- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 313 เติบโตผิดกาลเวลา
ตอนที่ 313 เติบโตผิดกาลเวลา
ตอนที่ 313 เติบโตผิดกาลเวลา
เมื่อก่อนเสิ่นซีก็มักจะนอนร่วมเตียงกับหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์สองแม่หนูน้อยอยู่บ่อยครั้ง เด็กหญิงทั้งสองต่างก็ผูกพันอาลัยอาวรณ์เขามาก ทว่าทั้งคู่ยังเป็นเพียงดอกไม้ตูมที่ยังไม่เบ่งบาน จะนำมาเทียบอันใดได้กับโฉมงามผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญา ผู้ผ่านการล้มลุกคลุกคลานและประสบการณ์ชีวิตมามากมาย ทว่ายังคงบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้รอยมลทินผู้นี้เล่า
เสิ่นซีสูดดมกลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพร ผ่านไปไม่นานเขาก็ผล็อยหลับไป
ในห้วงนิทรา เสิ่นซีคลับคล้ายคลับคลาว่าตนเองกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้ใช้ชีวิตคู่ขอเพียงได้เป็นนกยวนยางเคียงคู่ มิปรารถนาจะเป็นเซียนร่วมกัน ช่างเป็นชีวิตที่เงียบสงบและร่มเย็นเป็นประหลาด ทว่าในจังหวะนั้นเอง ส่วนลึกในกมลสันดานของเขาก็พลันเกิดระลอกคลื่นแห่งตัณหา เขาฝันเห็นตนเองกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้นกคู่รังบินเคียง ถึงขั้นเปลือยกายลงแช่ในน้ำพุร้อนกลางหุบเขา หยอกล้อหยอกเอินกันอย่างเริงร่า
(เชิงอรรถผู้แปล: นกคู่รังบินเคียง (双宿双栖) การครองรักอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข)
รอจนกระทั่งเสิ่นซีลืมตาตื่นขึ้นมา ท้องฟ้าเบื้องนอกก็เริ่มสว่างรำไรแล้ว เขายันกายลุกขึ้นนั่ง ขณะที่กำลังอ้าปากหาว จู่ ๆ ร่างกายก็พลันแข็งทื่อ เขาขมวดคิ้วมุ่น เอื้อมมือลงไปคลำตามสัญชาตญาณ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วนใจถึงขีดสุด... เรื่องเลวร้ายยิ่งนักดันเกิดขึ้นในค่ำคืนที่ผ่านมาเสียแล้ว!
เวลานี้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติเช่นกัน เมื่อนางคลำไปเจอความเปียกแฉะเหนียวเหนอะหนะบนเตียง สัญชาตญาณแรกของนางคือคิดว่าเสิ่นซีปัสสาวะรดที่นอน เพราะน้องชายและน้องสาวของนางก็มักจะทำเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง ทว่าเมื่อนางหยัดกายลุกขึ้นมาพิจารณาดูให้ชัดเจน นางที่สวมเพียงเอี๊ยมชั้นในสีขาวบริสุทธิ์ ก็เอาแต่จ้องมองเสิ่นซีด้วยสายตาที่แทบไม่อยากเชื่อ
เวลานี้เสิ่นซีหน้าแดงเถือกไปจนถึงใบหู สีหน้าของเขานอกเหนือจากความกระอักกระอ่วนใจแล้วก็คือความกระอักกระอ่วนใจ
"เสี่ยวหลาง เจ้า..."
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ทั้งอับอายทั้งเดือดดาล เดิมทีนางหมายจะวิ่งหนีเตลิดออกจากห้องไปเช่นนั้น ทว่าเมื่อถึงหน้าประตูถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าท่อนบนของตนสวมเพียงเอี๊ยมชั้นใน นางจึงรีบหันขวับกลับมาคว้าชุดแต่งงานเมื่อวานมาสวมทับอย่างลุกลี้ลุกลน แม้แต่ถุงเท้าก็ยังไม่ทันได้สวมใส่ ยัดเท้าลงรองเท้าได้ก็รีบวิ่งผลุนผลันหายออกไปจากประตูทันที
เสิ่นซียันกายลุกขึ้นยืน เขายังไม่ทันจะได้ปกปิดหลักฐานความผิด บานประตูก็ถูกโจวซื่อกระแทกเปิดออกดัง 'ปัง'
"ไอ้เด็กเหม็น ถอดกางเกงของเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้!" โจวซื่อพุ่งพรวดเข้ามา ยืนท้าวสะเอวอยู่ข้างเตียง พลางตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล
ฮุ่ยเหนียงเดินตามหลังเข้ามาติด ๆ เสิ่นซีปรายตามองแวบหนึ่ง ทว่ากลับไม่เห็นเงาของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ เสิ่นซีรีบหดตัวมุดกลับเข้าไปในผ้าห่ม มองโจวซื่อด้วยสีหน้าน่าสงสารพลางเอ่ย "ท่านแม่ ทำเช่นนี้คงไม่ค่อยดีมั้งขอรับ"
"ไอ้เด็กทึ่ม! เจ้าอย่าคิดว่าตัวเองโตเป็นหนุ่มแล้วนะ ข้าอุตส่าห์อดทนเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวเลี้ยงดูเจ้ามาจนโต บนตัวเจ้ามีซอกหลืบไหนบ้างที่ข้าไม่เคยเห็น!"
เสิ่นซีจำต้องถอดกางเกงออกภายใต้ผ้าห่มอย่างว่าง่าย จากนั้นก็ยื่นส่งให้ โจวซื่อคว้าหมับมาไว้ในมือ นางไม่แม้แต่จะหลบเลี่ยงสายตาผู้ใด ยื่นจมูกเข้าไปดมฟุดฟิดตรงนั้นโดยตรง ก่อนจะตวาดด่า "ไอ้เด็กเหม็น ไปแอบเรียนเรื่องพรรค์นี้มาจากที่ใดฮึ!"
ฮุ่ยเหนียงที่ยืนอยู่ข้างโจวซื่อ มองปราดเดียวก็เห็นคราบสีขาวเหนียวเหนอะหนะบนกางเกงตัวนั้น บนใบหน้าของนางก็พลันปรากฏแววกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาเล็กน้อย "พี่สาว เรื่องนี้จะไปโทษเสี่ยวหลางได้อย่างไรกัน เด็กผู้ชายก็ต้องมีวันโตเป็นหนุ่มด้วยกันทั้งนั้นแหละเจ้าค่ะ!"
"เขา..." โจวซื่อร้อนใจกำลังจะอ้าปากด่า ทว่าเมื่อลองตรึกตรองดูให้ดี ก็เห็นว่าเป็นความจริงดั่งที่ว่า หากลูกชายของนางไม่เคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้เลย นางอาจจะเป็นฝ่ายวิตกกังวลหนักยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
การเกิดเรื่องนี้ขึ้น ย่อมเป็นบทพิสูจน์แล้วว่าบัดนี้เสิ่นซีมีความสามารถที่จะมีหลานให้นางอุ้มได้แล้ว สีหน้าของนางเพิ่งจะสงบลงได้เพียงชั่วครู่ ก็พลันกลับมาฮึดฮัดขัดใจอีกครา "จะโตก็ไม่รู้จักเลือกเวลา ดันมาเป็นตอน... เฮ้อ ไอ้เด็กเหม็นเอ๊ย เจ้าทำเช่นนี้แล้ววันหน้าน้องสาวเซี่ยจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดเล่า!"
สิ่งที่ไม่สมควรที่สุดก็คือ เสิ่นซีดันมาเปลี่ยนสภาพจากเด็กน้อยกลายเป็นเด็กหนุ่มเต็มตัวในคืนเข้าหอจอมปลอมกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นี่สิ ต่อให้เขามีความสามารถทางร่างกายแล้ว ทว่าเนื้อแท้ของเขาก็ยังคงเป็นเด็กหนุ่มผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ เขาไม่ได้ทำเรื่องเลยเถิดอันใดกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เลยแม้แต่น้อย ทว่าของบางอย่างก็มิใช่ว่าพอไม่ได้ทำแล้วจะแสร้งทำเป็นไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้เสียหน่อย
ฮุ่ยเหนียงถลึงตาใส่เสิ่นซีแวบหนึ่ง คล้ายกำลังตำหนิเสิ่นซีที่ "ไม่รู้จักเลือกเวลา" เอาเสียเลย ก่อนจะหันไปเกลี้ยกล่อมโจวซื่อ "พวกเราอย่าเพิ่งรีบตำหนิเสี่ยวหลางเลยเจ้าค่ะ รีบไปพูดคุยกับน้องสาวเซี่ยก่อนเถิด วันหลังก็อย่าให้นางนอนร่วมห้องกับเสี่ยวหลางอีกก็สิ้นเรื่องแล้ว"
"ใช่ ๆ ๆ วันหลังก็ไม่ให้พวกเขานอนห้องเดียวกันแล้ว ข้าต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อของเขาด้วย... ลองคิดดูให้ดี อันที่จริงนี่ก็นับเป็นเรื่องมงคลนะ เฮอะ ๆ เจ้าเด็กนี่มีทั้งคุณวุฒิขุนนางติดตัว หนำซ้ำยังเติบโตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้ว ความปรารถนาของข้าสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งเชียวหนา" เมื่อครู่โจวซื่อยังเกรี้ยวโกรธอยู่เลย ทว่าเวลานี้กลับเบิกบานใจ บนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มกว้าง
ความปรารถนาของโจวซื่อ คือการได้เห็นเสิ่นซีเจริญก้าวหน้ามีอนาคตไกล และอีกเรื่องก็คือการสืบทอดทายาทให้แก่ตระกูลเสิ่น
เรื่องคุณวุฒิเสิ่นซีก็สอบได้มาแล้ว ส่วนตอนนี้ชั่วข้ามคืนก็เติบโตเป็นหนุ่ม แม้จะยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าจะสามารถสืบทอดทายาทได้จริง ๆ ทว่าอย่างน้อยเสิ่นซีก็มีพละกำลังในส่วนนั้นแล้ว นางก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าบุตรชายที่ฉลาดปราดเปรื่องของนางจะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ริบเอาความสามารถบางอย่างไป นี่เป็นเพียงเรื่องเพ้อเจ้อที่คนเป็นแม่มักจะชอบคิดฟุ้งซ่านและตีตนไปก่อนไข้ในยามปกติเท่านั้น
หลังจากเอ่ยจบ โจวซื่อก็หิ้วกางเกงของเสิ่นซีเดินออกจากห้องไปพร้อมกับฮุ่ยเหนียง เมื่อถึงหน้าประตูถึงได้ยินเสียงเสิ่นซีตะโกนตามหลังมา "ท่านแม่ ข้าไม่มีกางเกงใส่แล้วนะขอรับ"
โจวซื่อตวาดสวนกลับมา "ข้างในไม่ใส่กางเกงซับในสักวันมันไม่ตายหรอก!"
กลับเป็นฮุ่ยเหนียงที่คลี่ยิ้มบาง เอี้ยวตัวหันมาตอบว่า "เดี๋ยวข้าให้หนิงเอ๋อร์เอามาส่งให้เจ้านะ"
……
……
ข่าวเรื่องที่เสิ่นซี "เติบโตเป็นหนุ่ม" แล้วนั้น แพร่สะพัดไปในหมู่คนของทั้งสองครอบครัวอย่างรวดเร็ว
ยามที่หนิงเอ๋อร์เดินเข้ามาส่งเสื้อผ้าให้เสิ่นซี นางเอาแต่เม้มปากแอบหัวเราะคิกคัก ทว่าในดวงตาของนางกลับแฝงประกายประหลาดล้ำ ดูเหมือนว่านางยังไม่ละทิ้งความคิดที่จะทอดสะพานให้เจ้านายน้อยผู้นี้
เมื่อก่อนเขายังไม่สุกงอม ทว่าตอนนี้สามารถเด็ดดอมได้แล้ว…
รุ่งเช้าวันที่สองของการแต่งงาน เสิ่นซีจะต้องพาภรรยาป้ายแดงไปยกน้ำชาให้แก่บิดามารดา ทว่าตอนที่เสิ่นซีออกมาทานอาหารเช้ากลับไม่เห็นเงาของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ เมื่อเอ่ยถามลู่ซีเอ๋อร์ถึงได้รู้ว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แอบไปหลบหลั่งน้ำตาอยู่เพียงลำพังที่ห้องโถงด้านหลัง โดยมีฮุ่ยเหนียงคอยช่วยปลอบประโลมอยู่
เดิมทีเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แต่งให้เสิ่นซีเพราะถูกสถานการณ์บังคับ นางหลงนึกว่าแต่งเข้าประตูบ้านมาเพื่อทำส่งเดชขอไปทีสักระยะหนึ่ง แล้วนางก็จะได้รับอิสระกลับคืนมา ทว่ารุ่งเช้านางกลับต้องมาเห็นของ "สกปรก" พรรค์นั้น หนำซ้ำยังถูกเสิ่นซีมองเห็นแผ่นหลังของนางจนหมดเปลือกอีก ในใจของนางย่อมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก
โจวซื่อมิได้รั้งอยู่ที่จวนตระกูลลู่ นางต้องรีบกลับไปแจ้งข่าว "สำคัญ" นี้ให้เสิ่นหมิงจวินรับรู้ ขณะเดียวกันก็ต้องไปจัดเตรียมความพร้อม เพราะประเดี๋ยวเสิ่นซีจะต้องพาเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไปยกน้ำชาให้พวกเขาสองสามีภรรยาที่จวนตระกูลเสิ่น
ฮุ่ยเหนียงคอยปลอบประโลมอยู่ในห้องโถงด้านหลังอยู่นานค่อนวัน ตอนที่เดินออกมาบนใบหน้าก็เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
เสิ่นซีรีบก้าวเข้าไปเอ่ยถาม "พี่สาวเซี่ยเป็นอย่างไรบ้างขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงยื่นนิ้วชี้มาจิ้มหน้าผากเสิ่นซีเบา ๆ หนึ่งที "ไอ้เด็กบ้า ล้วนเป็นความผิดของเจ้านั่นแหละ!"
เสิ่นซีได้แต่ยกมือเกาหัว อึดอัดคับข้องใจยิ่งนัก!
เรื่องนี้จะมาโทษเขาได้จริงหรือ!
ข้าต้องทนทรมานมาตั้งหกเจ็ดปี ในที่สุดก็เติบโตจากเด็กกะโปโลกลายเป็นเด็กหนุ่มเต็มตัว มันง่ายนักหรือไร! ทว่าภายนอกเขากลับต้องแสร้งทำสีหน้ารู้สึกผิดและตำหนิตนเอง
เวลาเดียวกันโจวซื่อก็เดินทางกลับมา นางปรึกษาหารือกับฮุ่ยเหนียงครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น "ไม่อย่างนั้น วันนี้ก็ให้ไอ้เด็กทึ่มขียนหนังสือหย่าเลยดีหรือไม่"
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก็พยักหน้าเห็นด้วย ดูเหมือนว่าในเวลานี้มีเพียงการรีบสะสางเรื่องนี้ให้จบสิ้นโดยเร็วที่สุดเท่านั้น ถึงจะอธิบายต่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้
เสิ่นซีเอ่ยเตือน "ท่านแม่ พี่สาวเซี่ยเพิ่งจะแต่งให้ข้าเมื่อวาน หากวันนี้ข้าหย่าขาดจากนาง ผู้อื่นย่อมต้องคิดไปว่า เวลาเพียงแค่วันเดียวนางไม่มีทางกระทำผิดข้อห้ามเจ็ดประการจนถูกครอบครัวสามีขับไล่ออกจากบ้านได้หรอก เช่นนั้นหากมิใช่นางมีโรคแอบแฝง ก็คงเป็นเพราะ... นางไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง เช่นนี้วันหน้าพี่สาวเซี่ยจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดเล่าขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงตกใจสะดุ้ง หวาดหวั่นใจกับผลที่จะตามมายิ่งนัก "ตายจริง... เกือบจะทำผิดพลาดไปเสียแล้ว... เสี่ยวหลางกล่าวได้ถูกต้อง เรื่องนี้ยังต้องค่อย ๆ คิดอ่านวางแผนให้รัดกุม!"
โจวซื่อทอดถอนใจ เดินเข้ามากระตุกแขนเสิ่นซีหนึ่งที "ไป เข้าไปขอโทษน้าเซี่ยของเจ้าเดี๋ยวนี้"
เดิมทีเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็กระอักกระอ่วนใจอยู่แล้ว พอเห็นหน้าเสิ่นซี นางก็ยิ่งอับอายจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง ไม่เพียงแต่ใบหน้าจะแดงก่ำดั่งสีเลือด แม้กระทั่งลำคอและใบหูต่างก็แดงเถือกไปหมด นางทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
ฮุ่ยเหนียงเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้น "น้องสาวอย่าได้คิดมากไปเลย เสี่ยวหลางเองก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้หรอก"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั้นแตกฉานในวิชาแพทย์ นางย่อมรู้ดีว่านี่คือปรากฏการณ์ทางสรีรวิทยาตามธรรมชาติ "ข้า... ข้าก็รู้ว่าเรื่องนี้จะไปโทษเสี่ยวหลางก็ไม่ได้ เพียงแต่... เพียงแต่ว่า..."
โจวซื่อเอ่ยแทรก "จะมีอันใดเล่า หากน้องสาวรู้สึกตะขิดตะขวงใจจริง ๆ ก็สู้ติดตามเสี่ยวหลางจริง ๆ ไปเลยสิ มาเป็นลูกสะใภ้ของข้านี่แหละ... อย่างน้อยน้องสาวก็ดูสุขุมหนักแน่นกว่ายายหนูไต้เอ๋อร์ตั้งเยอะ"
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยตำหนิ "พี่สาว เวลาป่านนี้แล้วท่านยังจะพูดจาพรรค์นี้อีก จะให้น้องอวิ้นเอ๋อร์เอาหน้าไปไว้ที่ใดกัน"
โจวซื่อคลี่ยิ้มเบิกบาน "เช่นนั้นก็ไม่พูดแล้ว เรื่องนี้ขอเพียงคนในบ้านไม่ปริปากพูดออกไป คนนอกจะล่วงรู้ได้อย่างไรกัน น้องสาวเซี่ยวางใจลงได้ ทำตัวตามปกติเหมือนที่ผ่านมาก็พอแล้ว"
พูดน่ะมันง่าย ทว่าสำหรับสตรีแล้ว การแต่งงานถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต จะให้มองเป็นเรื่องล้อเล่นได้อย่างไรกัน! ต่อให้ในใจของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะรู้ดีว่างานแต่งนี้ถือเป็นจริงเป็นจังไม่ได้ ทว่าหลังจากที่ได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกับเสิ่นซีมาตลอดทั้งคืน หนำซ้ำยังได้ประจักษ์ถึงการ "เติบโต" ของเสิ่นซีด้วยตาตนเอง ย่อมทำให้นางรู้สึกขัดแย้งและว้าวุ่นในใจอย่างหนัก
ทว่ามีบางเรื่องที่อย่างไรก็ต้องเผชิญหน้า ไม่นานนักเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็จัดการอารมณ์ของตนเองได้ ภายใต้การนำทางของเสิ่นซีและโจวซื่อ พวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังลานเรือนตระกูลเสิ่น
รุ่งเช้าวันที่สองของการแต่งงาน การยกน้ำชาเคารพพ่อแม่สามีถือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีมงคลสมรสเช่นกัน
เพิ่งจะก้าวพ้นประตูจวนตระกูลลู่ออกมา ก็เห็นแม่สื่อเดินเข้ามาขอเงินมงคล อันที่จริงแม่สื่อเพียงมาตรวจสอบสถานการณ์เท่านั้น ในยุคสมัยนี้ หากพบว่าสตรีที่ออกเรือนไปมีโรคภัยแอบแฝงหรือมีเรื่องเสื่อมเสียคบชู้ ต่อให้ตบแต่งเข้าประตูบ้านไปแล้ว ฝ่ายชายก็ยังมีเหตุผลที่จะคืนเจ้าสาวได้ หนำซ้ำสตรีผู้นั้นยังอาจถูกจับตัวไปไต่สวนที่วัดหรือศาลบรรพชน เพื่อเค้นหา "ชายชู้" จากนั้นก็ต้องรับโทษโบยเฆี่ยน หรือรุนแรงถึงขั้นจับถ่วงน้ำในกรงหมู
ในภูมิภาคที่ผู้คนมีความคิดเปิดกว้าง เหตุการณ์เช่นนี้อาจจะไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนัก ทว่าเมืองถิงโจวเดิมทีก็ตั้งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างมณฑลฝูเจี้ยนและกว่างตง อันเป็นดินแดนของชาวฮากกา ขนบธรรมเนียมพื้นบ้านนั้นดุดันเกรี้ยวกราด ทั้งยังยึดติดธรรมเนียมเก่าแก่ การตั้งศาลเตี้ยจึงเกิดขึ้นไม่ขาดสาย ทางการเองก็ไม่อาจยื่นมือเข้ามาก้าวก่ายได้
เมื่อได้รับรู้ว่าตระกูลเสิ่นพึงพอใจกับงานแต่งครานี้เป็นอย่างมาก แม่สื่อก็เริ่มรู้สึกกังขาอยู่ในใจ นางแอบบ่นพึมพำกับตนเอง "แม่นางผู้นี้อายุตั้งยี่สิบปีแล้วยังไม่ออกเรือน จะไม่มีปัญหาอันใดซ่อนอยู่เลยเชียวหรือ หรือว่าใต้เท้าซิ่วไฉตัวน้อยแห่งตระกูลท่านจะยังเป็นแค่กาน้ำชาปากเล็ก ถึงได้ยังลองไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใดกันแน่"
(เชิงอรรถผู้แปล: กาน้ำชาปากเล็ก (小茶壶嘴) คำสแลงเชิงล้อเลียนในยุคโบราณ เปรียบเปรยถึงอวัยวะเพศของเด็กชายที่ยังไม่โตเต็มวัย หรือบุรุษที่ยังไร้เดียงสาในเรื่องกามารมณ์)
เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก้าวเข้าสู่ห้องโถงหลักในลานเรือนส่วนหน้าของตระกูลเสิ่น เสิ่นหมิงจวินและภรรยานั่งรออยู่ตรงนั้น ด้านหน้ามีเบาะรองเข่าจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์คุกเข่าลงโขกศีรษะคำนับ ก่อนจะรับถ้วยชาจากสาวใช้มาประคองยกขึ้นดื่มด่ำด้วยสองมือ
หลังจากสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินรับน้ำชาไปจิบแล้ว ลูกสะใภ้ผู้นี้ก็ถือว่าได้รับการยอมรับจากตระกูลเสิ่นอย่างเป็นทางการ
สีหน้าของเสิ่นหมิงจวินดูไม่ค่อยดีนัก อาจเป็นเพราะเมื่อคืนนอนไม่หลับ หรืออาจจะมีเรื่องหนักใจอื่นซุกซ่อนอยู่ ทว่าบนใบหน้าของโจวซื่อกลับประดับไปด้วยรอยยิ้มเบิกบานเจิดจ้า มิใช่เพราะลูกชายได้ตบแต่งลูกสะใภ้ที่ดีเลิศหรอก ทว่าเพราะบุตรชายของนางเติบโตเป็นหนุ่มแล้วต่างหาก
พิธียกน้ำชาเพิ่งจะเสร็จสิ้น ภายในลานเรือนก็พลันมีเสียงเอะอะโวยวายกระแนะกระแหนดังแว่วมา "แหม ๆ ๆ นี่มันเรื่องอันใดกันเนี่ย"
ผู้มาเยือนมิใช่ใครอื่น แต่คือหวังซื่อแห่งบ้านใหญ่ตระกูลเสิ่น ผู้ซึ่งไม่ได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงมงคลสมรสเมื่อวานนี้นั่นเอง
เมื่อหวังซื่อมาถึงหน้าประตู นางก็ก้าวฉับ ๆ เข้ามาโดยไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทาย ทำตัวราวกับกลับมาบ้านของตนเอง ครั้นเดินมาถึงหน้าประตูห้องโถงหลัก เห็นเสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กำลังคุกเข่ายกน้ำชา นางก็พลันแหกปากโวยวายขึ้นมาทันที
สีหน้าของโจวซื่อกลับดูเป็นธรรมชาติยิ่งนัก "อ้อ ที่แท้ก็พี่สะใภ้ใหญ่นี่เอง มีธุระอันใดหรือ"
เมื่อก่อนโจวซื่อมักจะเคารพนอบน้อมต่อหวังซื่อเป็นอย่างยิ่ง เพราะนางเคยต้องพึ่งพาอาศัย หมายใจว่าวันหน้าจะให้เสิ่นซีติดตามเสิ่นหมิงเหวินไปร่ำเรียนเบิกปัญญา ทว่าเมื่อเสิ่นซีได้ดีมีอนาคตไกล โจวซื่อก็ไม่ต้องคอยพึ่งพาจมูกผู้อื่นหายใจอีกต่อไป ท้ายที่สุดนางก็ได้แสดงท่าทีอันผ่าเผยสมกับเป็นนายหญิงของบ้านออกมาเสียที
หวังซื่อแค่นเสียงเย็นชา "แหม ที่แท้ก็คุณหนูเซี่ยนี่เอง เวลานี้คงต้องเรียกขานว่าฮูหยินเสิ่นแล้วสินะ จริงหรือไม่ น้องสะใภ้ เจ้านี่ช่างเก่งกาจเสียจริงนะ เอาเด็กเมื่อวานซืนวัยสิบสองปี ไปตบแต่งเอาคุณหนูผู้ใหญ่ที่งดงามดั่งบุปผาและหยกเช่นนี้เข้าบ้านมาได้ ไม่ทราบว่าท่านแม่ที่บ้านรู้เรื่องนี้หรือไม่เล่า"
เสิ่นหมิงจวินร้อนใจ หมายจะเอ่ยปากอธิบาย "พี่สะใภ้ใหญ่ เรื่องมันมิได้เป็นเช่นนั้น..."
โจวซื่อส่งยิ้มพลางเอ่ยขัดจังหวะสามี "ท่านแม่จะรู้เรื่องนี้หรือไม่ ไม่รบกวนพี่สะใภ้ต้องมาหนักใจแทนหรอก ข้าย่อมนำความไปชี้แจงต่อท่านแม่ด้วยตนเอง เมื่อวานพี่สะใภ้ใหญ่งานรัดตัวนัก ข้าจึงไม่มีเวลาไปเชิญท่านมาดื่มสุรามงคลด้วยกัน มิสู้ไถ่โทษด้วยการดื่มชดเชยเสียในวันนี้เลยดีหรือไม่"
หวังซื่อชักเสียงสูงขึ้นอีกแปดระดับ "ไม่จำเป็น! วันนี้ข้าตั้งใจมาเพื่อแจ้งให้เจ้าทราบ ว่าลูกชายของข้าสอบผ่านการสอบระดับเมืองแล้ว แม่ลูกพวกเราทั้งสามคนกำลังจะเดินทางกลับอำเภอหนิงฮว่า น้องสะใภ้ เจ้าก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีเถิด ว่าจะอธิบายให้ท่านแม่ฟังอย่างไร!"
น้ำเสียงของหวังซื่อแฝงไว้ด้วยความหยิ่งยโสโอหังอยู่หลายส่วน
นั่นเป็นเพราะในการประกาศผลการสอบระดับเมืองในวันนี้ เสิ่นหย่งจั๋วมีรายชื่อสอบผ่าน ซึ่งนั่นหมายความว่า หลังจากที่เสิ่นหย่งจั๋วเพียรพยายามสอบมาถึงสองรอบ ในที่สุดเขาก็สามารถสอบผ่านได้สำเร็จ และมีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบระดับท้องถิ่นเพื่อชิงคุณวุฒิซิ่วไฉในวันข้างหน้าแล้ว
คล้อยหลังหวังซื่อจากไป โจวซื่อก็เบ้ปากด้วยสีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์ "แค่สอบติดเป็นถงเซิงก็กล้ามาทำกร่างถึงเพียงนี้ ลูกชายข้าเป็นถึงใต้เท้าซิ่วไฉไปตั้งนานแล้ว รอให้เขาสอบติดเป็นจวี่เหรินกลับมาก่อนเถิด ข้าจะคอยดูซิว่าพวกเจ้าสองผัวเมียจะเอาอะไรมาโอ้อวดต่อหน้าข้าได้อีก!"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะปั้นหน้าอึดอัดกระอักกระอ่วนใจ
เดิมทีเรื่องวุ่นวายภายในตระกูลเสิ่นก็มิได้ข้องเกี่ยวอันใดกับนาง ทว่าบัดนี้นางได้กลายมาเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลเสิ่นแล้ว ดูเหมือนว่านางจำต้องร่วมหัวจมท้ายอยู่แนวรบเดียวกับโจวซื่อไปโดยปริยาย นางคาดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าพี่สาวผู้แสนดีที่คอยดูแลเอาใจใส่นางมาตลอด ยามที่ต้องปะทะฝีปากกับผู้คน กลับกลายเป็นสตรีที่ปากร้ายใจกล้าได้ถึงเพียงนี้