- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 314 การกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมในวันที่สาม
ตอนที่ 314 การกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมในวันที่สาม
ตอนที่ 314 การกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมในวันที่สาม
การตบแต่งเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เข้าประตูบ้านมา มิได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและการศึกษาเล่าเรียนของเสิ่นซีมากนัก ต่อให้ในคืนเข้าหอคืนแรกทั้งสองจะได้ร่วมเรียงเคียงหมอน ทว่าเนื่องจากเสิ่นซีเพิ่งจะก้าวล่วงสู่วัยหนุ่มเต็มตัว ในวันที่สองเขาจึงจำต้องระเห็จกลับไปนอนที่ห้องของตนเอง
เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา หลินไต้จึงยอมสละห้องนอนและเตียงของนางให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พักอาศัยชั่วคราว ด้วยเหตุนี้เสิ่นซีกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงนอนอยู่คนละห้องที่ติดกัน เท่ากับว่าเพิ่งแต่งงานก็แยกห้องนอนเสียแล้ว
ส่วนหลินไต้ก็ย้ายไปพำนักที่จวนตระกูลลู่ชั่วคราว โดยไปนอนร่วมเตียงกับลู่ซีเอ๋อร์
ร้านขายยาปิดทำการเป็นเวลาสามวันเนื่องจากงานมงคลสมรสครานี้
ในช่วงเวลาสามวันนี้ ทางฝั่งโรงผลิตยากลับมิได้หยุดพักสายพานการผลิต ต่อให้โจวซื่อจะมิได้ไปเฝ้าร้านขายยา ทว่านางก็ยังคงเดินทางไปตรวจตราโรงผลิตยาพร้อมกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ มิยอมปล่อยให้เสียโอกาสกอบโกยเงินทองเลยแม้แต่น้อย
กลับกลายเป็นเสิ่นซีที่ยังคงมีสภาพเช่นเดียวกับก่อนแต่งงาน ไม่สามารถออกไปไหนได้ ทำได้เพียงหมกตัวทบทวนตำราอยู่แต่ในห้องหนังสือเท่านั้น
วันที่สามหลังการแต่งงาน เป็นฤกษ์งามยามดีที่เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะต้องเข้าพิธี "ซานเฉาหุยเหมิน"
(เชิงอรรถผู้แปล: ซานเฉาหุยเหมิน (三朝回门) ธรรมเนียมการกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมของเจ้าสาวในวันที่สามหลังการแต่งงาน เพื่อแสดงความกตัญญูและให้ครอบครัวฝ่ายหญิงสบายใจว่าบุตรีได้รับการดูแลเป็นอย่างดี)
ตามจารีตประเพณี คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันจะนำของกำนัลเดินทางกลับไปเยี่ยมเยียนครอบครัวฝ่ายหญิงด้วยกันในวันนี้ และงานเลี้ยงรับรองทางฝั่งบ้านเจ้าสาวก็จะจัดขึ้นในวันนี้เช่นกัน
เมื่อสตรีกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมแล้วหวนคืนสู่บ้านสามีอีกครา ย่อมหมายความว่าตัดขาดความสัมพันธ์กับบ้านเดิมแล้ว นับจากนี้ไปหากมิได้รับอนุญาตจากผู้เป็นสามี ก็มิอาจกลับไปเยี่ยมเยียนครอบครัวเดิมได้อีก หากครอบครัวฝ่ายชายมีข้อติเตียนอันใดต่อตัวสตรี ก็จำต้องชี้แจงให้ทางบ้านเจ้าสาวรับรู้โดยกระจ่างในวันนี้ มิเช่นนั้นหากวันหน้าคิดจะเอาความก็ย่อมหมดหนทางแล้ว เพราะถือว่าพ้น "อายุความ" ไปแล้ว
แม้โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงต่างก็เคยผ่านการออกเรือนมาแล้ว ทว่าตอนที่ฮุ่ยเหนียงแต่งงานนั้นนางไร้ซึ่งญาติมิตรฝั่งบ้านเดิม จึงไม่ค่อยสันทัดในจารีตธรรมเนียมเหล่านี้นัก ทว่าโจวซื่อกลับรู้แจ้งเป็นอย่างดี นางปฏิบัติต่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ประดุจลูกสะใภ้เป็นการชั่วคราว นางจัดเตรียมหมูย่างทั้งตัว หรือที่เรียกขานกันว่า "หมูทอง" ส่งไปยังตระกูลเซี่ย เพื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั้นแต่งเข้าประตูบ้านมาด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ทางฝั่งตระกูลเซี่ยย่อมต้องนำหมูทองนี้ออกมาแบ่งปันให้แขกเหรื่อร่วมรับประทานอย่างองอาจผ่าเผย เพื่อเป็นการประกาศให้รู้ว่าบุตรีของบ้านตนนั้นบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้รอยมลทิน
ส่วนเรื่องของกำนัลตกเป็นหน้าที่ของฮุ่ยเหนียงในการตระเตรียม ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นทั้งฟืน ข้าวสาร น้ำมัน เกลือ ไปจนถึงผ้าแพรพรรณล้วนมีพร้อมสรรพ ถือเสียว่าเป็นของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นางมอบให้แก่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ ในช่วงเวลาหลังจากนี้ที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไม่อาจกลับบ้านเดิมได้ คนในตระกูลเซี่ยย่อมขาดเสาหลักพึ่งพิง จำต้องมีคนคอยดูแลจัดการ ภาระนี้จึงตกเป็นของฮุ่ยเหนียงที่ต้องออกหน้าเป็นธุระให้
จวนตระกูลเซี่ยตั้งอยู่ในตัวเมือง วันนี้จึงไม่จำเป็นต้องออกเดินทางแต่เช้าตรู่นัก เพียงกะเวลาให้ไปถึงก่อนงานเลี้ยงช่วงเที่ยงจะเริ่มขึ้นก็เพียงพอแล้ว
เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มิได้สวมใส่ชุดแต่งงานสีแดงสด ทว่ายังคงแต่งกายอย่างเป็นทางการ เสิ่นซีสวมชุดจื๋อตัวของบัณฑิต ส่วนเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์สวมกระโปรงจับจีบหม่าเมี่ยนสีขาว เข้าคู่กับเสื้อตัวยาวคอตั้งสีแดง และคลุมทับด้วยเสื้อคลุมไหล่สีชมพู แลดูเป็นสิริมงคลยิ่งนัก ถึงอย่างไรเมื่อไปถึงจวนตระกูลเซี่ยแล้วก็ต้องออกไปพบปะแขกเหรื่อ จะปล่อยให้ผู้คนมองในแง่ร้ายไม่ได้เด็ดขาด
ภูมิลำเนาเดิมของตระกูลเซี่ยอยู่ที่อำเภอฉางถิงแห่งเมืองถิงโจว แม้ที่นี่จะมีญาติมิตรสหายอยู่บ้าง ทว่าเนื่องจากตอนที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์หอบหิ้วคนทั้งครอบครัวระหกระเหินกลับมา พวกเขากลับถูกหมางเมินอย่างเย็นชา นางจึงตัดสินใจตัดขาดการไปมาหาสู่กันเสีย แขกเหรื่อที่ได้รับเชิญมาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้จึงมีเพียงเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงเท่านั้น
เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แยกกันนั่งเกี้ยวคนละหลัง โดยมีแม่สื่อเป็นผู้เดินนำทาง ทั้งคู่เดินทางมาถึงหน้าจวนตระกูลเซี่ยด้วยบรรยากาศอันชื่นมื่น ทันทีที่มาถึง ทางจวนตระกูลเซี่ยก็เริ่มจุดประทัดต้อนรับดังสนั่นหวั่นไหว
เด็ก ๆ บนท้องถนนพากันกรูออกมา ส่งเสียงเจื้อยแจ้วร้องขอเงินมงคล เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงหยิบเหรียญทองแดงที่บรรจุอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่ออกมาโปรยปรายแจกจ่าย เหล่าเด็กน้อยต่างตื่นเต้นร้องตะโกนด้วยความดีใจ พากันพุ่งเข้าไปแย่งชิงอย่างชุลมุน
เมื่อก้าวพ้นประตูจวนเข้าไป ก็พบว่างานเลี้ยงถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพแล้ว
เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มุ่งหน้าไปยังห้องโถงหลักเพื่อทำความเคารพเซี่ยป๋อเหลียนและฮูหยินเซี่ย ทว่าไม่จำเป็นต้องคุกเข่าโขกศีรษะ แม้แต่น้ำชาก็ไม่จำเป็นต้องยกถวาย นั่นเป็นเพราะเมื่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ออกเรือนไปแล้ว นางก็จะต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลเสิ่นตามสามี นางมิได้มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูบุพการีทั้งสองอีกต่อไป หนำซ้ำยังหมดสิทธิ์ในการรับมรดกตกทอดอีกด้วย
ช่างสมกับสำนวนที่กล่าวไว้ว่า ‘บุตรีที่ออกเรือนไปแล้ว ก็ดุจดั่งน้ำที่สาดออกไป’ เสียจริง!
(เชิงอรรถผู้แปล: บุตรีที่ออกเรือนไปแล้ว ก็ดุจดั่งน้ำที่สาดออกไป (嫁出去的女儿泼出去的水) สตรีที่แต่งงานไปแล้วย่อมถือเป็นคนของตระกูลสามี ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลเดิมอีก)
ทางฝั่งตระกูลเซี่ยแม้จะดูชื่นมื่นเต็มไปด้วยสิริมงคล ทว่าเนื่องจากเจ้าบ่าวอย่างเสิ่นซียังเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่ม เขาจึงกลายเป็นเป้าสายตาของบรรดาเพื่อนบ้านและเด็ก ๆ ในละแวกนั้นไปโดยปริยาย น้องชายและน้องสาวของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เองก็ใคร่รู้ยิ่งนัก ว่าเหตุใดพี่สาวผู้เก่งกาจทำได้ทุกอย่างในสายตาของพวกเขา จึงยอมออกเรือนกับเสิ่นซีที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขา
เมื่อก่อนเจ้าหนูพวกนี้ล้วนมองเสิ่นซีเป็นเพียงเพื่อนเล่น ทว่าบัดนี้กลับต้องมาแสดงความนอบน้อมพร้อมกับเรียกขานเขาว่า "พี่เขย" อย่างเต็มปากเต็มคำ จึงพานให้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย
ในงานเลี้ยงช่วงเที่ยง เสิ่นซีได้นั่งในตำแหน่งประธาน โดยมีเซี่ยป๋อเหลียนในฐานะพ่อตาคอยดื่มสุราเป็นเพื่อน ส่วนทางด้านเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็เดินตามมารดาเข้าไปสนทนาประสาแม่ลูกกันที่ลานเรือนชั้นใน... แม้จะเป็นงานเลี้ยงฉลองการกลับบ้านเดิมของเจ้าสาว ทว่าสตรีก็ยังไม่มีสิทธิ์ร่วมโต๊ะอาหารด้วยอยู่ดี เพียงเรื่องนี้ก็สามารถหยั่งรู้ลึกถึงแก่นถึงสถานะอันต่ำต้อยของสตรีในยุคสมัยนี้ได้อย่างชัดเจน
"บุตรเขยคนเก่ง ข้าขอคารวะเจ้าหนึ่งจอก" เซี่ยป๋อเหลียนต้อนรับขับสู้เสิ่นซีอย่างกระตือรือร้น ทว่าเสิ่นซีกลับมีท่าทีเหม่อลอยไปบ้าง ครั้นรับจอกสุรามาแล้ว เขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าด้านในคือสุรา
เสิ่นซีเอ่ยด้วยความลำบากใจยิ่งนัก "ท่านพ่อตา ข้าอายุยังน้อยนัก เปลี่ยนเป็นดื่มน้ำชาพอเป็นพิธีแทนได้หรือไม่ขอรับ"
เพื่อนบ้านที่ร่วมโต๊ะรีบเอ่ยสวนขึ้นมาทันที "ออกเรือนมีภรรยาแล้ว ยังจะอ้างว่าอายุยังน้อยอยู่อีกหรือ! พ่อตาอุตส่าห์รินสุราคารวะให้ เจ้าจะไม่ดื่มได้อย่างไรกัน!"
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของผู้คนมากมาย เสิ่นซีจึงทำได้เพียงฝืนใจกระดกสุราลงคอไปหนึ่งจอก เซี่ยป๋อเหลียนเห็นดังนั้นก็รู้สึกปลื้มปีติยินดียิ่งนัก เขาลูบเคราพลางระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานลำพองใจ เสิ่นซีได้แต่ลอบคิดในใจ "พ่อตาเฒ่าผู้นี้ ชักจะติดลมกับบทบาทมากเกินไปหน่อยกระมัง"
เสิ่นซีในฐานะซิ่วไฉป้ายแดง หนำซ้ำยังเป็น "คนในครอบครัว" ของฮุ่ยเหนียงซึ่งรั้งตำแหน่งประธานสมาคมการค้า ย่อมนับว่าเป็นคนดังแห่งเมืองถิงโจวไปโดยปริยาย ในงานเลี้ยงของตระกูลเซี่ยจึงมีผู้คนมากมายผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามารินสุราคารวะเสิ่นซี เขามีทางเลือกไม่มากนัก จึงทำได้เพียงหันไปขอความช่วยเหลือจากเซี่ยป๋อเหลียนผู้เป็นพ่อตา เซี่ยป๋อเหลียนเห็นดังนั้นก็ออกตัวแทนว่า "บุตรเขยของข้ากำลังเตรียมตัวสอบระดับมณฑล ไม่อาจดื่มสุรามากได้ เช่นนั้นข้าขอดื่มแทนก็แล้วกัน"
มีคนเอ่ยยกยอขึ้นว่า "นายท่านเซี่ยช่างเอ็นดูบุตรเขยยิ่งนักนะขอรับ!"
เซี่ยป๋อเหลียนระเบิดเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะกระดกสุราลงคอจอกแล้วจอกเล่า
งานเลี้ยงดำเนินไปได้เพียงครึ่งทาง เสิ่นซีก็อาศัยข้ออ้าง "คออ่อนสู้สุราไม่ไหว" ขอปลีกตัวออกมาจากงานเลี้ยงแต่เนิ่น ๆ ตามกฎธรรมเนียมของการกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม เขาและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะต้องเดินทางกลับจวนตระกูลเสิ่นก่อนฟ้ามืด เสิ่นซีไม่ค่อยคุ้นเคยกับจวนตระกูลเซี่ยนัก เมื่อก้าวเข้ามาในลานเรือนชั้นในแล้วจึงเดินเตร็ดเตร่ไปมา หวังจะตามหาเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ให้พบ ทว่าจู่ ๆ เขาก็เหลือบไปเห็นบานประตูของห้องปีกตะวันตกแง้มเปิดอยู่เล็กน้อย และมีเสียงพูดคุยแว่วทะลุออกมาให้ได้ยิน
เสิ่นซีคาดเดาเอาว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์คงกำลังเก็บข้าวเก็บของอยู่ด้านใน จึงก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ ประจวบเหมาะกับที่ได้ยินเสียงของมารดาเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ดังแว่วมาพอดี "อันที่จริงคุณชายตระกูลเสิ่นผู้นี้ก็เพียบพร้อมไปด้วยความรู้และคุณธรรม ตั้งแต่แม่ได้เห็นเขาเป็นคราแรกแม่ก็รู้สึกถูกชะตายิ่งนัก อวิ้นเอ๋อร์ เจ้าจงทำให้การแต่งงานครั้งนี้กลายเป็นเรื่องจริงไปเลยจะไม่ดีกว่าหรือ ถึงอย่างไร... ร่างกายของเจ้าก็ถูกเขามองทะลุปรุโปร่งไปจนหมดสิ้นแล้ว..."
เสิ่นซีลอบคิดในใจ นี่คงมิใช่สำนวนที่ว่า 'แม่ยายมองบุตรเขย ยิ่งมองยิ่งถูกใจ' หรอกกระมัง? ตอนแรกที่เขาตามฮุ่ยเหนียงมาที่จวนตระกูลเซี่ย ตอนนั้นเขาก็เพิ่งจะอายุแปดเก้าขวบ ต่อให้ฮูหยินเซี่ยจะชื่นชมเขาเพียงใด ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมองเขาเป็นว่าที่บุตรเขยหรอกนะ
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่กำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่ ได้ยินดังนั้นก็อดขมวดคิ้วมิได้ "ท่านแม่ ท่านกำลังพูดเรื่องอันใดอยู่เจ้าคะ เสี่ยวหลางยังเป็นแค่เด็ก ข้ามองเขาเป็นน้องชายมาตลอด อีกอย่าง... ใครจะไปรู้ว่าตอนนั้นเขาจะบังเอิญ... โอ๊ย ช่างน่าอับอายขายหน้ายิ่งนัก ข้าไม่รู้จะพูดยังไงแล้วเจ้าค่ะ"
ฮูหยินเซี่ยหัวเราะ "หรือบางทีนี่อาจจะเป็นลิขิตสวรรค์ก็ได้นะ? เจ้ายี่สิบปีแล้วยังมิได้ออกเรือน ในใจแม่ไม่รู้ว่าร้อนรนแทนเจ้ามากเพียงใด เวลานี้กว่าเจ้าจะออกเรือนไปได้ช่างยากเย็น วันหน้า... แม่เกรงว่าเจ้าจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปจนแก่เฒ่าน่ะสิ บุตรเขยที่ดีอย่างคุณชายเสิ่น ต่อให้จุดโคมไฟตามหาก็ยังหายากเลยหนา"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กล่าว "ลูกเองก็รู้ว่าเขาดี ทว่าฮูหยินเสิ่นเพียงแค่เห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง เพื่อช่วยคลี่คลายวิกฤตให้ลูก ถึงได้ยอมอนุญาตให้ลูกแต่งเข้าประตูบ้านไป... ตระกูลของเขาเป็นถึงตระกูลซิ่วไฉอย่างผ่าเผย จะมาถูกตาต้องใจลูกได้อย่างไรกันเจ้าคะ"
ฮูหยินเซี่ยทอดถอนใจยาว เอ่ยว่า "ทางฝั่งตระกูลเสิ่นก็ยังมิได้เอ่ยถึงเรื่องหย่าขาดมิใช่หรือ? ในเมื่อคุณชายเสิ่นเติบโตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้ว เจ้าก็เป็นฝ่ายรุกเข้าหาเขาสักหน่อย พยายามหุงข้าวสารให้กลายเป็นข้าวสุก ทุกอย่างก็ย่อมเป็นไปตามครรลองมิใช่หรือ? หากเจ้าตั้งครรภ์ขึ้นมา..."
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ทั้งร้อนรนทั้งกระดากอาย "ท่านแม่ ท่านกำลังสอนอันใดให้ลูกกันแน่เจ้าคะ! ต่อให้ลูกจะต่ำต้อยไร้ค่าเพียงใด ก็ไม่อาจทำเรื่อง... พรรค์นั้นได้หรอกเจ้าค่ะ"
ฮูหยินเซี่ยเอ่ย "ลูกโง่เอ๋ย เวลานี้เจ้าอยู่ในวัยเถาหลี่แล้ว หากยังไม่รีบไขว่คว้าไว้ ก็จะกลายเป็นบุปผาร่วงโรยหลิวเหี่ยวเฉาไปจริง ๆ ทำไมถึงยังไม่รู้จักความเช่นนี้อีก? เวลานี้พวกเจ้าสองคนเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามจารีตประเพณี เจ้าเป็นภรรยา การจะใกล้ชิดสนิทสนมกับสามีตนเอง มันจะไปเป็นเรื่องต่ำต้อยไร้ค่าได้อย่างไรกัน!"
(เชิงอรรถผู้แปล: วัยเถาหลี่ (桃李年华) คำเรียกขานสตรีที่อายุยี่สิบปีบริบูรณ์ เปรียบประดุจดอกท้อและดอกหลี่ที่กำลังเบ่งบานงดงามเต็มที่)
ท้ายที่สุดเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็เก็บเสื้อผ้าจนเสร็จสรรพ นางผูกห่อผ้าให้แน่น ก่อนจะปั้นหน้าขื่นขมเอ่ยว่า "ไม่คุยกับท่านแม่แล้วเจ้าค่ะ ลูกจะไปดูพวกน้อง ๆ สักหน่อย ประเดี๋ยวก็ต้องไปแล้ว... เอ๊ะ!? เสี่ยวหลาง ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เดินมาถึงหน้าประตู ก็บังเอิญปะทะเข้ากับเสิ่นซีพอดิบพอดี เมื่อนึกขึ้นได้ว่าบทสนทนากับมารดาเมื่อครู่นี้อาจจะลอยเข้าหูเสิ่นซีไปแล้ว พวงแก้มของนางก็พลันแดงซ่านขึ้นมาทันที ไม่กล้าแม้แต่จะสบสายตากับเสิ่นซีตรง ๆ
ฮูหยินเซี่ยเดินตามออกมา คลี่ยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ย "คุณชายเสิ่นมารับอวิ้นเอ๋อร์กลับจวนแล้วหรือ"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้ยินมารดาเรียกขานกุยหมิงของนางตรง ๆ ประหนึ่งเกรงว่าเสิ่นซีจะไม่รู้เช่นนั้นแหละ นางจึงรีบเอ่ยแย้ง "ท่านแม่ ท่านพูดเหลวไหลอันใดกันเจ้าคะ"
(เชิงอรรถผู้แปล: กุยหมิง (闺名) ชื่อเดิมสมัยยังไม่ออกเรือน ถือเป็นความลับที่รู้เฉพาะคนในครอบครัวและสามีเท่านั้น)
ฮูหยินเซี่ยหาได้ใส่ใจไม่ "สามีเจ้ากำลังจะพาเจ้ากลับจวน แม่พูดเช่นนี้มันผิดตรงไหนกัน"
เสิ่นซีฝืนยิ้มขื่น ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้จะรับคำอย่างไรดี
เสิ่นซีพอมองออกแล้ว เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไม่ยอมออกเรือนก็เพื่อดูแลคนในครอบครัว ทว่าคนในครอบครัวตระกูลเซี่ยกลับรู้สึกละอายใจต่อนาง จึงอยากให้นางได้ออกเรือนไปอยู่กับครอบครัวดี ๆ เวลานี้แม้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กับเสิ่นซีจะเป็นเพียงการแสร้งแต่งงานบังหน้า อายุอานามของคนทั้งสองก็ห่างกันอยู่บ้าง ดูแล้วไม่ค่อยจะเหมาะสมกันเท่าใดนัก ทว่าโอกาสเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง โจวซื่อมักจะคอยดูแลเอาใจใส่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เป็นอย่างดี ซ้ำยังเป็นคนใจกว้าง หากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แต่งเข้าไป ก็ยังคงสามารถดูแลครอบครัวฝั่งตระกูลเซี่ยแห่งนี้ควบคู่ไปได้ นับว่าเป็นบ้านสามีที่ดีและหาได้ยากยิ่ง สองสามีภรรยาเซี่ยป๋อเหลียนย่อมต้องเคยปรึกษาหารือเรื่องนี้กันเป็นการส่วนตัวในช่วงหลายวันที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
กวาดสายตามองไปทั่วทั้งเมืองถิงโจว หากจะหาคนที่เหมาะสมจะเป็นบุตรเขยของพวกเขาได้มากกว่าเสิ่นซี ก็ยังมองไม่เห็นผู้ใดเลยจริง ๆ ปัญหาเดียวในตอนนี้คือบุตรีของพวกเขาดูจะไม่คู่ควรกับเสิ่นซี หนำซ้ำทางฝั่งตระกูลเสิ่นยังมองว่าเรื่องนี้เป็นเพียงการแต่งงานบังหน้า มิได้เตรียมใจจะรับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไว้ในประตูจวนอย่างถาวร ด้วยเหตุนี้ ฮูหยินเซี่ยจึงต้องมาเกลี้ยกล่อมแกม "ยุยง" บุตรีเช่นนี้
เสิ่นซีประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ท่านแม่ยาย บุตรเขยขอคารวะท่านขอรับ"
ฮูหยินเซี่ยจ้องมองเสิ่นซี รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งเบิกบานขึ้นไปอีก "บุตรเขยคนเก่งมากมารยาทไปแล้ว เฮ้อ ช่างยิ่งมองยิ่งถูกใจจริง ๆ หากอวิ้นเอ๋อร์สามารถเป็นสามีภรรยากับเจ้าไปได้ชั่วชีวิต คนเป็นแม่อย่างข้าก็คงวางใจแล้วล่ะ บุตรเขยเอ๋ย วันหน้าเจ้าต้องทะนุถนอมอวิ้นเอ๋อร์ให้มากหน่อยนะ"
"ท่านแม่!"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้สึกว่ามารดาของนางชื่นชอบ "บุตรเขย" อย่างเสิ่นซีจนเหนือคำบรรยายแล้ว ขืนพูดอันใดไปก็ไร้ประโยชน์ นางจึงทำได้เพียงรีบลากตัวเสิ่นซีเดินออกจากประตูเรือนไป โดยอ้างว่าจะไปดูพวกน้อง ๆ ทว่าอันที่จริงคือลากเสิ่นซีไปคุยในที่ลับตาคนต่างหาก
"เมื่อครู่นี้ไม่ว่าเจ้าจะได้ยินอันใด ก็จงทำเป็นไม่ได้ยินซะ ห้ามคิดฟุ้งซ่านเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่!" น้ำเสียงของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ในยามนี้แทบจะกลายเป็นการข่มขู่ไปแล้ว
เสิ่นซีแสร้งทำเป็นชะงักงัน "ข้าคิดสิ่งใดหรือ"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เอ่ยอย่างร้อนรน "เจ้าจะแกล้งโง่ทั้งที่รู้เต็มอกไปทำไม หากเจ้าไม่มีความคิดอกุศลฟุ้งซ่านพรรค์นั้นจริง ๆ เมื่อสองวันก่อนเจ้าจะ... สูญเสียหยวนชี่ไปหรือไง"
(เชิงอรรถผู้แปล: สูญเสียหยวนชี่ (丢元气) การสูญเสียพลังหยวนชี่ ในบริบทนี้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จงใจใช้คำเลี่ยงเพื่ออ้างอิงถึงอาการฝันเปียกของเสิ่นซี)
เสิ่นซีพลันร้องอ้อ "ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง ข้าเองก็ไม่ได้อยากให้เป็นเช่นนั้นเสียหน่อย มันเป็นเพียงปฏิกิริยาทางร่างกายตามปกตินี่นา... อีกอย่าง ต่อให้สูญเสียหยวนชี่แล้วมันจะทำไมหรือ"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ถึงกับจุกจนพูดไม่ออก เรื่องบางเรื่องนางก็ไม่มีทางอธิบายให้เสิ่นซีฟังได้กระจ่างชัด ทว่าเวลานี้มารดาของนางกลับคาดหวังอย่างยิ่งที่จะให้นางกับเสิ่นซีแต่งงานกันจริง ๆ เรื่องนี้ทำให้ภายในใจของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ถูกความรู้สึกอับอายและเดือดดาลปะปนกันไปหมด นางรู้สึกว่าชีวิตนี้คงไม่มีช่วงเวลาใดมืดมนไปกว่านี้อีกแล้ว
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กระทืบเท้าด้วยความโมโห ตัดสินใจไม่ยอมพูดคุยกับเสิ่นซีอีก ทว่าผ่านไปไม่นานเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็รู้ตัวว่านางคิดผิด นางหลงนึกว่าน้องชายและน้องสาวของตนนั้นใสซื่อน่ารัก คงไม่สร้างปัญหาชวนปวดหัวให้นางเป็นแน่ ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่า ประโยคแรกที่พวกน้อง ๆ เข้ามารุมล้อมถามนางก็คือ "ต่อไปพี่ใหญ่จะต้องคลอดเด็กทารกให้พี่เสิ่นซีแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ"
"ไปฟังผู้ใดพูดมา! คำพูดพรรค์นี้มิใช่สิ่งที่เด็ก ๆ ควรจะนำมาพูดเล่นนะ ช่วงนี้พี่ใหญ่จะยังไม่กลับมาเป็นการชั่วคราว ทว่าผ่านไปอีกสองสามวัน พี่ใหญ่ก็จะกลับมาดูแลพวกเจ้าเหมือนเมื่อก่อนเอง เสี่ยวฉง ดูแลน้อง ๆ ให้ดี เข้าใจหรือไม่"
เซี่ยฉง คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเซี่ยที่มีอายุมากกว่าเสิ่นซีหนึ่งปี ขานรับด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก "อ้อ"
แม้ว่าเซี่ยฉงจะอายุมากกว่าเสิ่นซี ทว่าก่อนหน้านี้ตอนที่ร่ำเรียนอยู่ในสถานศึกษา เขากลับเป็นหนึ่งใน "ลูกน้อง" ผู้ซื่อสัตย์ที่สุดของเสิ่นซี หลังจากที่เสิ่นซีออกจากสถานศึกษาไป เขาก็สืบทอดตำแหน่งของเสิ่นซี กลายเป็นลูกพี่ใหญ่ประจำสถานศึกษา พี่สาวของเขาเป็นถึงสหายรักของนายหญิงใหญ่แห่งสมาคมการค้า ผู้อื่นต่างก็พากันประจบสอพลอเขา หนำซ้ำเขายังมีพละกำลังมาก เวลาทะเลาะเบาะแว้งชกต่อยกับผู้อื่นจึงมักจะเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่เสมอ
สำหรับเรื่องที่เสิ่นซี ผู้เป็นวีรบุรุษขวัญใจอันดับหนึ่งในสถานศึกษา ได้กลายมาเป็น "พี่เขย" ของเขา เซี่ยฉงรู้สึกยินดีปรีดาอยู่ลึก ๆ ผนวกกับตอนนี้เขากำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นต่อต้าน จึงไม่อยากให้พี่สาวกลับมาที่บ้าน เพื่อคอยจู้จี้จุกจิกควบคุมเขาอีกต่อไป