- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 306 การดูตัวที่แสนจะพิเศษ
ตอนที่ 306 การดูตัวที่แสนจะพิเศษ
ตอนที่ 306 การดูตัวที่แสนจะพิเศษ
เสิ่นซีไม่ได้ตั้งเป้าหมายใหญ่โตหรือกดดันตนเอง ว่าจะต้องทำคะแนนให้ได้ดีเลิศเพียงใดในการสอบประเมินผลซุ่ยเข่าครั้งนี้ ความคิดของเขาเรียบง่ายและอยู่กับความเป็นจริง ขอเพียงบทความของตนเองเขียนออกมาได้ราบรื่นชัดเจน ไม่จำเป็นต้องหวังถึงระดับหนึ่ง ขอเพียงจัดให้อยู่ในระดับสองหรือระดับสาม เพื่อให้เขามีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบระดับมณฑลในปีนี้ได้ก็พอแล้ว
ตามธรรมเนียมปฏิบัติในปีก่อน ๆ สำหรับการประเมินผลซุ่ยเข่าและการสอบเคอซื่อโดยทั่วไป ขอเพียงบทความของผู้เข้าสอบไม่ได้ย่ำแย่จนอ่านไม่รู้เรื่อง ก็ย่อมไม่ถูกจัดให้อยู่ในระดับสี่หรือระดับห้า และเรื่องที่จะถูกจัดให้อยู่ในระดับหกจนถูกริบคุณวุฒิซิ่วไฉคืนนั้น ยิ่งเป็นเรื่องที่แทบจะไม่เคยได้ยินมาก่อน เพราะการจะริบคุณวุฒิซิ่วไฉคืนนั้นมีขั้นตอนที่เกี่ยวข้องวุ่นวายมากมายนัก ในช่วงปีที่มีการสอบระดับมณฑลเช่นนี้ ต่อให้ซูขุยจะขัดหูขัดตาผู้ใดและตั้งใจจะเล่นงานใครจริง ๆ เขาก็คงไม่มีเวลาว่างมาจัดการเรื่องหยุมหยิมพวกนี้หรอก
สอบเสร็จเสิ่นซีก็เดินทางกลับบ้านพร้อมกับเสิ่นหมิงเหวิน เพิ่งจะก้าวพ้นประตูสนามสอบ เสิ่นหมิงเหวินก็ยัดตะกร้าสอบใส่มือเสิ่นซีทันที คราวนี้ช่างตรงไปตรงมาเสียจริง กระทั่งข้ออ้างก็ยังคร้านจะหามาอ้างแล้ว
ระหว่างทาง เสิ่นหมิงเหวินก็คร้านที่จะเสวนาเรื่องเนื้อหาการประเมินผลซุ่ยเข่ากับเสิ่นซี หรืออาจจะเป็นเพราะเขารู้สึกว่า ด้วยวัยเด็กน้อยอย่างเสิ่นซี การจะรับรู้ว่าโจทย์มาจากตำราเล่มใดยังนับว่าเป็นเรื่องยากยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงว่าจะสามารถเขียนบทความดี ๆ อันใดออกมาได้เลย
“หลานรัก ในตัวเจ้าพกเงินทองมาบ้างหรือไม่?” เมื่อเดินมาถึงหน้าหอสุราแห่งหนึ่ง จู่ ๆ เสิ่นหมิงเหวินก็หยุดฝีเท้า จ้องมองเข้าไปด้านในตาละห้อยอยู่นาน ก่อนจะหันมาเอ่ยถาม
เสิ่นซีส่ายหน้า แม้ยามนี้ในอกเสื้อของเขาจะมีตั๋วเงินสิบตำลึงที่ฮุ่ยเหนียงยัดใส่มือมาให้ ซึ่งสามารถนำไปแลกเป็นเงินก้อนที่สาขาย่อยของโรงเงินในอำเภอหนิงฮว่า เพื่อเตรียมพร้อมรับเหตุไม่คาดฝันได้ ซ้ำยังมีเศษเงินก้อนและเหรียญทองแดงที่เขาสะสมไว้อีกเล็กน้อย หากมีเงินก้อนนี้ เสิ่นซีก็สามารถกินดื่มเที่ยวเล่นในหนิงฮว่า ทำตัวเป็นลูกล้างลูกผลาญที่ใช้จ่ายมือเติบได้อย่างสบาย ๆ ทว่าในยามนี้เขาไม่มีทางบอกความจริงกับเสิ่นหมิงเหวินเด็ดขาด
ความรู้สึกมีใจรวนเรเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเสิ่นหมิงเหวินนั้น ปิดบังผู้ใดไม่ได้หรอก เห็นได้ชัดว่าเขาอยากจะเข้าไปดื่มสุราแก้กลุ้ม และหากเป็นไปได้ก็คงอยากจะแวะหาความสำราญเริงรมย์เสียหน่อย
เสิ่นหมิงเหวินปั้นหน้าตึง “ออกนอกบ้านจะลืมพกเงินทองมาได้อย่างไร?”
เสิ่นซีกะพริบตาปริบ ๆ “ลุงใหญ่เองก็ไม่ได้พกมาเหมือนกันมิใช่หรือขอรับ...”
“จะเอามาเทียบกับข้าได้อย่างไร? เอาอย่างนี้ พวกเราเข้าไปดื่มสุรากันสักมื้อ แล้วลงบัญชีไว้ในนามของสมาคมการค้า ให้เถ้าแก่ไปตามทวงเอาที่สมาคมการค้าดีหรือไม่?”
จู่ ๆ เสิ่นหมิงเหวินก็เกิดความคิดสว่างวาบขึ้นมา กล่าวด้วยน้ำเสียงหว่านล้อม “เจ้าเองก็ท้องร้องแล้วมิใช่หรือ? พวกเราเข้าไปกินข้าวด้วยกัน กินอิ่มแล้ว พอกลับไปจะได้มีแรงอ่านตำราไงล่ะ ฮ่า ๆ”
เสิ่นซีลูบท้องเบา ๆ “ตอนเที่ยงข้ากินข้าวปั้นไปตั้งสองก้อน ยามนี้ยังไม่หิวเลยขอรับ”
เสิ่นหมิงเหวินแอ่นพุงพลุ้ย สูดดมกลิ่นหอมที่ลอยโชยมาจากหน้าหอสุราด้วยความหน้ามืดตามัว สายตาจ้องมองเสิ่นซีอย่างเว้าวอน “อิ่มแล้วก็กินเพิ่มอีกนิดได้นี่นา เอาอย่างนี้ ลุงใหญ่เป็นเจ้ามือเอง จะเลี้ยงหูฉลามเป๋าฮื้อปลิงทะเลเจ้า...”
เสิ่นซีมองเสิ่นหมิงเหวินด้วยสายตาประหลาดใจ ลอบคิดในใจ 'ลุงใหญ่เห็นข้าเป็นเด็กอมมือสามขวบหรืออย่างไร เมื่อครู่เพิ่งจะบอกให้ลงบัญชีสมาคมการค้าอยู่เลย ยามนี้กลับมาบอกว่าท่านจะเป็นเจ้ามือ... แผนการต่ำทรามเช่นนี้ท่านยังคิดออกมาได้ คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าในตัวท่านไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่เหวินเดียว? ปากก็บอกว่าเป็นเจ้ามือ ดีไม่ดีพอกินไปได้ครึ่งทาง ท่านก็อ้างว่าไปปลดทุกข์แล้วชิ่งหนีไป ท้ายที่สุดก็เป็นข้าที่ต้องมาคอยตามจ่ายเงินอยู่ดี!'
เสิ่นซีส่ายหน้ายิ้มขื่น “ลุงใหญ่ ท่านย่าสั่งให้พวกเราสอบเสร็จแล้วก็รีบกลับทันที ระหว่างทางห้ามแวะพักเถลไถลเด็ดขาดเลยนะขอรับ”
“คำพูดของท่านย่าเจ้า จะไปเชื่อฟังเสียทุกเรื่องไม่ได้หรอกนะ มิฉะนั้นสักวันเจ้าเด็กอย่างเจ้าก็คงต้องถูกจับขังในห้องใต้หลังคาที่ชนบทไปสามปีห้าปีไม่ได้ลงมาเหมือนกัน เจ้าไม่รู้หรอกว่าบนนั้นน่ะผีดุตกดึกทีไรก็มีเสียงลมหวิว ๆ ดังน่ากลัว...”
เสิ่นซีส่ายหน้าอย่างจนใจ ลุงใหญ่คงป่วยหนักเอาการเสียแล้ว เขาคร้านจะสนใจความคิดของเสิ่นหมิงเหวินอีก หิ้วตะกร้าสอบทั้งสองใบเดินมุ่งหน้ากลับไปทางเรือนตระกูลเสิ่นทันที
เสิ่นหมิงเหวินรู้สึกขัดใจยิ่งนัก สุดท้ายก็ลูบท้องตนเองปอย ๆ เห็นได้ชัดว่าตอนกลางวันเขากินไม่อิ่ม ยามนี้พออ้วนขึ้นปริมาณอาหารที่กินก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย กอปรกับโอกาสที่จะได้ออกมาสูดอากาศข้างนอกมีน้อยนิด คาดว่าในใจเขาคงเริ่มขบคิดแล้วว่าสมควรจะหนีออกจากบ้านอีกรอบดีหรือไม่
ทว่าเมื่อนึกถึงว่ายามนี้ที่บ้านก็มีของกินของอร่อยอุดมสมบูรณ์ เขาคิดไปคิดมา ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจกลับบ้านไปก่อน รอให้เตรียมตัวพร้อมกว่านี้ วันข้างหน้าค่อยว่ากันใหม่
เมื่อกลับมาถึงบ้าน หลี่ซื่อก็เตรียมอาหารและสุราไว้รอท่าอยู่ก่อนแล้ว ทว่าสำรับมื้อนี้จัดเตรียมไว้ให้เพียงเสิ่นซีและเสิ่นหมิงเหวินเท่านั้น ปากบอกว่าเป็นงานเลี้ยงฉลอง ทว่าก็มีเพียงกับข้าวเจสามอย่าง ไม่เห็นแม้แต่เงาของเนื้อสัตว์เลยสักนิด ทว่าเสิ่นซีกลับรู้สึกว่าการกินผักกับข้าวสวยเช่นนี้ช่างอร่อยถูกปากดีนัก กินข้าวเสร็จ เสิ่นหมิงเหวินกำลังจะเอ่ยปากขออนุญาตหลี่ซื่อเพื่ออยู่ร่วมกับภรรยาสักสองวัน หลี่ซื่อกลับเดินถือไม้เรียวออกมา กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงแววคุกคาม “ลูกเอ๋ย ถึงเวลาต้องกลับไปอ่านตำราแล้ว หากการสอบระดับมณฑลในครานี้ยังสอบไม่ติดอีก ก็ทำได้เพียงส่งเจ้ากลับไปอ่านตำราในห้องใต้หลังคาที่ชนบทแล้วล่ะ”
ก่อนหน้านี้เสิ่นหมิงเหวินยังเพิ่งจะเอาเรื่องถูกขังในห้องใต้หลังคามาข่มขวัญเสิ่นซีอยู่เลย มาคราวนี้เสิ่นหมิงเหวินกลับต้องเผชิญเคราะห์กรรมนี้เสียเอง เขาจึงรีบปั้นหน้าขมขื่นพลางกล่าว “ท่านแม่ ท่านเคยบอกไว้มิใช่หรือขอรับ? หากการสอบระดับมณฑลครั้งนี้ยังไม่ติดอีก ลูกก็ไม่ต้องไปสอบแล้ว ให้ไปหาอาชีพสอนหนังสือ แล้วคอยเป็นอาจารย์อย่างสงบใจมิใช่หรือขอรับ?”
หลี่ซื่อส่ายหน้า “นั่นมันตอนที่ฐานะตระกูลเสิ่นยังไม่ดี การจะส่งเสียให้เจ้าเรียนหนังสือมันไม่ง่ายนัก แต่ยามนี้ที่บ้านพอจะมีเงินเหลือเก็บอยู่บ้าง หากไม่เข้มงวดกับเจ้าให้มาก แล้วการฟื้นฟูวงศ์ตระกูลเสิ่นให้กลับมายิ่งใหญ่จะไปถึงฝั่งฝันได้เมื่อใดเล่า? หากเจ้าไม่อยากจะสอบต่อ ก็เว้นเสียแต่ว่าเจ้า... หรือชีหลาง คนใดคนหนึ่งสามารถสอบติดจวี่เหรินได้เท่านั้น”
หวังซื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบเอ่ยแทรก “ยังมีต้าหลางอีกคนนะเจ้าคะ”
หลี่ซื่อถอนหายใจเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าในสายตานาง เสิ่นหย่งจั๋วยังไม่อาจเป็นความหวังได้ ขนาดแค่สอบติดซิ่วไฉยังหืดขึ้นคอ แล้วจะไปคาดหวังให้เขาสอบติดจวี่เหรินได้อย่างไร?
รอจนกระทั่งเสิ่นหมิงเหวินถูกหลี่ซื่อคุมตัวกลับไปขังในห้องมืดที่ลานเรือนด้านหลัง ซ้ำนางยังเป็นคนลงกลอนประตูด้วยตนเองเสร็จสรรพ ฮูหยินเฒ่าจึงค่อยเดินมาตรงหน้าเสิ่นซี เอ่ยด้วยน้ำเสียงรักใคร่เอ็นดูว่า:
“ชีหลาง ย่าไปทาบทามเรื่องหมั้นหมายให้เจ้ามา เป็นคุณหนูตระกูลจวงซึ่งเป็นตระกูลใหญ่แห่งอำเภอกุยฮว่า บิดาของนางเป็นถึงใต้เท้าจวี่เหริน ปลายปีก็จะได้ไปรับตำแหน่งนายอำเภอที่หูกว่างแล้ว เจ้าชอบการหมั้นหมายที่ย่าจัดแจงให้หรือไม่?”
เสิ่นซีถึงกับเป็นใบ้ไปชั่วขณะ ไหนบอกว่าจะยังไม่พูดเรื่องแต่งงานของข้าไปอีกพักใหญ่ไม่ใช่หรือ? ไฉนเวลาผ่านไปเพียงครึ่งปีนิด ๆ ก็กลับคำเสียแล้วเล่า?
“ท่านย่า หลานยังเด็กนัก...”
“ไม่เด็กแล้ว ปีนี้สิบสองแล้ว ส่วนคุณหนูตระกูลจวงอายุสิบสาม รออีกสักสองปี พวกเจ้าก็สามารถแต่งงานกันได้ ถึงเวลานั้นเจ้าก็กลับมาอยู่ที่บ้าน ย่าจะจัดลานเรือนให้เจ้าได้อ่านตำราอย่างสงบ หากมีลูกเมื่อใด ย่าก็จะช่วยเลี้ยงให้เอง”
เสิ่นซีลอบคิดในใจ 'หากข้าอยู่หนิงฮว่าต่อไป มีหวังคงได้ถูกขังไว้เหมือนหมูเหมือนหมา ไร้ซึ่งอิสรภาพเป็นแน่' เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงรีบปั้นน้ำเป็นตัว “ท่านย่า ก่อนหน้านี้ฮูหยินลู่เคยเอ่ยกับท่านแม่ว่าที่เมืองเอกฝูโจวมีนายท่านตระกูลหนึ่งที่เคยเป็นขุนนางใหญ่ ได้ยินว่าข้ามีอนาคตไกล จึงอยากจะยกหลานสาวให้แต่งกับข้าขอรับ”
หลี่ซื่อโบกมือปัด “อย่าไปฟังคำพูดจาเหลวไหลของนาง นางก็เป็นแค่แม่ค้าวาณิชคนหนึ่ง จะมีผู้ใดไปปรึกษาหารือเรื่องพรรค์นี้กับนางกัน? ในเมื่อเจ้ามีความรู้ความสามารถแล้ว วันหน้าก็จงไปมาหาสู่กับครอบครัวนางให้น้อยลงหน่อย ย่าทำไปก็เพื่อชื่อเสียงในวันข้างหน้าของเจ้านะ ต่อให้นางคิดเพ้อฝันอยากจะรับเจ้าเป็นบุตรบุญธรรมในภายหลัง ก็อย่าได้หวังเลย นางเป็นเพียงสตรีหม้าย มีบุญบารมีอันใด ถึงได้กล้าคู่ควรจะเป็นมารดาบุญธรรมของใต้เท้าซิ่วไฉ?”
เสิ่นซีลอบคิดในใจว่า ฮูหยินเฒ่าผู้นี้ช่างพลิกหน้าเร็วกว่าพลิกหน้ากระดาษหนังสือเสียจริง หรืออาจจะเป็นเพราะฮุ่ยเหนียงไม่ได้ทำตามข้อตกลงก่อนหน้า ที่จะโอนจวนของตระกูลเสิ่นในเมืองเอกมาเป็นชื่อของเสิ่นซี จึงไปกระตุกต่อมโทสะของนางเข้า อันที่จริงแล้ว เป็นเพราะโจวซื่อเกรงว่าหากโอนจวนมาเป็นชื่อของเสิ่นซี จะถูกฮูหยินเฒ่ายึดไปในทันที นางจึงจงใจประวิงเวลาเรื่องนี้ออกไปเรื่อย ๆ ต่างหาก
(เชิงอรรถผู้แปล: พลิกหน้าเร็วกว่าพลิกหน้ากระดาษหนังสือ (翻脸比翻书还快) สำนวนเปรียบเปรยถึงการเปลี่ยนสีหน้าหรือพลิกสลับท่าทีอย่างกะทันหันไร้เยื่อใย)
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่าความกังวลของโจวซื่อนั้นมีเหตุผลยิ่งนัก เพราะในใจของฮูหยินเฒ่า นางคือผู้นำของครอบครัว ตราบใดที่เป็นทรัพย์สินของตระกูลเสิ่น ไม่ว่าจะเป็นของบุตรชาย ลูกสะใภ้ หรือหลานชาย ล้วนต้องตกอยู่ภายใต้การชี้ขาดของนางทั้งสิ้น ในสังคมที่เชิดชูความกตัญญูและคุณธรรมเป็นอันดับแรกเช่นนี้ ผู้ใดจะกล้าเสี่ยงแบกรับข้อหา “อกตัญญู” เพื่อลุกขึ้นมาทำตัวขัดแย้งกับหลี่ซื่อเล่า?
หลี่ซื่อกล่าว “พรุ่งนี้ตระกูลจวงจะส่งตัวคุณหนูมาที่นี่ แล้วจะนัดหมายสถานที่ให้พวกเจ้าได้พบหน้ากัน จงทำตัวให้ดีล่ะ ทำให้คุณหนูตระกูลจวงประทับใจให้ได้”
เพียงแค่ได้ยิน เสิ่นซีก็รู้ทันทีว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ยามนี้เห็นได้ชัดว่าตระกูลจวงกำลังวางมาดเล่นตัว ต้องการจะขอดูรูปร่างหน้าตาและทดสอบความรู้ความสามารถของเสิ่นซีก่อน ถึงจะตัดสินใจว่าจะยอมยกบุตรีให้แต่งงานด้วยหรือไม่ ด้วยความที่ทั้งสองฝ่ายยังเป็นเพียงหนุ่มสาวแรกรุ่น การจะได้พบหน้ากันสักคราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดจารีตประเพณีอันใด
ภายในใจของเสิ่นซีพอจะมีแผนการอยู่บ้าง ในเมื่อไม่อาจโน้มน้าวให้ฮูหยินเฒ่าเปลี่ยนใจได้ เช่นนั้นก็ต้องไปลงมือที่ฝั่งตระกูลจวงแทน หากเขาเป็นเพียงคนหนุ่มที่มีดีแค่ชื่อ ความรู้ความสามารถไม่มี รูปร่างหน้าตาก็ไม่ดี ชาติตระกูลก็ต่ำต้อย ตระกูลจวงจะเอาเหตุผลอันใดมาถูกใจเขา แล้วยอมยกบุตรีให้แต่งด้วยเล่า?
...
…
วันที่ห้าเดือนสอง วันที่สองหลังจากการสอบประเมินผลซุ่ยเข่าของอำเภอหนิงฮว่าสิ้นสุดลง ซึ่งยังเหลือเวลาอีกหนึ่งวันก่อนจะถึงกำหนดการประกาศผลสอบ วันนี้ถือเป็นวันแห่ง “ความเมตตา” อันหาได้ยากยิ่งที่เสิ่นซีได้รับหลังจากกลับมาถึงอำเภอหนิงฮว่า นั่นคือเขาได้รับวันหยุดหนึ่งวันเพื่อออกไปดูตัว
ช่วงสองปีมานี้ เสิ่นซีกลับมาที่อำเภอหนิงฮว่าสองครั้ง และทุกครั้งที่กลับมาก็ต้องไปดูตัวจนเริ่มจะชินชาเสียแล้ว เมื่อก่อนส่วนใหญ่มักจะเป็นการดูผ่านภาพวาด ทว่าคราวนี้กลับประเคน “คุณหนูตระกูลขุนนาง” ตัวเป็น ๆ มาให้เขาได้พบปะกันลับ ๆ ในสวน สถานที่นัดพบถูกกำหนดให้อยู่ที่ลานหลังจวนของคหบดีใหญ่แซ่หลินในเมือง ตระกูลจวงและตระกูลหลินเป็นสหายเก่าแก่ที่คบหากันมานาน ตระกูลหลินเองก็เคยมีคนสอบติดจวี่เหริน นับว่าเป็นคหบดีผู้มีอิทธิพลในอำเภอหนิงฮว่าไม่น้อย หลี่ซื่อจึงจงใจใช้โอกาสนี้เพื่อสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหลินไปด้วยในตัว
วันนี้เสิ่นซีสวมหมวกซื่อฟางผิงติ้งจินทำจากผ้าแพรโปร่งสีดำ สวมชุดหลานซานแขนกว้างผ้าฝ้ายสีหยก สวมรองเท้าหนังสีดำ ทว่าน่าเสียดายที่เครื่องแต่งกายชุดนี้หลี่ซื่ออุตส่าห์ไปยืมมาให้เสิ่นซีเป็นพิเศษ เมื่อเขาสวมใส่แล้วกลับดูหลวมโคร่งไม่ค่อยพอดีตัวนัก
เสิ่นซีถูกเสิ่นหมิงจวินพามาจนถึงตรอกหลังจวนตระกูลหลิน เมื่อเคาะประตู ก็มีคนมาเปิดประตูเรือนให้ พ่อบ้านใหญ่ของตระกูลหลินออกมาต้อนรับ ทว่าท่าทีที่มีต่อสองพ่อลูกตระกูลเสิ่นกลับดูเฉยชา ตระกูลหลินมีลานเรือนที่มาพร้อมกับสระน้ำ ภูเขาจำลอง และศาลาเก๋ง กินพื้นที่ราว ๆ หนึ่งหมู่ แม้จะเทียบไม่ได้กับความงดงามของสวนรูปแบบเจียงหนาน ทว่าในดินแดนฝูเจี้ยนตะวันตกแห่งนี้ก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ในช่วงต้นฤดูวสันต์ เสิ่นซีมัวแต่ห่วงมาดบัณฑิตจนไม่สนความหนาวเย็น เมื่อไปนั่งอยู่บนม้านั่งหินแล้วถูกลมพัดโกรกเข้าใส่ จึงรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาจับใจ เสิ่นหมิงจวินขอตัวกลับไปก่อน โดยทิ้งให้เสิ่นซีเดินทางกลับเองหลังจากพบหน้าคุณหนูตระกูลจวงเสร็จ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทางตระกูลจวงเกิดเหตุล่าช้าระหว่างทาง หรือจงใจวางมาดเล่นตัว เสิ่นซีนั่งรออยู่ครึ่งชั่วยามจนหนาวสั่นงันงก น้ำมูกเริ่มไหลย้อย ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาคนก้าวเข้ามาในลานเรือน เสิ่นซีลอบคิดในใจ ‘หรือว่าบุตรีของครอบครัวผู้มีอำนาจวาสนาจะไร้ซึ่งความตรงต่อเวลาเช่นนี้กันทุกคน?’
นั่งรอไปอีกครึ่งชั่วยาม จนเสิ่นซีเตรียมตัวจะขอตัวลากลับอยู่แล้ว ถึงเพิ่งจะเห็นที่หน้าประตูมีเด็กสาวอายุราวสิบสามสิบสี่ปีสวมชุดกันหนาวหนาเตอะ พาสาวใช้รุ่นราวคราวเดียวกันเดินมุ่งหน้ามาทางศาลา ยังไม่ทันจะเดินเข้ามาใกล้ ก็ได้ยินเสียงเด็กสาวผู้นั้นตวาดแหวขึ้นมาว่า “ข้าบอกตั้งกี่รอบแล้วว่าต้องใส่ปิ่นหยก แต่เจ้ากลับลืมทิ้งไว้ที่บ้าน แล้วอย่างนี้ข้าจะเอาหน้าไปพบผู้คนได้อย่างไร?”
เสิ่นซีลอบคิดในใจ ‘แม่หนูน้อยอายุยังไม่เท่าไหร่ แต่ช่างรู้จักรักสวยรักงามเสียจริง’
ทว่าเมื่อนางเดินเข้ามาใกล้จนมองเห็นรูปโฉมโนมพรรณของคุณหนูตระกูลจวงผู้นี้ได้อย่างชัดเจน เสิ่นซีก็ถึงกับต้องสูดลมหายใจเย็นเยียบเฮือกใหญ่ จะบอกว่าขี้เหร่อัปลักษณ์มากก็คงไม่ได้ ต้องบอกว่าขี้เหร่แบบมีเอกลักษณ์เสียมากกว่า จมูกเล็ก ตาตี่ สันจมูกแบนบี้ ใบหน้ากลมแป้น หรือบางทีในมาตรฐานความงามของผู้คนในยุคนี้อาจจะนับว่าเป็น “โฉมงามตัวน้อย” คนหนึ่ง ทว่าไม่ว่าเสิ่นซีจะมองอย่างไร เครื่องหน้าเหล่านี้ก็ดูเหมือนรอยขีดเขียนลูกอ๊อดที่ถูกจับมาแปะรวมกันบนใบหน้าบาน ๆ เสียมากกว่า กลับกลายเป็นว่าสาวใช้ตัวน้อยที่เดินทำท่าทางพินอบพิเทาอุ้มเบาะรองนั่งตามหลังมา ยังจะดูสะสวยมีน้ำมีนวลกว่าเสียอีก
หน้าตาขี้เหร่ก็แล้วไปเถิด ทว่าอารมณ์กลับร้ายกาจไม่เบา พอได้เห็นท่าทางตอนที่นางตวาดด่าทอสาวใช้ ก็ทำให้เสิ่นซีเกิดความรู้สึกขัดตารังเกียจขึ้นมาทันที
เมื่อนายบ่าวทั้งสองเดินเข้ามาในศาลา สายตาของเด็กสาวก็ตวัดมาตกอยู่บนตัวเสิ่นซีในทันที เสิ่นซีที่นั่งอยู่ตรงนั้นจงใจเอานิ้วแคะจมูก แล้วดีดเศษอะไรดำ ๆ ออกมา คุณหนูตระกูลจวงเห็นเข้าก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที เห็นได้ชัดว่าความประทับใจแรกที่เสิ่นซีมอบให้นางนั้นช่างเลวร้ายยิ่งนัก
“เจ้าก็คือเสิ่นซีงั้นหรือ?” หากจะกล่าวถึงข้อดีเพียงประการเดียวของคุณหนูตระกูลจวงผู้นี้ ก็คงจะเป็นน้ำเสียงของนาง หรืออาจเป็นเพราะกลิ่นน้ำนมยังไม่สิ้น น้ำเสียงจึงแฝงไว้ด้วยความอ่อนหวานไพเราะใสกระจ่างตามประสาเด็กสาว เสิ่นซีหลับตาลง อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า น้ำเสียงเบื้องหลังนี้น่าจะเป็นของสาวงามตัวน้อยแท้ ๆ ไฉนความเป็นจริงกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นนี้เล่า?
เมื่อคุณหนูตระกูลจวงเห็นเสิ่นซีไม่ยอมตอบคำถาม ก็กล่าวด้วยความรำคาญใจ “ถามอยู่นี่ไงเล่า หูหนวกหรือ?”
เสิ่นซีลืมตาขึ้นพลางกล่าว “ไม่ได้หูหนวก แต่เป็นใบ้ต่างหาก”
เดิมทีเสิ่นซีตั้งใจจะพูดจายอกย้อนนางสักประโยค ไม่คาดคิดว่าเด็กสาวกลับหลุดขำ “พรืด” ออกมาแทน “คนเป็นใบ้พูดได้ด้วยหรือ?”
เสิ่นซีเอ่ยตอบ “คนเป็นใบ้เพิ่งจะรักษาหายน่ะ”