เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 309 หญิงสาวเติบใหญ่ย่อมต้องออกเรือน

ตอนที่ 309 หญิงสาวเติบใหญ่ย่อมต้องออกเรือน

ตอนที่ 309 หญิงสาวเติบใหญ่ย่อมต้องออกเรือน


(จากผู้แปล นับจากนี้ขออนุญาตใช้ จินผิงเหมย อันเป็นชื่อจริงๆ แทน หลี่เหลียนเหมย นะครับ)

เสิ่นซีเข้าสู่สภาวะเตรียมตัวสอบระดับมณฑลอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เขาพยายามละทิ้งความคิดฟุ้งซ่านทั้งปวง ไม่เพียงไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องราวของสมาคมการค้า แม้แต่นิยาย "จินผิงเหมย" และการวาดภาพก็ถูกเขาพับเก็บไว้ชั่วคราวเช่นกัน

การเข้าร่วมการสอบระดับมณฑล หมายความว่าเสิ่นซีจะต้องลงสนามสอบแข่งขันกับเหล่าเซิงหยวนจากทั่วทั้งมณฑลฝูเจี้ยน การจะโดดเด่นเหนือผู้คนมากมายปานนี้ ย่อมมิใช่เรื่องง่ายดายอย่างแน่นอน

เสิ่นซีผ่านการใช้ชีวิตมาถึงสองชาติภพ ปริมาณความรู้จึงนับว่ากว้างขวางพอตัว ทว่าเขาก็ยังจำเป็นต้องเติมเต็มความรู้เพิ่มเติมอีกมาก โชคดีที่เขาอ่านตำราได้รวดเร็วยิ่งนัก ทุกสองสามวันเฝิงฮว่าฉีจะส่งตำรามาให้เขาสองสามเล่ม เสิ่นซีมักจะอ่านจบภายในวันนั้นและจดจำจนขึ้นใจ จากนั้นก็อาศัยความเข้าใจของตนเขียนบทความสือเหวินออกมาสองสามบท ประดุจการเขียนบันทึกประจำวันและบันทึกการอ่านตำรา ไม่เคยว่างเว้นแม้แต่วันเดียว

ผ่านไปหนึ่งเดือนเศษ เสิ่นซีอ่านตำราไปแล้วถึงหกเจ็ดสิบเล่ม จนเฝิงฮว่าฉีไม่รู้จะไปหาหยิบยืมตำราจากที่ใดมาให้เขาอ่านอีกแล้ว

ร้านหนังสือใหญ่น้อยในตัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นตำราโบราณหรือบทความเฉิงเหวิน ฮุ่ยเหนียงล้วนพยายามกว้านซื้อหรือเช่ามาให้เสิ่นซีจนหมดสิ้น เพื่อให้เสิ่นซีได้ซึมซับความรู้มากยิ่งขึ้น ฮุ่ยเหนียงถึงขนาดยืมใช้กำลังของสมาคมการค้า สั่งซื้อตำรามาจากหนานจิง ซูโจว หางโจว และที่อื่น ๆ ยิ่งไปกว่านั้น นางยังไปผูกมิตรกับสถานศึกษาต่าง ๆ ในตัวเมืองถิงโจว เพื่อขอยืมตำราจากหอสมุดของพวกเขามาให้เสิ่นซีได้ร่ำเรียน

สถานศึกษาและสำนักศึกษาในยุคสมัยนี้ โดยพื้นฐานล้วนมีหอตำราเป็นของตนเอง แม้ตำราส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาซ้ำซากจำเจ ทว่าแต่ละแห่งก็มักจะมี "สมบัติล้ำค่าประจำสถานศึกษา" อยู่สองสามเล่ม ซึ่งจะไม่ยอมนำออกมาให้ผู้ใดพบเห็นโดยง่าย ฮุ่ยเหนียงต้องควักเงินทองไปไม่ใช่น้อย กว่าจะทำให้เสิ่นซีได้หยิบยืมมาเปิดอ่านสักครา หากบังเอิญพบเจอตำราฉบับหายากที่ไม่มีการตีพิมพ์แล้ว เสิ่นซีถึงกับต้องเดินทางไปอ่านด้วยตนเองถึงที่ อ่านจบก็ต้องรีบส่งคืนทันที

เมื่อกลับมาถึงจวน เสิ่นซีก็จะคัดลอกเนื้อหาจากความทรงจำออกมาจนครบถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว

เสิ่นซีรู้สึกว่าตนเองไม่เคยตั้งใจอ่านตำราถึงเพียงนี้มาก่อน เขาตื่นแต่เช้าตรู่และเข้านอนดึกดื่นทุกวัน พอถึงยามจื่อล้มตัวลงนอนหนุนหมอนปุ๊บก็หลับสนิทไปในพริบตา ไม่ว่าภายนอกจะมีฟ้าร้องฝนตก หรือถูกหลินไต้รบเร้าให้เล่านิทาน ก็ไม่อาจขัดขวางเขาจากการเข้าเฝ้าโจวกงได้เลย ทว่าหลินไต้ก็เติบโตขึ้นมากแล้ว มิได้ชอบพัวพันรบเร้าเหมือนตอนเด็ก ๆ เมื่อเสิ่นซีไม่เล่านิทานให้นางฟัง นางก็ไม่เซ้าซี้ให้ตัวเองต้องเสียหน้า ประกอบกับนางมีความกล้ามากขึ้น จึงกล้านอนคนเดียวแล้ว

(เชิงอรรถผู้แปล: 

ยามจื่อ (子时) คือช่วงเวลาประมาณ 23.00 - 01.00 น.

เข้าเฝ้าโจวกง (跟周公交流) สำนวนเปรียบเปรยถึงการนอนหลับฝัน)

ปลายเดือนสาม เสิ่นหย่งจั๋ว พี่ชายคนโตแห่งตระกูลเสิ่นเดินทางมายังเมืองถิงโจวเพื่อเข้าร่วมการสอบระดับเมือง เสิ่นซีถึงได้พอมีเวลาว่างเว้นขึ้นมาบ้าง

เสิ่นซีกับเสิ่นหย่งจั๋วอ่านตำราอยู่ในห้องหนังสือเดียวกัน จึงถือโอกาสชี้แนะความรู้ให้เสิ่นหย่งจั๋วไปด้วย

เสิ่นหย่งจั๋วเองก็มิได้วางมาดพี่ใหญ่เลยแม้แต่น้อย ขอเพียงพบเจอสิ่งใดที่ไม่เข้าใจ เขาย่อมเอ่ยปากถามเสิ่นซีทั้งหมด และเมื่อถึงตอนนั้น เสิ่นซีก็จะวางมือจากตำราเพื่อตอบคำถามอย่างหมดเปลือกไม่มีปิดบัง

เสิ่นหย่งจั๋วรู้สึกแปลกใหม่ยิ่งนักกับตำราที่เสิ่นซีอ่านอยู่เป็นประจำ ทว่าเมื่อเขาได้ลองอ่านเนื้อหาในตำราเหล่านั้นดูก็ต้องตระหนักว่า ตนเองยังไม่บรรลุถึงขั้นอันลึกล้ำปานนั้น มีเนื้อหามากมายที่เขาอ่านแล้วไม่อาจทำความเข้าใจได้ จึงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาศึกษาความรู้ในระดับของตนต่อไป

เสิ่นหย่งจั๋วเดินทางมาถึงเมืองถิงโจวได้ไม่นาน หวังซื่อก็พาลูกสะใภ้เดินทางตามหลังมาติด ๆ โดยอ้างว่ามาเพื่อคอยควบคุมดูแลการเรียนของบุตรชาย ทว่าอันที่จริงคือนางเกรงว่าบุตรชายจะได้รับความลำบากในเมืองถิงโจวต่างหาก

เสิ่นหย่งจั๋วอายุล่วงเลยวัยยี่สิบปีแล้ว แต่กลับถูกหวังซื่อคอยจับตามองประดุจเด็กน้อยตลอดเวลา ทำให้เขารู้สึกอับอายยิ่งนัก ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกย้ายกลับไปพักในเรือนหลังเดิมที่พวกเขาเคยเช่าพักเมื่อคราวเดินทางมาสอบคราก่อน ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันอย่างฟืน ข้าวสาร น้ำมัน และเกลือ ล้วนเป็นโจวซื่อที่คอยสั่งให้สาวใช้ส่งไปให้ทุกวัน

เดิมทีเสิ่นหย่งจั๋วหมายใจจะร่ำเรียนความรู้จากเสิ่นซีให้มากขึ้น ทว่าเพราะการปรากฏตัวของมารดาและภรรยา ทำให้เขาต้องกลับไปปิดประตูอยู่แต่ในห้องเพื่ออ่านตำราตามลำพังอีกครา ผลลัพธ์ที่ได้จึงย่ำแย่ลงไปไม่รู้เท่าใด

"ช่างเถอะ! ไอ้เด็กทึ่มบ้านเรามิได้คิดจะทำร้ายลูกชายนางเสียหน่อย เวลานี้ไอ้เด็กทึ่มของเราเป็นถึงใต้เท้าซิ่วไฉเชียวหนา นางไม่มาวุ่นวายรบกวนการอ่านตำราก็ยิ่งดีสิไม่ว่า!"

โจวซื่อฮึดฮัดอย่างขัดใจ เดิมทีนางก็ไม่ใคร่จะสนับสนุนให้เสิ่นซีคอยชี้แนะความรู้แก่เสิ่นหย่งจั๋วอยู่แล้ว เพราะนางมองออกว่า แม้พี่ชายคนโตแห่งตระกูลเสิ่นจะอายุมากกว่า ทว่าในด้านวิชาความรู้นั้นกลับห่างชั้นจากเสิ่นซีมิใช่แค่นิดหน่อย ก่อนหน้านี้ตอนที่นางนำอาหารไปส่ง หรือแอบไปลอบมองดูเป็นครั้งคราว ก็มักจะเห็นเสิ่นซีกำลังอธิบายตำราให้เสิ่นหย่งจั๋วฟังอยู่เสมอ แม้นางจะฟังไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังพูดเรื่องอันใดกัน แต่นางก็รู้สึกว่าเสิ่นซีสอนละเอียดลออจนเกินไป จนอาจจะส่งผลกระทบต่อการศึกษาเล่าเรียนของเขาเองได้

ตอนที่หวังซื่อเดินทางมาถึง นางได้นำคำกล่าวของฮูหยินเฒ่ามาบอกกล่าวด้วย ว่าในปลายเดือนห้า เตรียมจะหาคนพาเสิ่นหมิงเหวินมาที่เมืองถิงโจว จากนั้นก็ให้เสิ่นหมิงจวินเดินทางไปเป็นเพื่อนเสิ่นหมิงเหวินกับเสิ่นซีเพื่อเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลที่เมืองฝูโจว

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ฮูหยินเฒ่ามิได้เอ่ยถึง ทว่าโจวซื่อย่อมรู้ดีแก่ใจว่าฮูหยินเฒ่าหมายใจจะให้นางเป็นคนควักกระเป๋าจ่าย

เสียเงินทองแค่นิดหน่อย โจวซื่อมิได้เก็บมาใส่ใจแต่อย่างใด ทว่าการที่สามีและบุตรชายต้องเดินทางไปเตรียมตัวสอบที่เมืองเอกของมณฑลล่วงหน้าถึงสามเดือน นี่ต่างหากเล่าที่นางไม่อาจทนรับได้

การสอบระดับมณฑลจัดขึ้นในเดือนแปด พวกเจ้าเริ่มออกเดินทางไปเมืองเอกของมณฑลตั้งแต่เดือนห้า อ้างว่าอยากไปให้ถึงก่อนเวลาเพื่อปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม จะได้ทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น ทว่าก็ไม่อาจปล่อยให้ข้าทนใช้ชีวิตราวกับแม่ม่ายอยู่แต่ในบ้านได้กระมัง!?

พอโจวซื่อนำความเห็นของตนไปปรึกษากับเสิ่นหมิงจวิน เสิ่นหมิงจวินกลับเข้าข้างฮูหยินเฒ่า "น้องหญิง ท่านแม่กล่าวถูกต้องแล้ว นานทีปีหนครอบครัวเราถึงจะมีคนไปสอบจวี่เหรินพร้อมกันถึงสองคน หากสอบติดจวี่เหรินขึ้นมา วันหน้าครอบครัวเราก็จะได้มีชีวิตที่สุขสบายมิใช่หรือ"

โจวซื่อขมวดคิ้ว "หรือว่าทุกวันนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเรายังไม่สุขสบายพออีกหรือ"

เสิ่นหมิงจวินถึงกับอับจนถ้อยคำจะตอบกลับไป เพราะตั้งแต่เล็กจนโต ฮูหยินเฒ่าปลูกฝังอุดมการณ์ให้เขามาตลอดว่า การมีคนในครอบครัวเป็นขุนนางถึงจะเรียกว่ามีชีวิตที่สุขสบายอย่างแท้จริง แม้เวลานี้ฐานะทางบ้านจะดูมั่งคั่งขึ้นมาบ้างแล้ว ทว่าเมื่อก้าวเท้าออกไปภายนอก ผู้อื่นก็ยังคงมองว่าพวกเจ้าเป็นเพียงพ่อค้าวาณิช สถานะทางสังคมก็เห็น ๆ กันอยู่ แล้วจะเรียกว่าสุขสบายอย่างแท้จริงได้อย่างไรเล่า

เมื่อโจวซื่อเห็นสามีนิ่งเงียบไป นางก็ชักจะโมโหขึ้นมา "ไปก็ไป! อย่างมาก ข้าก็ขอติดตามพวกท่านไปด้วย!"

เสิ่นหมิงจวินตกใจจนหน้าถอดสี "หา... น้องหญิง เจ้า... เจ้าจะไปเมืองเอกด้วยหรือ"

โจวซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงขัดใจ "อนุญาตให้พวกท่านไปได้ แล้วข้าไปไม่ได้หรือไร! น้องสาวซุนบอกแล้วว่า เวลานี้ที่เมืองเอกมีสาขาย่อยของสมาคมการค้าอยู่ เมื่อพวกเราไปถึงที่นั่นก็มีที่พักพิงให้ปักหลัก ทั้งยังมีคนคอยดูแลอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น พวกเรายังสามารถลองนำโรงพิมพ์ไปเปิดกิจการที่เมืองเอกได้ด้วย ก่อนหน้านี้พวกเราเอาแต่ตีพิมพ์นิยาย ‘จินผิงเหมย’ มิใช่หรือ หนังสือเล่มนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทางฝั่งเมืองเอกยังไม่มีการกระจายสินค้าเลย หากเราสามารถนำไปวางขายที่นั่นได้ ย่อมกอบโกยกำไรได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียว"

เสิ่นหมิงจวินพยักหน้า "อืม"

โจวซื่อหัวเราะคิกคักพลางล้วงหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ เอ่ยขึ้นว่า "ท่านพี่ ท่านดูสิ นี่คือนิยาย 'จินผิงเหม่ย' ที่โรงพิมพ์เราเป็นคนพิมพ์ขึ้นมา พวกเรามาลองอ่านดูกันดีหรือไม่"

เสิ่นหมิงจวินถึงกับหน้าแดงเถือก "เหอเอ๋อร์ ข้ากับเจ้าต่างก็ไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียว แล้วมันจะมีอันใดน่าดูเล่า"

โจวซื่อถ่มน้ำลายดังถุย เอ่ยด่าทอ "ถุย! จะมาแสร้งทำตัวเป็นผู้ดีมีศีลธรรมอันใดกัน! ท่านหมกตัวอยู่ในโรงพิมพ์ทั้งวัน กล้าพูดหรือว่าไม่เคยเปิดดูภาพวาดในนั้น ครานี้เป็นฉบับปรับปรุงใหม่เชียวหนา แตกต่างจากฉบับก่อนหน้านี้อยู่บ้าง ภาพวาดพวกนั้นน่ะ จุ๊ ๆ... สมจริงประหนึ่งมีชีวิตเลยเชียว"

"งั้นหรือ ขอข้าดูหน่อยสิ..."

เดิมทีสองสามีภรรยาเกือบจะทะเลาะกันอยู่แล้ว ทว่าพอมีของดีอย่าง 'จินผิงเหม่ย' มาช่วยผ่อนคลายบรรยากาศ สองสามีภรรยาก็กลับมาปรองดองชื่นมื่นกันในพริบตา

โจวซื่อเอนกายหนุนหมอนพิงผ้าห่มผืนอุ่น เอ่ยด้วยรอยยิ้มเบิกบาน "อีกไม่กี่วัน น้องสาวเซี่ยก็จะออกเรือนแล้วนะ"

"หา?"

เสิ่นหมิงจวินประหลาดใจเล็กน้อย ทันใดนั้นเขาก็ก้มหน้าลงด้วยความสลดใจ "อืม"

โจวซื่อไม่รู้ว่าสามีกำลังคิดอันใดอยู่ จึงเอาแต่พูดเรื่องของตนต่อไป "น้องสาวเซี่ยอายุอานามก็มิใช่น้อยแล้ว ทว่าจนป่านนี้ยังมิได้ออกเรือน... หากยังไม่ออกเรือนอีก ทางการอาจจะส่งแม่สื่อหลวงมาจับคู่ชี้แนะให้ก็เป็นได้"

"หา!?" เสิ่นหมิงจวินได้ยินดังนั้น สีหน้ายิ่งดูไม่ได้หนักกว่าเดิม

ในสังคมศักดินาอันโหดร้ายนี้ สตรีมิใช่จะอยากออกเรือนตอนอายุเท่าใดก็ได้ตามใจปรารถนา ทางการมีข้อกำหนดไว้ชัดเจน ในยุคราชวงศ์จิ้น มีกฎหมายระบุไว้ว่า "สตรีอายุสิบเจ็ดปีแล้วบิดามารดายังมิให้ออกเรือน ให้ขุนนางท้องถิ่นจัดหาคู่ครองให้" หมายความว่า หากบุตรีอายุถึงสิบเจ็ดปีแล้วยังมิได้ออกเรือน ขุนนางท้องถิ่นก็จะหาคนมาจับคู่ให้ ชี้ให้แต่งกับผู้ใดก็ต้องแต่งกับผู้นั้น

ในยุคราชวงศ์เหนือใต้ หากสตรีอายุถึงเกณฑ์แล้วยังไม่ออกเรือน คนในครอบครัวย่อมต้องพลอยติดร่างแหรับโทษทัณฑ์ไปด้วย ดังที่บันทึกไว้ใน "พงศาวดารซ่งซู บทจดหมายเหตุโจวหลั่ง" ว่า "สตรีอายุสิบห้าปีมิออกเรือน คนในครอบครัวต้องรับโทษทัณฑ์"

แม้ "กฎหมายต้าหมิง" จะมิได้เข้มงวดกวดขันถึงเพียงนั้น ทว่าเนื่องจากในยุคต้นราชวงศ์หมิงจำนวนประชากรลดลงอย่างฮวบฮาบ จักรพรรดิหมิงไท่จู่ จูหยวนจาง จึงทรงประกาศใช้ "พระราชกฤษฎีกาหงอู่" กำหนดอายุแต่งงานตามกฎหมายของบุรุษไว้ที่สิบหกปี และสตรีที่สิบสี่ปี จวบจนถึงรัชศกเฉิงฮว่าและหงจื้อ ทางการก็ยังมีข้อกำหนดที่เป็นรูปธรรมอยู่ หากสตรีอายุถึงสิบห้าปีแล้วยังมิได้ออกเรือน ก็จะต้องจ่ายภาษีเพิ่มเป็นพิเศษ ยิ่งอายุมากก็ยิ่งต้องจ่ายมากขึ้นทุกปี และเมื่ออายุล่วงเลยวัยยี่สิบปีขึ้นไป ที่ว่าการอำเภอก็จะส่งสามชียายหกแม่สื่อมาบังคับจับคู่ ให้นางต้องออกเรือนไปให้จงได้

ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคกลางตอนปลายของราชวงศ์หมิง เริ่มเกิดสภาวะประชากรล้นหลามแต่ที่ดินทำกินมีน้อย กฎหมายข้อนี้จึงค่อย ๆ ถูกละเลยไปในยุคของรัชศกเจิ้งเต๋อและเจียจิ้ง จวบจนถึงรัชศกว่านลี่ก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงอีก

แต่ถึงกระนั้น แม้จะเป็นในช่วงต้นราชวงศ์หมิงที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ทว่าเป้าหมายของกฎหมายข้อนี้กลับพุ่งเป้าไปที่บุตรีของราษฎรสามัญชนทั่วไปเท่านั้น ส่วนบรรดาคุณหนูในตระกูลขุนนาง สตรีที่ขายตัวเป็นทาสรับใช้ ตลอดจนสตรีที่ถูกลดขั้นไปอยู่ในทะเบียนชนชั้นต่ำ ทางการกลับทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยปละละเลยตามยถากรรม

(เชิงอรรถผู้แปล: ทะเบียนชนชั้นต่ำ (贱籍) ทะเบียนราษฎรกลุ่มต่ำศักดิ์ เช่น ครอบครัวผู้ต้องโทษหรือกลุ่มอาชีพต่ำต้อย)

สตรีที่ถูกบังคับให้ออกเรือน โดยทั่วไปย่อมไม่มีปากมีเสียงอันใดมากนัก อายุยี่สิบแล้วยังมิได้ออกเรือน หากมิใช่หน้าตาอัปลักษณ์จนทนดูไม่ได้ ก็คงเป็นเพราะฐานะทางบ้านยากจนข้นแค้นจนไม่มีข้าวกิน หรือไม่ก็อาจจะมีโรคภัยไข้เจ็บแอบแฝงอยู่ การที่มีบุรุษยอมตบแต่งด้วยก็ถือว่าบุญโขแล้ว บุตรีจากครอบครัวที่ดีมีชาติตระกูล มีผู้ใดบ้างเล่าที่อายุยี่สิบแล้วยังไม่ออกเรือน

ปีนี้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อายุยี่สิบปีบริบูรณ์แล้ว เนื่องจากในบ้านไม่มีผู้ใดรับราชการเป็นขุนนาง จึงมิอาจนับเป็นครอบครัวคหบดีมีระดับ นางจึงหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่งว่าทางการจะเข้ามาก้าวก่ายเรื่องคู่ครองของนาง หากเป็นเช่นนั้นสู้นางหาบ้านสามีด้วยตนเองเสียยังจะดีกว่า อย่างน้อยก็ยังมีสิทธิ์เลือก มิใช่ถูกบังคับให้ไปแต่งกับตระกูลตกต่ำที่ใดก็ไม่รู้

ดังนั้นในช่วงเวลานี้ โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงจึงช่วยกันจัดการเป็นธุระให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ บรรดาแม่สื่อในตัวเมืองก็แนะนำคุณชายมาให้ไม่น้อย แต่ละคนล้วนมีฐานะทางบ้านไม่เลว สาเหตุหลักเป็นเพราะเมื่อสองปีก่อนตอนที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย นางได้สร้างชื่อเสียงอันดีงามไว้ทั่วบริเวณเมืองถิงโจว ผู้คนมากมายต่างกล่าวขานว่านางนั้นงดงามทั้งรูปโฉมและจิตใจ อีกทั้งยังเป็นบุตรีจากตระกูลผู้ดีมีวิชาความรู้ บรรดาคุณชายบางคนที่คิดว่าเป็นเพียงข่าวลือ พอได้เดินทางมาถึงร้านขายยาด้วยตนเอง และได้ยลโฉมอันงดงามของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ เมื่อกลับไปต่างก็พากันคะนึงหาจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

เสิ่นหมิงจวินรู้ดีแก่ใจว่า ความรู้สึกที่เขามีต่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั้น ก็เฉกเช่นเดียวกับที่คนภายนอกเคยกล่าวถึงเขากับฮุ่ยเหนียงก่อนหน้านี้ นั่นคือเข้าข่าย "คางคกอยากกินเนื้อหงส์" เขาไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียว หนำซ้ำยังแต่งงานมีลูกมีเมียแล้ว ลูกชายก็อายุสิบสองปีเข้าไปแล้ว แถมตัวเขายังเป็นคนพูดจาไม่เก่ง ทุกครั้งที่ได้พบหน้าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็มักจะหน้าแดงเถือก หัวใจเต้นแรงจนพานพูดอันใดไม่ออก

เรื่องนี้อย่างมากก็เป็นเพียงการแอบรักเขาข้างเดียว เสิ่นหมิงจวินรู้สึกอยู่เสมอว่า การมีภรรยาที่รู้จักปรนนิบัติดูแลบ้านเรือนอย่างโจวซื่ออยู่ข้างกาย ก็นับว่าเป็นวาสนาที่สั่งสมมาตั้งแต่ชาติปางก่อนแล้ว จึงไม่ควรปล่อยให้ตัวเองคิดอกุศลฟุ้งซ่านอีก ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับโจวซื่อ ในใจเขาจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและตำหนิตัวเองอย่างหนัก

ยามที่เสิ่นซีได้ยินโจวซื่อกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จับเข่าคุยกันว่าคุณชายบ้านใดในเมืองที่ควรค่าแก่การออกเรือนด้วย เสิ่นซีก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "พี่สาวเซี่ยกำลังจะออกเรือนแล้วหรือขอรับ"

โจวซื่อตวาดแหว "ไอ้เด็กบ้า! เกี่ยวอันใดกับเจ้าด้วย รีบขึ้นไปอ่านตำราบนชั้นสองนู่นไป!"

เสิ่นซีเบ้ปากพลางเอ่ย "จะรีบร้อนไปไยกัน พี่สาวเซี่ยกำลังอยู่ในวัยเด็กสาวแรกแย้ม มิใช่ว่ายังมีคุณชายหงอีกคน ที่เคยลั่นวาจาไว้ว่าจะกลับมารับนางไปตบแต่งด้วยมิใช่หรือขอรับ"

โจวซื่อถ่มน้ำลายดังถุย "ยังจะไปเอ่ยถึงคุณชายหงผู้นั้นอีกทำไม! ข้าล่ะไม่เคยพบเคยเห็นบุรุษที่ไม่ได้ความพรรค์นั้นมาก่อนเลย ต่อให้เขาสอบติดเป็นจอหงวนกลับมา ข้าก็จะใช้ไม้กวาดไล่ตะเพิดเขาออกจากบ้านไปให้พ้นหน้า! ตัวบัดซบอันใดกัน!"

โจวซื่อสบถด่าอย่างสะใจ ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับหมองลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไร หงจั๋วก็ยังคงเป็นเสี้ยนหนามที่ทิ่มแทงอยู่ในใจนางเสมอมา

สตรีในยุคสมัยนี้ ขอเพียงหมั้นหมายตกลงปลงใจแล้ว ก็เพียงแค่เตรียมตัวรอคอยวันออกเรือนอย่างสงบเจียมตัวก็พอ ตอนที่นางอายุสิบสามสิบสี่ปี คนในครอบครัวก็อบรมเลี้ยงดูนางในฐานะสะใภ้ตระกูลหงมาโดยตลอด นางเองก็เฉกเช่นเดียวกับหลินไต้ ที่เฝ้ารอคอยวันจะได้ออกเรือนไปเป็นฮูหยินตระกูลหงอย่างตั้งตารอ หากมิใช่เพราะเกิดเหตุการณ์พลิกผันมากมายในครอบครัวหลังจากนั้น นางไม่เพียงแต่จะได้ตบแต่งเข้าตระกูลหงไปแล้ว ทว่าป่านนี้นางคงได้ให้กำเนิดบุตรแก่หงจั๋วไปตั้งนานแล้ว

เสิ่นซีเสนอแนะขึ้น "พี่สาวเซี่ย ไม่อย่างนั้นท่านก็รออีกสักสองปีเถิดขอรับ ไม่แน่ว่าปีหน้า คุณชายหงอาจจะสอบติดจอหงวนกลับมาจริง ๆ ก็ได้นะขอรับ"

โจวซื่อตวาดด่า "ไอ้เด็กบ้า! หากเจ้ายังขืนพูดจาเช่นนี้อีก คอยดูเถิดว่าข้าจะฟาดเจ้าให้ลายไปทั้งตัว... น้องสาว เจ้าอย่าไปฟังเจ้าเด็กนี่พูดจาเหลวไหลเลย"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ฝืนคลี่ยิ้มอย่างคนใจกว้าง ทว่ากลับหมดอารมณ์จะสนทนาเรื่องการออกเรือนของตนอีกต่อไป

ครั้นพอตกบ่าย เมื่อเสิ่นซีอ่านตำราเสร็จและเดินลงมาจากชั้นสองของร้านขายยา ร้านก็ปิดทำการเสียแล้ว ในห้องโถงหลักมีเพียงเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั่งอยู่เพียงลำพัง เสิ่นซีจึงเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม "พี่สาวเซี่ย"

เดิมทีเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั่งหันหลังให้เสิ่นซี พอได้ยินเสียงทักทายของเสิ่นซี นางก็รีบยัดสิ่งของในมือเข้าไปในอกเสื้ออย่างลุกลี้ลุกลน สีหน้าดูตื่นตระหนกไม่น้อย เสิ่นซีเหลือบไปเห็นแวบหนึ่ง คล้ายกับว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กำลังอ่านกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่ จึงลอบคิดในใจ "หรือว่าหงจั๋วจะส่งจดหมายมาหานาง"

"เสี่ยวหลาง เจ้ามานี่สิ น้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้าสักหน่อย"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กวักมือเรียกให้เสิ่นซีมานั่งลงบนเก้าอี้สำหรับคนไข้ ส่วนตัวนางก็นั่งหลังตรงอย่างสำรวม "คนที่เคยช่วยเจ้าเขียนบทนิทานเมื่อคราวก่อน แล้วภายหลังยังตีพิมพ์หนังสือออกมา... หลานหลินเซี่ยวเซี่ยวเซิงผู้นั้น แท้จริงแล้วเป็นคนเช่นไรกันแน่"

เสิ่นซีถึงกับชะงักงันกับคำถามที่โพล่งออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทว่าวินาทีต่อมาเขาก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ ที่แท้กระดาษแผ่นที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เพิ่งจะแอบซ่อนไปเมื่อครู่ ก็คือ "บทกวีอารามดอกท้อ" ที่ "หลานหลินเซี่ยวเซี่ยวเซิง" เป็นผู้แต่งขึ้นนี่เอง

จบบทที่ ตอนที่ 309 หญิงสาวเติบใหญ่ย่อมต้องออกเรือน

คัดลอกลิงก์แล้ว