- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 302 ทรรศนะอันตื้นเขิน
ตอนที่ 302 ทรรศนะอันตื้นเขิน
ตอนที่ 302 ทรรศนะอันตื้นเขิน
เหตุผลของเสิ่นซีนั้นหนักแน่นเพียงพอ ในใจข้ามีทรรศนะอันตื้นเขินโง่เขลา เกรงว่าหากพูดออกไปแล้วจะทำให้ใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาไม่พอใจ จึงอยากจะรับฟังความเห็นของท่านก่อน นี่ก็เพื่อให้ข้าได้ศึกษาเรียนรู้จากท่านให้มากขึ้น อีกทั้งยังถือเป็นการฉีดยาป้องกันไว้ก่อน เพื่อบอกให้ท่านรู้ล่วงหน้าว่าความคิดเห็นของข้านั้นช่างแสนจะธรรมดาสามัญ จะได้ไม่ประเมินข้าไว้สูงเกินไปนัก หากตั้งความหวังกับทรรศนะของข้าไว้ลึกซึ้งเกินไป แล้วเกิดผิดหวังขึ้นมาจะแย่เอา
หูเหวยพานไม่อาจหาข้อบกพร่องใดมาตำหนิได้ เขาจึงทำได้เพียงประสานมือคารวะซูขุยแล้วกล่าว “ใต้เท้าซู เด็กผู้นี้เสียมารยาทยิ่งนัก ท่านอย่าได้ไปใส่ใจเลยขอรับ”
ซูขุยโบกมือพลางกล่าว “สิ่งที่เด็กผู้นี้กล่าวมามีเหตุผลยิ่งนัก การสืบเสาะสรรพสิ่งย่อมแตกต่างกันไปตามแต่ใจคิด จำต้องศึกษาให้กว้างขวาง ไต่ถามให้ถ่องแท้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ แยกแยะให้กระจ่าง และลงมือปฏิบัติอย่างมุ่งมั่น ทว่าวันนี้เป็นขุนนางผู้นี้ที่ตั้งคำถามถึงหลักแห่งการสืบเสาะสรรพสิ่งต่อพวกเจ้า ข้าไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวทรรศนะของข้า เจ้าเพียงแค่บอกกล่าวสิ่งที่เจ้าสังเกตเห็นมาก็พอ ต่อให้จะตื้นเขินโง่เขลา ข้าขุนนางผู้นี้ก็จะไม่ถือโทษโกรธเคือง”
(เชิงอรรถผู้แปล: ศึกษาให้กว้างขวาง ไต่ถามให้ถ่องแท้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ แยกแยะให้กระจ่าง และลงมือปฏิบัติอย่างมุ่งมั่น (博学之,审问之,慎思之,明辨之,笃行之) วรรคทองจากคัมภีร์จงยง ว่าด้วยกระบวนการศึกษาและแสวงหาความรู้ทั้งห้าประการ)
เหล่านักเรียนในงานต่างลอบขุ่นเคืองอยู่ในใจ ‘ไอ้เด็กนี่ ช่างโอหังกล้าย้อนถามใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษา ซ้ำใต้เท้าผู้ตรวจการยังไม่ถือสาหาความ ดูเหมือนจะชื่นชมจิตวิญญาณแห่งการใฝ่รู้เช่นนี้เสียด้วย ยามนี้แค่ปล่อยให้พูดอะไรก็ได้สองสามประโยค นี่มันโอกาสทองชัด ๆ เหตุใดโอกาสดีเช่นนี้จึงไม่ตกมาถึงข้าบ้างเล่า?’ ทว่าในยามนี้พวกเขาล้วนหลงลืมไปเสียสนิท ว่าเมื่อครู่นี้ผู้ใดกันที่พยายามหลบเลี่ยงกันจ้าละหวั่น ด้วยเกรงว่าซูขุยจะชี้ตัวเรียกถาม
เสิ่นซีจึงประสานมือคารวะอีกครั้งพลางกล่าว “ทรรศนะตื้นเขินของนักเรียน จากโต๊ะยาวตัวนี้ นักเรียนสืบเสาะหลักการออกมาได้เป็นคำว่า ‘เที่ยงตรง’ ขอรับ”
ซูขุยพินิจพิเคราะห์โต๊ะยาว พยักหน้าเล็กน้อยพลางถาม “เที่ยงตรงคือสิ่งใด?”
“เที่ยงตรง คือความมั่นคงแห่งการหยัดยืน เที่ยงตรงนั้น คือการดำรงตนอย่างซื่อตรง ท่านขงจื๊อกล่าวไว้ว่า หากผู้นำดำรงตนอย่างซื่อตรง ต่อให้ไม่ออกคำสั่ง ผู้คนก็ยินดีทำตาม หากผู้นำดำรงตนไม่ซื่อตรง ต่อให้ออกคำสั่ง ก็จะไม่มีผู้ใดทำตาม ผู้เป็นขุนนางก็เป็นเช่นนี้ ผู้เป็นแม่พิมพ์ของชาติ ผู้เป็นนักศึกษา ล้วนเป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น หากดำรงตนไม่ซื่อตรง จะเอาอะไรไปอบรมสั่งสอนผู้คนได้เล่าขอรับ?”
(เชิงอรรถผู้แปล: ท่านขงจื๊อกล่าวไว้ว่า หากผู้นำดำรงตนอย่างซื่อตรง ต่อให้ไม่ออกคำสั่ง ผู้คนก็ยินดีทำตาม หากผู้นำดำรงตนไม่ซื่อตรง ต่อให้ออกคำสั่ง ก็จะไม่มีผู้ใดทำตาม (其身正,不令而行,其身不正,虽令不从) วรรคทองจากคัมภีร์หลุนอวี่ บทจื่อลู่ ว่าด้วยคุณธรรมและการเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้นำ)
จังหวะการพูดของเสิ่นซีไม่ได้รวดเร็วนัก ทว่ากลับหนักแน่นกังวานดุจระฆังเหล็ก ราวกับว่าทุกถ้อยคำล้วนผ่านการขบคิดไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วน ซ้ำยังใช้แนวคิดหลักเรื่อง “ดำรงตนซื่อตรง ผู้คนทำตาม” ซึ่งเป็นเนื้อหาจากคัมภีร์หลุนอวี่ บทจื่อลู่ ข้าหยิบยกวาทะของอริยปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่มาเป็นแกนกลางของหัวข้อสนทนา ในขณะเดียวกันก็ออกตัวไว้ก่อนว่านี่เป็นเพียงทรรศนะตื้นเขินของข้า ท่านอาจจะบอกว่าข้าอธิบายได้ไม่ดี แต่จะบอกว่าผิดไม่ได้ เพราะหากท่านตั้งข้อกังขาต่อข้า ก็เท่ากับตั้งข้อกังขาต่ออริยปราชญ์
หลังจากซูขุยได้ฟัง ก็พยักหน้าเล็กน้อย “มีเหตุมีผลอยู่บ้าง แต่มิแคล้วจะโอนเอียงไปสักหน่อย ทว่าก็ถือว่าดีมากแล้ว”
แม้เขาจะวิจารณ์ว่าการสืบเสาะสรรพสิ่งของเสิ่นซี “โอนเอียง” ไปบ้าง ทว่าท้ายที่สุดเขาก็กล่าวคำว่า “ดีมากแล้ว” ออกมา นั่นแสดงให้เห็นว่าเขายังคงชื่นชมในคำตอบของเสิ่นซีอยู่ไม่น้อย
หลังจากเสิ่นซีได้รับคำชมแล้วนั่งลง คนรอบข้างต่างก็รู้สึกฮึดฮัดไม่พอใจ ‘มารดามันเถอะ นี่มันเหตุผลบ้าบออันใดกัน ให้เจ้าสืบเสาะโต๊ะยาว เจ้ากลับอุตส่าห์สืบเสาะออกมาได้คำว่า ‘เที่ยงตรง’ ซ้ำยังโยงไปถึงเรื่องดำรงตนซื่อตรง ผู้คนทำตามอีก คำพูดพวกนี้หากให้ข้าพูดล่ะก็ รับรองว่าพูดออกมาได้เป็นบุ้งกี๋เชียวล่ะ!’
“ยังมีผู้ใดสืบเสาะหลักการออกมาได้อีกบ้าง?”
ซูขุยมีสีหน้าดีขึ้นมาก เขากวาดสายตามองผู้คนที่อยู่ในงาน
การเริ่มต้นอันยอดเยี่ยมของเสิ่นซี เท่ากับเป็นการสร้างแบบอย่างให้แก่เหล่าเซิงหยวน ยามนี้เพียงแค่ให้เจ้า “สืบเสาะสรรพสิ่ง” ไม่ได้บังคับว่าเจ้าจะต้องค้นหาจนถึงแก่นแท้ขั้นสูงสุดเสียหน่อย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับเป็นการลดระดับหัวข้อปรัชญาอันลึกซึ้ง ลงมาอยู่ในระดับเดียวกับโจทย์ข้อสอบเคอจวี่ ขอเพียงขยายความโดยวนเวียนอยู่กับโต๊ะตัวนี้เป็นจุดศูนย์กลางสักสองสามประโยคก็ใช้ได้แล้ว ในเมื่อเจ้าเสิ่นซีทำได้ พวกเราก็ย่อมทำได้เช่นกัน!
คิดน่ะมันง่าย ทว่าเวลาลงมือทำหรือพูดจริง ๆ กลับยากยิ่งนัก เสิ่นซีเป็นคนปูพื้นฐานเรื่อง “ความเที่ยงตรง” และ “การหยัดยืนอย่างมั่นคง” ไว้ตั้งแต่แรก ต่อให้เจ้าจะพลิกโต๊ะตัวนี้หงายขึ้นมา ก็ไม่อาจหาเหตุผลอันยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ได้อีกแล้ว ทำได้เพียงวาดน้ำเต้าตามแบบ เดินตามรอยทรรศนะของเสิ่นซี เพียงแค่ดัดแปลงคำอธิบายให้แตกต่างไปสักเล็กน้อยเท่านั้น
ผ่านไปสองสามคน ซูขุยก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ คนเหล่านี้เป็นเพียงพวกเก็บเศษน้ำลายผู้อื่นมาขบเคี้ยว
(เชิงอรรถผู้แปล: เก็บเศษน้ำลายผู้อื่นมาขบเคี้ยว (拾人牙慧) สำนวนหมายถึง การขโมยเอาความคิดหรือคำพูดของผู้อื่นมาแอบอ้างเป็นของตน หรือลอกเลียนผู้อื่นโดยไม่มีความคิดริเริ่ม)
คนก่อนหน้าพูดไปหมดแล้ว พวกเจ้าก็ยังจะเอามาพูดซ้ำอีก แต่ละคนไม่รู้จักพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง ซ้ำยังกล้าเอาหลักการเดียวกันมาพูดทำส่งเดชขอไปที เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เห็นหัวขุนนางผู้ตรวจการการศึกษาอย่างข้าเลยสักนิด
หลังจากทนฟังติดต่อกันไปหกเจ็ดคน ซูขุยก็เริ่มจะหมดความอดทน เขาโบกมือปัดพลางกล่าว “สัจธรรมแห่งการสืบเสาะสรรพสิ่ง ให้จบลงเพียงเท่านี้ก่อนเถิด”
บรรดาผู้ที่แย่งจะพูดมาโดยตลอดแต่ยังไม่มีโอกาสได้แสดงทรรศนะ ยามนี้ต่างรู้สึกร้อนใจดั่งไฟสุม โดยเฉพาะสองคนที่ถูกเรียกชื่อแต่ตอบคำถามไม่ได้เมื่อครู่นี้ พวกเขาเกรงว่าหากกู้ภาพลักษณ์กลับคืนมาไม่ได้ จะส่งผลกระทบต่อการประเมินผลซุ่ยเข่าและการสอบระดับมณฑลที่กำลังจะมาถึง ทว่าซูขุยนั้นเป็นคนดื้อรั้นเอาการ บอกว่าไม่ฟังก็คือไม่ฟัง ข้ามาถกเถียงเรื่องการสืบเสาะสรรพสิ่งกับพวกเจ้า นั่นก็เพื่อสั่งสอนสัจธรรมให้ ในเมื่อพวกเจ้าตอบไม่ได้ ก็จงกลับบ้านไปขบคิดให้ละเอียดถี่ถ้วน อย่ามาทำตัวขายหน้าอยู่ที่นี่!
ซูขุยกล่าวถึงเรื่องการประเมินผลซุ่ยเข่าอีกสองสามประโยค เมื่อกล่าวจบเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาไม่เช้าแล้ว จึงลุกขึ้นยืนเตรียมตัวจากไป ผู้คนทั้งหมดต่างพากันลุกขึ้นยืนทำความเคารพเพื่อส่งเสด็จ
ซูขุยไม่ได้แสดงท่าทีอันใดต่อเสิ่นซี ทว่ากลับเป็นหูเหวยพาน เจี้ยวอวี้แห่งสำนักศึกษาเมืองถิงโจวต่างหาก ที่ก่อนจะจากไปได้ปรายตามองเสิ่นซีด้วยแววตาขุ่นเคือง ดูเหมือนว่าเสิ่นซีจะถูกขึ้นบัญชีดำในใจของเขาไปเสียแล้ว
...
…
เมื่อครู่นี้บรรดาเซิงหยวนยังมีสภาพมอมแมมเปื้อนฝุ่นน่าสังเวชกันอยู่เลย ทว่าพอเดินพ้นโถงหลักของ “สถานศึกษาหมิงชิง” ออกมา ก็ถูกกลุ่มนักเรียนที่กำลังเล่าเรียนอยู่รายล้อมในทันที แต่ละคนต่างเผยสีหน้าภาคภูมิใจออกมาอย่างรวดเร็ว
(เชิงอรรถผู้แปล: มอมแมมเปื้อนฝุ่น (灰头土脸) สภาพที่ดูไม่ได้ หรือรู้สึกอับอายขายหน้าจากความผิดพลาด ในที่นี้หมายถึงสภาพตอนถูกซูขุยตวาดจนหน้าเจื่อน)
เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ตรวจการซู พวกเขาต่างก็เป็นได้แค่ผู้สยบยอมอย่างไม่มีข้อแม้ ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้านักเรียนรุ่นน้องที่ยังไม่มีคุณวุฒิเหล่านี้ พวกเขากลับกลายเป็นยอดฝีมือรุ่นพี่ผู้ประสบความสำเร็จในการศึกษา บางคนยังเป็นถึงอาจารย์ประจำสถานศึกษาต่าง ๆ ย่อมยกย่องตนเองว่ามีความรู้ความสามารถล้ำเลิศ หากไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก?
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดานักเรียนที่อายุยังน้อย พอเห็นอาจารย์อายุราวสามสิบปีเดินออกมาก็พากันพุ่งเข้าไปหา รีบร้อนสอบถามความรู้ที่ไม่เข้าใจจากการเรียน บางคนถึงขั้นเตรียมคำถามมาเพื่องานวันนี้เป็นพิเศษ ราวกับกำลังสัมภาษณ์ก็ไม่ปาน โดยนำความสงสัยในใจมาเรียบเรียงและจดลงบนโพยกระดาษแผ่นเล็ก หวังจะซักถามให้หนำใจในคราวเดียว
ทว่าในหมู่ซิ่วไฉด้วยกัน ผู้ที่อายุน้อยเกินไปหรืออายุมากเกินไปกลับไม่เป็นที่นิยมเท่าใดนัก
ผู้ที่อายุน้อยย่อมดูอ่อนหัดไร้ประสบการณ์ ส่วนผู้ที่อายุมากก็ดูจะคร่ำครึโบราณจนเกินไป ด้วยเหตุนี้รอบกายของเสิ่นซีจึงเงียบสงบยิ่งนัก ไม่มีผู้ใดวิ่งมาสอบถามความรู้จากเขาเลยสักคน กลับเป็นซูทงเสียอีกที่มีคนสองสามคนมารุมล้อมหวังจะซักถามสักสองสามประโยค ทว่าก็ถูกเขาปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล เป็นเพราะเขาตั้งใจจะเดินกลับไปพร้อมกับเสิ่นซีนั่นเอง
“น้องเสิ่น เจ้าช่างมีฝีมือจริง ๆ เจ้าไม่รู้หรอกว่าเมื่อครู่นี้ตอนที่ได้ยินเจ้าย้อนถามผู้ตรวจการซู ในใจของพี่ชายผู้นี้จะประหม่าตื่นเต้นมากเพียงใด หากเจ้าพลั้งปากพูดจาไม่ระวังแม้แต่คำเดียว ย่อมส่งผลกระทบต่อเส้นทางการศึกษาของเจ้าในวันข้างหน้าได้เลยเชียวนะ” ซูทงยังคงรู้สึกหวาดหวั่นไม่หาย
เสิ่นซีแย้มยิ้มบาง ๆ พลางกล่าว “อย่างไรเสียผู้ตรวจการซูก็มีพื้นเพมาจากสำนักฮั่นหลิน ย่อมไม่มาถือสาหาความกับเด็กเมื่อวานซืนอย่างข้าหรอก”
ปากแม้จะกล่าวเช่นนั้น ทว่าในใจกลับคิดว่า ต่อให้ซูขุยจะมีความประทับใจที่ไม่ดีต่อข้าแล้วจะทำไม?
วาระการดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการการศึกษาแห่งมณฑลฝูเจี้ยนมีระยะเวลาเพียงสามปีเท่านั้น ในช่วงสามปีนี้ของเขา ข้าสอบซุ่ยเข่าหนึ่งครั้งและสอบเคอซื่ออีกหนึ่งครั้ง หรือว่าเขาจะดันทุรังไม่ยอมให้ข้าติดสามระดับแรกของอำเภอเพื่อไปสอบระดับมณฑลให้จงได้? ขอเพียงข้าโชคดีสอบผ่านระดับมณฑล ขุนนางตรวจข้อสอบก็ไม่ได้มีแค่เจ้าซูขุยเพียงคนเดียวเสียหน่อย ในเมื่อข้าสอบผ่านแล้ว หรือเจ้าจะดึงดันปัดชื่อข้าทิ้งไปดื้อ ๆ ได้เชียวหรือ?
ผู้ตรวจการการศึกษาประจำมณฑลนั้น มีความสำคัญต่อถงเซิงอย่างยิ่งยวด เป็นเพราะคำพูดเพียงประโยคเดียวของผู้ตรวจการ ย่อมชี้ชะตาได้เลยว่าถงเซิงผู้นั้นจะสอบติดเป็นซิ่วไฉหรือไม่ ทว่าสำหรับผู้ที่มีคุณวุฒิซิ่วไฉแล้ว ความหมายของผู้ตรวจการหลัก ๆ อยู่ที่การประเมินผล เสิ่นซีในยามนี้ไม่ได้ต้องการเบี้ยหวัดอันน้อยนิดของนักเรียนหลวงเพื่อมาเลี้ยงดูครอบครัว เขาไม่ได้สนใจชื่อเสียงจอมปลอมของหลิ่นเซิงและเจิงเซิงเลยแม้แต่น้อย ยามนี้เขาต้องการเพียงแค่การประเมินผลซุ่ยเข่าให้อยู่ในสามอันดับแรก เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการเข้าสอบระดับมณฑลเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใส่ใจนักว่าซูขุยจะหาเรื่องลงดาบเขาอย่างไร
หลังจากเดินพ้นประตูใหญ่ของ “สถานศึกษาหมิงชิง” ออกมาได้ไม่ไกลนัก ก็มีคนทยอยเดินเข้ามาทักทายซูทงและเสิ่นซีอย่างไม่ขาดสาย
ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างก็รักษาระยะห่างจากเสิ่นซี ประการแรกเป็นเพราะอิจฉาที่เสิ่นซีได้คุณวุฒิตั้งแต่อายุยังน้อย แต่สาเหตุหลักเป็นเพราะในตอนสอบระดับท้องถิ่น เสิ่นซีได้เขียนบทความอันแหวกม่านประเพณี จนถูกผู้คนมองว่าอนาคตคงมืดมนเสียแล้ว
เดิมทีคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ต่อให้เสิ่นซีสอบได้ซิ่วไฉก็คงหยุดอยู่เพียงแค่นี้ ทว่ายามนี้เพียงแค่อาศัยวาทะเรื่องการสืบเสาะสรรพสิ่ง เขากลับได้รับความชื่นชมจากผู้ตรวจการการศึกษาคนใหม่ เสิ่นซีจึงกลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองในหมู่นักเรียนอีกครั้ง คนบางกลุ่มที่เป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอกมาตั้งแต่ต้น ก็เริ่มฉวยโอกาสเข้ามาตีสนิทกับเสิ่นซี
“คุณชายเสิ่นเรียนรู้วิชาสืบเสาะสรรพสิ่งมาได้ไม่เลวเลย”
เมื่อมาถึงโรงน้ำชา บรรดาเซิงหยวนที่เดินทางมาด้วยกันสิบกว่าคนก็เหมาโต๊ะนั่งลงสามตัว หนึ่งในบัณฑิตแซ่หลวนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่เร่งร้อน
เสิ่นซีย่อมรู้ดีว่าคำพูดนี้มิใช่คำเยินยอหรืออิจฉา ทว่าแฝงไว้ด้วยความหยันหยันอยู่หลายส่วน เจ้าเชิดชูปรัชญาซินเสวีย ทั้งยังไม่เห็นอยู่ในสายตาต่อวิธีสืบเสาะสรรพสิ่งของปรัชญาหลี่เสวียมิใช่หรือ? แล้วเหตุใดวันนี้เพื่อประจบสอพลอใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษา กลับกลายเป็นผู้แตกฉานในวิถีแห่งการสืบเสาะสรรพสิ่งไปเสียได้?
เสิ่นซีกล่าวตอบ “ผู้น้อยไม่ได้เชี่ยวชาญในวิชาสืบเสาะสรรพสิ่งนัก เพียงแค่แสดงทรรศนะตื้นเขินออกมาเล็กน้อยเท่านั้น”
ช่างไร้ยางอายสิ้นดี…
ไปทำตัวโดดเด่นเอาหน้าต่อหน้าผู้ตรวจการซู ยามนี้กลับมาบอกว่าไม่เชี่ยวชาญ นี่เจ้าหน้าไม่อายถึงเพียงไหนกัน? หากเจ้าไม่ถนัดจริง ก็ควรจะพูดเหมือนคนอื่น ๆ ว่าสืบเสาะไม่ออกก็สิ้นเรื่อง แล้วจะไปพร่ำพูดหลักการจอมปลอมเหล่านั้นทำไมกัน?
ทว่าอย่างไรเสียฉากหน้าก็ยังต้องรักษาน้ำใจกันไว้ จึงไม่มีผู้ใดอยากจะเสนอหน้าออกมาชี้หน้าด่าทอ เพราะท้ายที่สุดแล้วมันจะทำให้พวกเขาดูเป็นคนใจแคบเสียเอง
ซูทงตั้งใจจะช่วยไกล่เกลี่ยบรรยากาศ จึงเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ “การประเมินผลซุ่ยเข่าในปีนี้ใกล้จะมาถึงแล้ว ทุกท่านที่อยู่ที่นี่หลายคนล้วนเป็นหลิ่นเซิงและเจิงเซิง ไม่ทราบว่าการประเมินผลซุ่ยเข่ามีเคล็ดลับอันใดบ้างหรือ?”
การที่ซูทงไม่ละอายที่จะถามผู้ด้อยกว่า ทำให้คนบางกลุ่มรู้สึกภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อย
อันที่จริงหลายคนต่อให้อายุจะมากกว่าซูทงอยู่บ้าง ทว่าเรื่องความรู้กลับไม่อาจเทียบเคียงซูทงได้เลย ด้วยสถานะเซิงหยวนอันดับห้าในการสอบระดับท้องถิ่นของซูทง การคิดจะสอบให้ได้ระดับที่หนึ่งในการประเมินผลซุ่ยเข่าก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก การจะได้เลื่อนขั้นเป็นหลิ่นเซิงโดยตรงอาจจะยากไปสักหน่อย ทว่าการเลื่อนขั้นเป็นเจิงเซิงนั้นถือว่าง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
บางคนก็กล่าวขึ้นว่า “คุณชายซูยังต้องมาถามประสบการณ์จากพวกเราอีกหรือ? เนื้อหาของการประเมินผลซุ่ยเข่า แตกต่างจากการสอบระดับท้องถิ่นตรงที่ใดกัน?”
ซูทงพยักหน้ากลั้วหัวเราะ “ที่พูดมาก็ถูก ทว่าคนออกข้อสอบและขุนนางตรวจข้อสอบย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เชื่อว่ารูปแบบโจทย์และมาตรฐานการประเมินก็คงจะแตกต่างออกไป”
ท่ามกลางการสนทนาสรวลเสเฮฮา ทุกคนต่างจงใจหลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยเรื่องวิชาความรู้
แน่นอนว่า ความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือเพื่อหลีกเลี่ยงความกระอักกระอ่วนใจ เมื่อครู่นี้ต่อหน้าผู้ตรวจการการศึกษาคนใหม่ คนส่วนใหญ่ล้วนทำผลงานได้ย่ำแย่ หากจะบอกว่ามีผู้ใดได้รับผลประโยชน์บ้าง ก็คงมีเพียงเสิ่นซีแค่คนเดียว ในใจพวกเขาต่างขุ่นเคือง ปากก็เยินยอเสิ่นซีสองสามประโยคเพื่อตีสนิท ทว่าในใจกลับลอบสาปแช่งว่าเสิ่นซีเพียงแค่เหยียบขี้หมาโชคดีเท่านั้น
(เชิงอรรถผู้แปล: เหยียบขี้หมาโชคดี (走了狗屎运 ) หมายถึงการมีโชคดีหล่นทับแบบฟลุค ๆ หรือโชคดีอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งเป็นคำขยายเชิงดูแคลน)
เซิงหยวนส่วนใหญ่ มักจะยึดอาชีพสอนหนังสือเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว หลังจากไปคารวะผู้ตรวจการการศึกษาแห่งมณฑลฝูเจี้ยน ซูขุย เป็นที่เรียบร้อย ก็มานั่งดื่มชาพูดคุยสัพเพเหระ เมื่อพักผ่อนจนพอใจแล้วก็เตรียมตัวกลับบ้าน เพื่อใช้ชีวิตตามปกติต่อไป
ทุกคนทยอยกล่าวคำอำลา ส่วนเรื่องค่าน้ำชา ย่อมต้องตกเป็นภาระของซูทง ซูทงก็ไม่ได้ใส่ใจกับเศษเงินเล็กน้อยแค่นี้ ตามความคิดของเขา ขอเพียงได้ผูกมิตรให้กว้างขวาง ค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเท่านี้ย่อมไม่สลักสำคัญ
เดิมทีเสิ่นซีคิดจะเดินกลับร้านขายยาด้วยตนเอง ทว่าซูทงกลับยืนกรานจะไปส่ง อันที่จริงเขาแค่อยากจะคุยธุระบางอย่างที่ไม่อาจพูดต่อหน้าผู้คนได้ต่างหาก
“น้องเสิ่น นิยายเรื่อง ‘หลี่เหลียนเหมย’ นั่นข้าอ่านจบไปหลายรอบแล้ว รู้สึกว่า... ยังไม่อิ่มเอมจุใจเลยสักนิด ลองคำนวณเวลาดูแล้ว ฉบับที่สองของเจ้าน่าจะเขียนเสร็จแล้วกระมัง ไม่ทราบว่าจะเอามาให้พี่ชายผู้นี้ชมดูได้เมื่อใดหรือ?” ซูทงถูมือไปมา ท่าทางดูร้อนรนลุกลี้ลุกลน
เสิ่นซีกล่าว “ข้าดูแล้วสิ่งที่คุณชายซูอยากจะดูคงมิใช่หนังสือ แต่เป็น... ภาพประกอบกระมัง?”
“เป็นน้องเสิ่นที่มองทะลุปรุโปร่งไปเสียทุกเรื่อง ไม่ปิดบังเลยนะ ตั้งแต่ข้าได้ดูภาพประกอบในหนังสือ ก็พลันรู้สึกว่าภรรยาและอนุภรรยาที่บ้านของตนล้วนจืดชืดไร้สีสัน ภายในใจเฝ้าแต่พะวงถึงหญิงสาวในภาพวาด... ตามหลักแล้ว การที่เจ้าสามารถวาดโฉมงามที่งดงามถึงเพียงนี้ออกมาได้ ย่อมต้องมีคนจริงเป็นต้นแบบ หญิงงามเหล่านี้ ใช่คนของเมืองถิงโจวเราหรือไม่?”
เสิ่นซีคิดในใจ หากท่านคิดจะตามหาหญิงงามเหล่านี้ล่ะก็คงจะยากเอาการ ทว่าหากท่านยอมลงแรงสักหน่อย บางทีอาจจะตามหาบรรพบุรุษสตรีเมื่อหลายสิบชั่วอายุคนก่อนของพวกนางพบก็เป็นได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าหน้าตาจะคล้ายคลึงกันหรือไม่นะ
เสิ่นซีส่ายหน้า “ไม่มีหรอกขอรับ แค่จินตนาการขึ้นมาลอย ๆ เท่านั้น”
ซูทงแสดงท่าทีเสียดายอย่างเห็นได้ชัด ความรู้สึกสูญเสียอันใหญ่หลวงเช่นนี้ ช่างคล้ายคลึงกับความรู้สึกเจ็บปวดของเยี่ยหมิงซู่ในปีนั้น ที่ได้เห็นโฉมงามในภาพวาดแต่ไม่อาจครอบครองได้ยิ่งนัก
ซูทงเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะล้วงเอาเทียบเชิญสองสามฉบับออกมาจากอกเสื้อ พลางกล่าว “น้องเสิ่น นับตั้งแต่เกิดเรื่องของเจ้าเมืองอันเมื่อปีกลาย อวี้เหนียงก็ส่งคนนำเทียบเชิญมาให้ข้าหลายต่อหลายครั้ง บอกว่าอยากให้ข้าพาเจ้าไปดื่มสุราที่เจี้ยวฟางซืออีก ทว่าเจ้ากลับไม่ยอมให้โอกาสเลย ยามนี้เทียบเชิญพวกนี้สุมกองกันจนล้นแล้ว เจ้าลองดูสิว่าพอจะมีเวลาไปกับข้าสักครั้งหรือไม่?”
เสิ่นซีตอบ “เอาไว้รอให้เจ้ากับข้ามีชื่อบนป้ายกุ้ย แล้วไปร่วมงานเลี้ยงลู่หมิงหลังจากนั้นก็แล้วกัน”
(เชิงอรรถผู้แปล:
มีชื่อบนป้ายกุ้ย (桂榜题名) กุ้ยป่าง หรือป้ายกุ้ย คือป้ายประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านการสอบระดับมณฑล (เซียงซื่อ) เป็นจวี่เหริน
งานเลี้ยงลู่หมิง (鹿鸣宴) งานเลี้ยงกวางร้อง คืองานเลี้ยงที่ทางการระดับมณฑลจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้แก่บรรดาจวี่เหรินที่เพิ่งสอบผ่านการสอบระดับมณฑล)