เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 311 ข้ามิใช่มูลโค ข้าคือดอกไม้งามต่างหาก

ตอนที่ 311 ข้ามิใช่มูลโค ข้าคือดอกไม้งามต่างหาก

ตอนที่ 311 ข้ามิใช่มูลโค ข้าคือดอกไม้งามต่างหาก


ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงอย่างเสิ่นซี กลับมิได้รับการสอบถามความสมัครใจใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วเขาก็ต้อง "ถูกจับแต่งงาน" ไปอย่างงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก

เงื่อนไขที่ผลักดันให้เกิดการแต่งงานครั้งนี้ค่อนข้างซับซ้อน เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อายุถึงเกณฑ์ออกเรือน จึงต้องอาศัยการแต่งงานจอมปลอมเพื่อหลบเลี่ยงการถูกทางการบังคับจับคู่ ส่วนโจวซื่อ นอกจากจะอยากช่วยเหลือสหายรักให้พ้นวิกฤตแล้ว นางยังต้องการสถาปนา "อำนาจเด็ดขาด" เหนือเรื่องการออกเรือนของเสิ่นซีอีกด้วย งานแต่งของลูกชายข้า ข้าย่อมเป็นคนตัดสินใจ ข้าจะให้ลูกชายแต่งเข้าแล้วค่อยหย่าขาด ดูซิว่าฮูหยินเฒ่าอย่างท่านจะยังกล้าก้าวก่ายจัดแจงเรื่องคู่ครองให้ลูกชายข้าอยู่อีกหรือไม่

ทางด้านฮุ่ยเหนียงก็คงมีเหตุผลในใจของนางเช่นกัน เสิ่นซีลอบถอนหายใจ เขารู้สึกมาตลอดว่าฮุ่ยเหนียงพยายามหลบหน้าเขาไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม หรือบางทีนางอาจจะอาศัยงานแต่งครั้งนี้เพื่อเตือนสติตนเอง มิให้เผลอไผลคิดอกุศลเกินเลยไปมากกว่านี้

ด้วยเหตุฉะนี้ เสิ่นซียังไม่ทันจะสอบติดจวี่เหริน ก็ต้องเตรียมตัวต้อนรับฮูหยินคนใหม่เข้าประตูบ้านเสียแล้ว

ท่าทีของโจวซื่อคือต้องจัดการให้เร็วที่สุด ห้ามให้ฮูหยินเฒ่าที่อำเภอหนิงฮว่าล่วงรู้เรื่องนี้เด็ดขาด มิเช่นนั้นฮูหยินเฒ่าต้องเข้ามาขัดขวางเป็นแน่ ขอเพียงเสิ่นซีเคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว วันหน้าหากคุณหนูจากตระกูลใหญ่คิดจะแต่งเข้ามาก็ย่อมต้องมีเรื่องให้ตะขิดตะขวงใจ อันที่จริงนี่ก็นับว่าโจวซื่อกำลังปูทางให้หลินไต้ได้ตบแต่งเข้ามาอย่างแยบยลนั่นเอง

คราแรกโจวซื่อยังกังวลว่าสามีจะไม่ยินยอม ผู้ใดจะคาดคิดว่าในเรื่องนี้ เสิ่นหมิงจวินกลับยืนอยู่ฝั่งเดียวกับนางอย่างผิดคาด หนำซ้ำยังเสนอตัวช่วยปิดบังฮูหยินเฒ่าที่หนิงฮว่าอีกด้วย ทำให้โจวซื่อดีใจจนออกนอกหน้า ในที่สุดสามีของนางก็มิใช่แค่ลูกแหง่ของแม่เขาอีกต่อไป เริ่มรู้จักนึกถึงภรรยาและลูกแล้ว เช่นนี้วันหน้าข้าต้องตอบแทนท่านพี่ให้ดี... น่าเสียดายที่โจวซื่อหารู้ไม่ว่า การที่เสิ่นหมิงจวินตกปากรับคำอย่างง่ายดายปานนี้ เป็นเพราะเขารู้สึกห่วงหาอาทรเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มากจนไม่อยากให้นางคลาดสายตาไปไหนต่างหาก

หลังจากฮุ่ยเหนียงพาเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับไปที่จวนตระกูลเซี่ยรอบหนึ่ง เรื่องที่เสิ่นซีจะตบแต่งเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็เข้าสู่ขั้นตอนหนังสือสามฉบับ ของหมั้นหกอย่างอย่างเป็นทางการ

(เชิงอรรถผู้แปล: หนังสือสามฉบับ ของหมั้นหกอย่าง (三书六聘 / 三书六礼) ขั้นตอนแต่งงานแบบเต็มพิธีตามจารีตโบราณ)

ส่วนเรื่องที่ว่าวันนั้นฮุ่ยเหนียงพาเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไปพูดคุยอันใดที่จวนตระกูลเซี่ยบ้างนั้น เสิ่นซีย่อมไม่มีทางรู้ได้ เขารู้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น นั่นคืองานแต่งกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เป็นเพียงการทำตามพิธีการบังหน้า ผ่านไปไม่กี่วัน เขาก็ต้องเขียนหนังสือหย่าขาดจากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ วันหน้าเขาก็ยังคงนับถือเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เป็น "ท่านน้าเซี่ย" และปากก็ยังเรียกขานว่า "พี่สาวเซี่ย" ต่อไปเช่นเดิม

หมอหญิงเทวดาผู้มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งเมืองถิงโจวกำลังจะออกเรือน หนำซ้ำยังเป็นฮูหยินลู่ผู้กุมอำนาจในสมาคมการค้าเป็นผู้จัดการเรื่องราวให้ด้วยตนเอง บรรดาแม่สื่อในตัวเมืองต่างก็แห่แหนกันมาจนแทบจะเหยียบธรณีประตูสูงเกินเอื้อมของตระกูลลู่จนพังทลาย ต่างพากันสอดรู้สอดเห็นว่าคุณชายผู้มีวาสนาคนใดกัน ที่สามารถตบแต่งคุณหนูจากตระกูลผู้ดีเช่นนี้เข้าประตูบ้านได้

ทว่าเมื่อได้ล่วงรู้ว่าผู้ที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะแต่งให้คือเสิ่นซี ท่าทีของบรรดาแม่สื่อก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างรวดเร็วยิ่งนัก "ดอกไม้สดปักบนกองมูลโคแท้ ๆ" ในสายตาของพวกนาง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มิใช่ดอกไม้งามดอกนั้น และเสิ่นซีก็มิใช่กองมูลโคเช่นกัน

(เชิงอรรถผู้แปล: ดอกไม้สดปักบนกองมูลโค (鲜花插在牛粪上) ปกติใช้เปรียบเทียบหญิงงามได้สามีไร้ความสามารถ แต่ในบริบทนี้แม่สื่อมองกลับกันว่าเสิ่นซีคือดอกไม้ และเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์คือมูลโค)

"นี่ข้าขอบอกฮูหยินเสิ่นตามตรงนะเจ้าคะ คุณชายบ้านท่านมีอนาคตยาวไกล เวลานี้ก็เป็นถึงใต้เท้าซิ่วไฉ วันหน้ายังต้องได้เป็นใต้เท้าจวี่เหริน เป็นใต้เท้าจิ้นซื่ออย่างแน่นอน เหตุใดจึงต้องไปตบแต่งคุณหนูเซี่ยด้วยเล่าเจ้าคะ พวกเราที่นี่มีคุณหนูตระกูลผู้ดีให้ท่านเลือกสรรมากมาย แต่ละนางล้วนงดงามหยดย้อย ผิวพรรณหรือก็ผุดผ่องมีน้ำมีนวล สินสอดทองหมั้นหรือก็มากมายก่ายกอง หากเวลานี้ท่านอยากจะรับสะใภ้เข้าบ้าน ปีหน้าอยากจะอุ้มหลานก็มิใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ ขอเพียงร่างกายคุณชายของท่านแข็งแรงไร้ปัญหา คุณหนูพวกนั้นย่อมเสกเด็กออกมาให้ท่านได้แน่..."

เมื่อได้ยินถ้อยคำพรรค์นี้ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ด้านข้างก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก นางเองก็รู้ตัวดีว่าเรื่องนี้ออกจะดูเหมือน "วัวแก่กินหญ้าอ่อน" ไปสักหน่อย ให้นางแต่งกับบุรุษที่อายุน้อยกว่าไม่กี่ปีก็ยังพอทำใจได้ ทว่าคนที่นางต้องแต่งด้วยกลับเป็นเด็กชายวัยสิบสองปีอย่างเสิ่นซี ช่องว่างระหว่างวัยของทั้งสองฝ่ายนั้นช่างห่างไกลกันเหลือเกิน

ที่สำคัญที่สุดก็คือ เสิ่นซีสอบติดซิ่วไฉตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปี เป็นเด็กอัจฉริยะที่ชาวเมืองถิงโจวต่างก็ยอมรับ เด็กหนุ่มเช่นนี้ย่อมเป็นดั่ง "ไข่ทองคำ" ในสายตาของแวดวงแม่สื่อประจำเมือง ทว่าไข่ทองคำฟองนี้กลับกำลังจะหล่นลงไปใน "บ่อเกรอะ" เสียแล้ว

โจวซื่อก็ไม่อาจป่าวประกาศออกไปได้ว่านี่คือการแต่งงานจอมปลอม จึงทำได้เพียงฉีกยิ้มเอ่ยปฏิเสธอย่างประนีประนอม "คุณหนูเซี่ยรู้หนังสือเข้าใจจารีต อีกทั้งยังเคยเป็นสตรีพี่น้องกับข้ามาก่อน ให้นางแต่งเข้าประตูบ้านมา ข้าย่อมวางใจเจ้าค่ะ"

เหล่าแม่สื่อพยายามเกลี้ยกล่อมจนปากเปียกปากแฉะก็ไม่เป็นผล จึงรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก ทว่าแน่นอนว่าพวกนางก็ยังคงพยายามยื้อแย่งหน้าที่นี้กันต่อไป การที่เสิ่นซีแต่งงานกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ แม้ดูเผิน ๆ จะเป็นเรื่องของคนสองครอบครัว ทว่าก็ยังจำเป็นต้องมีแม่สื่อมาเป็นตัวกลางคอยชักนำ มิเช่นนั้นงานแต่งอาจจะมีข้อบกพร่องผิดจารีตได้ โจวซื่อเลือกแม่สื่อที่ดูท่าทางเหมาะสมมาคนหนึ่ง แล้วให้แม่สื่อผู้นั้นทำทีเป็นเดินทางไปสู่ขอที่จวนตระกูลเซี่ยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

เมื่อแม่สื่อจากไปแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็เอ่ยปลอบใจเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ "น้องสาว เจ้าอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย สตรีที่วัน ๆ เอาแต่เดินเตร็ดเตร่ตามตรอกซอกซอยพวกนี้ ล้วนแต่เป็นพวกหญิงปากหอยปากปู ชอบยุแหย่ให้แตกแยก และมักจะหาความสุขจากการเหยียบย่ำผู้อื่น"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์คลี่ยิ้ม "พี่สาวกล่าวหนักเกินไปแล้วเจ้าค่ะ อันที่จริงน้องเองก็รู้ตัวดี ว่ามิคู่ควรกับเสี่ยวหลางหรอก"

โจวซื่อแค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ "อย่าไปเห็นว่าเขาเป็นพวกตัวเล็กแต่ความคิดโตเชียวหนา อันที่จริงในตัวเขามีข้อเสียอยู่เป็นกระบุง เป็นเขาต่างหากเล่าที่ไม่อาจเอื้อมเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้"

(เชิงอรรถผู้แปล: ตัวเล็กแต่ความคิดโต (人小鬼大) เด็กอายุน้อยแต่มีความคิด ความฉลาด หรือเล่ห์เหลี่ยมเกินวัย)

ในขณะที่โจวซื่อกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กำลังถกเถียงกันอยู่ว่าผู้ใดมิคู่ควรกับผู้ใดอยู่นั้น ตัวเอกของงานอย่างเสิ่นซี กลับกำลังถูกสองเด็กหญิงน้อยคอยตามตื๊อพัวพัน เด็กหญิงทั้งสองต่างก็กำลังตั้งข้อหาซักไซ้เขาว่าเหตุใดจึงกลายเป็นคน "เนรคุณไร้หัวใจ" เช่นนี้

"พี่เสิ่นซี ท่านบอกว่าจะแต่งกับพี่ไต้เอ๋อร์มิใช่หรือเจ้าคะ แล้วทำไมตอนนี้ถึงจะไปแต่งกับน้าเซี่ยแล้วเล่า แล้ววันหน้าผู้ใดถึงจะได้เป็นภรรยาของท่านกันแน่"

ลู่ซีเอ๋อร์กำลังสับสนงุนงง ศัตรูหัวใจในจินตนาการของนางก่อนหน้านี้มีเพียงหลินไต้มาโดยตลอด ทว่าบัดนี้ไม่รู้เหตุใด ผู้อาวุโสที่นางทำได้เพียงแหงนหน้ามองมาตลอด กลับกลายมาเป็นผู้แย่งชิงพี่เสิ่นซีสุดที่รักไปจากนางเสียได้ หากต้องแย่งชิงกับหลินไต้ นางก็ยังพอจะมีความกล้าอยู่บ้าง ทว่าหากต้องไปงัดข้อแย่งชิงกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ นางรู้สึกว่าพวกตนนั้นไม่ได้อยู่ในระดับน้ำหนักเดียวกันเลย

ทางฝั่งลู่ซีเอ๋อร์ยังมีกะจิตกะใจจะเอ่ยถาม ทว่าทางฝั่งหลินไต้มัวแต่ปาดน้ำตาแปรสภาพเป็นสาวน้อยขี้สลดไปเสียแล้ว

"มิใช่จะแต่งกันจริง ๆ เสียหน่อย ก็แค่แสร้งทำเป็น... เล่นหม้อข้าวหม้อแกง พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ ก็คือแค่ทำทีเป็นจัดขบวนเกี้ยวรับเจ้าสาวเข้ามาบังหน้า ทว่าอันที่จริงแล้วไม่ได้เกิดเรื่องอันใดขึ้นเลย วันหน้าพี่สาวเซี่ยผู้นี้ก็ยังคงเป็นท่านน้าเซี่ยของพวกเจ้าอยู่ดี"

ลู่ซีเอ๋อร์พยักหน้าหงึกหงักราวกับจะเข้าใจก็ไม่เข้าใจดีนัก คำพูดพรรค์นี้ของเสิ่นซี หากจะหลอกเด็กอย่างนางก็นับว่าง่ายดายยิ่งนัก ทว่าหลินไต้โตเป็นสาวที่เริ่มรู้ความแล้ว นางจึงสะอื้นไห้เสียงแผ่ว "ไม่ใช่นะ พวกท่านจะแต่งงานกัน ก็ต้องร่วมหอลงโรง ถึงเวลานั้นน้าเซี่ยก็จะคลอดลูกให้ท่าน วันหน้าต่อให้ท่านแต่งงานอีกรอบ คนที่ตบแต่งเข้ามาก็เป็นได้แค่อนุภรรยาแล้ว... ฮือ ๆ..."

ลู่ซีเอ๋อร์เบิกตากว้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น "อนุภรรยาคืออันใดหรือเจ้าคะ"

ในขณะที่เสิ่นซีกำลังอับจนหนทางไม่รู้จะอธิบายเช่นไรดี การปรากฏตัวของโจวซื่อก็นับว่าช่วยกู้สถานการณ์ให้เสิ่นซีได้อย่างพอดิบพอดี

ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเข้ามา โจวซื่อก็ตวาดลั่น "ไอ้เด็กทึ่มต้องอ่านตำรา พวกเจ้าสองคนมามัวป้วนเปี้ยนรบกวนอันใดเขาอยู่ตรงนี้! รีบออกไปเร็วเข้า ช่วงสองสามวันนี้ไม่อนุญาตให้วิ่งซุกซนไปทั่ว เข้าใจหรือไม่!"

ลู่ซีเอ๋อร์ส่งเสียง "อ้อ" รับคำ ก่อนจะจูงมือหลินไต้เดินออกไป... นางยังคงเชื่อมั่นในคำพูดของเสิ่นซีอย่างเต็มเปี่ยม ในเมื่อเสิ่นซีบอกว่านี่คือการเล่นหม้อข้าวหม้อแกง นางก็พร้อมจะเชื่ออย่างไม่มีเงื่อนไข นางลอบคิดในใจ ข้าเองก็เคยเล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับพี่เสิ่นซี ในตอนนั้นข้ายังเคยรับบทเป็นภรรยาตัวน้อยของพี่เสิ่นซีด้วยซ้ำไป!

ขอเพียงเรื่องนี้มิใช่เรื่องจริง ลู่ซีเอ๋อร์ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก มีเพียงหลินไต้ที่ขอบตายังคงแดงก่ำ ต่อให้ถูกโจวซื่อตวาดไล่จนไม่กล้าส่งเสียง ทว่าหยาดน้ำตาของนางกลับรินไหลไม่ยอมหยุดเสียที

โจวซื่อเดินเข้ามาหาเสิ่นซีพลางเอ่ย "ไอ้เด็กทึ่ม ข้าปรึกษาหารือกับน้าซุนและน้าเซี่ยของเจ้าเรียบร้อยแล้ว งานแต่งจะจัดขึ้นในอีกสี่วันให้หลัง เวลาจำเป็นต้องเลื่อนเข้ามาให้เร็วที่สุด ถึงตอนนั้นเจ้ากับน้าเซี่ยก็แค่เดินมาโขกศีรษะคำนับข้ากับพ่อของเจ้าก็พอแล้ว ส่วนเรื่องที่พี่ใหญ่ของเจ้ามาสอบระดับเมืองในช่วงสองสามวันนี้ ก็อย่าเพิ่งไปวุ่นวายรบกวนเขาเชียวล่ะ ประเดี๋ยวป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้าจะรู้เรื่องเข้า... นางเป็นพวกหญิงปากหอยปากปู ขืนรู้เข้าต้องเอาไปฟ้องท่านย่าของเจ้าเป็นแน่"

เสิ่นซีพยักหน้ารับ โจวซื่อตั้งใจจะจัดการเรื่องนี้ให้น้ำสักหยดก็ไม่รั่ว ทางที่ดีคือแม้แต่ตอนที่เขาจัดขบวนรับเจ้าสาวเข้าบ้านไปจนถึงตอนที่เขียนหนังสือหย่าเสร็จสิ้น ฮูหยินเฒ่าทางฝั่งนั้นก็ยังคงไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใดเลยจึงจะประเสริฐที่สุด

(เชิงอรรถผู้แปล: น้ำสักหยดก็ไม่รั่ว (滴水不漏) รัดกุมรอบคอบไร้ช่องโหว่)

โจวซื่อช่วยเสิ่นซีจัดระเบียบเสื้อผ้าอาภรณ์ให้เข้าที่ "ดูเจ้าสิ ยังเป็นเด็กตัวโตอยู่แท้ ๆ เผลอแป๊บเดียวก็ต้องตบแต่งภรรยาเสียแล้ว น่าเสียดายที่ยังผลิตทายาทไม่ได้ ทว่าก็ไม่เป็นไรหรอก มิใช่ว่ายังมีไต้เอ๋อร์ให้เจ้าคอยฟูมฟักเลี้ยงดูอยู่อีกคนหรือ รออีกสักสองปีค่อยให้นางคลอดเด็กทารกให้เจ้าก็แล้วกัน แม่หนูนี่สะโพกผายนัก ย่อมต้องให้กำเนิดทายาทได้ง่ายดาย วันหน้านางต้องคลอดเด็กชายตัวอ้วนท้วนให้เจ้าได้หลายคนเป็นแน่"

……

……

ในยุคสมัยนี้การจะออกเรือนสักครา ลำพังแค่เตรียมขั้นตอนพิธีการก็มักจะต้องใช้เวลาครึ่งค่อนปี ทว่าภายใต้หลักการรวบรัดและเรียบง่าย ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน สิ่งที่ควรจัดเตรียมก็ถูกจัดการจนเสร็จสรรพแล้ว

วันที่ยี่สิบหกเดือนสี่ เป็นฤกษ์งามยามดีที่เสิ่นซีจะรับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เข้าประตูบ้าน เพื่อไม่ให้หวังซื่อและเสิ่นหย่งจั๋วสองแม่ลูกล่วงรู้เบาะแส งานมงคลสมรสจึงมิได้จัดขึ้นที่เรือนตระกูลเสิ่น ทว่าจงใจย้ายมาจัดที่ "จวนตระกูลลู่" แทน ส่วน "ห้องหอ" ของเสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ ก็จัดเตรียมไว้ที่ห้องปีกตะวันออกในลานเรือนชั้นที่สามของจวนตระกูลลู่

ขบวนรับเจ้าสาวบรรเลงดนตรีประโคมเป่าครึกครื้น เสิ่นซีมิต้องเดินทางไปรับคนด้วยตนเอง เขาเพียงแค่ผลัดเปลี่ยนมาสวมชุดแดงมงคล แล้วยืนรออยู่ที่หน้าประตูจวนตระกูลลู่ก็เพียงพอแล้ว

เสิ่นซีเห็นโจวซื่อเดินวนไปวนมาด้วยสีหน้าร้อนรน จึงเอ่ยเตือน "ท่านแม่ ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่คุ้นเคยเส้นทางในเมือง ปกติก็แทบจะไม่ก้าวเท้าออกจากบ้าน คงไม่บังเอิญตามมาเจอหรอกขอรับ"

(เชิงอรรถผู้แปล: ป้าสะใภ้ใหญ่ (大伯母) คำเรียกภรรยาของลุงใหญ่ ในที่นี้หมายถึง หวังซื่อ)

โจวซื่อเขย่งเท้าชะเง้อมองพลางเอ่ย "ข้าไปกังวลเรื่องป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้าเสียที่ใดกัน ต่อนางรู้เข้าในตอนนี้แล้วจะทำไมเล่า ถึงนางจะไปฟ้องท่านย่าของเจ้าก็สายไปเสียแล้ว! ข้ากำลังคิดต่างหากว่าเหตุใดขบวนรับเจ้าสาวถึงยังไม่มาเสียที..."

เสิ่นซีถึงกับหลุดหัวเราะออกมา นี่เป็นเพียงการแสร้งจัดงานแต่งบังหน้าแท้ ๆ ทว่าโจวซื่อกลับจริงจังประหนึ่งว่าเป็นเรื่องจริงก็ไม่ปาน เสิ่นซีกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะเอ่ยถาม "แล้วท่านพ่อล่ะขอรับ"

"ใครจะไปรู้ว่าเขาหายหัวไปที่ใดกัน ก็ตกลงกันแล้วว่าต่อให้วันนี้จะเป็นการแสร้งแต่งงานบังหน้า แต่ก็ต้องเล่นละครให้แนบเนียนเสียหน่อย เขาเป็นถึงคนเป็นพ่อ ยังจะออกไปทำงานรับจ้างในวันแต่งงานของลูกชายอีกหรือไร"

เสิ่นซีลอบคิดในใจ เกรงว่าเสิ่นหมิงจวินคงจะรู้สึกอึดอัดใจ จึงหลบออกไปหาที่เงียบ ๆ สงบใจเสียมากกว่า

หากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แต่งให้ผู้อื่น เขาอาจจะยังพอทำใจรับได้ ทว่าคนที่นางต้องแต่งด้วยกลับกลายเป็นเสิ่นซีเสียได้ ต้องรู้ไว้ว่า อันที่จริงหากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ต้องการหาผู้มาแสร้งทำเป็นแต่งงานบังหน้า นางยังมีตัวเลือกที่ดีกว่านั้น นั่นก็คือตัวเสิ่นหมิงจวินเอง รับนางเข้าประตูบ้านในฐานะอนุภรรยา จากนั้นค่อยหย่าขาด แม้ท้ายที่สุดจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ใด ๆ เกิดขึ้นจริง ทว่าก็ยังถือว่า "เคยได้ครอบครอง"

ทว่าเมื่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เคยออกเรือนกับเสิ่นซีไปแล้ว ต่อให้วันหลังเสิ่นซีจะเขียนหนังสือหย่าขาดจากนาง เสิ่นหมิงจวินก็ย่อมไม่มีโอกาสนั้นไปชั่วชีวิต แค่ด่านศีลธรรมจรรยาข้อแรก เขาก็ผ่านไปไม่ได้แล้ว

ในที่สุดขบวนรับเจ้าสาวก็เดินทางมาถึง เกี้ยวเจ้าสาวสีแดงมงคลมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูตระกูลลู่ กลุ่มเพื่อนบ้านละแวกนั้นต่างพากันกรูเข้ามาขอเงินมงคล ฮุ่ยเหนียงได้สั่งให้สาวใช้เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงแจกจ่ายเงินมงคลออกไปก่อน บรรดาเพื่อนบ้านถึงยอมเปิดทางให้เสิ่นซีก้าวเข้าไปเตะประตูเกี้ยว

(เชิงอรรถผู้แปล: เงินมงคล (喜钱) เงินที่แจกจ่ายเพื่อความเป็นสิริมงคล ในบริบทการสอบคือเงินรางวัลแจ้งข่าวดี ทว่าในงานแต่งคือเงินที่แจกจ่ายให้เพื่อนบ้านหรือผู้มาร่วมยินดีเพื่อแบ่งปันความสุข)

เมื่อประตูเกี้ยวเปิดออก เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ปรากฏกายในชุดเจ้าสาวสวมมงกุฎหงส์คลุมคลุมไหล่ลายเมฆา ศีรษะคลุมด้วยผ้าแดงมงคล เนื่องจากถูกผ้าคลุมหน้าบดบังวิสัยทัศน์ ทันทีที่นางก้าวเท้าออกมาก็เกือบจะสะดุดคานเกี้ยวล้มลง

เสิ่นซีรีบก้าวเข้าไปประคองนางไว้ ทว่าทันทีที่มือของทั้งสองสัมผัสกัน เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็รีบชักมือกลับไปอย่างรวดเร็ว

"ฮ่าฮ่าฮ่า..." บรรดาผู้คนที่มุงดูอยู่รอบ ๆ ต่างพากันระเบิดเสียงหัวเราะครืนใหญ่ เสียงหัวเราะนั้นแฝงไว้ด้วยการหยอกเย้าและขบขัน ถึงอย่างไรเจ้าบ่าวอย่างเสิ่นซีก็ยังตัวเตี้ยกว่าเจ้าสาวอยู่ดี

ทันใดนั้นก็มีเสียงผู้ใดก็ไม่ทราบตะโกนถามขึ้นมา "นี่เจ้าบ่าวกำลังแต่งเมีย หรือว่าแต่งแม่เข้าบ้านกันแน่!"

คราวนี้เสียงหัวเราะยิ่งดังกระหึ่มขึ้นไปอีก

พวกชอบดูเรื่องสนุกมักไม่กลัวเรื่องบานปลาย ในสายตาของพวกเขา การที่เสิ่นซีตบแต่งเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั้นนับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่อและพิสดารที่สุด ถึงอย่างไรไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อต่างก็ปฏิบัติกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ประดุจน้องสาวมาโดยตลอด ทว่าจู่ ๆ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับถูกลดศักดิ์ลงไปหนึ่งรุ่น กลายมาเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลเสิ่นเสียอย่างนั้น

ขณะที่เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กำลังจะจับปลายผ้าแพรแดงที่ผูกเป็นลูกปุยรั้งจูงพากันเดินเข้าประตูไป ก็มีคนเอ่ยขึ้นอีกว่า "มิใช่ตระกูลเสิ่นแต่งสะใภ้หรอกหรือ เหตุใดจึงเดินเข้าประตูตระกูลลู่เล่า"

โจวซื่อตะเบ็งเสียงสวนไป "จำเป็นต้องให้พวกเจ้ามาหนักใจแทนด้วยหรือ!"

"โห่..."

ฝูงชนพากันส่งเสียงโห่ร้องยุยง ทว่าฮุ่ยเหนียงนั้นรู้จักวิธีควบคุมสถานการณ์เป็นอย่างดี นางสั่งให้สาวใช้ไปแจกจ่ายเงินมงคลเพิ่มอีกเล็กน้อย ในที่สุดก็ไม่มีผู้ใดส่งเสียงก่อกวนอีก

เสิ่นซีและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ค่อย ๆ เดินประคองกันเข้าไปในลานเรือน เมื่อมาถึงหน้าห้องโถงหลัก เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็หยุดชะงักกะทันหัน ห้องโถงหลักแห่งนี้คือสถานที่ที่นางและเสิ่นซีจะต้องเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน ขอเพียงเสร็จสิ้นพิธีการ นางก็จะถือว่าก้าวเข้าสู่ประตูตระกูลเสิ่นอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านี้นางมิได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดแปลก ทว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้าจริง นางกลับรู้สึกอยากจะเปลี่ยนใจเสียแล้ว

แม่สื่อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "เจ้าสาว ถึงเวลาเข้าประตูกราบไหว้ฟ้าดินแล้วเจ้าค่ะ หากพลาดฤกษ์งามยามดีไป ชั่วชีวิตจะต้องเผชิญแต่คราวเคราะห์มาเยือนนะเจ้าคะ"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์หันกลับมาหมายจะเอ่ยสิ่งใดกับฮุ่ยเหนียงสักหน่อย

ฮุ่ยเหนียงก้าวเดินเข้าไปหา กุมมือเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไว้พลางตบเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า "น้องสาว เจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย หากมีเรื่องอันใด ก็รอให้งานมงคลวันนี้เสร็จสิ้นลงก่อนแล้วค่อยคุยกันเถิด"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงได้แต่พยักหน้ารับ ภายใต้การประคองของแม่สื่อ นางและเสิ่นซีจึงได้เดินก้าวเข้าสู่ห้องโถงหลักไปพร้อมกัน

จบบทที่ ตอนที่ 311 ข้ามิใช่มูลโค ข้าคือดอกไม้งามต่างหาก

คัดลอกลิงก์แล้ว