- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 312 เสี่ยวเติงเคอ
ตอนที่ 312 เสี่ยวเติงเคอ
ตอนที่ 312 เสี่ยวเติงเคอ
(เชิงอรรถผู้แปล: เสี่ยวเติงเคอ (小登科) หมายถึงการเข้าพิธีแต่งงาน โดยคนโบราณเปรียบเปรยว่าเป็นความปีติยินดีที่รองลงมาจาก 'ต้าเติงเคอ' (大登科) หรือการสอบประสบความสำเร็จในการสอบเคอจวี่ได้เป็น "จิ้นซื่อ" หรือที่คนโบราณเรียกว่า "มีชื่อบนป้ายทอง" )
พิธีกราบไหว้ฟ้าดินดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เดิมทีก็เป็นเพียงการแสร้งแต่งงานบังหน้าอยู่แล้ว สาเหตุที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนพิธีการให้ครบถ้วน ก็เพียงเพื่อตบตาแม่สื่อที่มาเป็นพยานเท่านั้น
เสิ่นหมิงจวินมิได้มาร่วมงาน เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงโขกศีรษะคำนับโจวซื่อเพียงผู้เดียว หลังจากทั้งสองคำนับซึ่งกันและกันแล้ว หนิงเอ๋อร์กับเสี่ยวอวี้ก็ช่วยกันประคองเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เข้าไปในห้องหอ ส่วนเสิ่นซีที่เป็นเจ้าบ่าว ตามธรรมเนียมแล้วควรจะต้องออกไปเดินรินสุราคารวะแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดี
แม้งานมงคลสมรสครานี้จะมิได้จัดอย่างเอิกเกริกใหญ่โต ทว่าเพื่อเป็นธรรมเนียมก็ยังมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนขึ้นที่ลานเรือนส่วนหน้าอยู่หลายโต๊ะ ฮุ่ยเหนียงจงใจไปเหมาโต๊ะอาหารจากหอสุราที่ถนนสายหน้า อาหารเลิศรสจึงถูกทยอยลำเลียงส่งเข้ามาประดุจสายน้ำ ตระกูลเสิ่นแทบจะไม่มีญาติพี่น้องในตัวเมืองถิงโจวเลย หรือต่อให้มี โจวซื่อก็มิคิดจะป่าวประกาศให้เป็นเรื่องใหญ่โต แขกเหรื่อที่ได้รับเชิญมาร่วมงานจึงมีเพียงเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงเท่านั้น
ฮุ่ยเหนียงกล่าวขึ้นว่า "เสี่ยวหลางยังอายุน้อยนัก เรื่องรินสุราคารวะก็ข้ามไปเถิดเจ้าค่ะ ด้านนอกมีซ่งเสี่ยวเฉิงคอยช่วยดูแลรับรองแขกอยู่แล้ว ให้เสี่ยวหลางเข้าห้องหอไปเลยเถิด"
แม่สื่อหัวเราะร่วน "ฮูหยินลู่ ทำเช่นนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะนะเจ้าคะ หากปล่อยให้เจ้าบ่าวตัวน้อยเข้าห้องหอไปตั้งแต่ยามนี้ ฟ้ายังไม่ทันมืด หนำซ้ำค่ำคืนยังยาวนาน จะไม่กลัวว่าเจ้าบ่าวตัวน้อยจะเหน็ดเหนื่อยจนล้มหมอนนอนเสื่อไปหรือเจ้าคะ"
การร่วมหอลงโรงจำต้องรอให้ตกค่ำเสียก่อน นี่เป็นกฎธรรมเนียมปฏิบัติ จุดประสงค์หลักก็เพื่อป้องกันมิให้ชายหญิงลุ่มหลงในกามารมณ์จนเกินพอดี
ฮุ่ยเหนียงปรายตามองโจวซื่อแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า "เช่นนั้นก็ให้เสี่ยวหลางไปทบทวนตำราที่ห้องหนังสือก่อนเถิด รอให้ฟ้ามืดแล้วค่อยเข้าห้องหอ พี่สาวก็พาท่านป้าเหมยไปดื่มสุราที่โถงด้านหลังก่อนเถิดเจ้าค่ะ"
โจวซื่อฉีกยิ้มรับ "ได้สิ ได้เลย..."
สุราขอบคุณแม่สื่อนั้นมิได้จัดรวมอยู่กับงานเลี้ยงด้านนอก ทว่าจงใจเปิดโต๊ะพิเศษขึ้นมาอีกหนึ่งโต๊ะที่ห้องรับแขกในลานเรือนชั้นที่สอง คนในครอบครัวก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน แต่ทว่านอกจากฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อแล้ว ก็มีเพียงสาวใช้ตัวน้อยสองสามคนที่ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วยเล็กน้อย เนื่องจากบนโต๊ะอาหารไม่มีบุรุษร่วมวง จึงไม่จำเป็นต้องยึดถือธรรมเนียมให้มากความนัก
ฮุ่ยเหนียงเดินไปส่งเสิ่นซีที่ห้องหนังสือด้วยตนเอง นางเกรงว่าหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์จะเข้ามาก่อกวน จึงจงใจปิดประตูลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา ด้วยเหตุนี้ "เจ้าบ่าว" อย่างเสิ่นซี จึงต้องมานั่งอ่านตำราเตรียมตัวสอบอยู่ในห้องหนังสือในวันมงคลสมรสของตนเอง
คล้อยถึงยามพลบค่ำ งานเลี้ยงที่ลานเรือนส่วนหน้าก็เลิกรา แม่สื่อเองก็กินดื่มจนอิ่มหนำสำราญใจ เมื่อมาถึงหน้าประตูห้องหนังสือ ฮุ่ยเหนียงก็ผลักประตูเปิดออก แม่สื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเมามาย "เจ้าบ่าวตัวน้อยช่างขยันขันแข็งยิ่งนัก ผ่านเสี่ยวเติงเคอแล้วก็ย่อมตามด้วยต้าเติงเคอ วันหน้าวาสนาบารมีรุ่งโรจน์ แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าทั้งสองก็ยังพลอยได้รับบรรดาศักดิ์ฮูหยินตราตั้งไปด้วย"
ฮุ่ยเหนียงเม้มปากยิ้มพลางกล่าว "ท่านป้าเหมยล้อเล่นแล้วเจ้าค่ะ นี่คือคุณชายของตระกูลเสิ่น หาได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับคนกาลกิณีเช่นข้าไม่"
แม่สื่อปรายตามองฮุ่ยเหนียงแวบหนึ่ง ลอบคิดกังขาอยู่ในใจ... ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วจะกระตือรือร้นออกหน้าแทนถึงเพียงนี้เชียว หรือขืนบอกว่าเจ้าไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับตระกูลเสิ่น ผู้ใดจะไปเชื่อ! วันนี้มีงานมงคลใหญ่โตปานนี้ ทว่าบุรุษตระกูลเสิ่นกลับไม่โผล่หัวมาให้เห็นแม้แต่เงา หรือเกรงว่าความสัมพันธ์ฉันชู้สาวจะแดงออกไป จึงไม่กล้าโผล่หน้ามากันแน่!
เดิมทีฮุ่ยเหนียงตั้งใจจะส่งแม่สื่อกลับไป ทว่าแม่สื่อก็มิใช่คนโง่เขลา นางดึงดันจะอยู่ต่อให้จงได้ หมายใจว่าประเดี๋ยวจะตามเข้าไปหยอกล้อบ่าวสาวในห้องหอ ไม่แน่อาจจะได้เงินรางวัลติดไม้ติดมือกลับไปอีกสักก้อน
ฮุ่ยเหนียงจนปัญญาจะทัดทาน เนื่องจากการแต่งงานหมายความว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ต้องย้ายชื่อเข้าทะเบียนราษฎรของตระกูลเสิ่นเป็นการชั่วคราว จำต้องอาศัยแม่สื่อเป็นพยานยืนยัน นางย่อมมิอาจล่วงเกินแม่สื่อผู้นี้ได้ จึงทำได้เพียงปล่อยให้แม่สื่อเป็นคนเดินไปส่งเจ้าบ่าวเข้าห้องหอด้วยตนเอง
ภายในห้องหอถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นมงคล เทียนแดงเล่มใหญ่ถูกจุดสว่างไสว เปล่งประกายไปทั่วทั้งห้อง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั่งรวบเข่าอยู่ริมเตียง สองมือบีบขยำผ้าเช็ดหน้าแพรไหมสีขาวบริสุทธิ์ไว้แน่น ท่าทางดูประหม่าและตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
แม่สื่อถือตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็ก โปรยพุทราแดง ถั่วลิสง อบเชย และเม็ดบัวที่อยู่ด้านในลงบนหัวเตียง ปากก็พร่ำเอ่ยถ้อยคำมงคลไม่ขาดสาย "ขอให้คลอดบุตรชายโดยเร็ว คลอดบุตรชายสืบสายเลือดไม่ขาดสาย..."
โจวซื่อรีบยื่นอั่งเปาซองแดงส่งให้ทันที เมื่อแม่สื่อเปิดดูด้านใน ก็พลันดีใจจนหุบปากไม่ลง ดูประหนึ่งว่าอายุเด็กลงไปสักสิบกว่าปีในพริบตา "เจ้าบ่าวตัวน้อยอย่ามัวแต่ยืนเหม่ออยู่เลย รีบเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวดูรูปโฉมนางเร็วเข้า"
แม่สื่อยื่นคันชั่งส่งให้เสิ่นซี
เสิ่นซีรับคันชั่งมาเลิกผ้าคลุมหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ขึ้น เผยให้เห็นใบหน้างดงามหมดจดที่แฝงแววเอียงอาย คิ้วโค้งเรียวโก่ง ดวงตากลมโตสุกใสจรัสประกาย จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากจิ้มลิ้มดุจผลอิงเถา ผนวกกับลำคอเรียวระหงดุจหงส์ขาว ภายใต้แสงเทียนวูบวาบ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แลดูงดงามสะพรั่งประดุจบุปผาแรกแย้ม ชวนให้ผู้คนรู้สึกทะนุถนอมหวงแหนยิ่งนัก
ยังไม่ทันที่เสิ่นซีจะวางคันชั่งลง แม่สื่อก็เอ่ยประจบประแจงด้วยรอยยิ้มอีกระลอก "สมดั่งใจปรารถนา สมดั่งใจปรารถนา..."
ฮุ่ยเหนียงเห็นเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ดูขัดเขินทำตัวไม่ถูก จึงรั้งแขนแม่สื่อเบา ๆ "ท่านป้าเหมย พวกเราออกไปกันก่อนเถิดเจ้าค่ะ ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็พอแล้ว"
แม่สื่อแย้งขึ้น "ธรรมเนียมในห้องหอยังมีอีกมากมายนักหนา ทั้งสุรามงคลคล้องแขน ซ้ำยังต้องให้ลูกสะใภ้ยกน้ำชาและล้างเท้าให้แม่สามีอีก..."
โจวซื่อหัวเราะร่วน "ลูกสะใภ้ของข้าเดินทางมาจากเมืองหลวง ไม่ต้องมีธรรมเนียมให้มากความหรอก วันนี้พอแค่นี้เถิด เวลาก็ล่วงเลยมาไม่เช้าแล้ว ท่านป้าเหมยสมควรจะกลับไปพักผ่อนได้แล้วล่ะ"
หลังจากฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อเชิญแม่สื่อออกจากห้องหอไป แล้วช่วยปิดประตูด้านนอกให้สนิท ภายในห้องก็เหลือเพียงเสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ สองสามีภรรยาที่เพิ่งเข้าพิธีแต่งงานหมาด ๆ
นี่นับเป็นการแต่งงานครั้งแรกในรอบสองชาติภพของเสิ่นซี เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ตามลำพัง เขาถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดดี เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะผุดลุกขึ้นไปจัดแจงปัดกวาดที่นอน
เสิ่นซีเอ่ยทำลายความเงียบ "พี่สาวเซี่ยไม่ได้กินอะไรมาทั้งบ่าย คงจะหิวแย่แล้วกระมัง"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์หันหลังให้เสิ่นซี เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ท่านหลงจู๊ให้เสี่ยวอวี้ยกของว่างมาให้ทานบ้างแล้ว ตอนนี้ยังไม่หิวหรอก"
เสิ่นซีลอบคร่ำครวญในใจ "ท่านไม่หิวแต่ข้าหิวนี่นา! วันนี้ข้าเป็นถึงเจ้าบ่าวเชียวหนา แต่กลับถูกลืมทิ้งไว้เบื้องหลังเสียสนิท ท่านเป็นเจ้าสาวยังมีคนห่วงใยคอยดูแล น่าเวทนาก็แต่ข้าที่ต้องมาทนท้องกิ่วอยู่ตอนนี้"
"พี่สาวเซี่ย พอจะมีอะไรให้กินบ้างหรือไม่ ข้ายังไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันเลย" เสิ่นซีเอ่ยพลางลูบหน้าท้องที่แฟบแบนของตน
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ปรายตามอง "ตรงนั้นมีขนมของว่างอยู่ เจ้าเอามากินรองท้องไปก่อนเถิด งานเลี้ยงวันนี้เหมาโต๊ะมาจากข้างนอกทั้งหมด ในครัวไม่ได้ก่อไฟ ป่านนี้คงไม่อาจเรียกหนิงเอ๋อร์กับคนอื่น ๆ มาเตรียมอาหารให้ได้แล้วล่ะ"
"อ้อ"
จู่ ๆ เสิ่นซีก็ตระหนักได้ว่า ตัวเขาในงานแต่งครานี้ช่างดูไร้ตัวตนและส่วนเกินยิ่งนัก เขาจึงนั่งลงที่โต๊ะกลมกลางห้องอย่างหงอยเหงา เพิ่งจะหยิบขนมเข้าปากไปได้สองคำ นึกอยากจะรินน้ำชาดื่มให้ชื่นใจ ทว่ากลับพบว่าป้านชานั้นว่างเปล่า เสิ่นซีจำต้องวางขนมลง การกินอิ่มแต่ไม่มีน้ำล้างคอ รสชาติของความกระหายน้ำนั้นช่างทรมานเสียยิ่งกว่าอะไรดี
ทางด้านเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จัดเตรียมที่นอนเสร็จสรรพ ก็หันกลับมาเอ่ยว่า "เสี่ยวหลาง พักผ่อนได้แล้วล่ะ"
เสิ่นซีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้ม "พี่สาวเซี่ย เวลานี้ท่านแต่งให้ข้าแล้ว ยังจะเรียกข้าว่าเสี่ยวหลางอยู่อีกเกรงว่าจะไม่เหมาะกระมัง ข้าไม่ได้หมายใจจะฉวยโอกาสเอาเปรียบท่านหรอกนะ เพียงแต่ช่วงสองสามวันนี้ยังต้องเดินเข้าออกให้คนเห็น หากเรียกขานกันไม่แนบเนียนก็อาจมีคนจับพิรุธเอาได้"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พยักหน้า ก้มศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา "ท่านพี่..."
เสิ่นซีลอบคิดในใจ คำว่า "ท่านพี่" คำนี้ ช่างหวานหยดย้อยเสียจริง!
เสิ่นซีเดินไปที่ข้างเตียง ถูเท้าทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน รองเท้าข้างหนึ่งก็หลุดออกจากเท้า กำลังจะเอื้อมมือไปถอดรองเท้าอีกข้าง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พลันขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยเตือนว่า "เสี่ยวหลาง นิสัยเช่นนี้ไม่ดีเลยนะ เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องทำตัวให้สมกับเป็นผู้ใหญ่สิ"
น้ำเสียงนั้นเจือแววสั่งสอนเสียจนลืมแม้กระทั่งเปลี่ยนสรรพนามเรียกขาน
นี่เป็นเพราะในบ้านของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มีน้องชายและน้องสาวอยู่หลายคน ทุกวันนางต้องทำตัวประหนึ่งผู้นำครอบครัว ไม่เพียงแต่ต้องวุ่นวายง่วนอยู่กับการดูแลร้านขายยา เมื่อกลับถึงจวนก็ยังต้องคอยอบรมสั่งสอนเหล่าน้อง ๆ อายุอานามของเสิ่นซีก็รุ่นราวคราวเดียวกับน้องชายและน้องสาวของนาง นางจึงเผลอวางตัวเป็น "พี่สาว" และปฏิบัติต่อเสิ่นซีในฐานะนั้นไปโดยปริยาย
"อ้อ"
เสิ่นซีทำได้เพียงขานรับด้วยความละอายใจ เขานั่งลงอย่างสำรวม แล้วเริ่มถอดรองเท้า
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จัดวางรองเท้าของเสิ่นซีให้เข้าที่ ขณะที่กำลังรู้สึกว่าตนหลงลืมสิ่งใดไป ประตูก็ถูกผลักเปิดออก หนิงเอ๋อร์ยกอ่างน้ำก้าวเข้ามา "คุณชายน้อย ฮูหยิน ถึงเวลาชำระล้างแล้วเจ้าค่ะ"
ทันทีที่เสิ่นซีเห็นหนิงเอ๋อร์ ก็ประดุจได้พบกับดาวช่วยชีวิต เขารีบเอ่ยทันที "พี่หนิงเอ๋อร์ รบกวนท่านช่วยชงชามาให้ข้าสักป้านเถิด แล้วก็ช่วยดูให้ทีว่าข้างนอกยังมีของกินอันใดเหลืออยู่บ้างหรือไม่... ทางนี้ข้ายังหิวอยู่เลย"
หนิงเอ๋อร์หัวเราะคิกคัก "คุณชายน้อย คืนเข้าหอยังจะมีกะจิตกะใจห่วงเรื่องกินอีกหรือเจ้าคะ" ทว่าพอถูกเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ปรายตามองดุ ๆ นางก็รีบวางอ่างน้ำลงอย่างว่าง่าย แล้วเดินออกไปชงชาและหาของกินด้วยตนเอง
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ยกอ่างน้ำมาวางไว้ที่ข้างเตียง ในจังหวะที่เสิ่นซีหลงนึกไปว่านางจะปรนนิบัติล้างเท้าให้เขาเหมือนที่ฮุ่ยเหนียงเคยทำ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับหยัดกายลุกขึ้นยืน "รีบล้างเสียสิ ล้างเสร็จแล้วจะได้รีบเข้านอน"
เสิ่นซีลอบบ่นอุบอิบอยู่ในใจ "มาเป็นภรรยาประสาอันใดช่างไม่รู้จักปรนนิบัติเอาใจใส่เสียเลย แม้แต่เท้าก็ไม่ยอมล้างให้สามี จะให้รีบเข้านอนอันใดกัน วันนี้ข้าต้องทนอึดอัดขัดใจมาทั้งวัน ข้าวปลาหรือก็ตกไม่ถึงท้อง แล้วจะให้ข่มตาหลับลงได้อย่างไร! ไม่ได้การล่ะ จะยอมปล่อยผ่านไปง่าย ๆ เช่นนี้ไม่ได้ ข้าต้องคิดหาทางฉวยโอกาสสักเล็กน้อยถึงจะคุ้มค่า... โชคดีที่เตียงนี้ไม่ได้ใหญ่โตนัก บางทีข้าอาจจะ..."
เมื่อคิดได้ดังนั้น มุมปากของเสิ่นซีก็ปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างได้ใจ
รอจนเสิ่นซีล้างเท้าเสร็จ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กำลังจะยกอ่างน้ำเดินออกจากห้อง ประจวบเหมาะกับที่โจวซื่อหอบผ้าห่มผืนหนึ่งก้าวเข้ามาพอดี โจวซื่อรีบเอ่ยทัก "น้องสาว นี่เจ้ากำลังทำอันใดกัน เจ้าเป็นเจ้าสาวนะ กลับไปนั่งรอเถิด ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง"
โจวซื่อเกรงว่าหากให้เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นอนห่มผ้าผืนเดียวกันคงจะดูไม่งามนัก จึงนำผ้าห่มมาเพิ่มให้อีกผืนเป็นการชั่วคราว ทว่านางกลับมองข้ามปัญหาสำคัญไปข้อหนึ่ง ในคืนวันเข้าหอ เพื่อเป็นการแสดงถึงความหมายของคำว่า "ร่วมเรียงเคียงหมอน" ในห้องหอจะมีการจัดเตรียมหมอนไว้เพียงใบเดียวเท่านั้น ดังนั้นต่อให้เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะนอนห่มผ้าคนละผืน แต่ก็ยังต้องหนุนหมอนใบเดียวกันอยู่ดี
เมื่อโจวซื่อย้ายอ่างน้ำเดินออกไปแล้ว เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็กลับมานั่งที่ขอบเตียง เวลานี้เสิ่นซีได้ปลดเปลื้องเสื้อคลุมตัวนอกออก และกำลังเตรียมตัวจะมุดตัวเข้าไปในผ้าห่ม
ทางฝั่งประตูถูกเปิดออกอีกครา คราวนี้เป็นหนิงเอ๋อร์ที่ยกถาดไม้ก้าวเข้ามา บนถาดไม้มีชามข้าวต้มและป้านชาตั้งอยู่ "คุณชายน้อย เวลานี้ไม่มีที่ใดให้หาของกินได้แล้วล่ะเจ้าค่ะ ท่านก็ถูไถกินรองท้องไปก่อนเถิดนะเจ้าคะ"
เสิ่นซีรับถาดมา เขายังไม่ทันได้แตะต้องข้าวต้ม ก็ยกป้านชาขึ้นกรอกน้ำชาลงคอไปหลายอึกดัง 'อึก ๆ' ก่อนจะยกมือขึ้นเช็ดปากแล้วเอ่ยว่า "ลำบากพี่หนิงเอ๋อร์แล้ว"
หนิงเอ๋อร์คลี่ยิ้มบาง ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ดูไม่สู้ดีนัก นางก็หดคอวูบ รีบวางป้านชากับชามข้าวต้มลงบนโต๊ะ หิ้วถาดไม้เปล่าหมุนตัวเดินออกจากห้องไปทันที
เมื่อบานประตูงับปิดลงอีกครา ภายในห้องหอแห่งนี้ก็กลายเป็นอาณาเขตส่วนตัวของเสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แต่เพียงผู้เดียว ตลอดทั้งคืนนี้จะไม่มีผู้ใดเข้ามารบกวนอีก
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งเพื่อปลดเปลื้องเครื่องประดับบนศีรษะออก ก่อนจะสวมชุดแต่งงานสีแดงสดเดินกลับมาที่ข้างเตียง ท่าทางยังคงดูลังเลใจ เสิ่นซีอดมิได้ที่จะเลิกผ้าห่มขึ้นพลางตบลงบนที่นอนเบา ๆ "น้องหญิง ที่นอนตรงนี้ข้านอนอุ่นจนได้ที่แล้ว พวกเรามานอนด้วยกันเถิด"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้สึกประหม่าเกร็ง นางเปิดผ้าห่มออก หมายจะทิ้งตัวลงนอนทั้งที่ยังสวมชุดแต่งงานเต็มยศ
เสิ่นซีเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "น้องหญิง เวลานอนท่านไม่ถอดเสื้อผ้าหรอกหรือ หากพรุ่งนี้เช้าท่านป้าเหมยแวะมาเยี่ยมเยียน แล้วเห็นท่านในสภาพเช่นนี้ เกรงว่าจะทำให้นางเกิดความสงสัยเอาได้นะขอรับ"
"เจ้านี่มันมีแผนการเจ้าเล่ห์เยอะนักนะ"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เอ็ดเสียงเขียว ก่อนจะยืดกายลุกขึ้นนั่งหลังตรง นางปลดผ้าคลุมไหล่ลายเมฆาออกเป็นลำดับแรก ตามด้วยเสื้อคลุมเป้ยจื่อ ในขณะที่นางกำลังปลดเปลื้องอาภรณ์อยู่นั้น เสิ่นซีก็ใช้มือเท้าคางจ้องมองนางตาไม่กะพริบ ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ถือเป็นภรรยาของตน แม้อีกสองวันจะต้องเขียนหนังสือหย่าให้ ทั้งไม่สามารถเชยชมให้หนำใจได้ แต่อย่างน้อยขอแค่ได้มองดูตาปริบ ๆ ให้ชุ่มชื่นหัวใจก็ยังดี
อากาศในเดือนสี่นั้นอบอุ่นกำลังดี เสิ่นซีเฝ้าหวังว่าภายใต้ผ้าห่มผืนนั้น เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะสวมเพียงเอี๊ยมชั้นในและกางเกงซับในเท่านั้น หากเป็นเช่นนั้น คืนเข้าหอของพวกเขาทั้งสองก็คงจะมีกลิ่นอายอันแสนหวานชื่นเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย
น่าเสียดายที่เมื่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ปลดเปลื้องชุดแต่งงานสีแดงสดออกจนหมด ด้านในกลับปรากฏเป็นชุดเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อที่มีรอยปะชุนอยู่ เสิ่นซีชะงักงันไปชั่วครู่ ทว่าวินาทีต่อมาก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ
เสื้อผ้าเก่าซอมซ่อตัวนี้ ในพิธีแต่งงานของชาวฮากกานั้นมีที่มาที่ไป มันถูกขนานนามว่า "เสื้อนำวิญญาณ" ซึ่งจำเป็นต้องเป็นเสื้อผ้าที่เก่าที่สุดในบ้าน แฝงนัยยะว่าไม่ลืมเลือนความยากลำบาก และเมื่อแต่งเข้าบ้านสามีไปแล้วก็ต้องยึดมั่นในหลักสามเชื่อฟัง สี่คุณธรรมอย่างเคร่งครัด
(เชิงอรรถผู้แปล: ชาวฮากกา (客家人) ชาวจีนแคะ กลุ่มชาวจีนในแถบฝูเจี้ยน)
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์หมายจะปลดเปลื้องเสื้อผ้าเก่าตัวนั้นออก ทว่าเมื่อนางแหวกสาบเสื้อด้านหน้าออก ก็พลันตระหนักได้ว่าไม่เหมาะสมนัก เพราะหากนางปลดเปลื้องเข้าไปลึกกว่านี้ ก็จะเหลือเพียงเอี๊ยมชั้นในและกางเกงซับในแล้ว
"เหตุใดจึงไม่ถอดต่อเล่า" เสิ่นซีเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
"เจ้านี่มันวุ่นวายเสียจริง หันหลังกลับไปเลยนะ แล้วก็รีบนอนซะ"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้ดีแก่ใจว่า หากรุ่งเช้าแม่สื่อมาขอตรวจสอบ "ร่องรอยผลงาน" ในคืนเข้าหอจริง ๆ แล้วพบว่านางยังสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อตัวนี้อยู่ แม่สื่อย่อมต้องมองออกอย่างทะลุปรุโปร่งว่านี่คือการแต่งงานจอมปลอม
ทว่านางก็ไม่อาจทนหน้าบางปลดเปลื้องอาภรณ์ต่อหน้าเสิ่นซีภายใต้แสงเทียนแดงที่สว่างไสวได้ นางจึงเอ็ดเสิ่นซีไปหนึ่งประโยค บังคับให้เขาหันหลังไป จากนั้นนางถึงได้หยัดกายลุกขึ้นไปเป่าเทียนจนดับสนิท เมื่อกลับมาที่เตียงก็รีบปลดเสื้อเก่าตัวนั้นออก ด้วยความขัดเขินประดังกับความหนาวเหน็บที่พัดโชยมาแผ่วเบา นางจึงรีบซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มอย่างรวดเร็ว
ในจังหวะนั้นเอง เสิ่นซีก็พลิกตัวกลับมาอย่างกะทันหัน เนื่องจากทั้งสองหนุนนอนบนหมอนใบเดียวกัน ศีรษะของคนทั้งคู่จึงห่างกันเพียงแค่ระยะห่างของลมหายใจเท่านั้น
"น้องหญิง ท่านหนาวหรือไม่ มิสู้พวกเรามาห่มผ้าผืนเดียวกันดีหรือไม่" เสิ่นซีเอ่ยยิ้ม ๆ
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ปั้นหน้าขรึม "หันกลับไปเลยนะ ไม่อนุญาตให้มอง หากเจ้ายังขืนมองอีกล่ะก็..."
ทันใดนั้นนางก็พลันนึกขึ้นได้ว่า การข่มขู่เสิ่นซีย่อมไม่เป็นผลอันใด นางจึงตัดสินใจพลิกตัวตะแคงข้าง หันหลังศีรษะให้เสิ่นซีเสียเลย การกระทำเช่นนี้กลับทำให้เสิ่นซีได้กลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรที่โชยมาจากเรือนผมของนางอย่างเจือจาง
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั้นแตกฉานในศาสตร์แห่งการบำรุงรักษาสุขภาพเป็นอย่างดี แม้แต่การสระผม นางก็มิได้ใช้เพียงฝักสบู่ทั่วไป ทว่ายังผสมสมุนไพรที่ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะลงไปด้วย