- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 303 หนุ่มเลี้ยงวัวร่างอ้วนท้วนกับหญิงทอผ้าจอมพยศ
ตอนที่ 303 หนุ่มเลี้ยงวัวร่างอ้วนท้วนกับหญิงทอผ้าจอมพยศ
ตอนที่ 303 หนุ่มเลี้ยงวัวร่างอ้วนท้วนกับหญิงทอผ้าจอมพยศ
ตามความต้องการในจดหมายของหลี่ซื่อ เสิ่นซีต้องรีบเดินทางกลับอำเภอหนิงฮว่าแต่เนิ่น ๆ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการประเมินผลซุ่ยเข่าในช่วงกลางเดือนอ้าย เสิ่นซีเพิ่งจะฉลองเทศกาลซ่างหยวนร่วมกับคนในครอบครัวเสร็จ ก็ต้องออกเดินทางกลับหนิงฮว่าพร้อมกับเสิ่นหมิงจวินทันที
(เชิงอรรถผู้แปล: เทศกาลซ่างหยวน (上元节) เทศกาลโคมไฟ ตรงกับวันที่ 15 ค่ำเดือน 1)
การลอยโคมฟ้าในเทศกาลซ่างหยวนปีนี้ ผู้คนทั้งในและนอกร้านขายยาไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ล้วนเขียนคำอธิษฐานขอให้เสิ่นซีสอบผ่านการสอบระดับมณฑล
เสิ่นซีย่อมรู้ดีว่านี่เป็นเพราะท่านแม่และฮุ่ยเหนียง "กะเกณฑ์" ให้คนในบ้านทำเช่นนี้ สตรีและเด็กในบ้านที่รู้หนังสือมีน้อยนัก สุดท้ายก็ต้องให้เสิ่นซีเป็นคนเขียนแทนให้ ต่อหน้าโจวซื่อและฮุ่ยเหนียง พวกนางจะกล้าบอกหรือว่าความปรารถนาจริง ๆ คือการหาบุรุษดี ๆ สักคนแล้วออกเรือนไปในปีหน้า?
เมื่อก่อนฮุ่ยเหนียงมักจะพร่ำบ่นเรื่องการออกเรือนของสาวใช้ทั้งห้าคนข้างกายอยู่เสมอ ทว่ายามนี้กิจการทั้งในและนอกร้านขายยากำลังรัดตัว นางจึงจัดการไม่หวาดไม่ไหว ต่อให้พวกซิ่วเอ๋อร์จะอายุสิบเจ็ดสิบแปด หรือกระทั่งใกล้จะยี่สิบปีกันแล้ว นางก็ยังไม่ได้จัดการให้พวกนางออกเรือนไปตามที่เคยรับปากไว้
เสี่ยวอวี้และซิ่วเอ๋อร์ยังพอจะทนต่อความเงียบเหงาได้ ลวี่เอ๋อร์และหงเอ๋อร์อายุน้อยกว่าสองปีจึงไม่รู้สึกกระไรนัก มีเพียงหนิงเอ๋อร์คนเดียว ที่ลึก ๆ ในใจแฝงไว้ด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ มักจะคอยหาโอกาสบินขึ้นกิ่งไม้กลายเป็นหงส์อยู่เสมอ
(เชิงอรรถผู้แปล: บินขึ้นกิ่งไม้กลายเป็นหงส์ (飞上枝头变凤凰) เปรียบเปรยหญิงสาวชาวบ้านหรือสาวใช้ที่ใฝ่สูง หวังแต่งงานกับคนรวยหรือคนมีอำนาจเพื่อยกระดับฐานะตนเอง)
เสิ่นซีแบกรับความคาดหวังอันเปี่ยมล้นของคนทั้งสามครอบครัว ก้าวเดินบนเส้นทางกลับสู่หนิงฮว่า เส้นทางสายนี้เสิ่นซีเดินทางมาแล้วหลายครั้งจนคุ้นชินเป็นอย่างดี ผู้ที่เดินทางกลับบ้านเกิดมาพร้อมกันยังมีคู่สามีภรรยาซ่งเสี่ยวเฉิงและพี่น้องพรรครถม้าอีกหลายคน
ซวี่เหลียนเพิ่งจะให้กำเนิดบุตรชาย ประจวบเหมาะกับช่วงต้นปีที่กิจการรถม้าและกิจการเดินเรือของซ่งเสี่ยวเฉิงไม่ค่อยยุ่งนัก เขาจึงพาภรรยาและลูกชายกลับมาเยี่ยมญาติที่บ้านเกิด นับได้ว่าเป็นการกลับบ้านเกิดด้วยความมั่งคั่ง ถือเป็นการ “กลับคืนถิ่นเกิดอย่างสมเกียรติ”
เมื่อกลับมาถึงตัวอำเภอหนิงฮว่า เสิ่นซีก็กลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งครอบครัวในทันที
ปีกลาย เสิ่นซียังกลับมาในฐานะถงเซิง ทว่าเวลาผ่านไปเพียงแค่ปีเดียว เสิ่นซีก็กลายเป็นใต้เท้าซิ่วไฉไปเสียแล้ว ซ้ำเสิ่นซีเพิ่งจะอายุพ้นสิบสองปีมาหมาด ๆ ต่อให้เป็นเสาหลักของตระกูลเสิ่นในอดีตอย่างเสิ่นหมิงเหวิน ในวัยสิบสองปีก็ยังไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะเข้าสอบระดับอำเภอเสียด้วยซ้ำ ทว่ายามนี้เสิ่นซีไม่เพียงแต่สอบผ่านระดับอำเภอเท่านั้น แต่ยังสอบผ่านรวดเดียวทั้งระดับอำเภอ ระดับเมือง และระดับท้องถิ่น ซ้ำยังได้เป็นอั้นโส่วในการสอบฝู่ซื่อของเมืองถิงโจว และได้อันดับสองในการสอบระดับท้องถิ่นอีกด้วย
ไม่ว่าผู้ใดจะมองอย่างไร อนาคตของเสิ่นซีก็ไม่มีทางด้อยไปกว่าเสิ่นหมิงเหวินเป็นแน่
"ชีหลาง กลับมาแล้วก็ต้องตั้งใจอ่านตำราให้ดี การประเมินผลซุ่ยเข่าครั้งนี้แม้จะดูเหมือนง่าย แต่ก็ห้ามชะล่าใจเด็ดขาด ทางที่ดีที่สุดคือสอบเลื่อนขั้นเป็นเจิงเซิงให้ได้ในครั้งเดียว เช่นนั้นอีกหนึ่งปีให้หลัง เจ้าก็จะได้เลื่อนเป็นหลิ่นเซิง" ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อหัวเราะจนหุบปากไม่ลงต่อหน้าเพื่อนบ้านที่มาเยือนเพื่อแสดงความยินดี ทว่าก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยเตือนเสิ่นซี
แม้แต่ตอนที่เสิ่นซีสอบติดซิ่วไฉ นางก็ยังไม่เคยแสดงอาการภาคภูมิใจออกหน้าออกตาถึงเพียงนี้ การได้พาหลานชายหัวแก้วหัวแหวนกลับมาโอ้อวดต่อหน้าเพื่อนบ้านต่างหาก จึงจะเป็นสิ่งที่ฮูหยินเฒ่าเฝ้ารอคอยมาโดยตลอด
เรื่องนี้ทำให้หวังซื่อ ผู้เป็นภรรยาของเสิ่นหมิงเหวินเห็นแล้วรู้สึกขัดหูขัดตายิ่งนัก "ท่านแม่ ดูสิ่งที่ท่านพูดเข้าสิเจ้าคะ บางทีชีหลางอาจจะอยากเลื่อนเป็นหลิ่นเซิงในคราวเดียว แล้วไปสอบติดใต้เท้าจวี่เหรินในการสอบชิวเหวยกลับมาเลยก็ได้นะเจ้าคะ?"
(เชิงอรรถผู้แปล: ชิวเหวย (秋闱) อีกชื่อหนึ่งของการสอบระดับมณฑล หรือเซียงซื่อ เพราะมักจัดในฤดูใบไม้ร่วง)
คำพูดนี้ฟังดูเหมือนเป็นคำมงคล ทว่าเมื่อออกมาจากน้ำเสียงกระแนะกระแหนของหวังซื่อแล้ว ไม่ว่าผู้ใดได้ฟังย่อมรู้ว่าในใจนางกำลังไม่สบอารมณ์ ในช่วงสองปีมานี้ นางมีสามีแต่ก็เหมือนนอนเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย เดิมทีในใจก็มีเรื่องให้คับแค้นมากพออยู่แล้ว ยามนี้ฮูหยินเฒ่ายังมาโปรดปรานหลานชายหัวแก้วหัวแหวนผู้นี้มากกว่าสามีของนางอีก แล้วนางจะกล้ำกลืนฝืนทนโทสะนี้ลงไปได้อย่างไร? นางลอบคิดในใจ 'อย่างไรเสียสามีของข้าก็เคยเข้าสอบระดับมณฑลมาแล้วหลายครา ซ้ำยามนี้สถานะหลิ่นเซิงก็มั่นคงแล้ว เด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งจะสอบติดซิ่วไฉอย่างเจ้า จะเอาอะไรมาเทียบได้?'
ทว่าเมื่อนึกถึงว่าเสิ่นซีจะต้องไปเข้าร่วมการประเมินผลซุ่ยเข่าพร้อมกับสามีของนาง ภายในใจก็รู้สึกอึดอัดคับข้องใจจนบอกไม่ถูก
หลี่ซื่อปั้นหน้าตึง "พูดจาให้มันดี ๆ หน่อย ชีหลางสามารถสอบติดจวี่เหรินได้ในครั้งเดียวย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด หากสอบไม่ติด วันหน้าก็ยังมีโอกาสอีกมากมาย เป็นสตรีเพศ จะมาพูดจาปากหอยปากปูหาความอันใด?"
หวังซื่อเองก็รู้จักประเมินสถานการณ์ รีบค้อมตัวทำความเคารพ "ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ"
หลี่ซื่อไม่ได้ถือสาหาความอันใด หันไปกล่าวกับเสิ่นซีต่อ "ตอนพี่ใหญ่ของเจ้าแต่งงาน พ่อกับแม่ของเจ้าก็กลับมากันหมด มีแต่เจ้าที่การเรียนรัดตัวจนปลีกตัวมาไม่ได้ ยามนี้กลับมาแล้วก็รีบเข้าไปพบหน้าพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ด้านในเถิด"
เสิ่นซีถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในบ้านมีสตรีเพิ่มมาอีกหนึ่งคน นั่นก็คือฮูหยินที่เสิ่นหย่งจั๋วเพิ่งจะตบแต่งเข้าบ้านมาได้ไม่ถึงปี หรือก็คือคุณหนูหลวี่ในอดีตนั่นเอง
เสิ่นซีเดินไปที่เรือนปีกตะวันออกของลานเรือนชั้นกลางเพื่อพบหน้า "พี่สะใภ้ใหญ่" ผู้นี้ หากจะกล่าวถึงรูปร่างหน้าตาแล้วอันที่จริงก็ธรรมดาสามัญ ใบหน้ากลมแป้น สันจมูกไม่โด่งนัก โชคดีที่ผิวพรรณขาวผุดผ่อง หากยึดตามมาตรฐานความงามในยุคนี้ ก็นับได้ว่าเป็นหญิงงามคนหนึ่ง
ยามนี้เสิ่นหย่งจั๋วมีอายุครบยี่สิบปีแล้ว แม้จะเพิ่งสอบผ่านแค่ระดับอำเภอ ทว่าคนในครอบครัวก็ยังคงตั้งความหวังกับเขาไว้สูงมาก อย่างไรเสียเมื่อนำไปเทียบกับบิดาของเขา เสิ่นหย่งจั๋วก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย เพียงแต่เมื่อนำมาเทียบกับเสิ่นซีแล้ว กลับดูหมองลงไปถนัดตา ทว่าบนโลกนี้ก็ใช่ว่าทุกคนจะเป็นเด็กอัจฉริยะเสียหน่อยจริงไหม?
"กลับมาแล้วก็ตั้งใจอ่านตำราไปพร้อมกับพี่ใหญ่ของเจ้าเถิด ออกมาเดินเพ่นพ่านให้น้อยหน่อย ผ่านไปสักสองวัน ค่อยให้ลุงใหญ่ของเจ้าออกมาช่วยชี้แนะวิชาความรู้ให้พวกเจ้า"
หลี่ซื่อภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ตระกูลเสิ่นมีซิ่วไฉถึงสองคนแล้ว วันหน้าไม่ต้องฝากความหวังในการสอบติดจวี่เหรินไว้ที่เสิ่นหมิงเหวินเพียงคนเดียวอีกต่อไป ความหวังในการฟื้นฟูวงศ์ตระกูลเสิ่นให้รุ่งเรืองเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ทว่าความลำเอียงโปรดปรานที่นางมีต่อบุตรชายคนโต ท้ายที่สุดก็ยังคงมีมากกว่าอยู่ดี
อย่างไรเสียบุตรชายคนโตก็เป็นคนที่หลี่ซื่อฟูมฟักสั่งสอนมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ส่วนความดีความชอบในการฟูมฟักหลานชายคนเล็ก แม้นางอยากจะดึงมาสวมรอยเป็นผลงานของตนเอง ทว่าก็ยังรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง ในตอนนั้นหากมิใช่เพราะสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินแอบส่งเสิ่นซีไปเข้าเรียนลับหลังนาง เสิ่นซีในยามนี้ก็คงไม่ต่างจากพี่ชายของเขา ที่ต้องไปเป็นลูกจ้างรับใช้ในจวนของคหบดีใหญ่แล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น ในมุมมองของหลี่ซื่อแล้ว ต่อให้เสิ่นซีจะสอบติดเป็นซิ่วไฉ นั่นก็เป็นเพียงเพราะได้รับความชื่นชมจากผู้คุมสอบเท่านั้น ในด้านวิชาความรู้ย่อมต้องล้าหลังเสิ่นหมิงเหวินที่เล่าเรียนมานานปีอยู่อักโข การให้เสิ่นหมิงเหวินออกมาอบรมสั่งสอนวิชาความรู้ให้เสิ่นซีนั้นถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว
…..
…..
เสิ่นซีกลับมาถึงหนิงฮว่า คนที่เขาอยากพบหน้ามากที่สุดอันที่จริงคือหวังหลิงจือ ทว่าเมื่อกลับมาถึง เขาก็ถูกขังให้อยู่แต่ในลานเรือนเพื่อ "หมกตัวตั้งใจอ่านตำรา" จึงยังหาโอกาสแอบหนีออกไปไม่ได้เสียที
ปลายปีที่แล้ว หวังหลิงจือที่กำลังจะอายุเต็มสิบสี่ปี ได้เขียนจดหมายส่งมาให้เสิ่นซีที่ตัวเมือง นอกจากการทวงถามหา "คัมภีร์วิทยายุทธ์" จากเขาแล้ว ยังบอกอีกว่าตนกำลังเตรียมตัวเข้าร่วมการสอบระดับเมืองหลวงฝ่ายบู๊ในปีนี้ด้วย
เสิ่นซีย่อมรู้ดี ว่าเจ้าเด็กคนนี้แน่วแน่ที่จะเดินเส้นทางสายบู๊ สำหรับเรื่องนี้ เสิ่นซียังคงสนับสนุนอย่างเต็มที่ เสิ่นซีได้เขียนพิชัยสงครามซุนวู , ตำราพิชัยสงครามซุนปิน, ตำราอู๋จื่อ, ตำราลิ่วเทา, ตำราเว่ยเหลียวจื่อ, ตำราซือหม่าฝ่า, ตำราไท่ไป๋อินจิง, ตำราหู่เฉียนจิง และตำราพิชัยสงครามอื่น ๆ ที่เขารู้จักออกมาจากความทรงจำทีละเล่ม ๆ ในรูปแบบของคัมภีร์วิทยายุทธ์ แล้วฝากคนนำไปมอบให้หวังหลิงจือเพื่อใช้ในการเตรียมตัวสอบ
เสิ่นซีหวังว่าหากวันข้างหน้าตนได้ก้าวเข้าสู่ราชสำนัก จะได้มีสหายรู้ใจอย่างหวังหลิงจืออยู่เคียงข้าง หนึ่งบุ๋นหนึ่งบู๊ ย่อมส่งเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัว
ปลายเดือนอ้าย กำหนดการการประเมินผลซุ่ยเข่าก็ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ
การประเมินผลซุ่ยเข่าของอำเภอหนิงฮว่า กำหนดไว้ในวันที่สี่และวันที่ห้าเดือนสอง แม้ระยะเวลาการสอบจะมีสองวัน ทว่าอันที่จริงเพียงแค่วันเดียวก็สอบเสร็จแล้ว ส่วนกำหนดการประกาศผลสอบคือวันที่หกเดือนสอง
เวลาดูจะกระชั้นชิดยิ่งนัก นี่ก็เป็นเพราะซูขุย ผู้ตรวจการการศึกษาแห่งมณฑลฝูเจี้ยน ต้องวุ่นวายกับการตระเวนไปคุมการประเมินผลซุ่ยเข่าตามเมืองและอำเภอต่าง ๆ ซ้ำยังต้องรีบกลับไปเตรียมการสำหรับการสอบระดับมณฑลในฤดูใบไม้ร่วงแต่เนิ่น ๆ โดยทั่วไปแล้ว หากปีที่มีการสอบระดับมณฑลตรงกับปีที่มีการประเมินผลซุ่ยเข่า ทุกอย่างก็ล้วนถูกลดทอนขั้นตอนและจัดทำอย่างเร่งด่วน
วันที่สามสิบเดือนอ้าย ในที่สุดเสิ่นซีก็ได้พบหน้าเสิ่นหมิงเหวิน ผู้เป็นลุงใหญ่ที่ไม่ได้เจอกันมานานกว่าสองปี
เดิมทีเสิ่นซีคิดว่าการที่เสิ่นหมิงเหวินถูกขังให้อ่านตำราอยู่แต่ในลานเรือนหลังตลอดสองปีที่ผ่านมา ย่อมต้องทำให้เขาผอมซูบจนหนังหุ้มกระดูกและดูอิดโรยทรุดโทรมเป็นแน่ ทว่าเมื่อเขาได้เห็นเสิ่นหมิงเหวินเดินเข้ามาหาด้วยใบหน้าอวบอิ่มสมบูรณ์ รูปร่างอ้วนท้วนลงพุงราวกับขุนนางกังฉินที่ทุจริตฉ้อฉล เขาก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง ว่านี่คือลุงใหญ่คนที่เคยดึงดันจะแตกหักกับครอบครัว เพื่อไขว่คว้าหาชีวิตที่มีความสุขของตนเองในวันวาน
แม้ฐานะของตระกูลเสิ่นจะดีขึ้น ทว่าหลี่ซื่อก็ไม่ได้ปรับปรุงเรื่องอาหารการกินมากนัก สาเหตุหลักเป็นเพราะฮูหยินเฒ่ายังคงยึดมั่นในคติที่ว่า “ความสำเร็จเกิดจากความมัธยัสถ์ ความวิบัติเกิดจากความฟุ่มเฟือย” ต่อให้ในมือจะมีเงินเหลือใช้ การกินอยู่ก็ต้องรักษาสภาพความสมถะเรียบง่ายเอาไว้ ทว่าสำหรับเสิ่นหมิงเหวินผู้เป็นบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนแล้ว นางกลับมีท่าทีที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นางคอยปรนนิบัติดูแลเขาด้วยอาหารเลิศรส ซื้อหาพู่กัน หมึก กระดาษ และที่ฝนหมึกชั้นยอดมาให้ ส่งผลให้ความเป็นอยู่ของสองแม่ลูกบ้านใหญ่พลอยสุขสบายไปด้วย ซึ่งช่างแตกต่างจากครอบครัวสายอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด
(เชิงอรรถผู้แปล: ความสำเร็จเกิดจากความมัธยัสถ์ ความวิบัติเกิดจากความฟุ่มเฟือย (成由勤俭败由奢) วรรคทองจากบทกวีของหลี่ซางอิ่น กวีเอกแห่งราชวงศ์ถัง สื่อถึงความประหยัดอดออมคือรากฐานของความมั่นคง)
ด้วยเหตุนี้ เสิ่นหมิงเหวินที่กินดีอยู่ดีแต่กลับไม่ออกกำลังกายขยับเขยื้อนร่างกาย จึงถูกฮูหยินเฒ่าขุนจนกลายเป็นคนอ้วนฉุไปโดยปริยาย ทว่าหลี่ซื่อกลับรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง นางมองว่านี่คือ “โหงวเฮ้งแห่งความมั่งคั่ง” ของเสิ่นหมิงเหวิน บ่งบอกว่าอนาคตของเขาจะเจริญรุ่งเรืองอย่างหาที่สุดไม่ได้
แม้แต่หวังซื่อก็ยังแอบนินทาลับหลังว่า “ดูเสี่ยวหลางสิ ปากแหลมแก้มตอบเหมือนลิง ไม่มีสง่าราศีแห่งความมั่งคั่งเอาเสียเลย” ซึ่งความหมายแฝงก็คือ สามีของนางนั้นมี “ความมั่งคั่งร่ำรวยแผ่ซ่าน” ออกมานั่นเอง
ในช่วงเวลาสองปีกว่าที่ผ่านมา เสิ่นหมิงเหวินจะได้ออกจากห้องก็เพียงแค่ช่วงไม่กี่วันที่ต้องไปสอบเคอซื่อและสอบซุ่ยเข่าเท่านั้น เมื่อก่อนตอนที่เดินทางจากชนบทเข้ามาในตัวอำเภอ ด้วยระยะทางที่ต้องรอนแรม เขาจึงยังมีโอกาสได้สูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกหลายวันหน่อย ทว่ายามนี้ตระกูลเสิ่นย้ายเข้ามาอยู่ในตัวอำเภอแล้ว พอสอบเสร็จปุ๊บ เขาก็จะถูกจับขังกลับเข้าไปอ่านตำราในห้องปั๊บ
ทว่าในช่วงสองสามวันก่อนและหลังการสอบ ประตูห้องจะไม่ได้ถูกลงกลอนเอาไว้ หากฮูหยินเฒ่าเมตตา ก็จะอนุญาตให้สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงเหวินได้อยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ทว่าต้องอยู่แต่ภายในห้องเท่านั้น ห้ามก้าวล่วงล้ำเส้นออกมาแม้แต่ก้าวเดียว
เสิ่นหมิงเหวินกับหวังซื่อช่างเหมือนกับหนุ่มเลี้ยงวัวกับหญิงทอผ้า ที่ต้องรอให้ถึงวันเวลาที่กำหนดเท่านั้นจึงจะได้พบหน้ากัน เมื่อเสิ่นซีนึกภาพหนุ่มเลี้ยงวัวร่างอ้วนฉุกับหญิงทอผ้าจอมพยศ กำลัง “พบรักบนสะพานนกกางเขน” ภายในห้องอันมืดสลัว ภาพจินตนาการอันแจ่มชัดนั้นก็ทำเอาเสิ่นซีรู้สึกขนลุกซู่ด้วยความสะอิดสะเอียนขึ้นมาทันที
(เชิงอรรถผู้แปล: หนุ่มเลี้ยงวัวกับหญิงทอผ้า (牛郎织女) นิทานพื้นบ้านจีนเกี่ยวกับความรักของหนุ่มเลี้ยงวัวและเทพธิดาทอผ้า ที่ถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ให้พรากจากกัน และจะได้รับอนุญาตให้ข้ามสะพานนกกางเขนมาพบกันได้เพียงปีละครั้งในวันขึ้นเจ็ดค่ำเดือนเจ็ด)
“...การสอบซุ่ยเข่าในครั้งนี้ จะทดสอบการเขียนบทความสี่ตำราและบทความห้าคัมภีร์ เจ้ารู้หรือไม่?”
เสิ่นหมิงเหวินรับบัญชาจากฮูหยินเฒ่าให้มาช่วยทบทวนตำราให้เสิ่นซี ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมา ไม่ว่าจะฟังอย่างไร ก็ดูเหมือนเขาจะฝังหัวไปแล้วว่าเสิ่นซีเป็นเพียงเด็กน้อยที่ไม่ประสีประสา
เสิ่นซีพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์ “รู้แล้วขอรับ”
เสิ่นหมิงเหวินร้อง “อ้อ” ออกมาคำหนึ่ง ราวกับประหลาดใจนักหนาว่าเหตุใดเสิ่นซีถึงล่วงรู้ความลับระดับชาติเช่นนี้ได้ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอีก “แล้วคัมภีร์หลักของเจ้าคือเล่มใด?”
“คัมภีร์ชุนชิวขอรับ” เสิ่นซีตอบอีกครั้ง
เสิ่นหมิงเหวินฟังแล้วก็รู้สึกรำคาญใจอยู่บ้าง “อยู่ดีไม่ว่าดีไปเรียน ‘คัมภีร์ชุนชิว’ ทำไมกัน? มีตำราที่ต้องอ่านมากมายก่ายกอง ทั้ง ‘คัมภีร์จั่วจ้วน’ เอย ‘คัมภีร์กงหยางจ้วน’ เอย... ตำราเหล่านี้เจ้าเคยอ่านผ่านตามาบ้างหรือไม่?”
เสิ่นซีคิดในใจ นี่มันไม่ใช่คำถามปัญญาอ่อนหรอกหรือ? มารดามันเถอะ ข้าสอบผ่านจนได้เป็นเซิงหยวนกลับมาแล้วนะ หากแม้แต่ตำราพื้นฐานพวกนี้ยังไม่เคยอ่าน ท่านคิดว่าคุณวุฒิซิ่วไฉของข้ามันลอยมากับสายลมหรืออย่างไร? ทว่าเขาก็ยังคงปั้นหน้าจริงจังแล้วพยักหน้าตอบ “อืม”
(เชิงอรรถผู้แปล: ลอยมากับสายลม (大风刮来的) สำนวนเปรียบเปรยถึงสิ่งที่ได้มาอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องลงแรง)
“ไอหยา อายุแค่นี้แต่กลับร่ำเรียนมาไม่น้อยเลยนะเนี่ย แล้วเรื่องการนำรูปแบบเรียงความแปดขามาเขียนบทความเล่า... เจ้าก็เรียนมาแล้วเหมือนกันหรือ?”
เสิ่นซีพยักหน้าอีกครั้ง
เสิ่นหมิงเหวินขมวดคิ้วมุ่น “ในเมื่อร่ำเรียนมาหมดแล้ว เจ้าก็ทบทวนตำราเอาเองก็แล้วกัน ข้าจะออกไปเดินเล่นที่ลานเรือนสักหน่อย...”
เสิ่นหมิงเหวินมีท่าทีทำส่งเดชขอไปทีอย่างเห็นได้ชัด เสิ่นซีปรายตามองออกไปที่ลานเรือนแวบหนึ่ง ก็พอจะเดาออกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ที่แท้หวังซื่อก็ฉวยโอกาสตอนที่ฮูหยินเฒ่าเผลอ แอบนำของกินมาส่งให้เสิ่นหมิงเหวิน จากนั้นทั้งสองก็พากันหายเข้าไปในห้องข้าง ๆ ก่อนจะมีเสียงที่ไม่น่าอภิรมย์แว่วดังออกมา
แย่แล้ว แย่แล้ว... หนุ่มเลี้ยงวัวกับหญิงทอผ้าฉวยโอกาสตอนที่เจ้าแม่หวังหมู่ไม่ทันระวัง แอบลอบพบปะกันอีกแล้ว…
แม้แต่เสิ่นหย่งจั๋วที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ด้วยกันกับเสิ่นซี พอได้ยินเสียงนั้นก็ถึงกับหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู
โชคดีที่ใช้เวลาไม่นานนัก เสิ่นหมิงเหวินก็เดินเสื้อผ้าหลุดลุ่ยกลับเข้ามาในห้อง ส่วนหวังซื่อก็รีบจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินออกจากลานเรือนไป เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นอยู่ในใจ: ช่างรวดเร็วยิ่งนัก!
เมื่อเสิ่นหมิงเหวินกลับมา เขาก็นั่งตัวตรงแหน่ว ยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยท่วงท่าราวกับขุนนางที่ลงพื้นที่มาตรวจราชการ “เสี่ยวฉี ได้ยินว่าตอนสอบระดับท้องถิ่นเจ้าทำคะแนนได้ไม่เลว ข้าจะลองตั้งโจทย์ให้เจ้ากับต้าหลางลองเขียนบทความมาสักบทดีหรือไม่?”
เสิ่นซีเอ่ยตอบ “ขอเชิญลุงใหญ่ตั้งโจทย์มาได้เลยขอรับ”
เสิ่นหมิงเหวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อืม ขอข้าคิดดูก่อน... เอาโจทย์ข้อนี้ก็แล้วกัน ‘เรียนรู้และหมั่นทบทวนอยู่เสมอ มิใช่น่าเบิกบานใจหรอกหรือ?’ เป็นประโยคจากคัมภีร์หลุนอวี่ เจ้าคงเคยอ่านผ่านตามาบ้างกระมัง?”
(เชิงอรรถผู้แปล: เรียนรู้และหมั่นทบทวนอยู่เสมอ มิใช่น่าเบิกบานใจหรอกหรือ? (学而时习之,不亦说乎) วรรคเปิดอันโด่งดังจากคัมภีร์หลุนอวี่)
เมื่อเห็นเสิ่นซีพยักหน้า เขาก็หันไปมองบุตรชายตนเองปราดหนึ่ง “ต้าหลาง แล้วเจ้าล่ะ?”
เสิ่นซีไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเหตุใดเสิ่นหมิงเหวินถึงได้คร่ำครึและทึ่มทื่อได้ถึงเพียงนี้ ประโยคพื้นฐานในคัมภีร์หลุนอวี่เช่นนี้ เด็กน้อยที่เพิ่งจะเบิกปัญญาได้ไม่กี่วันก็ยังท่องจำได้ เสิ่นหย่งจั๋วที่สอบผ่านระดับอำเภอมาแล้วมีหรือจะไม่รู้? ซ้ำโจทย์ข้อนี้ แค่คิดดูก็รู้ว่าไม่มีอะไรให้น่าขบคิดเอาเสียเลย ลองนึกย้อนไปถึงโจทย์ที่เกาหมิงเฉิงใช้ในการสอบระดับเมืองอย่าง ‘เรียนรู้และหมั่นทบทวนอยู่เสมอ มีวิญญูชนผู้งดงามสง่า’ ดูสิ เพียงแค่สี่ตัวอักษรด้านหลังที่ต่างกัน ระดับความยากของโจทย์ก็เพิ่มขึ้นตั้งหลายเท่าตัวไม่ใช่หรือไร?
เสิ่นซีและเสิ่นหย่งจั๋วต่างก็ไม่รู้สึกแปลกใหม่กับโจทย์ข้อนี้ อย่างไรเสียทั้งสองคนก็เคยทำข้อสอบข้อนี้พร้อมกันในการสอบระดับเมืองมาแล้ว ดังนั้นทั้งคู่จึงเริ่มลงมือเขียนบทความตอบ
เสิ่นหมิงเหวินที่นั่งอยู่ตรงนั้น ดูมีท่าทางอ่อนเพลียเหนื่อยล้า ถึงกับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วหลับสนิทไปเสียอย่างนั้น
ขณะที่เสิ่นซีกำลังเขียนอยู่ ทางฝั่งของเสิ่นหย่งจั๋วกลับมีจุดที่ไม่เข้าใจในส่วนของการพั่วถี (ตีโจทย์) และการรับโจทย์ จึงอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าเข้ามาดูข้อสอบของเสิ่นซี เสิ่นซีเองก็ไม่ได้ปิดบังอันใด ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม เสิ่นหมิงเหวินจึงงัวเงียตื่นขึ้นมา ซึ่งตอนนั้นบทความของเสิ่นซีและเสิ่นหย่งจั๋วก็เขียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ไอหยา? สำนวนสำบัดสำนวนใช้ได้เลยนี่ เอ้อ... พอถูไถไปได้ล่ะนะ” เสิ่นหมิงเหวินหยิบบทความของเสิ่นซีขึ้นมาพิจารณาก่อน แล้วทิ้งคำวิจารณ์สั้น ๆ เอาไว้ จากนั้นจึงหันไปดูบทความของเสิ่นหย่งจั๋ว กลับกลายเป็นว่าเขากล่าวยกย่องสรรเสริญเสียยกใหญ่ “ต้าหลางเอ๋ย บทความของเจ้าเขียนได้ดีมาก ดีมากจริง ๆ”
เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าไปมองปราดหนึ่ง ก่อนจะลอบถอนหายใจ ประโยคตีโจทย์ของเสิ่นหย่งจั๋วนั้นลอกเลียนมาจากเขาชัด ๆ หากปล่อยให้เสิ่นหมิงเหวินได้เป็นขุนนางการศึกษาล่ะก็ ผลลัพธ์ย่อมต้องออกมาเป็น “การคัดเลือกผู้มีความสามารถโดยไม่สนว่าจะสนิทสนมเป็นเครือญาติกัน” อย่างแน่นอน! (ประชด)