวมานั้นล้วนมีเหตุมีผลยิ่งนัก
การที่หลี่ซื่อแค้นเคืองจนดึงดันจะให้เสิ่นซีพรากความบริสุทธิ์ของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไปก่อนแล้วค่อยหย่าทิ้งนั้น อันที่จริงก็เพื่อเป็นการแก้แค้นสามพี่น้อง โจวซื่อ ฮุ่ยเหนียง และเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั่นเอง ขณะเดียวกันก็หมายจะบีบให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี วันหน้านางย่อมต้องจากร้านขายยาไปโดยปริยาย และมิตรภาพของสามพี่น้องก็ย่อมถูกตัดขาดลงอย่างเป็นธรรมชาติ
ทว่านับตั้งแต่โบราณกาลมา ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่จะใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าได้ร่วมหอลงโรงกันจริงหรือไม่ ก็คือผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนเดียวมิใช่หรอกหรือ