- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 307 ชาติตระกูลมิคู่ควร
ตอนที่ 307 ชาติตระกูลมิคู่ควร
ตอนที่ 307 ชาติตระกูลมิคู่ควร
สาวใช้ประคองเบาะรองนั่งมาจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย ทว่าคุณหนูตระกูลจวงกลับยังไม่ยอมทิ้งตัวลงนั่ง นางปรายตามองเสิ่นซีพลางเอ่ยขึ้น "เจ้าเป็นถึงซิ่วไฉมิใช่หรือ ย่อมต้องรู้หนังสือเข้าใจจารีตถึงจะถูก เหตุใดจึงไม่ลุกขึ้นต้อนรับข้าเล่า"
เสิ่นซีกะพริบตาปริบๆ "ข้ามิได้รู้จักมักจี่กับเจ้าเสียหน่อย ไฉนจึงต้องลุกไปต้อนรับด้วยเล่า"
"เจ้า..."
เด็กสาวเลิกคิ้วขึ้น ทิ้งตัวลงนั่งอย่างขัดใจ พลางหันไปตวาดสั่งสาวใช้ข้างกาย "ไปชงชาร้อนมาสักป้านสิ!"
สาวใช้ตอบเสียงอ่อยอย่างน่าสงสาร "คุณหนูเจ้าคะ ที่นี่มิใช่จวนของเรา ไม่มีที่ให้ชงชาหรอกเจ้าค่ะ"
เด็กสาวยื่นปากเบาะบึ้ง "นี่แม้แต่เจ้าก็ตั้งใจจะยั่วโมโหข้าใช่หรือไม่! ยืนกรานจะให้มาพบปะพูดคุยในสถานที่พรรค์นี้ให้จงได้ เหตุใดจึงไม่เปลี่ยนไปโรงเตี๊ยมเสียเล่า จะได้ไม่ต้องทนหนาวเหน็บถึงเพียงนี้... เจ้าถอยไปก่อนเถิด ตรงนี้ไม่ต้องมีคนคอยปรนนิบัติแล้ว"
สาวใช้จึงค่อยๆ ซอยเท้าก้าวสั้นๆ ออกจากศาลา ทว่าก็มิกล้าเดินไปไกลนัก นางหยุดยืนอยู่หลังภูเขาจำลอง เสิ่นซีปรายตาแลกวาดมองแวบหนึ่ง ก็เห็นว่าแม่สาวใช้ตัวน้อยกำลังชะเง้อชะแง้แอบลอบมองมาทางนี้อยู่
เสิ่นซีลอบคิดในใจ "นี่ใช่คุณหนูตระกูลขุนนางธรรมดาที่ใดกัน นี่มันแม่ทูนหัวตัวน้อยชัดๆ... บิดานางเพิ่งจะสอบผ่านได้เป็นใต้เท้าจวี่เหรินก็ยังวางมาดใหญ่วางโตถึงเพียงนี้ หากวันหน้าบิดานางสอบได้เป็นจิ้นซื่อขึ้นเป็นขุนนางใหญ่ นางมิรื้อสวรรค์ลงมาเลยหรือไร"
เมื่อเด็กสาวนั่งลงเรียบร้อย นางก็ล้วงเอาห่อผ้าใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ คราแรกเสิ่นซีนึกว่าเป็นถุงหอม ทว่าเมื่อเพ่งมองดูดีๆ กลับพบว่าเป็นถุงอุ่นมือที่ตัดเย็บอย่างประณีตงดงาม เสื้อผ้าในยุคสมัยนี้มิมีกระเป๋าให้ซุกมือ หากต้องการความอบอุ่น หากไม่สอดมือซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ก็ต้องอาศัยถุงหนังแกะใส่น้ำร้อนเพื่อบรรเทาความหนาว ถุงอุ่นมือของเด็กสาวผู้นี้ห่อหุ้มถุงหนังแกะไว้ด้วยผ้าที่ตกแต่งประดับประดาเสียจนวิจิตรบรรจง ชวนให้สะดุดตายิ่งนัก
"นี่ เจ้ามองหน้าข้าทำไม บนหน้าข้ามีดอกไม้งอกอยู่หรือไร!" เด็กสาวเห็นเสิ่นซีจ้องมองมาตาไม่กะพริบ ก็สำคัญผิดคิดว่าเขากำลังจับจ้องใบหน้าของนาง จึงแหวใส่ด้วยความขัดใจ
เสิ่นซีได้ยินดังนั้นจึงเบือนหน้าหนีไปอีกทาง พลางล้วงมือเข้าไปเกาแกรกๆ ในร่มผ้า "โอ๊ยยย... คันหลังชะมัดเลย คล้ายจะมีหมัดกระมัง"
เด็กสาวสะดุ้งโหยงตกใจสุดขีด รีบผุดลุกขึ้นถอยกรูดไปสองก้าว "ม...มันอยู่ตรงไหนรึ!"
เสิ่นซียักไหล่กางมือออกสองข้าง "เด็กบ้านไร่บ้านนาธรรมดาอย่างข้า ตามเนื้อตัวจะมีหมัดสักสองสามตัวแปลกตรงไหนกัน ที่บ้านข้ายังมีหนูอีกบานตะไท มีทั้งเจ้าต้าเฉียง เจ้าเอ้อร์เฉียง แล้วก็เจ้าเสี่ยวเฉียง..."
คราวนี้เด็กสาวขยับหนีห่างออกไปไกลกว่าเดิม นางยืนห่อไหล่ทำตัวลีบ พลางเอ่ยถามเสียงสั่น "ต้าเฉียงกับเอ้อร์เฉียงคือผู้ใดกัน"
เสิ่นซีแสร้งตีหน้าซื่อตาใส งอนิ้วนับทีละนิ้ว "ต้าเฉียงกับเอ้อร์เฉียงก็คือหนูบ้านข้าไงเล่า ส่วนเจ้าเสี่ยวเฉียงคือแมลงสาบ พวกเราทั้งสี่เป็นสหายร่วมสาบานตกทุกข์ได้ยากมาด้วยกัน ตกกลางคืนก็ต้องนอนกอดก่ายร่วมเตียงเดียวกันทุกคืน"
เด็กสาวเบิกตากว้าง มองเสิ่นซีประหนึ่งกำลังเห็นตัวประหลาด "จ...เจ้านี่ช่างน่าสะอิดสะเอียนเสียจริง! ถึงกับนับญาติเป็นพี่เป็นน้องกับหนูกับแมลงสาบเนี่ยนะ! เช่นนั้นหมัดบนตัวเจ้า เจ้าก็เป็นคนเลี้ยงมันไว้งั้นสิ!"
เสิ่นซียังคงพูดส่งเดชน้ำไหลไฟดับ "ก็มิถึงขนาดนั้นหรอก เพียงแต่ที่บ้านมันสกปรกซกมกไปหน่อย ข้าไม่ได้อาบน้ำซักผ้ามาตั้งสองสามปีแล้ว ตามตัวจะมีหมัดสักกระหยิบมือก็ถือเป็นเรื่องปกติ ทว่าหมัดพวกนี้ก็เป็นของบำรุงชั้นเลิศเชียวหนา ตกกลางคืนข้ามักจะจับมันมาแบ่งกันกินกับพี่น้องทั้งสามของข้า พวกเขาก็อาศัยของพรรค์นี้แหละช่วยเสริมเรี่ยวแรง"
"ข้ามิปิดบังเจ้าหรอกนะ วันนี้ก่อนข้าจะออกจากบ้าน ท่านย่าอุตส่าห์ไปหยิบยืมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านจากเพื่อนบ้านมาให้ข้าผลัดเปลี่ยน ทว่าเสื้อชั้นในกลับมิได้เปลี่ยนตัวใหม่ เจ้าหมัดพวกนี้ก็คงจะรอดหูรอดตากระโดดตามออกมาด้วยเป็นแน่"
ในขณะที่เสิ่นซีกำลังรีดเค้นสมองสรรหาสารพัดคำพูดน่าสะอิดสะเอียนมาข่มขวัญยัยหนูจอมเอาแต่ใจอยู่นั้นเอง แม่สาวใช้ตัวน้อยก็วิ่งกระหืดกระหอบหน้าตั้งเข้ามา พลางร้องถามเสียงหอบฮัก "คุณหนูๆ มีอันใดหรือเจ้าคะ!" นางเห็นคุณหนูของตนผุดลุกขึ้นยืนกะทันหัน จึงนึกไปว่ามีเรื่องจะเรียกใช้ตน
"จ...เจ้ารีบไปหาฉากหรือม่านมากั้นข้ากับเขาทีเถอะ คนผู้นี้น่าสะอิดสะเอียนเกินทนแล้ว!" เวลานี้บนใบหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์และอยากจะหลบหนีไปให้พ้นๆ นางไม่กล้าแม้แต่จะหย่อนกายลงนั่ง ทว่าก็ยังมิวายออกคำสั่งอันเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญแก่สาวใช้
เสิ่นซีเบ้ปาก "สมกับที่เป็นคุณหนูใหญ่ผู้เอาแต่ใจเสียจริง เจ้าจะให้นางไปเสาะหาฉากกั้นมาจากที่ใดกันเล่า หรือไม่เช่นนั้น เจ้าก็กลับเรือนไปกับข้าสิ ที่บ้านข้าออกจะกว้างขวางใหญ่โต เจ้าจะได้ไม่ต้องทนอึดอัดนั่งเบียดเสียดใกล้ชิดกับข้า หนำซ้ำยังจะได้ทำความรู้จักกับเจ้าต้าเฉียงและเจ้าเอ้อร์เฉียงด้วย..."
ถ้อยคำนั้นราวกับเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัวที่สุดในสามโลก เด็กสาวกรีดร้องเสียงแหลมปรี๊ด "ไปตายเสียเถิด! ผู้ใดบอกว่าจะกลับเรือนไปกับเจ้ากัน! เสี่ยวฉิง พวกเรากลับ!"
ขาดคำ นางก็สะบัดหน้าหนีหมายจะพาสาวใช้ตัวน้อยจ้ำอ้าวกลับไป ทว่าเสี่ยวฉิงกลับรีบกางแขนขวางเอาไว้ "คุณหนู ทำเช่นนี้มิได้นะเจ้าคะ นายท่านกำชับนักกำชับหนา ว่าให้คุณหนูอยู่ทำความรู้จักมักจี่กับคุณชายเสิ่นที่นี่ให้นานสักหน่อย วันข้างหน้าพวกท่านสองคนยังต้องตบแต่งเป็นสามีภรรยากันนะเจ้าคะ"
เด็กสาวยังคงดึงดันจะไปให้จงได้ ทว่าเสิ่นซีกลับพุ่งพรวดมาขวางหน้ากางกั้นนางไว้อย่างเหนือความคาดหมาย เด็กสาวตกใจจนรีบผงะถอยหลังไปสองก้าว เอ่ยถามอย่างตัวสั่นงันงก "จ...เจ้าจะทำอันใด!"
เสิ่นซีคลี่ยิ้มร้ายกาจประดับมุมปาก "คุณหนู อย่าเพิ่งด่วนจากไปสิขอรับ พวกเราเพิ่งจะเริ่มสนทนาพาทีกันแท้ๆ หากท่านปุบปับสะบัดก้นหนีไปเช่นนี้ ประเดี๋ยวผู้คนจะพากันครหาว่าข้าต้อนรับขับสู้ขาดตกบกพร่อง หรือหาว่าข้าล่วงเกินโฉมงามเข้าให้ หากเป็นเช่นนั้นข้าคงต้องรับเคราะห์ถูกปรักปรำจนตายเป็นแน่"
"จ...เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่"
เด็กสาวเอ่ยถามพลางร่นถอยหลังไปจนติดขอบศาลา หากถอยร่นไปมากกว่านี้ก็จะเป็นสระน้ำแล้ว
แม้แต่แม่สาวใช้ตัวน้อยก็ยังต้องกางสองแขนออกกว้างเพื่อปกป้องผู้เป็นนาย พร้อมตวาดลั่น "อย่ามาล่วงเกินคุณหนูของข้านะ!"
เสิ่นซียักไหล่ด้วยท่วงท่าสบายๆ "ข้าก็แค่อยากจะตกลงกันให้รู้เรื่องสักสองสามประโยค ตกลงแล้วเป็นข้าที่ไม่ถูกตาต้องใจคุณหนูของเจ้า หรือเป็นคุณหนูของเจ้าที่ไม่สบอารมณ์ข้ากันแน่ มิเช่นนั้นหากข้ากลับไปย่อมไม่อาจหาคำตอบไปรายงานท่านย่าได้"
"ถุย! สันดานเยี่ยงเจ้านี้ ผู้ใดจะไปแยแสใส่ใจกัน! เสี่ยวฉิง พวกเรากลับ! คนพรรค์นี้ต่อให้ตีจนตายข้าก็ไม่อยากจะเสวนาด้วยแม้แต่ครึ่งคำ ยังจะให้ข้าแต่งงานด้วยงั้นหรือ ถุยๆๆ... ทั้งซกมกทั้งน่าสะอิดสะเอียน..."
พูดจบนางก็หมุนตัวจ้ำอ้าวหนีไปโดยไม่รั้งรอ แม้กระทั่งถุงอุ่นมือที่ถูกลืมทิ้งไว้บนโต๊ะหินก็ยังไม่เหลียวแล นางจูงมือแม่สาวใช้ตัวน้อยวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปอย่างรวดเร็ว
เสิ่นซีหยิบถุงอุ่นมือนั้นขึ้นมาพิจารณาดู ฝีเข็มการเย็บปักนั้นประณีตบรรจงยิ่งนัก ดูประหนึ่งผลงานชิ้นเอกที่ช่างฝีมือตั้งใจรังสรรค์ขึ้นมา ของพรรค์นี้ในเมืองเล็กๆ อย่างเมืองถิงโจว ต่อให้มีเงินทองกองตรงหน้าก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่ายๆ เสิ่นซีพลันนึกขึ้นได้ว่าหลินไต้มักจะบ่นกระปอดกระแปดว่ามือเย็นอยู่บ่อยครั้ง เช่นนั้นสู้เก็บเอากลับไปกำนัลเป็นของขวัญให้นางก็เข้าทีไม่เลว
……
……
คล้อยหลังกลับมาถึงจวน ทางฝั่งตระกูลจวงก็ส่งคนมาดักรออยู่ก่อนแล้ว แว่วว่าเป็นถึงพ่อบ้านประจำตระกูลจวง เขาเดินทางมาเพื่อชี้แจงแถลงไขถึงเรื่องราวอันเป็นที่มาของความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างการดูตัวของเสิ่นซีและคุณหนูตระกูลจวงเมื่อครู่นี้ ทว่าทางตระกูลจวงย่อมต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกนึกคิดของคุณหนูตนเป็นหลัก จึงอ้างว่าเรื่องการเกี่ยวดองในครั้งนี้คงต้อง "ขอรับไว้พิจารณาอีกครา" ซึ่งอันที่จริงก็คือการปฏิเสธเพราะไม่พึงพอใจในตัวเสิ่นซีนั่นเอง
สำหรับฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อแล้ว ชั่วชีวิตนี้นางให้ความสำคัญกับหน้าตาและศักดิ์ศรีเหนือสิ่งอื่นใด ในเมื่อตระกูลจวงเอ่ยปากออกมาชัดเจนแล้วว่าไม่สบอารมณ์ในตัวหลานชายของนาง นางก็คร้านจะซักไซ้ไล่เลียงหาสาเหตุให้มากความ เรื่องฉีกหน้าฉีกตาพรรค์นี้นางย่อมหยิ่งทะนงเกินกว่าจะลดตัวลงไปทำ
เสิ่นซีหยั่งรู้ถึงนิสัยรักศักดิ์ศรีและไม่ยอมคนของท่านย่าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ขอเพียงเขาสามารถข่มขวัญขับไล่คุณหนูตระกูลจวงให้ล่าถอยไปได้ แผนการร้ายของเขาก็ถือว่าสำเร็จลุล่วงแล้ว
เมื่อคนของตระกูลจวงจากไปแล้ว หลี่ซื่อก็ยังคงโกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟ หวังซื่อที่รอสมน้ำหน้าอยู่แล้วเอ่ยเยาะเย้ยขึ้น "ดูท่าตระกูลจวงคงจะรังเกียจว่าชีหลางบ้านเราไร้ราศีผู้ดีกระมัง ถึงขนาดยอมไม่แต่งบุตรีให้เลยเชียว"
หลี่ซื่อตวาดลั่น "หุบปาก!"
หวังซื่อจึงจำต้องหุบปากฉับอย่างว่าง่าย ทว่านางก็ยังมิวายปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง บนใบหน้าฉายแววได้ใจอย่างปิดไม่มิด เพราะนางรู้สึกว่าบุตรชายของตนได้ตบแต่งสะใภ้ที่ดีเลิศ นางหลงลืมเรื่องที่ตระกูลหลวี่เคยเตะถ่วงเลื่อนกำหนดการแต่งงานออกไปก่อนหน้านี้เสียสนิท
เสิ่นหมิงจวินเอ่ยปลอบมารดา "ท่านแม่ ดับไฟโกรธลงก่อนเถิดขอรับ บางทีพวกเราอาจจะมิคู่ควรไปเอื้อมเด็ดดอกฟ้าอย่างตระกูลเขาจริงๆ ก็ได้"
หลี่ซื่อแค่นเสียงเย็นชา "มีอันใดมิคู่ควรกันเล่า! ต่อให้คนแซ่จวงนั่นจะเป็นตระกูลใหญ่โตมาจากที่ใด เขามีลูกหลานที่สอบได้เป็นซิ่วไฉตั้งแต่อายุสิบเอ็ดขวบหรือไม่เล่า! หากวันข้างหน้าชีหลางบ้านเราสอบได้เป็นจวี่เหริน ถึงตอนนั้นเกรงว่าจะเป็นตระกูลเขานั่นแหละที่เอื้อมไม่ถึงพวกเรา!"
เฉียนซื่อรีบผสมโรงเติมเชื้อไฟทันที "ชีหลางสอบได้เป็นจวี่เหริน แล้วเขาไม่อนุญาตให้ตระกูลจวงสอบได้เป็นจิ้นซื่อหรือไรเจ้าคะ..."
"พวกไม่ได้ความ! นี่ใช่คำพูดที่พวกเจ้าในฐานะผู้อาวุโสสมควรหลุดปากออกมางั้นหรือ ฮึกเหิมให้ข้าศึก ข่มขวัญพวกเดียวกันเองแท้ๆ! เหล่าเยา เจ้ามิต้องพาเสี่ยวหลางกลับไปที่ตัวเมืองแล้ว ทิ้งเขาไว้ที่นี่แหละ จับไปขังไว้ในลานหลังเรือนให้อ่านตำราสักสองสามเดือน!"
ในยามโกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟ หลี่ซื่อถึงกับตัดสินใจกระทำการบางอย่างที่ทำให้เสิ่นซีได้ยินแล้วรู้สึกอึดอัดทรมานใจจนแทบกระอัก
นี่นางตั้งใจจะให้เขาเดินตามรอยเท้าของเสิ่นหมิงเหวินงั้นหรือ!
หวังซื่อหัวร่อ "ท่านแม่เจ้าคะ ต่อให้ท่านขังชีหลางไว้ในลานหลังเรือนสักสิบปี เขาก็คงสอบไม่ติดจวี่เหรินหรอกเจ้าค่ะ ไฉนต้องไปสร้างความลำบากให้เขาด้วยเล่า เอ้อ... ข้าหมายถึง ชีหลางยังเด็กนัก ไปเข้มงวดกะเกณฑ์เขาเช่นนี้ ออกจะเกินไปหน่อยหรือไม่เจ้าคะ"
แต่ไหนแต่ไรเสิ่นซีไม่เคยรู้สึกว่าคำพูดของหวังซื่อรื่นหูหรือน่าฟังมาก่อน ทว่ามีเพียงประโยคนี้เท่านั้นที่เขารู้สึกว่านางพูดจาภาษาคนได้สักที ใช่แล้ว! ข้าอายุยังน้อยแค่นี้ ท่านมาจับขังข้าไว้ในห้องมืดลานหลังเรือนเพื่อบีบให้อ่านตำรานี่มันหมายความว่ากระไรกัน หากต้องให้ข้าทนนั่งมองหน้าหงิกเป็นมะระของเสิ่นหมิงเหวินทั้งวัน สู้ให้ข้าเอาหัวโขกกำแพงตายแล้วไปเกิดใหม่เสียยังจะดีกว่า!
เสิ่นหมิงจวินรีบเอ่ยปากแก้ต่างให้ลูกชาย "ท่านแม่ อย่าเพิ่งบันดาลโทสะจนเสียสุขภาพเลยขอรับ ท่านอาจารย์ของเสี่ยวหลางเคยกล่าวไว้ ว่าวันข้างหน้าเขาจะมีอนาคตไกลไร้ขีดจำกัด ทว่าไม่อาจบีบคั้นหรือกดดันเขาจนเกินไปนัก เมื่อเวลาผ่านไปเขาย่อมก้าวหน้าขึ้นเองอย่างแน่นอน หากท่านขังเขาไว้เช่นนี้ ข้ากับเหอเอ๋อร์... คงคิดถึงเขาแย่เลยขอรับ"
หวังซื่อสวนขึ้นทันควัน "แค่พวกเจ้าสองผัวเมียไม่ได้เจอหน้าลูกชายก็คิดถึงแล้วหรือ ส่วนข้าผู้เป็นภรรยา สามีอยู่ใกล้แค่เอื้อมแท้ๆ กลับต้องทนใช้ชีวิตราวกับแม่ม่าย ความอยุติธรรมนี้ข้าจะไปร้องทุกข์กับผู้ใดได้!"
อันที่จริงหลี่ซื่อก็แค่พลั้งปากพูดออกมาเพราะความโกรธเกรี้ยวเท่านั้น นางยังไม่ถึงขั้นใจไม้ไส้ระกำจับเสิ่นซีในวัยเยาว์ไปขังไว้ลานหลังเรือนเพื่ออ่านตำราหรอก แต่ก่อนต่อให้นางอยากจะให้เสิ่นซีกลับมา ก็เพียงหมายใจจะให้เขาได้ร่ำเรียนตำราภายใต้สายตาอันเข้มงวดของนาง เช่นเดียวกับที่คอยจับตาดูเสิ่นหย่งจั๋วเท่านั้น หลี่ซื่อโบกมือปัด "เอาเถิด! ในเมื่อตระกูลจวงนั่นไม่ยอมเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน พวกเราก็ไม่คิดจะเอื้อมเด็ดดอกฟ้าให้เหนื่อยเปล่า! วันหน้าหากชีหลางมีวิชาความรู้ ต่อให้ตระกูลจวงมาคุกเข่าอ้อนวอนขอส่งลูกสาวมาตบแต่งให้ ก็อย่าได้หวังเลย!"
เรื่องที่เสิ่นซีเคยวิตกกังวลมาตลอด ท้ายที่สุดก็ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์แบบด้วยวาจาเพียงประโยคเดียวของฮูหยินเฒ่า
……
……
วันที่หกเดือนสอง เป็นวันประกาศผลการประเมินผลซุ่ยเข่า
เนื่องจากเวลานี้เสิ่นหมิงเหวินถูกจับไปขังในห้องมืดเพื่ออ่านตำรา ภาระหน้าที่ในการไปดูป้ายประกาศผลสอบจึงตกเป็นของเสิ่นซีและเสิ่นหย่งจั๋ว เสิ่นหย่งจั๋วนั้นไปดูผลสอบแทนผู้เป็นบิดา ก่อนที่เสิ่นซีจะก้าวเท้าออกจากบ้าน เขาก็แอบเห็นฮูหยินเฒ่ากำลังเช็ดทำความสะอาดไม้เรียวอยู่เงียบๆ ความหมายนั้นช่างชัดเจนยิ่งนัก หากครานี้เสิ่นหมิงเหวินและเขาสอบได้คะแนนไม่สู้ดีนัก ขากลับไปย่อมมิแคล้วต้องโดนกฎบ้านลงทัณฑ์เป็นแน่
การรับโทษตามกฎบ้านสำหรับเสิ่นหมิงเหวินนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด ทว่าเสิ่นซีกลับไม่เคยลิ้มรสความเจ็บปวดจากการถูกไม้เรียวเฆี่ยนตีจนก้นแตกเลือดซิบมาก่อน โชคดีที่ครานี้เป็นการสอบซุ่ยเข่าครั้งแรกของเขา ขอเพียงเขาสามารถสอบได้อยู่ภายในสามระดับแรกก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ส่วนเสิ่นหมิงเหวินนั้นในฐานะที่เป็นถึงหลิ่นเซิง ขอเพียงเขาไม่สามารถสอบติดระดับหนึ่งได้ ไม้เรียวมื้อนี้ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เป็นแน่
เสิ่นหย่งจั๋วรับหน้าที่เป็นพี่ชายใหญ่ พาเสิ่นซีมุ่งหน้าไปยังที่ทำการสำนักศึกษา ระหว่างทางเขายังคงทอดถอนใจด้วยความอิจฉาเสิ่นซียิ่งนัก "หากข้าสามารถสอบติดเป็นซิ่วไฉได้บ้าง ก็จะได้ไปเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลเหมือนน้องเจ็ดและท่านพ่อ... เช่นนั้นคงจะดีไม่น้อยเลยหนา..."
เสิ่นซีเองก็จนปัญญา ไม่รู้จะเอ่ยปากปลอบโยนเสิ่นหย่งจั๋วเช่นไรดี
แม้สติปัญญาของเสิ่นหย่งจั๋วจะดูเรียบง่ายธรรมดา ทว่าก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสร่ำเรียนให้ก้าวหน้าได้เลย น่าเสียดายที่พรสวรรค์ของเสิ่นหย่งจั๋วกลับถูกวิธีอบรมสั่งสอนอันบิดเบี้ยววิปริตของหลี่ซื่อและหวังซื่อกัดกร่อนทำลายจนหมดสิ้น คนที่เอาแต่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ร่มเงาของท่านย่าและบิดามารดามาตลอดเช่นนี้ แม้แต่การคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองอย่างเป็นอิสระยังไม่อาจทำได้ แล้วจะไปหวังให้เขาตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเคร่งครัดได้อย่างไรกัน
เมื่อเดินทางมาถึงที่ทำการสำนักศึกษา ก็พบว่ามีเซิงหยวนมารอฟังผลสอบอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาติดป้ายประกาศ ผู้คนมากมายจึงพากันจับกลุ่มยืนสนทนากันเซ็งแซ่ หัวข้อส่วนใหญ่ล้วนหนีไม่พ้นการวิพากษ์วิจารณ์โจทย์ข้อสอบซุ่ยเข่าในครานี้
"ออกมาแล้ว ออกมาแล้ว!"
เมื่อฝูงชนเห็นเจี้ยวอวี้แห่งสำนักศึกษาเดินออกมา ต่างก็พากันกรูเข้าไปห้อมล้อม เมื่อเห็นว่าในมือของเจี้ยวอวี้ถือกระดาษที่มีรายชื่อเขียนอยู่เพียงไม่กี่ชื่อ จึงรีบร้อนเอ่ยถามขึ้น "ไม่ทราบว่านี่คือรายชื่อผู้เข้าสอบระดับใดหรือขอรับ"
"นี่เป็นรายชื่อผู้เข้าสอบระดับสี่ ในการสอบซุ่ยเข่าครานี้ ไม่มีผู้เข้าสอบคนใดอยู่ในระดับห้าลงไปเลย"
เหล่าเซิงหยวนได้ยินดังนั้นถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แม้การสอบได้ระดับสี่จะหมายความว่าพวกเขาต้องเปลี่ยนชุดบัณฑิตจากสีครามเป็นสีฟ้า ทว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ยังสามารถรักษาคุณวุฒิซิ่วไฉของตนเอาไว้ได้ หนำซ้ำยังไม่ต้องถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว หากครานี้สอบได้คะแนนไม่ดี ก็ยังสามารถรอแก้ตัวทำผลงานให้ดีขึ้นในการสอบเคอซื่อคราวหน้าได้
(เชิงอรรถผู้แปล: เคอซื่อ (科试) การสอบเพื่อวัดระดับความรู้ของซิ่วไฉก่อนการสอบระดับมณฑล)
เจี้ยวอวี้ป่าวประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านระดับสี่สองสามคนนั้นออกมา เนื่องจากผู้ที่มีรายชื่ออยู่บนป้ายประกาศต่างก็คาดเดาผลลัพธ์ของตนเองไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว จึงไม่มีผู้ใดแสดงท่าทีแตกตื่นตกใจจนเกินพอดี
เสิ่นซีลอบยินดีอยู่ในใจ โชคดีนักที่ไม่มีชื่อของเขาอยู่บนนั้น
หลังจากเจี้ยวอวี้ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านระดับสี่เสร็จสิ้น เขาก็เดินกลับเข้าไปด้านใน แล้วนำป้ายประกาศรายชื่อผู้เข้าสอบที่ได้ระดับสองและระดับสามออกมาติดให้ทุกคนได้เห็น
ระดับสองและระดับสาม แม้จะดูห่างกันเพียงขั้นเดียว ทว่าอันที่จริงในการสอบซุ่ยเข่าแล้ว ทั้งสองระดับนี้ล้วนถือว่าเป็นคะแนนที่สอบผ่าน เพียงแต่หากผู้ที่เป็นหลิ่นเซิงสอบได้ในสองระดับนี้ ครอบครัวของพวกเขาย่อมต้องถูกตัดเสบียงข้าวสาร ทว่าหากเป็นผู้อื่นที่สอบได้ในสองระดับนี้ สถานะของพวกเขาก็จะไม่เลื่อนขึ้นและไม่ลดลง หนำซ้ำยังมีคุณสมบัติเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลได้ตามปกติ ถือว่าเป็นคะแนนที่เสมอตัว ไม่โดดเด่นแต่ก็ไม่ตกต่ำ
"รีบดูเร็วเข้า มีชื่อข้าอยู่บนนั้นหรือไม่"
เสิ่นซีไหว้วานให้เสิ่นหย่งจั๋วช่วยกวาดสายตามองหารายชื่อของเขาให้ที เนื่องจากผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ล้วนมีรายชื่อปรากฏอยู่ในระดับนี้ การจะค้นหาชื่อของตัวเองท่ามกลางรายชื่อมากมายก่ายกองเช่นนี้ จึงนับว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากอยู่ไม่น้อย