เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 308 สุดยอดพิชัยยุทธ์คือทำลายอุบายศัตรู

ตอนที่ 308 สุดยอดพิชัยยุทธ์คือทำลายอุบายศัตรู

ตอนที่ 308 สุดยอดพิชัยยุทธ์คือทำลายอุบายศัตรู


(เชิงอรรถผู้แปล: สุดยอดพิชัยยุทธ์คือทำลายอุบายศัตรู (上兵伐谋) วรรคทองจากตำราพิชัยสงครามซุนวู หมายถึง กลยุทธ์การทำศึกที่ประเสริฐที่สุดคือการทำลายแผนการของข้าศึกตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มสู้รบ)

เซิงหยวนที่สอบได้ระดับสองและระดับสามนั้นมีจำนวนมากที่สุด แปดเก้าในสิบส่วนถูกจัดอยู่ในสองระดับนี้ ในขณะที่เสิ่นซีและเสิ่นหย่งจั๋วยังคงกวาดสายตาค้นหารายชื่อของตนอยู่นั้น ผลคะแนนของผู้ที่สอบได้ระดับหนึ่งก็ถูกประกาศออกมาเช่นกัน เสิ่นซีเลื่อนสายตาไปมอง ก็เห็นชื่อของตนวางเคียงคู่กับชื่อของเสิ่นหมิงเหวินในทันที

เสิ่นซีเอ่ยขึ้น "พี่ใหญ่ ไม่ต้องหาแล้วขอรับ อยู่บนนั้นไง"

เมื่อเสิ่นหย่งจั๋วเห็นชื่อของผู้เป็นบิดาติดอยู่ในระดับหนึ่ง ในใจก็พลันโล่งอก ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกยินดีกับเสิ่นซีที่สอบได้ระดับหนึ่งเช่นกัน

หลังจากประกาศผลสอบแล้ว ลำดับถัดมาคือการประกาศรายชื่อผู้ที่ได้เลื่อนขั้นเป็นเจิงเซิงและหลิ่นเซิง ในการสอบครานี้ ผู้เข้าสอบที่ติดระดับหนึ่งมีด้วยกันยี่สิบกว่าคน ทว่ามิได้จัดเรียงลำดับที่แต่อย่างใด การจะเลื่อนขั้นเป็นหลิ่นเซิงและเจิงเซิงนั้นต้องอาศัยการพิจารณาจากคุณวุฒิและลำดับอาวุโส เสิ่นซีเพิ่งจะเข้าร่วมการสอบซุ่ยเข่าเป็นหนแรก ต่อให้สอบได้ระดับหนึ่ง ก็ทำได้เพียงเลื่อนขั้นเป็นเจิงเซิงเท่านั้น

เสิ่นซีรู้สึกว่าจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะ สิ่งสำคัญที่สุดคือเขาได้รับคุณสมบัติในการเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลแล้ว

ผู้คนมากมายยังคงชี้ไม้ชี้มือวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เสิ่นซีสอบได้ระดับหนึ่ง ทว่าพวกเขากลับหลงลืมไปว่า เมื่อปีก่อนในการสอบระดับท้องถิ่น เสิ่นซีสามารถสอบได้ถึงอันดับสอง ผู้เข้าสอบจากอำเภอหนิงฮว่ามิเคยมีผู้ใดสอบติดสามอันดับแรกในการสอบระดับท้องถิ่นมาหลายสมัยแล้ว การที่เสิ่นซีสอบได้ระดับหนึ่งในการสอบซุ่ยเข่า จึงนับว่าสมเกียรติสมศักดิ์ศรีอย่างแท้จริง

เซิงหยวนสองสามคนที่ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นหลิ่นเซิง กลายเป็นจุดสนใจของเหล่าเซิงหยวนในที่นั้นไปโดยปริยาย สถานะหลิ่นเซิงหมายความว่า ในวันข้างหน้ายามที่มีการสอบระดับอำเภอ การสอบระดับเมือง และการสอบระดับท้องถิ่น ผู้เข้าสอบจากอำเภอเดียวกันจำต้องมาขอให้พวกเขาทำหนังสือรับรองจวี้เจี๋ย งานเลี้ยงรับรองย่อมมีมาไม่ขาดสาย ผนวกกับข้าวสารและเงินเบี้ยหวัดหลิ่นเซิงที่ได้รับในแต่ละเดือน การเลี้ยงดูครอบครัวสามชีวิตย่อมมิใช่ปัญหา ทว่าก็ทำได้เพียงให้พอกินพอใช้ไม่อดตายเท่านั้น

(เชิงอรรถผู้แปล: หนังสือรับรองจวี้เจี๋ย (具结) เอกสารรับรองคุณสมบัติและประวัติของผู้เข้าสอบที่ต้องให้หลิ่นเซิงเป็นผู้ลงนามรับรอง หากผู้เข้าสอบทุจริต ผู้รับรองจะต้องรับโทษด้วย)

เมื่อกลับไปถึงจวน เสิ่นหย่งจั๋วก็แจ้งผลการสอบของเสิ่นซีและเสิ่นหมิงเหวินให้ทุกคนทราบ ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อดีใจจนเนื้อเต้น ทั้งบุตรชายและหลานชายต่างก็สอบได้ระดับหนึ่งพร้อมกัน ทำให้นางขยับเข้าใกล้เป้าหมายที่วาดหวังไว้ว่าเสิ่นซีจะได้เลื่อนเป็นหลิ่นเซิงภายในสองปีไปอีกก้าวใหญ่

ทว่าสีหน้าของหวังซื่อกลับดูไม่จืดนัก การที่เสิ่นซีเข้าสอบพร้อมกับสามีของนางก็แล้วไปเถิด แต่บัดนี้กลับสอบได้ในระดับเดียวกันเสียอีก นางจึงเริ่มแค่นเสียงบ่นกระปอดกระแปดว่าไฉนสอบได้ระดับหนึ่งเหมือนกันแต่กลับไม่ยอมจัดเรียงลำดับให้ชัดเจน

ทว่านางหารู้ไม่ว่า หากมีการจัดเรียงลำดับขึ้นมาจริง ๆ เสิ่นหมิงเหวินนั้นยังมีอันดับรั้งท้ายเสิ่นซีอยู่เลย

หลังจากประกาศผลสอบแล้ว เสิ่นซีก็ต้องจากบ้านไปนานกว่าครึ่งเดือน เสิ่นหมิงจวินจัดการสะสางเรื่องราวของสมาคมการค้า ร้านขายยา และโรงพิมพ์ตามที่ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อกำชับไว้เมื่อครั้งมาเยือนหนิงฮว่าจนเสร็จสิ้น จากนั้นก็เตรียมตัวพาเสิ่นซีเดินทางกลับไปยังตัวเมือง

ก่อนออกเดินทาง เสิ่นหมิงจวินถูกฮูหยินเฒ่าเรียกตัวเข้าไปในห้องเพื่ออบรมสั่งสอนเป็นการส่วนตัว

หลี่ซื่อรู้สึกมาตลอดว่าบุตรชายของตนถูกลูกสะใภ้ข่มเสียจนหงอ บุรุษกลับไม่อาจเป็นใหญ่ในบ้านได้ เรื่องนี้ทำให้คนเป็นแม่อย่างนางรู้สึกขัดอกขัดใจยิ่งนัก

"น้องเจ็ด เจ้าสอบได้คะแนนดีปานนั้น ข้าอิจฉาเจ้าเหลือเกิน... นี่เจ้าก็กำลังจะไปแล้ว วันหน้ายังจะกลับมาบ่อย ๆ หรือไม่" ผู้ที่เอ่ยปากคือพี่หก หรือเสิ่นหยวน

การได้พบกับเสิ่นหยวนอีกครา พี่หกผู้นี้เติบโตเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบสามปีแล้ว เวลานี้เสิ่นหยวนดูสุขุมลุ่มลึกและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก บนใบหน้าของเขาแฝงไว้ด้วยรอยอาลัยจาง ๆ ดูคล้ายจะไม่อยากให้เสิ่นซีจากไปนัก อันที่จริงแล้ว ในบรรดาลูกหลานตระกูลเสิ่นมากมาย ด้วยเหตุผลด้านการศึกษาเล่าเรียน ทำให้เขาเข้ากับพี่ชายคนอื่น ๆ ไม่ค่อยได้ ซ้ำในตัวอำเภอเขาก็ไม่มีสหายที่ใด มีเพียงเสิ่นซีผู้เดียวเท่านั้นที่เขายังพอจะสนทนาด้วยได้บ้างสองสามประโยค

เสิ่นซีพยักหน้าพลางเอ่ย "พี่หก ข้าจะกลับมาบ่อย ๆ แน่นอนขอรับ"

สีหน้าของเสิ่นหยวนฉายแววผิดหวังออกมาเล็กน้อย ด้วยวัยของเขา ย่อมสามารถแยกแยะได้แล้วว่าประโยคใดคือคำพูดจากใจจริง ประโยคใดเป็นเพียงการทำส่งเดชขอไปที เขาฝืนยิ้มก่อนเอ่ย "ท่านอาจารย์บอกว่า ปีหน้าข้าก็สามารถลองไปสอบระดับอำเภอได้แล้ว หากข้าโชคดีสอบผ่าน ข้าจะไปหาเจ้าที่ตัวเมืองนะ"

การที่เสิ่นหยวนได้รับการเสนอแนะจากซูอวิ๋นจงให้ไปสอบระดับอำเภอ สำหรับตระกูลเสิ่นแล้ว นับว่าเป็นข่าวดีเลยทีเดียว

เสิ่นหยวนได้รับความชื่นชมจากท่านอาจารย์ตั้งแต่อายุสิบสามปี อีกทั้งยังได้รับคำแนะนำให้เข้าร่วมการสอบระดับอำเภอในวัยสิบสี่ แม้จะนับว่าไม่ได้รวดเร็วเกินไปนัก ทว่าก็เป็นสิ่งที่เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันไม่อาจเทียบเคียงได้

เสิ่นซีย่อมรู้ดีแก่ใจ หากมิใช่เพราะตนสวมรอยเข้ามาแย่งชิงความโดดเด่นไป ในบรรดาลูกหลานตระกูลเสิ่นทั้งหมด ผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านการเล่าเรียนมากที่สุดก็คือเสิ่นหยวนนี่แหละ และเสิ่นหยวนก็เป็นคนเก็บตัวทว่ามีความหยิ่งทะนงไม่ยอมแพ้ใครมาตั้งแต่เด็ก เป้าหมายของเขานั้นทั้งเรียบง่ายและชัดเจน นั่นคือการสอบเคอจวี่เข้ารับราชการ เพื่อให้บิดามารดาของตนได้มีชีวิตที่สุขสบาย... เพราะจนถึงบัดนี้ บิดามารดาและน้อง ๆ ของเขายังคงต้องตรากตรำทำนาอยู่ที่หมู่บ้านเถาฮวาอยู่เลย

"ท่านบอกเรื่องนี้กับท่านย่าแล้วหรือ" เสิ่นซีเอ่ยถาม

เสิ่นหยวนส่ายหน้า "ข้าอยากจะบอกเรื่องนี้กับน้องเจ็ดก่อนน่ะ ข้าเกรงว่าท่านย่า... จะไม่อนุญาตให้ข้าไปสอบระดับอำเภอ..."

เรื่องนี้มันมิใช่ปัญหาเลยว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต การที่ลูกหลานตระกูลเสิ่นสามารถไปสอบระดับอำเภอได้ มิใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจหรอกหรือ! เท่ากับมีโอกาสสอบได้ตำแหน่งขุนนางเพิ่มมาอีกหนึ่งคนเชียวนะ!

ทว่าเมื่อเสิ่นซีลองตรึกตรองดูอีกที นี่คงจะเป็นความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจจากก้นบึ้งหัวใจที่ลูกหลานตระกูลเสิ่นมีต่อฮูหยินเฒ่ากระมัง... หากผู้เป็นผู้นำครอบครัวและผู้อาวุโสยังมีจิตใจลำเอียง แล้วจะให้ลูกหลานมีจิตใจที่เที่ยงธรรมได้อย่างไรเล่า

……

……

ก่อนจะออกเดินทาง ในที่สุดเสิ่นซีก็ได้พบกับสหายสนิทอย่างหวังหลิงจือเสียที

รูปร่างสูงใหญ่ถึงห้าฉื่อสี่ชุ่น ทั่วทั้งร่างอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ บนใบหน้ามีหนวดเคราเขียวครึ้มผุดขึ้นมาเล็กน้อย เครื่องหน้าหล่อเหลาคมคาย มองอย่างไรก็มิใช่เด็กหนุ่มวัยสิบสี่สิบห้าปีชัด ๆ นี่มันชายฉกรรจ์ชาวเหนือวัยสิบแปดสิบเก้าปีต่างหากเล่า! เมื่อเสิ่นซีไปยืนอยู่ตรงหน้าเขา ก็พลันรู้สึกว่าตนเองช่างดูปากแหลม แก้มตอบเหมือนลิงจนดูไม่ได้เลยทีเดียว

(เชิงอรรถผู้แปล:

ห้าฉื่อสี่ชุ่น (五尺四寸) "ฉื่อ" (尺) คือมาตราวัดความยาวของจีน โดย 1 ฉื่อมีความยาวประมาณ 33.3 เซนติเมตร และ 1 ฉื่อแบ่งเป็น 10 ชุ่น (寸) ความสูง 5 ฉื่อ 4 ชุ่นจึงเทียบเท่ากับความสูงราว 180 เซนติเมตรในปัจจุบัน)

ปากแหลม แก้มตอบเหมือนลิง (尖嘴猴腮) สำนวนใช้บรรยายรูปลักษณ์ที่ดูไม่น่ามอง ผอมแห้ง หรือดูเจ้าเล่ห์)

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ศิษย์พี่ ท่านดูสิว่าข้าเรี่ยวแรงเยอะหรือไม่" หวังหลิงจือหิ้วค้อนเหล็กยักษ์คู่หนึ่งปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเสิ่นซี

เสิ่นซีเอ่ยถาม "ไปเอามาจากที่ใดน่ะ"

หวังหลิงจือหัวเราะแหะ ๆ "ท่านพ่อจ้างคนมาตีให้ข้าเอง ค้อนเหล็กคู่นี้แต่ละข้างหนักถึงห้าสิบชั่งเชียวหนา... ท่านพ่อบอกว่า ปีหน้าข้าจะต้องไปสอบเป็นจวี่เหรินฝ่ายบู๊แล้ว อาวุธทั้งสิบแปดประการจำต้องฝึกปรือให้ชำนาญไว้หลาย ๆ อย่าง โอกาสสอบผ่านจะได้มีมากขึ้น"

เสิ่นซีพยักหน้า "เหตุผลก็เป็นเช่นนั้นแหละ ทว่าข้อแม้คือเจ้าต้องเรียนรู้บทความเสนอแนะนโยบายให้ถ่องแท้เสียก่อน ตำราเคล็ดวิชาที่ข้ามอบให้ เจ้าศึกษาไปถึงไหนแล้ว"

(เชิงอรรถผู้แปล: บทความเสนอแนะนโยบาย หรือ เช่อลวี่ (策略) ข้อสอบภาคทฤษฎีว่าด้วยกลยุทธ์การรบและนโยบายทหาร)

หวังหลิงจือลังเลไปชั่วครู่ "ก็พอใช้ได้กระมัง"

"พอใช้ได้คืออันใดกัน เจ้าตระหนักหรือไม่ว่า หากเจ้ายังไม่แตกฉานในเคล็ดวิชาเหล่านั้น ต่อให้เจ้าจะกวัดแกว่งอาวุธทั้งสิบแปดประการได้วิจิตรพิสดารเพียงใด ต่อให้เจ้าจะเชี่ยวชาญทั้งการขี่ม้าและยิงธนู เจ้าก็ไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะเข้าร่วมการสอบด้วยซ้ำ เอาล่ะ ตอนนี้ข้าจะทดสอบเจ้า ทหารม้าข้าศึกมีสามพัน ทหารราบฝ่ายเรามีห้าพัน ควรจัดกระบวนทัพเช่นไรเพื่อรับมือ"

หวังหลิงจือพลันรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาทันที "เรื่องนี้..."

"ทัพฟ้าดินโอบสกัดเบื้องหลัง ทัพมังกรพลิกแพลงอยู่ภายใน สอดประสานดั่งแขนขา รัดกุมดั่งหน้าหลัง ยามสงบนิ่งลึกล้ำสุดหยั่งคาด ยามเคลื่อนพลแปรผันไร้สิ้นสุด นี่คือกระบวนทัพอันใด"

(เชิงอรรถผู้แปล: ทัพฟ้าดินโอบสกัดเบื้องหลัง... (天地后冲...) วรรคทองจากตำราพิชัยสงครามไท่ไป๋อินจิง (太白阴经) บรรยายถึงหลักการจัดค่ายกลแปดทิศ (八阵图) ของจูเก่อเลี่ยงหรือขงเบ้ง ว่าค่ายกลนี้มีการแบ่งค่ายย่อย (ฟ้า ดิน มังกร ฯลฯ) ที่ทำหน้าที่ประสานกันอย่างรัดกุมประดุจร่างกายมนุษย์ที่มีแขนขาและหน้าหลัง)

หวังหลิงจือยังคงอ้าปากค้างต่อไป “เอ่อ... คือว่า...”

เสิ่นซีอดมิได้ที่จะทอดถอนใจ เดิมทีเขาหลงนึกว่าหากโป้ปดว่าตำราพิชัยสงครามพวกนั้นเป็นสุดยอดคัมภีร์ยุทธ์ หวังหลิงจือจะยอมตั้งอกตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ที่ไหนได้ เจ้านี่เห็นได้ชัดว่าแอบอู้ชัดๆ! หากปล่อยให้เขาไปสอบอู่จวี่ในสภาพเช่นนี้ คงถูกคัดออกตั้งแต่ด่านสอบข้อเขียนเป็นแน่ แล้วจะมีโอกาสใดให้เขาไปก้าวขึ้นค่ายคูประตูหอรบเพื่อร่วมการประลองกันเล่า

(เชิงอรรถผู้แปล: อู่จวี่ (武举) การสอบคัดเลือกขุนนางฝ่ายบู๊)

สีหน้าของเสิ่นซีพลันเคร่งขรึมลง เอ่ยดุว่า “ข้ามอบตำราเคล็ดวิชาให้เจ้ามากมายเพียงนั้นเพื่อให้เจ้ามุ่งมั่นศึกษา หนำซ้ำเจ้ายังอุตส่าห์เขียนจดหมายมาขอเพิ่มจากข้าอีก ทว่าเรียนไปเรียนมากลับกลายเป็นอีหรอบนี้งั้นหรือ”

หวังหลิงจือปั้นหน้าเฝื่อน “ศิษย์พี่ เดิมทีข้านึกว่าเคล็ดวิชาของท่านจะสอนวรยุทธ์ขั้นสูงให้ข้าเสียอีก ผลสรุปคือเรียนไปเรียนมา ก็เอาแต่ให้ท่องจำเรื่องไร้สาระอันใดก็ไม่รู้สุมกันเต็มไปหมด เรียนไปแล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า”

เสิ่นซีเอ่ยเสียงเข้ม “การสอบอู่จวี่ ก็เพื่อวันข้างหน้าจะได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ผู้ต้านทานข้าศึกนับหมื่น สุดยอดพิชัยยุทธ์คือทำลายอุบายศัตรู หากเจ้าไร้ซึ่งกลยุทธ์พื้นฐาน วันหน้าเมื่อขึ้นสู่สนามรบ ก็จะเอาแต่วิ่งพุ่งชนบุกทะลวงอยู่แดนหน้าประดุจแมลงวันหัวขาดอย่างนั้นหรือ”

(เชิงอรรถผู้แปล: สุดยอดพิชัยยุทธ์คือทำลายอุบายศัตรู (上兵伐谋) วรรคทองจากตำราพิชัยสงครามซุนวู หมายถึง กลยุทธ์การทำศึกที่ประเสริฐที่สุดคือการทำลายแผนการของข้าศึกตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มสู้รบ)

“เอ่อ... คือ...”

นับว่าหวังหลิงจือยังพอมีความละอายใจอยู่บ้าง หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นมาเทศนาสั่งสอน เขาคงไม่ยอมลงให้เป็นแน่ ทว่ากับเสิ่นซีนั้นต่างออกไป ในสายตาของเขา เสิ่นซีก็คือตัวแทนของยอดคนผู้เก่งกล้า “เช่นนั้น... ก็ได้ ข้ากลับไปจะพยายามเรียนก็แล้วกัน”

“มิใช่พยายาม แต่คือต้องทำให้ได้! การสอบอู่จวี่ ด่านแรกที่ต้องสอบก็คือกลยุทธ์พิชัยสงคราม เจ้ารู้หรือไม่ว่ากลยุทธ์พิชัยสงครามคือสิ่งใด ก็คือตำราเคล็ดวิชาที่ข้าเขียนให้เจ้าพวกนั้นนั่นแหละ หากเจ้าเรียนไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ต้องไปสอบอู่จวี่ให้เสียเวลาแล้ว ถึงอย่างไรไปสอบก็เป็นได้แค่ไม้ประดับคอยสอบเป็นเพื่อนผู้อื่น ท้ายที่สุดแม้แต่สิทธิ์ในการก้าวขึ้นลานประลองยุทธ์ก็คงไม่มี”

(เชิงอรรถผู้แปล: ไม้ประดับคอยสอบเป็นเพื่อนผู้อื่น (陪考) ปรับบริบทมาจาก 陪太子读书 (เป็นพระสหายร่วมเรียนของรัชทายาท) หมายถึงการมีส่วนร่วมในฐานะตัวประกอบ โดยที่จุดสนใจหรือผู้ที่จะประสบความสำเร็จไปอยู่ที่บุคคลอื่น)

ความหยิ่งผยองของหวังหลิงจือพลันมลายหายไปจนสิ้น เขาลูบคางพลางเอ่ย “หา... ร้ายแรงถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”

เสิ่นซีส่ายหน้าด้วยความหงุดหงิดที่อีกฝ่ายไม่เอาถ่าน เขารู้ดีแก่ใจว่า สาเหตุที่เจ้านี่ทิ้งบุ๋นมาเอาดีทางบู๊ตั้งแต่เด็กก็เพราะรักสนุก เวลานี้จะให้เขากลับไปนั่งร่ำเรียนวิชาความรู้อย่างเป็นระบบ ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด การบีบบังคับให้เขาทำในสิ่งที่ไม่ถนัด วิธีที่ดีที่สุดจึงมีเพียงการใช้วิธียัดทะนาน บังคับให้เขาท่องเนื้อหาในตำราพิชัยสงครามให้ขึ้นใจ ถึงเวลาสอบก็แค่วาดน้ำเต้าตามแบบเขียนคัดลอกออกมาให้ได้ก็พอจะสอบผ่านไปได้ ถึงอย่างไรการสอบอู่จวี่ก็มิได้เรียกร้องความรู้ทางวิชาการจากผู้เข้าสอบสูงส่งอันใดนัก

(เชิงอรรถผู้แปล:

ยัดทะนาน (填鸭式的办法) สำนวนเปรียบเปรยการยัดเยียดความรู้ให้ท่องจำโดยไม่เน้นความเข้าใจ ดุจการยัดอาหารใส่ปากเป็ดให้โตเร็วๆ 

วาดน้ำเต้าตามแบบ (依样画葫芦) ลอกเลียนแบบหรือทำตามแบบอย่างที่มีอยู่เดิมโดยไม่ผิดเพี้ยน)

เดิมทีหวังหลิงจือหมายใจไว้ว่า หลังจากได้พบเสิ่นซีแล้ว จะขอให้เขาสอนวรยุทธ์ล้ำลึกให้อีกสักสองสามกระบวนท่า ทางที่ดีควรเป็นกระบวนท่าแบบที่เหล่าจอมยุทธ์ในบทนิทานอิงประวัติศาสตร์เขาใช้กัน ทว่าคิดไม่ถึงว่าพอพบหน้าปุ๊บ กลับถูกเทศนาสั่งสอนจนหน้าหงาย เขาจึงทำได้เพียงคอตกเดินกลับบ้านไปหมกมุ่นกับ “คัมภีร์ยุทธ์” ของตนต่อไป

เสิ่นซีมองตามแผ่นหลังอันห่อเหี่ยวของหวังหลิงจือ อดมิได้ที่จะทอดถอนใจ “ศิษย์น้องเอ๋ยศิษย์น้อง อย่าหาว่าศิษย์พี่ชอบสร้างความลำบากให้เจ้าเลย ที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่ออนาคตของเจ้าทั้งนั้นแหละ”

……

……

วันที่สิบสี่เดือนสอง หลังจากรอนแรมเดินทางมาสามวัน ในที่สุดเสิ่นซีก็กลับมาถึงตัวเมืองถิงโจว

คนในครอบครัวพากันออกมาต้อนรับเขาราวกับต้อนรับแม่ทัพที่สู้รบชนะศึกกลับมา ข่าวที่เสิ่นซีสอบซุ่ยเข่าได้ระดับหนึ่งนั้น ถูกโจวซื่อป่าวประกาศให้เพื่อนบ้านร้านตลาดรู้กันถ้วนหน้าไปตั้งนานแล้ว ยามที่เสิ่นซีเดินทางมาถึง เหล่าสามชียายหกแม่สื่อรวมถึงบรรดาป้า ๆ น้า ๆ แถวนั้นต่างก็พากันแห่แหนมารุมล้อม แต่ละคนล้วนประจบประแจงยกยอปอปั้นเสิ่นซีกันจนเลิศเลอ ทั้งบอกว่าวันหน้าต้องได้เป็นจวี่เหริน เป็นจิ้นซื่อ ได้สวมใส่เสื้อผ้าแพรพรรณ กินอาหารเลิศรส ได้รับบรรดาศักดิ์โหว รั้งตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี... ล้วนแต่เป็นถ้อยคำมงคลที่โจวซื่อโปรดปรานจะได้ยินทั้งสิ้น

โจวซื่อต้อนรับขับสู้บรรดาท่านป้าท่านน้าเหล่านี้อย่างกระตือรือร้น ไม่เพียงนำน้ำชาขนมของว่างออกมารับรอง ทว่าตอนที่พวกนางจะลากลับ ยังมอบยาสำเร็จรูปสำหรับแก้ปวดหัวตัวร้อนให้ไปคนละห่อ หนำซ้ำยังเอ่ยอย่างใจกว้างว่าให้ลงบัญชีไว้ในชื่อของนาง

“ท่านแม่ ยาสำเร็จรูปพวกนี้เอาไปขายได้เงินตั้งมากมายเชียวนะขอรับ ท่านเปลี่ยนนิสัยไปแล้วหรือไร” เสิ่นซีที่ยืนมองอยู่ด้านข้างรู้สึกเสียดายอยู่ลึก ๆ

โจวซื่อเอ็ดว่า “ญาติห่าง ๆ มิสู้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง เจ้าอุตส่าห์อ่านตำรามาตั้งมากมายนี่อ่านทะลุเข้าไปในท้องสุนัขหมดแล้วหรือไร! การผูกมิตรสร้างสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้านละแวกนี้ไว้ วันหน้าหากมีเรื่องอันใด พวกเขาก็ยังพอช่วยเหลือพึ่งพาได้ไม่น้อย เฮอะ... เมื่อหลายวันก่อนแม่เพิ่งจะฝันไป ว่าการสอบระดับมณฑลคราวนี้เจ้าสอบติดจวี่เหรินกลับมา แค่วันเดียวเจ้าก็เติบโตเป็นหนุ่ม จากนั้นก็ตบแต่งภรรยา พอวันที่สองก็คลอดเด็กชายตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ออกมาให้แม่ แม่ล่ะมีความสุขเสียจริงเชียว...”

นี่สินะที่เขาเรียกกันว่าฝันหวานหวงเหลียง? ทั้งสอบติดจวี่เหริน ทั้งเติบโตเป็นหนุ่ม ทั้งแต่งงานมีลูก แล้วพอตื่นขึ้นมาก็พบว่าเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่ง?

เขาอดมิได้ที่จะส่ายหน้า การสอบซุ่ยเข่าได้ระดับหนึ่งในครั้งนี้ สำหรับเขาแล้วมิใช่การหลุดพ้น ทว่ากลับเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางอันยากลำบากอีกสายหนึ่งต่างหาก สอบระดับท้องถิ่นเสร็จก็มีสอบระดับมณฑล สอบระดับมณฑลเสร็จก็ยังมีการสอบระดับเมืองหลวงและการสอบหน้าพระพักตร์รออยู่อีก จู่ ๆ เสิ่นซีก็รู้สึกว่า การอยากจะแอบอู้อู้งานในยุคสมัยนี้นั้น ช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญเสียเหลือเกิน

เมื่อเสิ่นซีกลับมาถึงเมืองถิงโจว เขาก็เริ่มสงบจิตสงบใจอ่านตำรา ทว่าผ่านไปไม่กี่วันก็ชักจะรู้สึกว้าวุ่นใจ โชคดีที่ซูทงแวะมาหาที่จวนเพื่อชักชวนให้ออกไปเดินเหยียบหญ้า เสิ่นซีเองก็กำลังอยากจะออกไปเดินเล่นคลายเครียดอยู่พอดี ทั้งสองจึงตกลงกันได้อย่างรวดเร็ว

(เชิงอรรถผู้แปล: เดินเหยียบหญ้า (踏青) ประเพณีการออกไปชื่นชมธรรมชาติในช่วงวสันตฤดู)

เนื่องจากก่อนหน้านี้เสิ่นซีได้รู้จักมักจี่กับสหายหลายคนผ่านการแนะนำของซูทง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นฮุ่ยเหนียงหรือโจวซื่อต่างก็อำนวยความสะดวกเปิดทางให้เขาไปพบปะสังสรรค์อย่างเต็มที่ ครั้นเมื่อพวกเขาเดินพ้นประตูร้านขายยาออกมา ซูทงถึงได้เอ่ยปากขออภัยว่าตนเองก็ต้องเตรียมตัวสอบระดับมณฑลเช่นกัน จึงไม่มีเวลาออกไปเที่ยวเล่นมากนัก ทำได้เพียงชักชวนสหายสนิทสองสามคนไปนั่งจิบชาที่โรงเตี๊ยมริมแม่น้ำถิงเจียงเท่านั้น

ในการสอบซุ่ยเข่าระดับเมืองครานี้ ซูทงสอบเพียงครั้งเดียวก็ได้เลื่อนขั้นเป็นหลิ่นเซิงทันที ทำให้ผู้เข้าสอบรุ่นเดียวกันต่างพากันอิจฉาตาร้อน เสิ่นซีเอ่ยหยอกล้อด้วยรอยยิ้ม “พี่ซู ที่บ้านท่านก็มิได้ขัดสนเงินทองเพียงหยิบมือนั้นเสียหน่อย ทว่ากลับกลายเป็นท่านที่ได้เลื่อนเป็นหลิ่นเซิง ส่วนข้ากว่าจะได้เป็นหลิ่นเซิงก็ไม่รู้จะต้องรอไปจนถึงปีเดือนใด”

ซูทงโบกมือไปมา “ก็แค่โชคดีเท่านั้นแหละ ในการสอบซุ่ยเข่าของสำนักศึกษาประจำเมืองปีนี้ มีหลิ่นเซิงสองสามคนที่คะแนนตกลงไปอยู่ระดับสาม ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดครานี้ถึงทำผลงานได้ดีเยี่ยมจนได้เลื่อนขั้นเป็นหลิ่นเซิงในรวดเดียว สถานการณ์เช่นนี้ก่อนหน้าจะสอบแม้แต่ข้าเองก็ยังคาดไม่ถึงเลย ทว่าเรื่องที่น้องเสิ่นไม่ได้เลื่อนเป็นหลิ่นเซิงต่างหาก ที่ทำให้พี่ชายอย่างข้ารู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง”

เสิ่นซีเอ่ยอย่างไม่สลักสำคัญนัก “สถานการณ์ของสำนักศึกษาระดับเมืองกับสำนักศึกษาระดับอำเภอนั้นย่อมแตกต่างกัน ข้าสามารถเลื่อนขั้นเป็นเจิงเซิงได้ ก็ถือว่าน่าพึงพอใจมากแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือการได้สิทธิ์เข้าร่วมการสอบระดับมณฑล หากข้าไม่ลงสอบในครานี้ ก็ต้องรอไปอีกสามปี ถึงเวลานั้นคุณชายซูก็คงได้เป็นจวี่เหรินไปแล้ว หากเป็นเช่นนั้นมิเท่ากับว่าข้าสร้างความกดดันให้ตนเองโดยไม่รู้ตัวหรอกหรือ”

ซูทงหัวเราะฮ่า ๆ ชี้หน้าเสิ่นซีพลางเอ่ย “น้องเสิ่น เจ้านี่ช่างเจรจาเสียจริง การสอบจวี่เหรินนั้น ย่อมไม่อาจรีบร้อนได้ในชั่วข้ามคืน ทว่าพี่ชายอย่างข้ามั่นใจในตัวน้องเสิ่นเป็นอย่างมาก เจ้ารู้หรือไม่ว่าเวลานี้ใต้เท้าหลี่แห่งคณะเสนาบดีเน่ยเก๋อได้รับการยกย่องว่าเป็นเด็กอัจฉริยะ อายุสิบห้าสอบติดจวี่เหริน อายุสิบเจ็ดสอบติดจิ้นซื่อ น้องเสิ่นจะต้องเก่งกาจเหนือกว่าเขาอย่างแน่นอน”

ซูทงกำลังกล่าวถึงหลี่ตงหยาง มหาบัณฑิตผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนักปัจจุบัน บุคคลผู้นี้มีชื่อเสียงในฐานะเด็กอัจฉริยะมาตั้งแต่วัยเยาว์ อายุเพียงสามขวบก็สามารถเขียนอักษรพู่กันตัวใหญ่ขนาดหนึ่งฉื่อได้แล้ว อายุห้าขวบได้ถวายการบรรยายอรรถาธิบายคัมภีร์ซ่างซูแด่จักรพรรดิหมิงจิ่งตี้ อายุสิบห้าปีเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลที่ซุ่นเทียนจนสอบติดจวี่เหริน เดือนสองในปีถัดมาเข้าร่วมการสอบระดับเมืองหลวงที่กรมพิธีการ ทว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ลานสอบ การสอบจึงต้องเลื่อนออกไป ครั้นถึงเดือนแปด ในการสอบระดับเมืองหลวงที่ถูกเลื่อนมา หลี่ตงหยางสอบได้อันดับที่หนึ่งร้อยแปดสิบห้า ผ่านไปอีกครึ่งปีก็เข้าร่วมการสอบหน้าพระพักตร์ และสอบได้จิ้นซื่ออันดับหนึ่งในขั้นที่สอง ได้รับคัดเลือกให้เป็นซู่จี๋ซื่อแห่งสำนักฮั่นหลิน ก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนางนับแต่นั้นเป็นต้นมา จวบจนถึงปีหงจื้อที่แปดก็ได้ก้าวเข้าสู่คณะเสนาบดีเน่ยเก๋อ ดำรงตำแหน่งขุนนางผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด

(เชิงอรรถผู้แปล: 

หลี่ตงหยาง (李东阳) ขุนนางคนสำคัญและผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนักหมิง

คัมภีร์ซ่างซู (尚书) 1 ใน 5 คัมภีร์หลัก ว่าด้วยประวัติศาสตร์

จิ้นซื่ออันดับหนึ่งในขั้นที่สอง (二甲进士第一) การสอบได้อันดับ 4 ของประเทศในการสอบหน้าพระพักตร์ หรือการสอบเตี้ยนซื่อ ตำแหน่งรองจาก จอหงวน ปั๋งเหยี่ยน ทั่นฮวา

ซู่จี๋ซื่อ (庶吉士) ตำแหน่งขุนนางฝึกหัดในสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลิน

คณะเสนาบดีเน่ยเก๋อ (内阁) องค์กรที่ปรึกษาและผู้ร่าง/กลั่นกรองราชการสำคัญใกล้ชิดฮ่องเต้)

เมื่อเสิ่นซีได้ยินซูทงนำตนไปเทียบเคียงกับหลี่ตงหยาง ก็รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “คุณชายซูยกย่องข้าเกินไปแล้วขอรับ”

จบบทที่ ตอนที่ 308 สุดยอดพิชัยยุทธ์คือทำลายอุบายศัตรู

คัดลอกลิงก์แล้ว