เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 310 คุณหนูเซี่ยและฮูหยินเสิ่น

ตอนที่ 310 คุณหนูเซี่ยและฮูหยินเสิ่น

ตอนที่ 310 คุณหนูเซี่ยและฮูหยินเสิ่น


สตรีในดวงใจของเสิ่นหมิงจวินคือเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ ทว่าในใจของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็มีชายในดวงใจอยู่เช่นกัน นั่นก็คือ "หลานหลินเซี่ยวเซี่ยวเซิง" ผู้ลึกลับไร้ร่องรอย

ต่อให้เวลานี้เสิ่นซีจะชี้หน้าตัวเองแล้วบอกว่าคนผู้นั้นก็คือเขา เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็คงไม่มีทางเชื่อ โชคดีที่เสิ่นซีไม่ได้คิดจะทำเช่นนั้น เพราะมันจะทำให้จินตนาการอันงดงามในใจของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ต้องพังทลายกลายเป็นฟองสบู่

"หลานหลินเซี่ยวเซี่ยวเซิงผู้นี้ แท้จริงแล้วเป็นคุณชายรูปงามผู้หล่อเหลาไม่ธรรมดา ทั้งยังสง่างามเป็นคนเจ้าสำราญ เป็นถึงมหาบัณฑิตแห่งแดนเจียงหนานเชียวล่ะ"

เสิ่นซีเอ่ยจบก็ลอบประเมินอยู่ในใจ นี่คงใช้ถังป๋อหู่มาเป็นต้นแบบกระมัง

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เม้มปากยิ้ม "เอาแต่หลอกลวง มหาบัณฑิตที่ใดจะมาเขียนเรื่อง 'จินผิงเหม่ย' กันเล่า"

เสิ่นซีเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ "เขียน 'จินผิงเหม่ย' แล้วมันผิดตรงไหนเล่า กุลสตรีโสภา วิญญูชนย่อมหมายปอง หากเรื่องระหว่างบุรุษสตรีมัวแต่ปิดบังซ่อนเร้น แล้วสังคมจะพัฒนาได้อย่างไร พวกเราจะเกิดมาได้อย่างไรกัน"

(เชิงอรรถผู้แปล: กุลสตรีโสภา วิญญูชนย่อมหมายปอง (窈窕淑女君子好逑) วรรคทองจากคัมภีร์ซือจิง หมายถึงหญิงงามผู้มีคุณธรรม ย่อมเป็นที่หมายปองของวิญญูชนหรือบุรุษผู้เพียบพร้อม)

คำถามเพียงประโยคเดียวเล่นเอาเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ถึงกับงุนงัน นับแต่ยุคราชวงศ์ซ่งและหยวนเป็นต้นมา เรื่องในห้องหอมักถูกกระแสสังคมและจารีตกดทับไว้เสมอ ทำให้ผู้คนต่างพากันหน้าถอดสีเมื่อเอ่ยถึงเรื่องเพศ ทว่าหากกล่าวถึง "ความดีงามอันเป็นกมลสันดาน" ของมนุษย์ กลับไม่มีสิ่งใดจะบริสุทธิ์ผุดผ่องไปกว่าเรื่องเพศอีกแล้ว เพราะนี่คือเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันกับการสืบเผ่าพันธุ์ของมวลมนุษยชาติ

การที่มนุษย์ต้องการดับสูญกิเลสตัณหา นั่นต่างหากที่เรียกได้ว่าฝืนกฎธรรมชาติ นอกเสียจากพวกที่ตั้งตนว่าจะบรรลุเป็นพระพุทธองค์หรือสำเร็จเป็นเซียนแล้ว ก็คงไม่มีผู้ใดคิดจะทำเช่นนั้นเป็นแน่

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไม่อยากถกเถียงปัญหาปรัชญาศีลธรรมอันลึกซึ้งเช่นนี้กับเสิ่นซี จึงเอ่ยอย่างอ่อนใจ "เอาเถอะ ถือว่าเจ้าพูดถูกก็แล้วกัน เจ้าพอจะช่วยแนะนำคนผู้นี้ให้ข้าได้รู้จัก พบปะพูดคุยกับเขาสักคราได้หรือไม่"

เสิ่นซีส่ายหน้าไปมาอย่างซื่อสัตย์

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไล่เลียงถาม "เหตุใดเล่า"

เสิ่นซีตอบ "คนผู้นี้ เป็นคนเจ้าสำราญรักอิสระไร้การผูกมัด เปรียบดั่งจอกแหนไร้ราก เขาเดินทางท่องไปทั่วหล้า นำสิ่งที่พบเห็นมาเขียนเป็นตำรา ก็เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมให้แก่อนุชนรุ่นหลัง พี่สาวเซี่ยใช่ว่าจะไม่มีโอกาสได้พบเขาเสียทีเดียว เพราะในวันข้างหน้าเขาจะเดินทางมาท่องเที่ยวที่เมืองถิงโจว ถึงเวลานั้นเมื่อพวกท่านได้พบกัน ย่อมกลายเป็นตำนานรักอันดีงามของบัณฑิตหนุ่มและหญิงงามเป็นแน่ขอรับ"

ฟังดูงดงามไร้ที่ติ ทว่าคิ้วของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับขมวดเข้าหากันทันที นางฟังออกแล้วว่าเสิ่นซีกำลังปั้นน้ำเป็นตัวหลอกลวงนางอยู่ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เอ็ดเอาว่า "ไอ้เด็กเหม็น อายุแค่นี้แต่กลับปิดปากเงียบเชียบ วันหน้าหากเจ็บไข้ได้ป่วยก็อย่าหวังว่าข้าจะตรวจชีพจรให้... วันหลังก็อย่าหวังว่าข้าจะซื้อขนมมาให้กินด้วย!"

เดิมทีนางเพียงต้องการข่มขู่เสิ่นซีสักสองสามประโยค ทว่าพอพูดออกไปแล้ว กลับพบว่าดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดข่มขู่เสิ่นซีได้เลย แม้วิชาแพทย์ของเสิ่นซีอาจจะสู้ไม่ได้ แต่นางก็เคยประจักษ์ถึงความสามารถในการฝังเข็มและจัดเทียบยาของเสิ่นซีมาแล้ว หากเป็นเพียงอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพานางเลย ส่วนเรื่องซื้อขนมให้กิน คำพูดพรรค์นี้ก็ใช้ข่มขู่ได้แต่พวกน้อง ๆ ที่ไม่เชื่อฟังเท่านั้น เสิ่นซีไม่ใช่เด็กตะกละ ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยฐานะครอบครัวของเสิ่นซีในเวลานี้ ก็ไม่ได้ขาดแคลนขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ของนางเลยแม้แต่น้อย

รอจนเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เก็บกวาดข้าวของเสร็จ และเดินไปช่วยโจวซื่อจัดระเบียบโกดังที่ลานหลังเรือน เสิ่นซีถึงได้ทอดถอนใจออกมาแผ่วเบา "หรือว่าถ้าข้าบอกว่าคนผู้นั้นก็คือข้า เจ้าจะยอมออกเรือนกับข้าเพราะเรื่องนี้งั้นหรือ"

……

……

เวลาผ่านไปชั่วพริบตาจนถึงกลางเดือนสี่ เรื่องการแต่งงานของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ยังคงไม่ลงตัว

อันที่จริงเรื่องนี้ส่วนใหญ่เป็นโจวซื่อและฮุ่ยเหนียงที่คอยวิ่งเต้นจัดการให้ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับไม่ได้ใส่ใจเรื่องการออกเรือนของตนเองสักเท่าไรนัก เพราะในหลายพื้นที่ของต้าหมิง กฎหมายข้อนี้มักมีแต่ชื่ออยู่แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกละเลย ทางการก็ไม่แน่ว่าจะจดจำนางได้ ในเรื่องบุพเพสันนิวาสนี้ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไม่ได้คิดจะฝืนใจ หากสามารถหาคนที่ถูกตาต้องใจและเหมาะสมได้ก็ถือเป็นเรื่องดี หากหาไม่ได้ก็ปล่อยให้มันเป็นไปเช่นนั้นแหละ เวลานี้นางยังต้องออกแรงหาเลี้ยงคนทั้งตระกูลเซี่ยอยู่นะ

ทว่าเวลาผ่านไปไม่นาน เสมียนจากที่ว่าการอำเภอฉางถิงก็นำพาเหล่ามือปราบมาเยือนถึงหน้าประตู นอกจากการเก็บค่าปรับจำนวนห้าร้อยเหวินจากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ โทษฐานที่อายุมากแล้วยังไม่ออกเรือน ทางการยังได้กำหนดเส้นตายสุดท้ายในการออกเรือนให้นางอีกด้วย... หากไม่สามารถออกเรือนได้ภายในสองเดือน แม่สื่อหลวงของทางการก็จะบังคับจับคู่ให้นาง ถึงเวลานั้นจะตบแต่งให้ผู้ใดก็สุดจะรู้ได้แล้ว

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ร้อนใจดั่งไฟสุม เดิมทีนางก็ไม่ได้มีความคิดจะออกเรือนอยู่แล้ว ทว่าตอนนี้กลับต้องเลือกคู่ครองให้ได้ภายในสองเดือน ไม่เพียงแต่เวลาจะกระชั้นชิดเท่านั้น ทว่าหากนางแต่งออกไปจริง ๆ คนทั้งตระกูลเซี่ยจะพึ่งพาผู้ใดเลี้ยงดูเล่า

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์หมดหนทางเยียวยา ทำได้เพียงไปปรึกษาหารือกับฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ ทว่าในยุคสมัยนี้ก็เป็นเช่นนี้แหละ หากทางการไม่เอาจริงเอาจัง ทุกอย่างก็พูดคุยกันได้ง่าย แต่เมื่อใดที่ที่ว่าการเอาจริงขึ้นมา มิใช่ว่าเจ้าอยากจะเป็นสาวทึนทึกก็จะเป็นได้ สำหรับสตรีชาวบ้านทั่วไป มีเพียงสองวิธีเท่านั้นที่จะหลีกหนีการแต่งงานได้ หนึ่งคือออกบวชเป็นชี หรือสองคือในบ้านมีงานศพ

ทว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ยอมรับว่าตนยังไม่ละทิ้งกิเลสทางโลก บิดามารดาก็ยังอยู่ดีมีสุข แม้ท่านปู่ของนางจะมีสุขภาพย่ำแย่แต่ก็ไม่ได้มีโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรงอันใด ดูอย่างไรก็ไม่อาจหลบเลี่ยงด้วยสองวิธีนี้ได้เลย

สามพี่น้องปรึกษาหารือกันอยู่หลายวันก็ยังไม่พบหนทาง โจวซื่อพลันถอนหายใจและกล่าวขึ้นว่า "ถ้าเป็นเช่นนี้ สู้ให้คนแซ่หงผู้นั้นตาย ๆ ไปตั้งแต่แรกเสียยังจะดีกว่า ให้น้องสาวเซี่ยเป็นม่ายไปเลย แบบนี้ก็ไม่มีใครมาบังคับให้นางแต่งงานได้แล้ว"

คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์และฮุ่ยเหนียงถึงกับเงียบกริบ

หากเทียบกันเรื่องอายุ ฮุ่ยเหนียงนั้นอายุมากกว่า ทว่ากลับไม่มีผู้ใดมาบังคับให้นางแต่งงาน นั่นก็เป็นเพราะนางเป็นแม่ม่าย กฎหมายของทางการมีผลบังคับใช้เฉพาะกับหญิงสาวบริสุทธิ์ที่ยังไม่ได้ออกเรือนเท่านั้น ส่วนผู้ที่แต่งงานแล้วถูกหย่าร้างจนต้องกลับไปอยู่บ้านเดิม หรือผู้ที่สามีตายแล้วครองม่ายรักษาพรหมจรรย์ ต่อให้ทางการจะหาคู่ครองให้พวกนางใหม่ ก็ต้องพิจารณาว่าจะมีผู้ใดต้องการหรือไม่

โจวซื่อรู้สึกตัวว่าตนเองพูดจาไม่เหมาะสมนัก จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที "ดูท่าคงต้องหาคนมาช่วยกันเป็นหูเป็นตา หาคู่ครองให้น้องอวิ้นเอ๋อร์กันให้มากขึ้นแล้ว ลองดูสิว่าจะมีผู้ใดยอมรับให้นางออกมารักษาผู้คน แถมยังต้องเลี้ยงดูคนในตระกูลเซี่ยทั้งหมดได้อีก"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้ายิ้มขื่น "ในโลกนี้จะมีบุรุษเช่นนั้นอยู่ที่ใดกัน จะให้ทุกคนแสนดีเหมือนพี่เขยได้งั้นหรือ"

เมื่อเอ่ยถึงเสิ่นหมิงจวิน บนใบหน้าของโจวซื่อก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความสุขขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนหน้านี้นางได้ตกลงกับเสิ่นหมิงจวินไว้แล้วว่า ตอนที่เสิ่นซีต้องไปสอบระดับมณฑลที่เมืองเอกของมณฑล นางจะร่วมเดินทางไปกับเสิ่นหมิงจวินด้วย นอกจากการไปเป็นเพื่อนบุตรชายแล้ว ยังถือโอกาสไปเปิดหูเปิดตาดูโลกภายนอก พร้อมกับช่วยฮุ่ยเหนียงดูแลกิจการของสมาคมการค้าไปในตัว เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว

บุรุษแสนดีเช่นนี้ พวกเจ้าจะเอาอะไรมาเปรียบเทียบกับข้าได้!

ฮุ่ยเหนียงหัวเราะ "บุรุษที่ดีอย่างพี่เขย แน่นอนว่าต่อให้จุดโคมไฟตามหาก็ยังหายากเลยเจ้าค่ะ"

หลังจากโจวซื่อหัวเราะจบ นางก็ไม่กล้าพูดอะไรให้มากความอีก เพราะในบรรดาสามพี่น้อง มีเพียงนางคนเดียวที่มีสามี ส่วนอีกสองคนยังครองตัวเป็นโสด หากพูดมากไปมีแต่จะทำลายความรู้สึกระหว่างพี่น้องเสียเปล่า ๆ

ฮุ่ยเหนียงทำท่าครุ่นคิด "ปกติแล้วเสี่ยวหลางมักจะมีแผนการเยอะที่สุด ไม่สู้พวกเราลองถามความเห็นเขากันดูดีหรือไม่"

โจวซื่อถ่มน้ำลายดังถุย "เจ้าเด็กนั่นวัน ๆ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ โชคดีที่ช่วงนี้ยังสงบเสงี่ยม กำลังอ่านตำราอยู่บนชั้นสอง เรื่องพรรค์นี้เขาจะไปเข้าใจอะไร ถามเขาไปแล้วจะมีประโยชน์อันใด"

เสิ่นซีกำลังเดินหาวลงบันไดมาพอดี ได้ยินมารดาพูดถึงเขาก็อดถอนใจไม่ได้ "ท่านแม่ ทำไมถึงชอบเห็นข้าเป็นเด็กไม่รู้จักโตเสียที อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็เป็นซิ่วไฉแล้วนะขอรับ? ตามที่ข้าเห็น ก็แค่ให้พี่สาวเซี่ยหาใครสักคนมาแต่งงานด้วยแบบส่งเดชไปก่อน จากนั้นก็ให้คนผู้นั้นเขียนหนังสือหย่าให้นาง เรื่องก็จบแล้วมิใช่หรือขอรับ"

เมื่อฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อได้ยินเช่นนั้น คราแรกก็รู้สึกดีใจ ทว่าวินาทีต่อมาก็หันไปประเมินท่าทีของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พร้อมกันทันที

คำพูดเพียงประโยคเดียวของเสิ่นซีเปรียบดั่งวาจาปลุกคนในความฝันให้ตื่น สตรีขอเพียงเคยออกเรือนไปแล้ว ต่อให้วันรุ่งขึ้นจะถูกเขียนหนังสือหย่า ก็ถือว่าได้แต่งงานแล้ว

ส่วนเรื่องที่ว่าภายในหนึ่งวันนั้นเกิดเรื่องอันใดขึ้นบ้าง ทางการย่อมไม่มาคอยซักไซ้ไล่เลียง ถึงอย่างไรคนของที่ว่าการอำเภอก็คงไม่ว่างจัดจนเอาแต่จับผิดเรื่องการออกเรือนของสตรีชาวบ้านทั้งวันเป็นแน่ หลายคราขอเพียงทำส่งเดชขอไปทีตบตาพวกเขาก็รอดตัวแล้ว นี่ถือเป็นการอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายอย่างสมเหตุสมผล

ทว่าปัญหาก็คือ ชื่อเสียงของสตรีที่เคยออกเรือนกับสตรีที่ยังไม่เคยออกเรือนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วันหน้าหากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์คิดจะออกเรือนอีกครั้ง ก็คงมิใช่เรื่องง่ายดายแล้ว

ฮุ่ยเหนียงลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะส่ายหน้าพลางเอ่ย "ความคิดของเสี่ยวหลางนั้นดีก็จริงอยู่ แต่หากทำเช่นนั้น ความสุขชั่วชีวิตของน้องอวิ้นเอ๋อร์ก็จะมลายหายไปสิ้น แล้ววันหน้ายังจะออกเรือนได้อย่างไรเล่า"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้ายิ้มขื่น "พี่ฮุ่ยเหนียงคิดมากไปแล้วเจ้าค่ะ ด้วยอายุอานามของข้าในเวลานี้ ยังจะสามารถหาคู่ครองที่เหมาะสมได้จริง ๆ หรือเจ้าคะ ลองดูบรรดาคนที่ส่งแม่สื่อมาสู่ขอข้าช่วงนี้สิเจ้าคะ หากไม่เอาไปทำเมียแต่งแทนเมียหลวงที่ตายไป ก็เป็นพวกที่นิสัยใจคอมีปัญหา หรือไม่ก็ร่างกายพิกลพิการ ด้วยวัยของข้านี้ มิใช่เด็กสาวแรกรุ่นอีกแล้ว ข้ายอมรับชะตากรรมแล้วล่ะเจ้าค่ะ... ขอเพียงสามารถทดแทนบุญคุณบิดามารดาที่เลี้ยงดูมาได้ ต่อให้ต้องครองตัวเป็นโสดไปชั่วชีวิต แล้วจะทำไมเล่าเจ้าคะ"

โจวซื่อทอดถอนใจ "น้องสาว เหตุใดจึงต้องทำร้ายตัวเองถึงเพียงนี้ด้วย"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้สึกหดหู่ใจ ท้ายที่สุดก็หลุดเสียงสะอื้นไห้ออกมา โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงต้องช่วยกันปลอบประโลมอยู่นานสองนาน ในที่สุดโจวซื่อก็ถลึงตาใส่เสิ่นซีพลางเอ็ดว่า "เป็นเพราะเจ้านั่นแหละ มิเช่นนั้นน้าเซี่ยของเจ้าก็คงไม่ต้องมาโศกเศร้าเสียใจเช่นนี้หรอก"

เห็นความหวังดีเป็นตับปอดลาแท้ ๆ ! ข้าอุตส่าห์ออกความเห็นให้ พวกท่านจะเลือกไม่ทำตามก็ย่อมได้ ทว่าพอเห็นด้วยแล้วกลับมาโยนความผิดให้ข้าเสียนี่? เสิ่นซีก้มหน้าลงอย่างอึดอัดคับข้องใจ

(เชิงอรรถผู้แปล: เห็นความหวังดีเป็นตับปอดลา (好心当成驴肝肺) สำนวนหมายถึงการตีความเจตนาดีของผู้อื่นเป็นเจตนาร้าย)

ฮุ่ยเหนียงรวบตัวเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน เอ่ยขึ้นว่า "เวลานี้หากจะหาใครสักคนมาแสร้งทำเป็นแต่งงานบังหน้า เรื่องราวคงจะยุ่งยากไม่น้อย ถึงอย่างไรก็ต้องไปจดทะเบียนที่ว่าการอำเภอ หากเป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจ แล้วปล่อยให้น้องอวิ้นเอ๋อร์แต่งเข้าไป เกิดทางนั้นไม่ยอมเลิกรา ดึงดันจะเอาตัวนางไว้ให้ได้ แล้วพวกเราจะทำเช่นไรเล่า"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้าไปมา นางเองก็คิดหาหนทางดี ๆ ไม่ออกเช่นกัน

ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็หันไปมองเสิ่นซี นัยน์ตาพลันเปล่งประกายขึ้นมา "ข้าว่า... ให้เสี่ยวหลางแต่งก็ไม่เลวนะ"

"หา!?" เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์และโจวซื่ออุทานขึ้นมาแทบจะพร้อมเพรียงกัน

ฮุ่ยเหนียงคลี่ยิ้ม "ปีนี้เสี่ยวหลางอายุสิบสองปีแล้ว ทั้งยังมีคุณวุฒิซิ่วไฉติดตัว น้องอวิ้นเอ๋อร์แต่งให้เขาก็นับว่ากิ่งทองใบหยกเหมาะสมกันดีมิใช่หรือ ยิ่งไปกว่านั้น วันหน้าหากเสี่ยวหลางเขียนหนังสือหย่าให้น้องอวิ้นเอ๋อร์... เขายังเด็กนัก ย่อมไม่ส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของน้องอวิ้นเอ๋อร์ ถึงอย่างไรน้องอวิ้นเอ๋อร์ก็ยังสามารถหาตบแต่งเข้าตระกูลดี ๆ ได้อยู่ดี!"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ขบคิดอย่างถี่ถ้วน ก็เห็นจริงตามนั้น หากแต่งให้ผู้อื่น ข้อแรกคือไม่อาจวางใจได้ ข้อสอง ตบแต่งภรรยารูปงามปานนี้เข้าบ้าน หากจะบอกว่าในคืนเข้าหอไม่ได้เกิดเรื่องร่วมหอลงโรงใด ๆ ขึ้นเลย จะมีผู้ใดเชื่อเล่า?

ทว่ากับเสิ่นซีนั้นต่างออกไป เขาเพิ่งจะอายุสิบสองปี ต่อให้ตบแต่งเข้าประตูบ้านไป เขาก็ทำอะไรนางไม่ได้อยู่ดี

เสิ่นซีถลึงตาใส่ฮุ่ยเหนียงอย่างดุเดือด ความคิดนี้ช่างแสบสันต์นักมิใช่หรือ! ไม่เพียงแต่จะปล่อยให้เขาได้แต่มองตาปริบ ๆ ไร้สิทธิ์ลิ้มลองเท่านั้น ทว่ายังต้องให้เขาแบกรับข้อหาหย่าร้างภรรยาอีกด้วย!

ฮุ่ยเหนียงเอ่ยเสริม "เกรงก็แต่พี่สาวโจวซื่อจะไม่ยินยอมเท่านั้น"

บนใบหน้าของโจวซื่อเต็มไปด้วยความลังเลใจ ในความคิดของนาง ต่อให้นางจะสนิทสนมกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เพียงใด ก็ไม่อาจทำใจรับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มาเป็นลูกสะใภ้ของตนได้ อย่างแรกเลยก็คือช่องว่างระหว่างวัยที่เห็นอยู่ทนโท่ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อายุมากกว่าเสิ่นซีถึงแปดปี แม้คนโบราณจะกล่าวไว้ว่า ‘ภรรยาอายุมากกว่าสามปีดุจกอดก้อนทองคำ’ ทว่ากอดก้อนทองคำมากเกินไปก็อาจจะทับบุตรชายของนางจนตายได้

(เชิงอรรถผู้แปล: ภรรยาอายุมากกว่าสามปีดุจกอดก้อนทองคำ (女大三抱金砖) ความเชื่อโบราณที่ว่าภรรยาที่อายุมากกว่าจะดูแลครอบครัวได้ดีและนำความมั่งคั่งมาให้)

ทว่าครานี้เป็นเพียงการแสร้งแต่งงานบังหน้าเท่านั้น หากนางไม่ยอมรับ ก็อาจจะทำลายชีวิตของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไปชั่วชีวิต ซึ่งนางก็มิอาจทำใจจืดใจดำลงได้

"ตกลง! จะให้ไอ้เด็กทึ่มแต่งก็แต่ง ทว่าข้าขอตกลงไว้ก่อนนะ ว่าการแต่งงานครานี้จะยืดเยื้อไม่ได้ พอตบตาจนรอดพ้นไปได้ ก็ต้องรีบให้ไอ้เด็กบ้าเขียนหนังสือหย่าทันที"

"พี่สาวเห็นด้วยแล้วหรือเจ้าคะ! ช่างดีเสียนี่กระไร น้องอวิ้นเอ๋อร์ แล้วความสมัครใจของเจ้าล่ะว่าอย่างไร"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ชำเลืองมองเสิ่นซีแวบหนึ่งด้วยสีหน้าปวดร้าวหม่นหมอง เวลานี้นางหมดหนทางให้เลือกเดินแล้ว หากไม่รีบหาใครสักคนมาตบแต่งด้วย ก็ต้องรอให้ทางการบังคับจับคู่นางไปแต่งกับใครก็ไม่รู้ การที่สามารถหาผู้ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงในวันหน้าของนางมาตบแต่งด้วย หนำซ้ำหลังจากแต่งแล้วก็ยังสามารถคอยดูแลคนในครอบครัวได้ สำหรับนางแล้ว นี่ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว

"อืม..." ท้ายที่สุดเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็พยักหน้าตกลง

ฮุ่ยเหนียงผุดลุกขึ้นยืน "เช่นนั้นข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้ เสี่ยวหลางยังต้องเตรียมตัวสอบระดับมณฑลส่วนทางนี้ก็ต้องไปเชิญแม่สื่อมาทำพิธีสู่ขอ เรื่องนี้จำต้องเร่งมือจัดการให้เร็วที่สุด"

บนใบหน้าของโจวซื่อปรากฏแววฉงนสงสัย "น้องสาวเซี่ยไม่จำเป็นต้องกลับไปปรึกษาหารือกับบิดามารดาก่อนหรือ"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้า "ท่านพ่อท่านแม่เคยกล่าวไว้ว่า เรื่องการออกเรือน ข้าสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ทั้งหมดเจ้าค่ะ"

เมื่อมองจากสีหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ มิใช่นางไม่อยากเชื่อฟังการจัดแจงของบิดามารดาหรอก ทว่าลึก ๆ แล้วนางตั้งใจจะปิดบังเรื่องนี้จากคนในครอบครัวต่างหาก นางไม่อยากให้คนในครอบครัวรู้สึกติดค้างหรือรู้สึกผิดต่อนาง

ฮุ่ยเหนียงกล่าว "จารีตประเพณีเป็นสิ่งที่มิอาจละเมิด วันนี้ข้าจะตามเจ้ากลับไปที่จวนสักครา ไปบอกกล่าวเรื่องราวทั้งหมดให้กระจ่างชัด มิเช่นนั้นเจ้าคงออกเรือนไปอย่างไม่สบายใจเป็นแน่"

เมื่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เห็นว่าฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อต่างก็ห่วงใยตนถึงเพียงนี้ ในที่สุดบนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มที่ห่างหายไปนาน

ทว่าเมื่อนางทอดสายตาไปเห็นเสิ่นซี รอยยิ้มนั้นก็จืดจางลงไปโดยธรรมชาติ

งานแต่งครานี้เป็นเพียงแค่พิธีการบังหน้า ทว่าไม่ว่าจะกล่าวเช่นไร สำหรับสตรีแล้ว นี่ก็ถือเป็นการออกเรือนอย่างเป็นทางการ แม้กระทั่งทะเบียนราษฎรของนางก็จะถูกย้ายไปอยู่ภายใต้ชื่อของตระกูลเสิ่นเป็นการชั่วคราว วันหน้าผู้คนก็จะไม่เรียกขานนางว่า "คุณหนูเซี่ย" อีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนมาเรียกนางว่า "ฮูหยินเสิ่น" แทน

จบบทที่ ตอนที่ 310 คุณหนูเซี่ยและฮูหยินเสิ่น

คัดลอกลิงก์แล้ว