เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 305 การประเมินผลซุ่ยเข่า

ตอนที่ 305 การประเมินผลซุ่ยเข่า

ตอนที่ 305 การประเมินผลซุ่ยเข่า


วันที่สี่เดือนสอง คือวันประเมินผลซุ่ยเข่าของอำเภอหนิงฮว่า

การประเมินผลซุ่ยเข่าไม่อาจนับว่าเป็นการสอบอย่างเป็นทางการ กระทั่งการสอบคัดเลือกเบื้องต้นก็ยังมิใช่ เป็นเพียงการประเมินผลเซิงหยวนในท้องถิ่นโดยผู้ตรวจการการศึกษาประจำมณฑลเท่านั้น ระดับความเข้มงวดในการสอบยังเทียบไม่ได้กับการสอบระดับอำเภอเลยด้วยซ้ำ

วันนี้ไม่ต้องตื่นเช้าตรู่นัก เพราะการสอบจะเริ่มขึ้นในช่วงสายยามเฉินสามเค่อ แม้จะบอกว่าใช้เวลาสอบสองวัน ทว่าเนื่องจากปีนี้ตรงกับปีที่มีการสอบระดับมณฑล นอกจากการเขียนบทความสี่ตำราและบทความห้าคัมภีร์แล้ว หมวดการสอบอื่น ๆ ล้วนถูกยกเลิกไปชั่วคราว ซ้ำร้ายในท้ายที่สุดเมื่อถึงคราวประเมินคะแนน แม้แต่บทความห้าคัมภีร์ก็ยังไม่ถูกนำมารวมเป็นเกณฑ์ประเมินด้วย

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเฉินสามเค่อ (辰时三刻) ช่วงเวลาประมาณ 07.45 น.)

นั่นหมายความว่า การสอบมีเพียงแค่การเขียนบทความสองบทความ และสุดท้ายก็มีหนึ่งบทความที่ไม่ถูกนำไปรวมกับคะแนนรวม ขอเพียงบรรดาเซิงหยวนที่เข้าสอบเขียนบทความสี่ตำราให้ดีก็เพียงพอแล้ว

การใช้บทความเพียงบทความเดียวมาตัดสินความรู้ความสามารถของผู้เข้าสอบนั้น ออกจะรวบรัดตัดความไปสักหน่อย ทว่าการสอบในยุคสมัยนี้ก็เป็นเช่นนี้เอง

การคงไว้ซึ่งบทความสี่ตำรา ก็เป็นเพราะบทความสี่ตำราคือข้อสอบบังคับ สามารถใช้โจทย์เดียวกันเพื่อทดสอบผู้เข้าสอบทุกคนได้ ในขณะที่บทความห้าคัมภีร์นั้น เนื่องจากผู้เข้าสอบแต่ละคนเลือกเรียนคัมภีร์หลักแตกต่างกัน เวลาออกข้อสอบและตรวจกระดาษคำตอบ ย่อมเกิดปัญหามาตรฐานการตัดสินที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ทุกสิ่งสามารถสรุปได้ในประโยคเดียว: ปีที่มีการสอบระดับมณฑล การประเมินผลซุ่ยเข่าย่อมถูกลดทอนขั้นตอนให้เรียบง่ายขึ้น

ในวันนี้ บรรดาผู้เข้าสอบแทบจะก้าวเท้าเข้าสู่เพิงสอบ ท่ามกลางเสียงประสานมือคารวะทักทาย “ยินดีที่ได้พบ” และ “เลื่อมใสมานาน” ที่ดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ

ในแต่ละปีเมืองถิงโจวจะมีเซิงหยวนเพียงห้าสิบคน อำเภอหนิงฮว่าเองก็เป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ ปีหนึ่งมีคนสอบได้ซิ่วไฉห้าถึงหกคนก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ด้วยเหตุนี้ จำนวนเซิงหยวนในอำเภอหนิงฮว่าทั้งหมดรวมกันจึงมีไม่ถึงสองร้อยคน แม้ตามกฎระเบียบแล้ว แต่ละอำเภอจะมีหลิ่นเซิงได้ยี่สิบคน ทว่าเนื่องจากในแต่ละปี ผู้ที่ถูกจัดให้อยู่ใน “ระดับหนึ่ง” ของการประเมินผลซุ่ยเข่าแห่งอำเภอหนิงฮว่ามีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับสองและระดับสาม และหากหลิ่นเซิงถูกลดชั้นไปอยู่ในระดับสอง แม้จะยังรักษาสถานะหลิ่นเซิงไว้ได้ ทว่าอันที่จริงจะถูกงดจ่ายเบี้ยหวัดและข้าวสารหลวง ดังนั้น เซิงหยวนที่ได้กินเบี้ยหวัดหลวงในอำเภอหนิงฮว่าจึงแทบจะไม่เคยมีครบเต็มจำนวนเลยสักครั้ง

ทว่าการประเมินผลซุ่ยเข่าของอำเภอหนิงฮว่าในปีหงจื้อที่สิบเอ็ด กลับมีเรื่องที่ผิดแปลกไปจากเดิมอยู่บ้าง เป็นเพราะเมื่อปีกลายมีหลิ่นเซิงสองคนล้มป่วยเสียชีวิตลงติดต่อกัน นั่นหมายความว่า ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ได้ลดจำนวนหลิ่นเซิงรวมลง ย่อมมีตำแหน่งหลิ่นเซิงว่างลงถึงสองที่นั่ง เรื่องนี้ทำให้บรรดาเซิงหยวนต่างคาดหวังกันอยู่ไม่น้อย อย่างไรเสียหลิ่นเซิงก็ยังได้รับเบี้ยหวัดและข้าวสารหลวง ซึ่งสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวไปได้อย่างมหาศาล

เสิ่นซีเดินทางไปลานสอบพร้อมกับเสิ่นหมิงเหวิน ต่างคนต่างหิ้วตะกร้าสอบออกจากบ้าน ทว่าเพิ่งจะเดินไปถึงหัวถนน เสิ่นหมิงเหวินก็อ้างว่าจะไปปลดทุกข์ แล้วโยนตะกร้าสอบให้เสิ่นซีช่วยถือไว้

คนเกียจคร้านมักข้ออ้างเยอะ เมื่อกลับมาแล้วเสิ่นหมิงเหวินก็ไม่ยอมเอาตะกร้าสอบคืนไป เอาแต่ชวนเสิ่นซีคุยเรื่องไร้สาระไปเรื่อยเปื่อย เห็นได้ชัดว่าเขากำลังรังแกเสิ่นซีที่ยังเป็นเด็ก เพื่อหลอกใช้ให้เสิ่นซีช่วยถือตะกร้าสอบให้ตนเอง

เมื่อมาถึงหน้าสนามสอบ เสิ่นหมิงเหวินก็เดินเข้าไปประสานมือคารวะทักทายบรรดาเซิงหยวนด้วยท่าทีฮึกเหิมลำพองใจ อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงหลิ่นเซิง สอบติดซิ่วไฉมาเป็นสิบกว่าปีแล้ว เซิงหยวนในอำเภอหนิงฮว่าแห่งนี้ เขาย่อมรู้จักมักจี่แทบทุกคน

เสิ่นซีทำได้เพียงหิ้วตะกร้าสอบสองใบเดินตามหลังเสิ่นหมิงเหวินเป็น “ผู้ติดตาม” เสิ่นหมิงเหวินคร้านที่จะแนะนำเสิ่นซีให้คนเหล่านั้นรู้จัก เมื่อผู้อื่นเห็นเสิ่นซี ก็ล้วนคิดว่าเสิ่นซีเป็นเพียงคนของตระกูลเสิ่นที่มาคอยส่งเข้าสอบเท่านั้น เพียงแต่พวกเขารู้สึกแปลกใจอยู่บ้างว่าเหตุใดเสิ่นซีจึงต้องหิ้วตะกร้าสอบถึงสองใบ

แม้เรื่องราวของเสิ่นซีที่สอบติดเซิงหยวนในวัยสิบเอ็ดปี จะเป็นที่เล่าลือไปทั่วทุกอำเภอภายใต้การปกครองของเมืองถิงโจว ทว่าสำหรับบรรดาเซิงหยวนในอำเภอหนิงฮว่าแล้ว หูตาของพวกเขาค่อนข้างจะคับแคบมืดบอดอยู่บ้าง วัน ๆ หากไม่อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ ก็มักจะหมกตัวอ่านตำราอยู่แต่ในบ้าน เรื่องราวความเป็นไปภายนอกในช่วงหนึ่งถึงสองปีมานี้ พวกเขากลับไม่ค่อยจะล่วงรู้เท่าใดนัก

กระทั่งประตูเพิงสอบเปิดออก ผู้เข้าสอบทยอยเดินเข้าไปด้านใน เสิ่นหมิงเหวินจึงค่อยเดินมาหยิบตะกร้าสอบของตนคืน แล้วก้าวเข้าสู่สนามสอบไปพร้อมกับเสิ่นซี ผู้อื่นถึงเพิ่งประจักษ์แจ้งว่า แท้จริงแล้วเสิ่นซีมิใช่คนที่มาส่ง ทว่ากลับเป็นเซิงหยวนที่มาเข้าร่วมการประเมินผลซุ่ยเข่าเช่นกัน

“เจ้าเด็กนั่นคือผู้ใดกัน?”

“ไม่เคยได้ยินหรือ? นั่นคือคุณชายเจ็ดแห่งตระกูลเสิ่น อั้นโส่วในการสอบระดับเมืองเมื่อปีก่อนโน้น และยังสอบได้อันดับสองของการสอบระดับท้องถิ่นเมื่อปีกลายด้วยนะ”

“ไอหยา ฮูหยินเฒ่าตระกูลเสิ่นช่างเก่งกาจเสียจริง ให้กำเนิดบุตรชายคนโตเป็นหลิ่นเซิง ซ้ำยังให้กำเนิดบุตรชายคนเล็กเป็นถึงอั้นโส่วเชียวหรือ?”

“ที่ไหนกันเล่า นั่นมันลูกหลานรุ่นที่สามของตระกูลเสิ่นต่างหาก...”

“ฮ่า ๆ ๆ ลุงกับหลานชายมาเข้าร่วมการประเมินผลซุ่ยเข่าพร้อมกัน ช่างน่าสนใจ ช่างน่าสนใจยิ่งนัก”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ปะปนกันไปหมด สีหน้าของเสิ่นหมิงเหวินดูไม่สู้ดีนัก หากเขามาเข้าร่วมการสอบซุ่ยเข่าพร้อมกับพี่น้องในรุ่นเดียวกันก็แล้วไปเถิด ทว่านี่กลับมาสอบพร้อมกับหลานชาย ซ้ำหลานชายผู้นี้ยังอายุน้อยกว่าเขาถึงยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปี อายุน้อยเสียยิ่งกว่าบุตรชายของเขาเองด้วยซ้ำ

ปัญญาชนนั้นรักหน้าตายิ่งชีพ ดังนั้นเสิ่นหมิงเหวินจึงตัดสินใจเดินเลี่ยงออกไปแต่เนิ่น ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการขีดเส้นแบ่งขอบเขตกับเสิ่นซีให้ชัดเจน

เดิมทีเสิ่นซีมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น ทว่าเมื่อมองเห็นซูอวิ๋นจง ผู้เป็นอาจารย์เบิกปัญญาของเขาแต่ไกล เขาก็ไม่อาจสงบใจได้อีกต่อไป

หากนับกันที่อายุอานาม ซูอวิ๋นจงยังแก่กว่าเสิ่นหมิงเหวินถึงหนึ่งรอบ หากมีคนรู้ว่าศิษย์และอาจารย์ต้องมาเข้าร่วมการประเมินผลซุ่ยเข่าพร้อมกัน เกรงว่าจะทำให้ชื่อเสียงของซูอวิ๋นจงต้องมัวหมอง

และในยุคสมัยนี้ การทำให้ผู้เป็นอาจารย์ต้องอับอายขายหน้า ถือเป็นความผิดบาปอันใหญ่หลวงของคนเป็นศิษย์

ด้วยเหตุนี้ เสิ่นซีจึงก้มหน้าก้มตาเดินหลบเลี่ยงไปโดยสัญชาตญาณ

ทว่ากลับเป็นซูอวิ๋นจงที่มีจิตใจกว้างขวาง เขาเดินเข้ามาทักทายก่อน “เสิ่นซี เจ้าเองหรือ?”

“คารวะท่านอาจารย์ขอรับ”

เสิ่นซีจำต้องประสานมือค้อมกายทำความเคารพซูอวิ๋นจงอย่างนอบน้อมที่สุด

“ดีจริง ๆ อายุเพียงเท่านี้ก็สอบติดเซิงหยวนได้แล้ว ช่างไม่เสียแรงที่ชายชราผู้นี้ทุ่มเทฟูมฟักสั่งสอนเจ้ามา... พี่ถิงเหนียน นี่คือลูกศิษย์ของข้าเอง สอบได้อันดับสองในการสอบระดับท้องถิ่นเมื่อปีกลาย นามว่าเสิ่นซี ปีนี้เพิ่งจะอายุสิบสองเท่านั้น”

เมื่อเทียบกับความใจแคบของเสิ่นหมิงเหวินแล้ว แม้ซูอวิ๋นจงจะเป็นคนคร่ำครึ ทว่ากลับมีใจคอกว้างขวางกว่ามากนัก ไม่เพียงแต่จะเดินเข้ามาทักทายเสิ่นซีอย่างผ่าเผย แต่ยังแนะนำเสิ่นซีให้รู้จักกับบรรดาสหายในรุ่นเดียวกันกับเขาอีกด้วย

คนเหล่านี้ล้วนเป็นอาจารย์ประจำสถานศึกษาและสำนักศึกษาต่าง ๆ ในอำเภอหนิงฮว่า เสิ่นซีย่อมไม่กล้าเสียมารยาท ต่อให้จะมีสถานะเป็นเซิงหยวนเท่าเทียมกัน ทว่าเขาก็ยังคงค้อมกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม ทำให้คนเหล่านี้รู้สึกมีหน้ามีตาเป็นอย่างยิ่ง

ซูอวิ๋นจงแย้มยิ้มพลางกล่าว “เสิ่นซี ตั้งใจสอบซุ่ยเข่าให้ดีล่ะ พยายามคว้าสิทธิ์เข้าร่วมการสอบชิวเหวยในปีนี้ให้จงได้ ปณิธานที่ชายชราผู้นี้ยังทำไม่สำเร็จ คงต้องฝากฝังไว้ที่เจ้าแล้ว”

ยามที่ซูอวิ๋นจงกล่าวถ้อยคำนี้ น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความทอดถอนใจอยู่หลายส่วน

สำหรับเซิงหยวนผู้หนึ่งแล้ว เล่าเรียนจนแก่เฒ่าก็ต้องสอบไปจนแก่เฒ่า ทว่าเมื่อได้เป็นอาจารย์เปิดสำนักรับศิษย์แล้ว ก็มักจะไม่มีเวลามากนักที่จะไปเตรียมตัวสอบ

การเดินทางไปเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลแต่ละครั้ง มักต้องใช้เวลาแรมเดือน ทว่าสถานศึกษาก็ไม่อาจปล่อยปละละเลยได้ ดังนั้นโดยทั่วไปแล้ว หลังจากสอบติดเป็นเซิงหยวน พวกเขามักจะอาศัยช่วงที่ยังหนุ่มแน่นไปเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลสักสองสามครา หากสอบตกหมดทุกครั้ง เมื่อถูกบีบคั้นด้วยภาระปากท้อง ก็จำต้องหาอาชีพสอนหนังสือเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว และหากล่วงเข้าสู่วัยชรา ก็ยิ่งหมดปัญญาที่จะรอนแรมแสนไกลไปสอบถึงที่เมืองเอกของมณฑลได้ทุกครั้ง ต่อให้ใจสู้แต่เรี่ยวแรงก็ย่อมไม่เอื้ออำนวย

ไม่ว่าจะเป็นซูอวิ๋นจง หรือเฝิงฮว่าฉี ล้วนเป็นผู้ที่มีความสำเร็จในด้านวิชาความรู้อยู่ในระดับหนึ่ง แม้วิธีการสอนของพวกเขาจะแตกต่างกัน ทว่าความคาดหวังที่มีต่อลูกศิษย์กลับเหมือนกันทุกประการ การที่ลูกศิษย์มีความรู้ความสามารถ สำหรับพวกเขามิใช่เรื่องอับอายขายหน้า แต่กลับเป็นเรื่องที่คู่ควรแก่การภาคภูมิใจและปีติยินดี ปณิธานความก้าวหน้าที่พวกตนไม่อาจทำให้บรรลุผลได้ จึงมักจะถูกนำมาฝากฝังไว้ที่บรรดาลูกศิษย์แทน

สิ่งนี้นับได้ว่าเป็นการแสดงออกถึงคุณธรรมอันสูงส่งและน่ายกย่องประการหนึ่ง

เสิ่นซีลอบคิดในใจ 'เมื่อก่อนข้ามักจะมองว่าอาจารย์ซูเป็นคนคร่ำครึ ทว่ายามนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นข้าเองที่ใจแคบไปหน่อย หากให้ลุงใหญ่ไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือ เขาย่อมไม่มีทางมีใจคอกว้างขวางได้ถึงเพียงนี้เป็นแน่'

สนามสอบของการประเมินผลซุ่ยเข่านั้น ไม่มีการแบ่งเพิงสอบและหมายเลขที่นั่ง ผู้เข้าสอบสามารถเลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ ซ้ำในขั้นตอนการตรวจกระดาษคำตอบ ก็จะไม่มีการคัดลอกกระดาษคำตอบและการปิดผนึกชื่อบนกระดาษสอบ บทความนี้เป็นฝีมือของผู้ใด สำหรับขุนนางผู้ตรวจข้อสอบแล้ว ย่อมมองปราดเดียวก็รู้แจ้ง

แม้จะกล่าวว่าหลังจากการสอบสิ้นสุดลง ผู้ตรวจการการศึกษาซูขุยจะมีเวลาตรวจกระดาษคำตอบเพียงแค่วันเดียว ทว่าการให้เขาตรวจบทความเพียงร้อยสองร้อยฉบับ ภาระงานก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอันใดนัก

เมื่อผู้เข้าสอบจับจองที่นั่งกันเรียบร้อย ในที่สุดซูขุยก็ก้าวเดินออกมาท่ามกลางการรอคอยของทุกคน เหล่าเซิงหยวนต่างลุกขึ้นประสานมือคารวะ

สีหน้าของซูขุยดูเหนื่อยหน่ายรำคาญใจอยู่บ้าง ในช่วงหลายเดือนมานี้เขาต้องเดินทางไปทั่วทั้งมณฑล เพื่อดำเนินการสอบประเมินผลเซิงหยวนในทุกเมืองและทุกอำเภอ อันที่จริงสภาพร่างกายของเขายามนี้ถือว่าอ่อนล้าอิดโรยอย่างหนัก

เมื่อขุนนางผู้คุมสอบหลักนั่งประจำที่ ก็เริ่มแจกจ่ายโจทย์ข้อสอบ

แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วตัวชี้วัดคะแนนหลักคือข้อย่อยของบทความสี่ตำรา ทว่าโจทย์ข้อใหญ่ของบทความห้าคัมภีร์ก็ยังคงต้องมี บทความสี่ตำรานั้นใช้โจทย์เดียวกัน บรรดาเซิงหยวนทุกคนบังคับตอบ ส่วนบทความห้าคัมภีร์ให้เลือกตอบเพียงข้อเดียวก็พอ เจี้ยวอวี้แห่งสำนักศึกษาอำเภอหนิงฮว่ารับหน้าที่เป็นผู้ช่วยคอยเดินตรวจตราช่วยคุมสอบ ส่วนซูขุยนั่งตระหง่านอยู่บนตำแหน่งประธาน ไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อนกายเลยสักก้าวเดียว

ทันทีที่โจทย์ข้อสอบถูกประกาศออกมา ผู้เข้าสอบทุกคนต่างจ้องเขม็งไปที่โจทย์ของบทความสี่ตำราตาไม่กะพริบ อย่างไรเสียนี่ก็เกี่ยวพันไปถึงความอยู่รอดของตำแหน่งหลิ่นเซิง ตลอดจนปัญหาการเลื่อนขั้นเป็นหลิ่นเซิงและเจิงเซิง

เจ้าหน้าที่ถือป้ายโจทย์เดินตระเวนไปทั่วลานสอบ ทุกคนต่างเพ่งมองป้ายโจทย์อย่างจดจ่อตาไม่กะพริบ ด้วยเกรงว่าจะพลาดตัวอักษรบนป้ายไปแม้แต่ตัวเดียว รอจนกระทั่งป้ายโจทย์เคลื่อนมาถึงตรงหน้าเสิ่นซี ในที่สุดเขาก็สามารถมองเห็นโจทย์บนนั้นได้อย่างชัดเจน ‘ละทิ้งต้นอู๋ถงและต้นเจี่ย, รสชาติย่อมอยู่ที่โอษฐ์’

แม้บรรดาเซิงหยวนที่อยู่ในลานสอบแห่งนี้ ต่างก็ยกย่องตนเองว่ามีความรู้ความสามารถไม่เลว ทว่าเมื่อได้เห็นโจทย์ข้อสอบเช่นนี้ ต่างก็พากันรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาในทันที

นี่คือรูปแบบเจี๋ยตาถี (การตัดต่อโจทย์) ที่ไม่เข้ากันเอาเสียเลย ประเด็นที่ใช้ถกเถียงในท่อนหน้าและท่อนหลังนั้นล้วนไปคนละทิศละทาง ท่อนแรก ‘ละทิ้งต้นอู๋ถงและต้นเจี่ย’ กล่าวถึงถึงปัญหาการให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องใหญ่โต เป็นวรรคที่มาจาก คัมภีร์เมิ่งจื่อ บทเก้าจื่อ ท่อนบน ต้นฉบับกล่าวไว้ว่า ‘หากมีคนสวนผู้หนึ่ง ละทิ้งต้นอู๋ถงและต้นเจี่ย กลับไปฟูมฟักดูแลต้นพุทราเปรี้ยวและพุ่มขวากหนาม เช่นนั้นเขาย่อมเป็นคนสวนที่ต่ำต้อย’ ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยถึงหลักการที่ว่า ‘ผู้ที่ฟูมฟักส่วนเล็กย่อมกลายเป็นคนพาล ผู้ที่ฟูมฟักส่วนใหญ่ย่อมกลายเป็นวิญญูชน’ ส่วนท่อนหลังนั้น กลับเป็นเรื่องที่เมิ่งจื่อกล่าวถึงอุปนิสัยของวิญญูชน โดยระบุว่า ‘เมตตาธรรม มโนธรรม จารีต ปัญญา’ ที่มีต่อวิญญูชนนั้น ก็เปรียบเสมือนรสชาติที่มีต่อลิ้นสัมผัส ซึ่งล้วนเป็นธรรมชาติเดิมแท้

บทความสี่ตำรานั้นยากเย็นจนเกินไป ผู้คนมากมายครุ่นคิดอยู่นานสองนานก็ยังหาแนวทางขยายความไม่ได้ หลายคนจึงทำได้เพียงหันไปเขียนบทความห้าคัมภีร์ก่อน

ทว่าเสิ่นซีกลับรู้สึกว่าโจทย์ระดับนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับมือได้ อันที่จริงการจะพั่วถี (ตีโจทย์)สำหรับรูปแบบเจี๋ยตาถีนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าการพิจารณาจากมุมมองแนวคิดของผู้ตั้งโจทย์ เพราะโจทย์ข้อสอบบางข้อล้วนมีที่มาที่ไปทั้งสิ้น

(เชิงอรรถผู้แปล: พั่วถี หรือ ตีโจทย์ (破题) การเกริ่นนำและขยายความโจทย์ก่อนเขียนเรียงความสอบ เป็นส่วนแรกของโครงสร้างเรียงความแปดขา)

เฉกเช่นโจทย์ข้อนี้ เหตุใดซูขุยจึงเลือกนำมาใช้เป็นโจทย์ทดสอบในการประเมินผลซุ่ยเข่าของเซิงหยวน แทนที่จะเก็บไว้ใช้เป็นโจทย์ในการสอบระดับท้องถิ่นเล่า? เหตุผลง่ายมาก เป็นเพราะโจทย์ปัญหาลึกซึ้งเช่นนี้ สำหรับถงเซิงที่เข้าสอบระดับท้องถิ่นแล้ว ยังดูจะซับซ้อนและลึกล้ำจนเกินไปนั่นเอง

การจะให้ถกเถียงเรื่อง ‘เมตตาธรรม มโนธรรม จารีต ปัญญา สัจจะ’ กับกลุ่มถงเซิงนั้นยังพอทำได้ ทว่าหากจะให้ถกเถียงเรื่อง ‘เห็นแก่ได้เล็กน้อยจนสูญเสียการใหญ่’ แล้วล่ะก็ ต่อให้พวกเขาจะเขียนบทความออกมาได้ เนื้อหาก็คงจะเลื่อนลอยและกลวงเปล่าอยู่ดี

แล้วบรรดาเซิงหยวนที่อยู่ในลานสอบแห่งนี้คือผู้ใดกันเล่า? พวกเขาคือกลุ่มปัญญาชนที่มีคุณวุฒิติดตัว ซ้ำบางคนยังเป็นถึงอาจารย์ผู้คอยอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ ดังนั้นการที่โจทย์พาดพิงถึงประเด็น ‘ละทิ้งต้นอู๋ถงและต้นเจี่ย’ ก็เพื่อเป็นการตักเตือนเหล่าเซิงหยวน ว่าในขณะที่พวกเจ้าคอยพร่ำสอนลูกศิษย์ ก็ต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาเล่าเรียนของตนเองด้วยเช่นกัน ห้ามเห็นแก่ได้เล็กน้อยจนสูญเสียการใหญ่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะอุปนิสัยและคุณธรรมของตนเองอย่างเคร่งครัด

ส่วนในเรื่องของอุปนิสัยและคุณธรรมส่วนบุคคล ย่อมต้องยึดหลัก ‘เบญจธรรม’ แห่งสำนักขงจื๊อมาเป็นบรรทัดฐานอันเข้มงวดแก่ตนเอง ซึ่งก็คือ ‘เมตตาธรรม มโนธรรม จารีต ปัญญา สัจจะ’ ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปเสียมิได้ ในขณะเดียวกัน นี่ก็คือมาตรฐานประการหนึ่งของการอบรมสั่งสอนอนุชนรุ่นหลัง ซึ่งจำต้องถ่ายทอดและสืบสานอุดมการณ์เช่นนี้ต่อไป

เมื่อขบคิดทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว การตีโจทย์ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใดอีกต่อไป

‘พินิจเรื่องเล็กน้อยของอริยปราชญ์ ย่อมมองเห็นบริบทโดยรวมได้อย่างกระจ่างแจ้ง’

เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจรดพู่กันเขียนต่อไปว่า ‘พินิจผู้คนจำต้องพินิจที่แก่นหลักอันยิ่งใหญ่ หากเขาผู้นั้นสามารถหยัดยืนมั่นคงในแก่นหลัก ย่อมมิจำเป็นต้องคอยจับผิดในข้อบกพร่องเล็กน้อย ทว่าในขณะเดียวกัน ก็ยิ่งต้องพินิจให้ลึกซึ้งถึงรายละเอียดอันเล็กน้อย หากรายละเอียดเล็กน้อยล้วนครอบคลุมครบถ้วน ในภายหลังจึงจะยิ่งหล่อหลอมให้แก่นหลักนั้นยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น’

หลังจากเสร็จสิ้นการพั่วถีแล้ว เนื้อหาในส่วนที่เหลือก็ค่อนข้างจะเขียนได้ราบรื่นง่ายดายขึ้นมาก การเขียนบทความทั้งฉบับตั้งแต่ต้นจนจบ เสิ่นซีใช้เวลาไปเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น หลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนรอบหนึ่งแล้ว เขาจึงค่อยคัดลอกเนื้อหาลงบนกระดาษคำตอบฉบับจริง

จากนั้นเขาก็เริ่มลงมือเขียนโจทย์ข้อใหญ่ของบทความห้าคัมภีร์ต่อ เมื่อจัดการจนเสร็จสรรพ เวลาก็ยังไม่ถึงช่วงเที่ยงวันเลยด้วยซ้ำ

การทำข้อสอบของเสิ่นซีนับว่ารวดเร็วมากแล้ว ทว่าอย่างไรเสีย ผู้ที่มาเข้าร่วมการประเมินผลซุ่ยเข่า ล้วนแต่เป็นเซิงหยวนที่มีคุณวุฒิติดตัวทั้งสิ้น ผู้ที่เปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถย่อมมีอยู่ไม่น้อย ยามที่เสิ่นซีวางพู่กันลง ก็มีผู้เข้าสอบคนอื่นทำข้อสอบเสร็จแล้วเช่นกัน

มีข้อควรระวังประการหนึ่งในการเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ นั่นคือการตรวจทานข้อสอบจะต้องกระทำบนกระดาษร่างเท่านั้น เมื่อมั่นใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดตกหล่นแล้ว จึงค่อยคัดลอกลงบนกระดาษคำตอบฉบับจริง ในขั้นตอนการคัดลอก ห้ามมีตัวอักษรเขียนผิดโดยเด็ดขาด ต่อให้จะเผลอเขียนตัวอักษรผิดไปจริง ๆ ก็ห้ามขีดทับหรือแก้ไขตามอำเภอใจ มิฉะนั้นขุนนางผู้คุมสอบจะสงสัยว่าเจ้าจงใจทำสัญลักษณ์ทิ้งไว้ และมีเจตนาทุจริต กระดาษคำตอบเช่นนี้จะถูกตีตกเป็นกระดาษเสียในทันที หากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ทำได้เพียงปล่อยเลยตามเลย โดยถือเสียว่าตัวอักษรที่เขียนผิดนั้นเป็น ‘อักษรทงเจี่ย’ และทำเป็นมองไม่เห็นมันเสีย

(เชิงอรรถผู้แปล: อักษรทงเจี่ย (通假字) อักษรยืมเสียงหรืออักษรใช้แทนกันในเอกสารโบราณ)

ดังนั้นในการสอบเคอจวี่ ขั้นตอนการคัดลอกเนื้อหาลงกระดาษคำตอบฉบับจริงจึงต้องกระทำด้วยความตั้งใจและระมัดระวังอย่างถึงที่สุด ห้ามให้มีข้อผิดพลาดตกหล่นเกิดขึ้นแม้แต่จุดเดียว มิฉะนั้นก็ไม่มีสิทธิ์ไปโอดครวญกล่าวโทษฟ้าดิน โทษได้เพียงตนเองที่สะเพร่าเลินเล่อเท่านั้น

ล่วงเข้าสู่ช่วงบ่ายซึ่งเป็นเวลาเก็บข้อสอบ บรรยากาศไม่ได้มีความเป็นทางการเคร่งครัดเหมือนตอนสอบระดับท้องถิ่นเลยแม้แต่น้อย ล้วนเป็นเซิงหยวนแต่ละคนที่ต้องเดินนำกระดาษคำตอบไปส่งให้เจี้ยวอวี้แห่งสำนักศึกษาด้วยตนเอง เมื่อส่งเสร็จ เซิงหยวนก็สามารถเดินทางกลับได้ทันที สำหรับการประกาศผลสอบในอีกสองวันให้หลัง ก็จะไม่มีการประกาศผลสอบฉบับยาวอย่างเอิกเกริกเหมือนการสอบเคอจวี่อย่างเป็นทางการ บรรดาเซิงหยวนเพียงแค่เดินทางไปตรวจสอบคะแนนของตนเองที่สำนักศึกษาเท่านั้น

(เชิงอรรถผู้แปล: การประกาศผลสอบฉบับยาว (放榜 / 长案) ป้ายประกาศผลรวมคะแนนสอบที่ระบุรายชื่อและจัดอันดับอย่างเป็นทางการ)

จบบทที่ ตอนที่ 305 การประเมินผลซุ่ยเข่า

คัดลอกลิงก์แล้ว