เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 304 บ้านไร้ซึ่งความสงบสุข

ตอนที่ 304 บ้านไร้ซึ่งความสงบสุข

ตอนที่ 304 บ้านไร้ซึ่งความสงบสุข


เสิ่นซีรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าไม่มีความจำเป็นต้องไปถือสาหาความกับเสิ่นหมิงเหวิน พวกเขาเป็นคนละโลกกันอยู่แล้ว เสิ่นหมิงเหวินเปรียบดั่งตั๊กแตนหลังสารทฤดู กระโดดโลดเต้นได้อีกไม่กี่วันหรอก หลังการประเมินผลซุ่ยเข่าสิ้นสุดลง เขาก็ยังคงต้องถูกจับขังกลับเข้าไปในห้องมืดเพื่ออ่านตำราต่อไปจนถึงเดือนห้าเดือนหก ถึงจะได้เดินทางไปยังเมืองเอกฝูโจวเพื่อเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอ

(เชิงอรรถผู้แปล: ตั๊กแตนหลังสารทฤดู ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 秋后的蚂蚱 เปรียบเปรยถึงผู้ที่ใกล้จะหมดอำนาจ หรือผู้ที่กำลังจะถึงจุดจบในไม่ช้า ไม่อาจแสดงอิทธิฤทธิ์ได้อีกต่อไป)

หลังจากเสิ่นหมิงเหวินกลับเข้าห้องไปทบทวนตำรา เสิ่นหย่งจั๋วก็เอ่ยด้วยความละอายใจอยู่บ้าง “น้องเจ็ด ยังคงเป็นเจ้าที่เขียนได้ดีกว่า พี่ชายผู้นี้เคยได้อ่านบทความตัวอย่างในการสอบระดับเมืองและการสอบระดับท้องถิ่นของเจ้าแล้ว เจ้าเขียนได้ดีกว่าข้ามากนัก”

เสิ่นหย่งจั๋วมีใบหน้าที่บางกว่าบิดาของเขามากนัก เขาเคยอ่านบทความของเสิ่นซี ย่อมรู้ดีว่าด้วยระดับความรู้ของตน ต่อให้ควบม้าไล่ตามก็ยังไม่อาจเทียบเคียงได้ ทว่าบิดาของเขากลับดึงดันจะบอกว่าบทความของเขาเขียนได้ดีกว่า ทำเอาเขารู้สึกอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี

เสิ่นซีแย้มยิ้มบาง ๆ พลางกล่าว “บทความที่พี่ใหญ่เขียนก็ดีมากเช่นกัน การสอบระดับเมืองในปีนี้ย่อมสอบผ่านได้อย่างแน่นอนขอรับ”

เสิ่นหย่งจั๋วถอนหายใจเบา ๆ “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”

ตอนที่เสิ่นหย่งจั๋วเข้าสอบระดับเมืองพร้อมกับเสิ่นซี หลายคนรู้สึกว่าเสิ่นหย่งจั๋วเสียหน้าอย่างหนัก อุตส่าห์เบิกปัญญาเข้าเรียนก่อนเสิ่นซีถึงหกเจ็ดปี ทว่าผลสุดท้ายเมื่อพี่น้องทั้งสองทำข้อสอบหัวข้อเดียวกัน ผู้เป็นพี่ชายกลับสอบตก ยามนี้ระดับความสามารถของเสิ่นซีได้ก้าวข้ามเขาไปไกลแล้ว กระทั่งเสาหลักของตระกูลเสิ่นอย่างเสิ่นหมิงเหวินก็ยังต้องเข้าสอบร่วมสนามเดียวกับเสิ่นซี สิ่งเหล่านี้ได้บั่นทอนสถานะของบ้านใหญ่ในตระกูลเสิ่นอย่างรุนแรงโดยไม่รู้ตัว แม้เสิ่นหมิงเหวินจะเป็นคนคร่ำครึและขี้ขลาด ทว่าลึก ๆ แล้วเขาก็ยังคงแฝงความรู้สึกเป็นศัตรูกับเสิ่นซีอยู่บ้าง

เสิ่นซีนั้นยื่นมือช่วยเหลือเสิ่นหย่งจั๋วด้วยความจริงใจ ต่อให้เสิ่นหมิงเหวินกับหวังซื่อจะปฏิบัติไม่ดีต่อเขา ทว่าท้ายที่สุดเสิ่นหย่งจั๋วก็เป็นคนซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา เสิ่นซีจึงหวังว่าต้าหลางแห่งตระกูลเสิ่นผู้นี้จะมีอนาคตที่เจริญก้าวหน้าในวันข้างหน้า

พริบตาเดียวก็ล่วงเลยมาถึงวันที่สองเดือนสอง เหลือเวลาอีกเพียงสองวันก็จะถึงกำหนดการประเมินผลซุ่ยเข่า เสิ่นซีและเสิ่นหย่งจั๋วยังคงอ่านตำราด้วยกันอยู่ในห้องหนังสือ ปากก็บอกว่าหากมีข้อสงสัยใดให้ร่วมกันปรึกษาหารือ ทว่าอันที่จริงกลับมีเพียงเสิ่นหย่งจั๋วเท่านั้นที่เป็นฝ่ายเอ่ยปากถามเสิ่นซี

เสิ่นหย่งจั๋วรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีน้องชายอย่างเสิ่นซีมาเป็นอาจารย์คอยชี้แนะ นับตั้งแต่สอบระดับเมืองกลับมาเมื่อปีก่อน เขาก็ไม่ได้กลับไปที่สถานศึกษาอีกเลย ด้วยสติปัญญาและพรสวรรค์ของเขา ลำพังเพียงแค่การท่องจำอย่างเอาเป็นเอาตายก็ยากที่จะก้าวหน้าขึ้นมาได้

ทว่าเมื่ออยู่ข้างนอก หวังซื่อกลับมีท่าทีภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ยามที่คนในครอบครัวมารวมตัวรับประทานอาหารพร้อมหน้า นางมักจะโอ้อวดอยู่เสมอว่า ‘ดูสามีของข้าสิ ทุกวันต้องมาคอยสอนหนังสือให้เด็กน้อยทั้งสอง ดูลูกชายของข้าสิ ทุกวันต้องคอยชี้แนะเสิ่นซีเตรียมตัวสอบ’

ภายใต้กรอบความคิดแบบมีเส้นแบ่งความใกล้ชิดห่างเหินของหวังซื่อ นางมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าสามีและลูกชายของตนนั้นดีที่สุด ส่วนการที่เสิ่นซีสอบติดซิ่วไฉได้นั้นเป็นเพียงการเหยียบขี้หมาโชคดีเท่านั้น ซ้ำนางยังตั้งใจจะถ่ายทอดค่านิยมเช่นนี้ให้แก่คนในตระกูลเสิ่นทุกคนได้รับรู้อีกด้วย

ทว่าทุกคนในตระกูลเสิ่นก็ใช่ว่าจะเป็นพวกหูเบาเชื่อคนง่าย โดยเฉพาะเฉียนซื่อ ภรรยาของเสิ่นหมิงโหย่วจากบ้านรอง นางรู้สึกโกรธแค้นความลำเอียงที่ฮูหยินเฒ่ามีต่อบ้านใหญ่มาโดยตลอด กอปรกับการที่สามีไม่อยู่ข้างกายจนสภาพจิตใจบิดเบี้ยวผิดเพี้ยน เมื่อก่อนนางไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับพี่สะใภ้ใหญ่ ทว่ายามนี้หากว่างเมื่อใดเป็นต้องปะทะฝีปาก “สามีของเจ้าเก่งกาจนักนี่ ท้ายที่สุดแล้วมิใช่ต้องไปสอบระดับจวี่เหรินพร้อมกับชีหลางหรอกหรือ?”

หวังซื่อพอได้ฟังก็เดือดดาลขึ้นมาทันที “เสี่ยวเยาจื่ออายุเท่าใดกันเชียว? ต่อให้โชคดีสอบติดเป็นซิ่วไฉได้ จะเอามาเทียบกับสามีของข้าได้หรือ? การประเมินผลซุ่ยเข่าของเขาในปีนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะสอบได้ระดับใด อย่าให้สอบได้ระดับหกล่ะ เพิ่งจะสอบเข้าเรียนได้แท้ ๆ กลับถูกคัดชื่อทิ้งเสียแล้ว ถึงตอนนั้นมาคอยดูกันเถิด ว่าตระกูลเสิ่นของพวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”

(เชิงอรรถผู้แปล: เสี่ยวเยาจื่อ (小幺子) คำเรียกบุตรชายคนเล็ก หรือเด็กที่อายุน้อยที่สุดในครอบครัว คำว่า "เยา" (幺) แปลว่า เล็กที่สุด หรือลำดับสุดท้าย ในบริบทนี้หวังซื่อจงใจเรียกเพื่อกดข่มสถานะของเสิ่นซี (ซึ่งปัจจุบันเป็นถึงซิ่วไฉ) ให้ดูเป็นเพียงเด็กน้อยต้อยต่ำในสายตานาง) 

ภายใต้ความโกรธเกรี้ยว หวังซื่อถึงกับไม่เรียกเสี่ยวฉีหรือชีหลางอีกต่อไป ทว่ากลับเรียกชื่อเล่น ‘เสี่ยวเยาจื่อ’ ของเสิ่นซีออกมาตรง ๆ คำพูดประโยคนี้กล่าวออกมาได้อย่างเย็นชาและโหดร้ายยิ่งนัก ผู้อื่นล้วนหวังให้เสิ่นซีก้าวหน้าในการศึกษา เพื่อสร้างชื่อเสียงและเกียรติยศให้แก่ตระกูลเสิ่น ทว่าหวังซื่อกลับมานั่งจินตนาการว่าเสิ่นซีจะถูก “คัดชื่อทิ้ง” ได้อย่างไร

“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านแม่เหมือนจะเคยเอ่ยปากเตือนไว้ ว่าแม้แต่ชื่อเสี่ยวฉีก็ยังเรียกส่งเดชไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคำว่าเสี่ยวเยาจื่อเลย ยามนี้ชีหลางเป็นถึงใต้เท้าซิ่วไฉแล้ว จะมาเรียกขานส่งเดชไม่ได้นะเจ้าคะ” เฝิงซื่อ สะใภ้สี่ที่กำลังกินข้าวอยู่ เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี

ในบรรดาครอบครัวทั้งห้าสาย คนของบ้านสามและบ้านสี่ค่อนข้างเก็บเนื้อเก็บตัว สำหรับสองสามีภรรยาบ้านสี่นั้น เฝิงซื่อเป็นคนฉลาดหลักแหลมและมีคุณธรรม ทว่าในช่วงหลายปีมานี้ ต่อให้ตระกูลเสิ่นจะย้ายกลับเข้ามาอาศัยในตัวอำเภอแล้ว แต่เพื่อดูแลทรัพย์สินของบรรพบุรุษ นางจึงจำต้องอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเถาฮวาร่วมกับสามี การเดินทางเข้าเมืองในครั้งนี้ก็เพื่อมาเยี่ยมเยียนลูกชายที่กำลังร่ำเรียนหนังสืออยู่ ซึ่งก็คือลิ่วหลาง เสิ่นหยวน นางไม่คิดจะเข้าไปพัวพันกับการทะเลาะเบาะแว้งของบ้านใหญ่และบ้านรองเลยแม้แต่น้อย

หวังซื่อกล่าวด้วยความขุ่นเคือง “เรียกเขาว่าเสี่ยวเยาจื่อแล้วจะทำไม? ในช่วงเวลานั้น พวกเราหลายคนต่างก็ไม่มีทายาทกันมิใช่หรือ? เขาเป็นเจ้าเด็กคนเล็กมาตั้งเนิ่นนาน การที่ข้าเรียกขานเขาเช่นนี้ ก็เพราะว่ารักใคร่เอ็นดูเขาหรอกนะ”

เฝิงซื่อแย้มยิ้มบาง ๆ พลางลอบคิดในใจ ‘วิธีการรักใคร่เอ็นดูคนเช่นนี้ ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยจริง ๆ’

ในยามที่หลี่ซื่อไม่อยู่ เสิ่นหมิงถังและเสิ่นหมิงจวินก็ไม่อยู่เช่นกัน กลุ่มสตรีและเด็กที่ล้อมวงอยู่รอบโต๊ะอาหารจึงดูราวกับกำลังลงสู่สนามรบ หากยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ ก็ย่อมไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ

เมื่อก่อนเฉียนซื่อมักจะสะบัดแขนเสื้อเดินหนีไปด้วยความขุ่นเคืองเสมอ ทว่าไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่จู่ ๆ นางก็เริ่มรู้แจ้งขึ้นมา หากนางไม่ยอมต่อสู้เพื่อแย่งชิง นางก็คงไม่มีที่ยืนในตระกูลเสิ่นอีกต่อไป สามีหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร จึงไม่อาจแต่งงานใหม่ได้ อีกอย่าง ต่อให้เสิ่นหมิงโหย่วจะตายไปแล้วจริง ๆ นางก็ไม่คิดจะแต่งงานใหม่อยู่ดี ประการแรกคือมีลูกเต้าอยู่ในการดูแลหลายคน ล้วนเป็นดั่ง ‘เด็กติดสอยห้อยตาม’ ที่เป็นภาระ ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ตอนนี้ความเป็นอยู่ของตระกูลเสิ่นก็กินดีอยู่ดี ซ้ำยังไม่ต้องทำงานหนัก นางอุตส่าห์เบ่งลูกชายให้ตระกูลเสิ่นถึงสามคน แล้วมีเหตุผลอันใดที่ต้องจากไปด้วยเล่า?

ขณะที่เฉียนซื่อกำลังจะสวนกลับหวังซื่อไปสักสองสามประโยค เสิ่นถิงถิง บุตรสาวของนางที่ปีนี้อายุครบสิบห้าปีแล้วซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างก็เอ่ยขึ้น “ท่านแม่ ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ อย่าทะเลาะกันเลยเจ้าค่ะ พี่รองกับพี่สามก็ล้วนใกล้จะแต่งภรรยาเข้าบ้านกันอยู่แล้ว...”

ถ้อยคำที่เฉียนซื่อกำลังจะหลุดปากออกมา พลันถูกกลืนกลับลงคอไปในทันที

เมื่อลูกหลานของตระกูลเสิ่นค่อย ๆ เติบโตขึ้น ยามนี้พวกเขากำลังเผชิญกับปัญหาที่หนักหน่วง นั่นก็คือเรื่องการตบแต่งภรรยาและการออกเรือน

ทางฝั่งบ้านใหญ่ ต้าหลางเสิ่นหย่งจั๋วได้ตบแต่งคุณหนูตระกูลหลวี่เข้ามาแล้ว เสิ่นเชียน หลานสาวคนโตของตระกูลเสิ่นก็เพิ่งจะออกเรือนไปเมื่อปลายปีกลาย ด้วยความที่บิดาของนางเป็นถึงหลิ่นเซิง พี่ชายคนโตก็เป็นปัญญาชนแถมยังสอบผ่านระดับอำเภอแล้ว อีกทั้งตระกูลเสิ่นยังเพิ่งจะได้ซิ่วไฉคนใหม่มาประดับตระกูล ฐานะของตระกูลจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน ต่อให้สินสอดทองหมั้นที่เสิ่นเชียนพกติดตัวไปจะมีไม่มากนัก ทว่าครอบครัวของฝ่ายชายก็มีฐานะดีไม่น้อย ซ้ำยังปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดีอีกด้วย

ทว่าสถานการณ์ของฝั่งบ้านรองกลับไม่สู้ดีนัก เอ้อร์หลางเสิ่นหย่งฝูอายุสิบเก้าแล้ว ซานหลางเสิ่นหย่งรุ่ยก็อายุสิบเจ็ดแล้ว ทว่าเรื่องคู่ครองกลับยังไร้วี่แวว อันที่จริงก็มิใช่ว่าจะไม่มีผู้ใดยินดีส่งบุตรีมาแต่งเข้าตระกูลเสิ่น เพียงแต่ว่าในเรื่องการแต่งงานของทายาททั้งสองคนนี้ ตระกูลเสิ่นกลับตกอยู่ในสภาวะ “สูงก็ไม่ถึง ต่ำก็ไม่เอา”

ฐานะของตระกูลเสิ่นในปัจจุบันนับว่าดีขึ้นมากแล้ว หากมีบุตรีบ้านไหนแต่งเข้ามา อย่าว่าแต่ได้กินหรูอยู่สบายเลย อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเป็นแน่ กอปรกับตระกูลเสิ่นมีปัญญาชนอยู่หลายคน วันข้างหน้าย่อมมีโอกาสได้เป็นขุนนางสูงมาก ดังนั้นการได้แต่งเข้าตระกูลเสิ่นจึงถือว่าเป็นการบินขึ้นกิ่งไม้กลายเป็นหงส์แล้ว

(เชิงอรรถผู้แปล: บินขึ้นกิ่งไม้กลายเป็นหงส์ (飞上枝头当凤凰) สำนวนเปรียบเปรยหญิงสาวชาวบ้านหรือสาวใช้ที่ใฝ่สูง หวังแต่งงานกับคนรวยหรือคนมีอำนาจเพื่อยกระดับฐานะตนเอง)

ทว่าปัญหาคือตัวเสิ่นหย่งฝูกับเสิ่นหย่งรุ่ยนั้นเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไร้คุณวุฒิ ต้องทำงานใช้แรงงาน ทางฝั่งบ้านรองเอง แม้แต่บุรุษผู้เป็นเสาหลักก็ยังหนีเตลิดไปแล้ว ตระกูลเสิ่นเองก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าหลังจากฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อจากโลกนี้ไปแล้ว จะไม่มีการแยกครอบครัวกัน ดังนั้นครอบครัวตระกูลใหญ่โตจึงไม่เห็นเอ้อร์หลางและซานหลางแห่งตระกูลเสิ่นอยู่ในสายตา ในขณะที่ตระกูลเสิ่นเองก็ไม่ชายตามองบุตรสาวจากครอบครัวเล็ก ๆ ที่ต่ำต้อยกว่าเช่นกัน

เพียงคำพูดเดียวของเสิ่นถิงถิง ก็ทำเอาเฉียนซื่อถึงกับหุบปากเงียบสนิทไปในทันที

เป็นเพราะในเรื่องการหาภรรยาให้บุตรชาย นางยังคงต้องพึ่งพาผู้อื่นอยู่ หลี่ซื่อเองก็เคยให้หวังซื่อแห่งบ้านใหญ่ช่วยเป็นธุระจัดการผ่านทางบ้านเดิมของนาง อย่างไรเสียคุณหนูหลวี่ก็เป็นคนที่ตระกูลหวังแนะนำจนตกลงปลงใจกันในท้ายที่สุด

คราวนี้ท่าทีของหวังซื่อก็กลับมาเหิมเกริมอีกครั้ง ทว่าเมื่อเฉียนซื่อไม่ต่อความยาวสาวความยืด นางพูดอยู่คนเดียวก็หมดสนุก บนโต๊ะอาหารจึงตกอยู่ในความเงียบงันอย่างกะทันหัน

ในเมื่อคนชอบหาเรื่องทั้งสองคนต่างก็ปิดปากเงียบ คนอื่น ๆ ก็ยิ่งแสร้งทำตัวเป็นใบ้

หลังจากกินข้าวเสร็จ พวกเด็ก ๆ ก็ทยอยลุกออกจากโต๊ะ เฝิงซื่อลุกขึ้นเตรียมจะนำอาหารไปส่งให้เสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีที่กำลังอ่านตำราอยู่ในห้องหนังสือ

ในตอนนั้นเอง เสิ่นหมิงจวินกับหลี่ซื่อก็รีบร้อนกลับมาจากข้างนอก ดูท่าทางพวกเขาเพิ่งจะออกไปจัดการเรื่องสำคัญบางอย่าง ซ้ำสองแม่ลูกยังหารือกันไม่ลงตัว “...ท่านแม่ ท่านตั้งใจจะให้เสี่ยวหลางแต่งงานกับคุณหนูตระกูลจวงจริง ๆ หรือขอรับ?”

พอหวังซื่อกับเฉียนซื่อได้ยิน ก็เพิ่งจะรู้ว่าฮูหยินเฒ่ายังไม่ล้มเลิกความคิดที่จะหมั้นหมายให้เสิ่นซี ทางฝั่งเฉียนซื่อก็รู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้าง ลูกชายของนางทั้งสองคนต่างก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว กลับไม่เห็นฮูหยินเฒ่าจะร้อนใจออกหน้าไปจัดการให้เช่นนี้เลย

ได้ยินฮูหยินเฒ่ากล่าวว่า “เรื่องที่แล้วมาก็ช่างมันเถิด แต่คุณหนูจวงผู้นี้ บิดาของนางเป็นถึงจวี่เหริน ได้ยินว่ากำลังจะถูกย้ายไปรับตำแหน่งนายอำเภอที่หูกว่าง นางเป็นถึงบุตรีขุนนางตระกูลสูงส่ง อายุอานามก็มากกว่าเสี่ยวหลางเพียงปีเดียว ภาพวาดเจ้าก็เห็นแล้ว หน้าตาสะสวยงดงาม อย่างไรก็ย่อมดีกว่าแต่งกับยายเด็กเหลือขอที่ไร้หัวนอนปลายเท้าเป็นไหน ๆ อีกอย่าง นี่ถือเป็นการที่พวกเราเอื้อมเด็ดดอกฟ้า วันข้างหน้าหากเสี่ยวหลางเจริญก้าวหน้า การมีพ่อตาเช่นนี้คอยสนับสนุน มิใช่เรื่องดีหรอกหรือ?”

ตอนที่หลี่ซื่อเดินทางเข้าเมืองเพื่อไปเยี่ยมเสิ่นซีเมื่อปีกลาย เป็นเพราะคำพูดเพียงประโยคเดียวของฮุ่ยเหนียง ทำให้นางพับเก็บความคิดที่จะหมั้นหมายให้หลานชายคนเล็กไปชั่วคราว

ทว่าครั้งนี้พอได้ยินแม่สื่อบอกว่า มีคหบดีใหญ่แซ่จวงในอำเภอข้างเคียง ไม่เพียงแต่ในตระกูลจะมีจวี่เหริน ทว่าบุตรีก็มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเสิ่นซีพอดี คิดอยากจะดองญาติด้วย ซ้ำอีกฝ่ายยังเจาะจงระบุชื่อเลยว่าจะขอหมั้นหมายกับเสิ่นซี หลี่ซื่อก็ถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้

สำหรับหลี่ซื่อแล้ว นี่ถือเป็นโอกาสทองอันหาได้ยากยิ่ง

ในความคิดของนาง ขอเพียงลูกหลานตระกูลเสิ่นสอบติดเป็นจวี่เหรินได้ นางก็พึงพอใจแล้ว นางไม่เคยมักใหญ่ใฝ่สูงคาดหวังให้ลูกชายและหลานชายคนเล็กสอบติดถึงจิ้นซื่อ ด้วยเหตุนี้ นางจึงพอใจอย่างยิ่งกับการดองญาติกับครอบครัวจวี่เหริน เพราะไม่ว่าวันข้างหน้าเสิ่นหมิงเหวินหรือเสิ่นซีจะสอบติดจวี่เหรินได้หรือไม่ อย่างน้อยก็ยังเป็นประโยชน์ต่อเส้นทางอนาคตของพวกเขา

เสิ่นหมิงจวินไม่รู้จะเอ่ยเช่นไรดี อันที่จริงในมุมมองของเขา ขอเพียงลูกชายทำตัวอยู่ในร่องในรอยก็พอแล้ว ปกติเขาก็รู้สึกถูกชะตากับหลินไต้ ไม่ได้ปรารถนาจะเอื้อมเด็ดดอกฟ้า คว้าบุตรีขุนนางมาให้เสิ่นซีต้องคอยก้มหัวพึ่งพาบารมีผู้อื่น

หวังซื่อก้าวเข้าไปข้างหน้า จงใจเอ่ยแทรกขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ท่านแม่ อย่าเอาแต่นึกถึงชีหลางสิเจ้าคะ ในบ้านมิใช่ยังมีซื่อหลางกับลิ่วหลางอีกหรือ? เรื่องคู่ครองของพวกเขาก็ยังไร้วี่แววอยู่นะเจ้าคะ”

คำพูดนี้ของหวังซื่อเห็นได้ชัดว่ากำลังย้อนเกล็ดเฉียนซื่อที่เพิ่งทะเลาะกับนางไปเมื่อครู่ นางจงใจพูดถึงซื่อหลางและลิ่วหลาง เพราะคนหนึ่งมาจากบ้านสาม อีกคนมาจากบ้านสี่ ทว่ากลับเจตนาละเว้นไม่พูดถึงบุตรชายทั้งสามคนของบ้านรอง

ฮูหยินเฒ่าปรายตามองหวังซื่อปราดหนึ่ง “ตระกูลจวงเป็นถึงครอบครัวขุนนาง นอกจากชีหลางแล้ว พวกเขาจะชายตามองเด็กคนอื่นในบ้านเราหรืออย่างไร?”

หวังซื่อไม่กล้าโต้เถียงซึ่งหน้า ทว่าก็ยังคงบ่นพึมพำเสียงเบา “มิใช่ยังมีต้าหลางอีกคนหรือ? วันข้างหน้าต้าหลางไม่มีทางเจริญก้าวหน้าไปกว่าเสี่ยวเยาจื่อหรอกหรือเจ้าคะ?”

ฮูหยินเฒ่าพาเสิ่นหมิงจวินเข้าไปในโถงหลัก พลางกล่าวด้วยสีหน้าแน่วแน่ “ช่วงสองสามวันนี้ชีหลางต้องเตรียมตัวสอบประเมินผลซุ่ยเข่า อย่าเพิ่งบอกเขา ทางตระกูลจวงตั้งใจว่า รอให้ชีหลางสอบซุ่ยเข่าเสร็จ ก็จะส่งตัวบุตรีมาที่นี่ เพื่อให้เด็กสองคนได้พบหน้ากันสักครา...”

หวังซื่ออดไม่ได้ที่จะเอ่ยแทรกอีกครั้ง “เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่โต ล้วนต้องเป็นไปตาม คำสั่งบิดามารดาและคำแนะนำของแม่สื่อ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เด็กตัวแค่นี้จะไปรู้เรื่องอะไรกันเจ้าคะ?”

ฮูหยินเฒ่าตอบกลับ “พวกเราเป็นฝ่ายใฝ่สูงเกาะกิ่งฟ้าตระกูลจวง ในเมื่ออีกฝ่ายมีความประสงค์เช่นนี้ หรือว่าข้าจะปฏิเสธได้ลงคอ? อีกอย่าง ชีหลางก็มิใช่คนหน้าปรุหรือคนขาเป๋ รูปร่างหน้าตาก็หมดจด วันหน้าย่อมเป็นลูกผู้ชายที่องอาจผ่าเผยกล้าสู้หน้าฟ้าดิน ยังจะกลัวการออกไปพบหน้าผู้คนอีกหรือ?”

หวังซื่อแอบบ่นขมุบขมิบอีกครั้ง “ปากแหลมแก้มตอบเหมือนลิง น่ะสิ...”

เสิ่นหมิงจวินร้อนใจอยู่บ้าง “ท่านแม่ เรื่องนี้ควรจะเขียนจดหมายไปปรึกษากับเหอเอ๋อร์สักหน่อยดีหรือไม่ขอรับ?”

ฮูหยินเฒ่าทอดถอนใจ “เจ้าห้าเอ๋ย บางครั้งเจ้าก็ตามใจภรรยามากเกินไปแล้ว ลองดูสิว่าปกติการที่นางเผยโฉมหน้าต่อผู้คน ได้นำพาคำครหานินทามามากเพียงใด? ถ้อยคำระคายหูเหล่านั้นข้างนอก มิได้ด่าทอนางหรอกนะ ทว่ากำลังด่าทอเจ้าต่างหากเล่า! ทว่าเจ้ากลับทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ใส่ใจเลยสักนิด คนเป็นบุรุษหากไม่รู้จักคุมคนในบ้านให้ดี จะออกไปทำงานทำการอย่างสบายใจได้อย่างไร? ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่ง ใจนางอาจจะเตลิดเปิดเปิงไปแล้วก็ได้”

เสิ่นหมิงจวิน อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ “ท่านแม่ เหอเอ๋อร์นางมิใช่คนเช่นนั้นหรอกขอรับ”

ฮูหยินเฒ่ากล่าวต่อ “เจ้าอย่าได้เชื่อฟังภรรยาของเจ้าไปเสียทุกเรื่องนัก นางตามสตรีหม้ายออกไปร่วมทุนทำธุรกิจข้างนอก จนเรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมความเจ้าเล่ห์เพทุบายมาไม่น้อย เจ้าเป็นคนซื่อสัตย์เกินไป ย่อมถูกนางหลอกลวงได้ง่าย ลองดูเรื่องคราวก่อนของพี่สาวและพี่เขยเจ้าสิ... เฮ้อ ช่างเถอะ ไม่พูดแล้ว”

เสิ่นหมิงจวินอึดอัดจนใบหน้าแดงก่ำ เขาอยากจะแก้ต่างให้ภรรยาของตนสักสองสามประโยค ทว่าก็ไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหนดี

ทว่าเมื่อลองตรึกตรองดูอีกที เรื่องงานแต่งของลูกชายดูเหมือนจะสำคัญกว่า ก่อนที่เขาจะออกเดินทาง โจวซื่อเคยกำชับเอาไว้แล้ว ว่าจะให้เสิ่นซีกลับมาหนิงฮว่าอย่างไรก็ได้ ทว่ามีสองเรื่องที่รับปากไม่ได้เด็ดขาด เรื่องแรกคือเสิ่นซีต้องไม่ถูกรั้งให้อยู่เล่าเรียนที่อำเภอหนิงฮว่า และเรื่องที่สองคือเรื่องคู่ครองของเสิ่นซี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องใหญ่โตอย่างการแต่งงาน โจวซื่อได้ยืนกรานหนักแน่นว่าจะต้องให้สองสามีภรรยาอย่างพวกตนเป็นคนตัดสินใจ เสิ่นหมิงจวินนั้นเป็นพวกไม่มีปากมีเสียง หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เรื่องแต่งงานของลูกชายล้วนต้องให้โจวซื่อเป็นคนชี้ขาด คำพูดของหลี่ซื่อไม่มีความหมายอันใดทั้งสิ้น!

ทว่ายามนี้จู่ ๆ ฮูหยินเฒ่าก็ยกเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำเอาเสิ่นหมิงจวินถึงกับ ตั้งตัวไม่ติด ชั่วขณะหนึ่งเขาไม่รู้เลยว่าควรจะจัดการอย่างไรดี!

จบบทที่ ตอนที่ 304 บ้านไร้ซึ่งความสงบสุข

คัดลอกลิงก์แล้ว