เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 301 สืบเสาะสรรพสิ่งเพื่อหยั่งรู้ความจริง

ตอนที่ 301 สืบเสาะสรรพสิ่งเพื่อหยั่งรู้ความจริง

ตอนที่ 301 สืบเสาะสรรพสิ่งเพื่อหยั่งรู้ความจริง


*หมายเหตุผู้แปล ตั้งแต่นี้ขอแปลหกกรมหลักโดยใช้ชื่อไทยนะครับ เพื่อความเข้าใจง่าย ไม่งงงวยของผู้อ่าน , กลับไปแก้ตอนเก่าๆ ให้แล้ว

กรมลื่อปู้ (吏部) — กรมขุนนาง รับผิดชอบแต่งตั้ง เลื่อนขั้น โยกย้าย และประเมินขุนนาง

กรมฮู่ปู้ (户部) — กรมทะเบียนและการคลัง / กรมสำมะโนครัวและการคลัง รับผิดชอบทะเบียนราษฎร ภาษี ที่ดิน เสบียง และการคลัง

กรมหลี่ปู้ (礼部) — กรมพิธีการ รับผิดชอบพิธีราชสำนัก พิธีบวงสรวง การศึกษา การสอบ และราชทูตบรรณาการ

กรมปิงปู้ (兵部) — กรมกลาโหม รับผิดชอบกิจการทหาร การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร และราชการศึก

กรมสิงปู้ (刑部) — กรมอาญา รับผิดชอบคดีความ กฎหมายอาญา และการลงโทษนักโทษ

กรมกงปู้ (工部) — กรมโยธาธิการ รับผิดชอบงานก่อสร้าง ชลประทาน ถนน คูคลอง และงานช่างหลวง

...

...

ซูขุย มีชื่อรองว่าป๋อเฉิง เป็นชาวอำเภอซุ่นเต๋อ มณฑลกว่างตง สอบผ่านจิ้นซื่อในปีเฉิงฮว่าที่ยี่สิบสาม ได้รับแต่งตั้งเป็นเปียนซิวแห่งสำนักฮั่นหลิน บุคคลผู้นี้เคยดำรงตำแหน่งขุนนางการศึกษาในหลายพื้นที่ เคยบูรณะซ่อมแซมสถานศึกษาและหอตำรามาแล้วหลายครั้ง ท่าทีทางการศึกษาอย่างเคร่งครัดของเขาก็เป็นที่เลื่องลือและได้รับการยกย่อง การที่เขาเดินทางมาถึงแล้วพบเห็นเหล่านักเรียนแห่งเมืองถิงโจวมีท่าทีว้าวุ่นลอยชายเช่นนี้ ย่อมอดไม่ได้ที่จะบังเกิดโทสะ และความโกรธเกรี้ยวในครานี้ ก็เท่ากับเป็นการตั้งป้อมข่มขวัญบรรดาซิ่วไฉที่อยู่ร่วมงานไปโดยปริยาย

(เชิงอรรถผู้แปล: เปียนซิว (编修) ขุนนางนักวิชาการแห่งสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลิน)

บรรดานักเรียนเพื่อเห็นแก่อนาคตความก้าวหน้าของตน ย่อมไม่กล้าและไม่อาจปล่อยไก่ทำเรื่องขายหน้าต่อหน้าใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาคนใหม่ได้

ขณะที่เหล่านักเรียนกำลังค้อมกายทำความเคารพ ซูขุยก็เดินดุ่ม ๆ ก้าวอาด ๆ เข้าไปด้านในด้วยความโกรธเกรี้ยว ท้ายที่สุดก็ไปหยุดยืนอยู่หลังโต๊ะยาวตัวหน้าสุด พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาประโยคหนึ่ง “นั่งลงเถิด!”

ผู้คนทั้งหลายจึงค่อย ๆ หันหลังกลับไปนั่งลงด้วยความหวาดผวาอกสั่นขวัญแขวน คนที่เพิ่งจะทุ่มเถียงกันเรื่องหลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิงเมื่อครู่นี้ ต่างก็พากันก้มหน้าก้มตาเงียบกริบ ด้วยเกรงว่าซูขุยจะล่วงรู้ว่าคนที่ส่งเสียงทะเลาะเบาะแว้งกันเมื่อครู่ก็คือพวกตน

ทว่าซูขุยดูเหมือนจะไม่ได้มีความคิดที่จะตื๊อไม่ปล่อยเอาความให้ถึงที่สุด เขาหยิบกระดาษปึกหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ นำมาวางแผ่ลงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ ท่าทางประหนึ่งกำลังเตรียมร่างบทสุนทรพจน์ก็ไม่ปาน

“หัวข้อสนทนาในวันนี้คือ สืบเสาะสรรพสิ่ง” ซูขุยเริ่มต้นด้วยการประกาศหัวข้ออย่างชัดเจน “สรรพสิ่งล้วนมีเปลือกนอกและแก่นแท้ มีความหยาบและความประณีต แม้แต่หญ้าหนึ่งต้นไม้หนึ่งใบก็ล้วนแฝงสัจธรรมอันลึกซึ้ง พวกเจ้าเห็นด้วยหรือไม่?”

(เชิงอรรถผู้แปล: สืบเสาะสรรพสิ่ง (格物) หัวใจสำคัญของปรัชญาหลี่เสวีย หมายถึงการศึกษาพิจารณาสรรพสิ่งเพื่อหยั่งรู้หลักการที่ซ่อนอยู่)

ต่อให้มีผู้ใดในใจคิดเห็นต่าง ยามนี้ก็ทำได้เพียงขานรับอย่างว่าง่ายเท่านั้น

นี่มันก็เหมือนกับการที่อาจารย์ใหญ่ ควบตำแหน่งศาสตราจารย์ ควบคนออกข้อสอบ ควบคนตรวจข้อสอบ ควบผู้คุมสอบ และควบผู้ประเมินวิทยฐานะมายืนอยู่ตรงหน้าเจ้า ต่อให้เขาจะผายลมออกมา เจ้าก็ต้องสูดดมแล้วชมว่าหอมชื่นใจ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าสิ่งที่ซูขุยหยิบยกมาอ้างอิงนั้นคือทฤษฎีจากปรัชญาหลี่เสวียสำนักเฉิงจู ซึ่งเป็นวาทะของจูซี บุคคลสำคัญอันดับสามรองจากขงจื๊อและเมิ่งจื่อ แล้วแบบนี้เจ้ายังจะกล้าเอ่ยปากตั้งข้อกังขาอีกหรือ?

(เชิงอรรถผู้แปล: ปรัชญาหลี่เสวียสำนักเฉิงจู (程朱理学) สายการตีความปรัชญาขงจื๊อใหม่ของเฉิงอี๋และจูซี เน้นหลักการ จารีต และระเบียบคุณธรรมอย่างเคร่งครัด)

หากมีความเห็นคัดค้านจริง ๆ นั่นก็เห็นได้ชัดว่าเจ้าไม่อยากจะเลื่อนขั้นเป็นหลิ่นเซิงเพื่อรับเบี้ยหวัดเลี้ยงดูครอบครัว และยิ่งไม่อยากจะสอบติดจวี่เหรินในการสอบระดับมณฑลแล้ว!

เสิ่นซีกลับรู้สึกว่าการ ‘สืบเสาะสรรพสิ่ง’ ในรูปแบบนี้ มิใช่แนวคิดวัตถุนิยม แต่กลับยึดติดในมโนคติยิ่งกว่าปรัชญาซินเสวียเสียอีก ที่กล่าวว่า “หญ้าหนึ่งต้นไม้หนึ่งใบล้วนแฝงสัจธรรม” หากเจ้าดึงดันจะบอกว่า ข้ามองเห็นความไม่ย่อท้อจากต้นหญ้าเล็ก ๆ แล้วยึดถือสิ่งนี้เป็นสัจธรรมอันลึกซึ้ง นั่นก็ออกจะจับแพะชนแกะเกินไปหน่อยแล้วกระมัง ทำราวกับว่า “สัจธรรม” เป็นของไร้ราคาค่างวดไปเสียได้

(เชิงอรรถผู้แปล: ปรัชญาซินเสวีย (心学) สำนักจิตแห่งขงจื๊อใหม่ แขนงปรัชญาที่เน้นจิตใจและมโนธรรมภายใน มักถูกวางเป็นอีกขั้วหนึ่งของปรัชญาหลี่เสวีย)

ในทางกลับกันปรัชญาซินเสวียที่เชิดชูการหวนคืนสู่ตัวตนดั้งเดิม กลับมีกลิ่นอายความสงบวิเวกปล่อยวางตามธรรมชาติแบบลัทธิเต๋า เน้นย้ำเรื่องสภาวะจิตใจที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เสิ่นซียอมรับได้ง่ายกว่ามาก

เมื่อซูขุยเห็นผู้คนพากันเออออห่อหมก ก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจพลางกล่าว “พวกเจ้ามีความคิดเห็นอันใด ก็จงว่ามาเถิด”

เหล่านักเรียนพอได้ฟังก็คิดในใจว่า โอกาสมาถึงแล้ว จะได้เลื่อนขั้นเป็นหลิ่นเซิงหรือเจิงเซิงก็ขึ้นอยู่กับคราวนี้แหละ! ทันใดนั้นก็มีคนรีบเสนอหน้ากระโดดออกไป เริ่มแสดงความคิดเห็นยืดยาวเป็นหางว่าว เพื่ออวดอ้างว่าตนมีความรู้มากเพียงใด

(เชิงอรรถผู้แปล: เจิงเซิง (增生) นักเรียนหลวง / ซิ่วไฉระดับที่สอง ลำดับพิเศษแต่ไม่ได้เบี้ยหวัด)

“นักเรียนเห็นว่า การหยั่งรู้ความจริงอยู่ที่การสืบเสาะสรรพสิ่ง เมื่อสืบเสาะสรรพสิ่งแล้วจึงบรรลุการหยั่งรู้...”

คนข้าง ๆ ฟังคนก่อนหน้าพูดจามีหลักมีเกณฑ์เป็นฉาก ๆ ในใจก็เริ่มบ่นอุบ เก่งนักนะ เรื่องที่ข้าตั้งใจจะพูด เจ้าก็ชิงตัดหน้าพูดไปเสียหมด แล้วแบบนี้ข้าจะพูดอะไรต่อเล่า?

เนื้อหาในสี่ตำราห้าคัมภีร์ ที่ถกเถียงเรื่อง “การสืบเสาะสรรพสิ่ง” นั้นเดิมทีก็มีไม่มากอยู่แล้ว ในยุคสมัยที่การนั่งล้อมวงถกปรัชญาเทียบเท่ากับการกล่าววาจาแทนอริยปราชญ์ ย่อมต้องหยิบยกวาทะของอริยปราชญ์มาเป็นแกนกลางในการวิพากษ์วิจารณ์ นี่ก็เหมือนกับการเขียนเรียงความแปดขา หากไม่อาจใช้คำสอนของอริยปราชญ์มาพั่วถี (ตีโจทย์) ได้ บทความนั้นก็เท่ากับล้มเหลวตั้งแต่เริ่มเขียนแล้ว

เสิ่นซีนั่งนิ่งสงบเยือกเย็นอยู่ตรงนั้น มีคนแย่งกันพูดมากมายถึงเพียงนี้ เขาแทบไม่มีโอกาสได้สอดปากเลยด้วยซ้ำ ยามนี้ผู้คนที่อยู่ในงานต่างก็กำลังเรียบเรียงคำพูดในหัวเตรียมไว้พูดในอีกประเดี๋ยว ทว่าหลักปรัชญามันก็มีอยู่แค่นั้น หากไม่ใช่การตีความจากสี่ตำราห้าคัมภีร์ ก็ย่อมเป็นความรู้จากตำราโบราณเล่มอื่น ๆ ไม่มีผู้ใดกล้าพูดส่งเดชไร้สาระต่อหน้าผู้ตรวจการการศึกษาอย่างซูขุย และยิ่งไม่มีผู้ใดกล้าตั้งตนเป็นผู้ริเริ่มทฤษฎีขึ้นมาเอง

ตอนที่คนแรกยืนขึ้นแสดงความคิดเห็น ซูขุยยังพยักหน้ารับด้วยความเบิกบานใจ ทว่าเมื่อเขาได้ยินซิ่วไฉอีกหลายคนถัดมาเอื้อนเอ่ยหลักการที่แทบจะเหมือนกันทุกประการ ไม่มีอะไรแปลกใหม่แม้แต่น้อย ล้วนแล้วแต่เป็นการท่องตามตำราอย่างทื่อมะรื่อ สีหน้าของเขาก็เริ่มดูไม่สู้ดีนัก เมื่อคนที่ห้าพูดจบ คนที่หกกำลังแย่งจะลุกขึ้นแสดงทรรศนะ ก็ถูกซูขุยขัดจังหวะเสียก่อน

ซูขุยกล่าว “คำว่า สืบเสาะ หมายถึงการเข้าถึง หมายถึงการทำให้ถึงที่สุด หากไม่ทำให้ถึงที่สุดย่อมไม่อาจบรรลุการหยั่งรู้ ที่ตรงนี้มีโต๊ะยาวอยู่หนึ่งตัว พวกเจ้าจงลองทุ่มเทสืบเสาะมันดูสักครา เพื่อให้กระจ่างถึงสัจธรรมที่ซ่อนอยู่เถิด”

เพียงประโยคเดียว ก็ทำเอาเหล่าซิ่วไฉในงานต่างพากันมองหน้าเลิ่กลั่ก สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ถึงขีดสุด

“สืบเสาะสรรพสิ่งเพื่อหยั่งรู้ความจริง” ในสายตาของพวกเขา มีเพียงอริยปราชญ์เท่านั้นที่ทำได้ สิ่งที่พวกเขาร่ำเรียนมาคือวิชาความรู้ของอริยปราชญ์ อริยปราชญ์กล่าวเช่นไรก็ว่าตามนั้น ส่วนการที่จะให้พวกเขานำไปปฏิบัติจริงด้วยตนเอง นั่นช่างยากเย็นแสนเข็ญราวกับปีนป่ายขึ้นสวรรค์

ยกตัวอย่างเช่นการสืบเสาะสรรพสิ่ง อริยปราชญ์สามารถมองเห็นหลักปรัชญาอันยิ่งใหญ่จากหญ้าหนึ่งต้นไม้หนึ่งใบได้ แต่พวกเขานั้นทำไม่ได้ มิฉะนั้นเหตุใดอริยปราชญ์จึงเป็นอริยปราชญ์ ส่วนพวกเขากลับเป็นได้เพียงลูกศิษย์ของอริยปราชญ์เล่า?

โจทย์ข้อนี้ย่อมยากกว่าการสอบระดับท้องถิ่นอยู่หลายส่วน จะมาตอบส่งเดชไม่ได้เด็ดขาด หากเจ้าตอบไปว่า 'ข้ามองเห็นความมั่นคงจากขาทั้งสี่' ของโต๊ะยาวตัวนี้ล่ะก็ ซูขุยคงได้เดินเข้ามาหวดเจ้าด้วยไม้เรียวแน่ โทษฐานที่ว่า 'ข้าให้เจ้ากล่าววาจาแทนอริยปราชญ์ แล้วอริยปราชญ์เคยสอนไว้ประโยคไหนหรือ ว่ายืนสี่ขามั่นคงกว่ายืนสองขา?' หากแค่จะให้พูดจาเรื่อยเปื่อย โต๊ะตัวนี้ย่อมมีเหตุผลให้หยิบยกมาอ้างได้สารพัด ทว่าการบังคับให้อ้างอิงวาทะของอริยปราชญ์มาวิพากษ์วิจารณ์โต๊ะตัวนี้ให้ได้ต่างหาก ที่นับเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญอย่างยิ่ง

เสิ่นซีเห็นบรรดาเซิงหยวนต่างพากันหลับตาครุ่นคิด ส่ายหน้าโอนเอนไปมา ก็อดไม่ได้ที่จะลอบทอดถอนใจ การสืบเสาะสรรพสิ่งเพื่อหยั่งรู้ความจริงนี้ สำหรับคนธรรมดาทั่วไปแล้ว ช่างยากลำบากเกินไปจริง ๆ นี่ก็คือสาเหตุว่าเหตุใดปรัชญาซินเสวียจึงสามารถผงาดขึ้นมาได้ หากเจ้าจะดึงดันบังคับให้คนธรรมดาไปทำตัวเหมือนอริยปราชญ์ เพื่อหยั่งรู้สัจธรรมจากฟ้าดินสรรพสิ่ง นี่มันออกจะเป็นเรื่องไม่เข้าท่า ซ้ำยังขัดต่อเจตนารมณ์แห่งการศึกษา ในขณะที่ปรัชญาซินเสวียนั้นเน้นย้ำที่ตัวตนดั้งเดิม ขอเพียงกระจ่างในหลักการครองตนและเผชิญโลกของตนเองก็เพียงพอแล้ว

เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเกร็ดประวัติศาสตร์เรื่องการตีความไผ่ของมหาปราชญ์ ซึ่งเล่าขานกันว่า มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค ผู้สืบทอดและเผยแพร่ปรัชญาซินเสวียจนรุ่งโรจน์ และได้รับการยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ผู้รวบรวมปรัชญาซินเสวีย นามว่าหวังหยางหมิง หลังจากที่เขาได้เรียนรู้หลักการ “สืบเสาะสรรพสิ่งเพื่อหยั่งรู้ความจริง” จากโหลวเลี่ยง เขาก็รู้สึกว่าได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล จึงกลับไปนั่งจ้องมองกอไผ่ด้วยความเบิกบานใจ หวังจะสืบเสาะสัจธรรมจาก “หญ้าหนึ่งต้นไม้หนึ่งใบ” ทว่าเขาใช้เวลาไปถึงสามวันสามคืน กลับไม่ได้รับความรู้แจ้งแม้แต่น้อย เขาคิดว่าเป็นเพราะตนเองตั้งใจไม่พอ จึงสลัดทิ้งซึ่งความคิดฟุ้งซ่านทั้งปวง แล้วเพ่งพินิจพิจารณาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทว่าผลปรากฏว่าเมื่อล่วงเข้าสู่วันที่เจ็ด หวังหยางหมิงก็ยังคงไม่บรรลุสัจธรรมใด ๆ ซ้ำร้ายยังเหนื่อยล้าจนล้มป่วยลงเสียอีก

(เชิงอรรถผู้แปล: 

หวังหยางหมิง (王阳明) นามเดิม หวังโส่วเหริน มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์หมิง ผู้รวบรวมและเผยแพร่ปรัชญาซินเสวีย

โหลวเลี่ยง (娄谅) ปู่ของโหลวซู่เจิน ยอดปราชญ์ผู้เป็นอาจารย์เบิกปัญญาให้หวังหยางหมิง)

นับเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในหน้าประวัติศาสตร์ปรัชญาจีน และด้วยเหตุนี้เอง หวังหยางหมิงจึงเริ่มเกิดความกังขาในปรัชญาหลี่เสวียสำนักเฉิงจู จนนำไปสู่รากฐานทฤษฎีปรัชญาซินเสวียที่ว่า “สรรพสิ่งในใต้หล้า ล้วนไม่มีสิ่งใดให้สืบเสาะได้แต่แรก คุณูปการแห่งการสืบเสาะสรรพสิ่ง ล้วนกระทำได้เพียงบนกายและจิตใจของตนเองเท่านั้น”

ก่อนหน้านี้ทุกคนยังแย่งกันตอบ แต่ยามนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าปริปาก ปัญหาเช่นนี้ ต่อให้นำไปตั้งเป็นหัวข้อในราชวิทยาลัย แล้วตามตัวกลุ่มยอดปราชญ์มาถกเถียงกัน ก็ใช่ว่าจะได้บทสรุปหรือทรรศนะที่ดีอันใด ทว่าผู้คนตรงหน้าในยามนี้ กลับเป็นเพียงกลุ่มซิ่วไฉที่กำลังดิ้นรนหาเลี้ยงชีพและวิ่งวุ่นเรื่องการศึกษา กล่าวได้ว่าซูขุยหาคู่ถกปรัชญาผิดกลุ่มเสียแล้วอย่างสิ้นเชิง

ซูทงจมอยู่ในภวังค์ความคิดเป็นเวลานาน ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่วกับเสิ่นซี “น้องเสิ่น ทรรศนะของเจ้ามักจะโดดเด่นไม่เหมือนใครอยู่เสมอ โอกาสมาถึงตรงหน้าแล้ว นี่เป็นจังหวะอันดีที่เจ้าจะได้กอบกู้ภาพลักษณ์ของตนเองนะ”

เสิ่นซีส่ายหน้าอย่างซื่อสัตย์ ยามนี้เห็นได้ชัดว่าคือสถานการณ์นกที่โผล่หัวออกมาย่อมถูกยิงตก เดิมทีเขาก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการ “สืบเสาะสรรพสิ่ง” ของปรัชญาหลี่เสวียสำนักเฉิงจูอยู่แล้ว หากให้เขาออกไปวิพากษ์วิจารณ์ นั่นมิใช่การตบหน้าตัวเองหรอกหรือ? ในช่วงเวลาเช่นนี้ เลือกที่จะปิดปากเงียบสงบเสงี่ยมไว้เป็นดีที่สุด

เดิมทีซูขุยก็มีความอดทนไม่เลว ทว่าเมื่อรอไปเกือบหนึ่งชั่วยามแล้วก็ยังคงไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก ในใจของเขาก็บังเกิดความโทสะ “พวกเจ้าเล่าเรียนวิชาในยามปกติ เล่าเรียนกันจนมีสภาพเป็นเช่นนี้งั้นหรือ?”

ทุกคนต่างก้มหน้า บนใบหน้าแฝงรอยสำนึกผิดอยู่หลายส่วน ซูขุยเองก็ไม่เกรงใจ ชี้มือตรงไปยังซิ่วไฉอายุสามสิบกว่าปีที่นั่งอยู่แถวหน้า “เจ้ามาวิจารณ์สิ”

ซิ่วไฉผู้นั้นเกิดความรู้สึกอยากจะเอาหัวชนเต้าหู้ตายขึ้นมาทันที

เดิมทีการที่เขามานั่งอยู่ด้านหน้า ก็เพื่อจะได้ใกล้ชิดกับผู้ตรวจการการศึกษาคนใหม่ผู้นี้ให้มากขึ้น หวังจะสร้างความประทับใจที่ดีให้แก่อีกฝ่าย ทว่าคราวนี้กลับกลายเป็นทำคุณบูชาโทษเสียแล้ว ขนาดมหาปราชญ์แห่งยุคอย่างหวังหยางหมิง นั่งเพ่งกอไผ่เจ็ดวันเจ็ดคืนยังไม่บรรลุสัจธรรมอันใด แล้วการจะให้เขามานั่งจ้องโต๊ะตัวหนึ่งไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ในหัวของเขาย่อมไม่มีสัจธรรมอันใดหลงเหลืออยู่ นอกเสียจากความว่างเปล่าราวกับก้อนแป้งเปียก

“เอ้อ... โต๊ะยาวตัวนี้... คือว่า...”

ซูขุยตวาดกร้าว “เอ้ออ้าอันใดกัน นักเรียนผู้นี้มีชื่อเสียงเรียงนามว่าอันใด? จดชื่อของเขาเอาไว้ ข้าจะต้องสืบสวนให้แน่ชัด ว่าเขาใช้วิธีการใดจึงสอบผ่านเข้ามาเป็นเซิงหยวนได้!”

ซูขุยเดือดดาล เขากะจะมา “สืบเสาะสรรพสิ่งเพื่อหยั่งรู้ความจริง” ร่วมกับเหล่านักเรียน ทว่าคนเหล่านี้กลับเอาแต่ท่องจำถ้อยคำซ้ำซากจำเจมาทำส่งเดชขอไปทีกับเขา

เซิงหยวนคนอื่น ๆ บางคนลอบหัวเราะเยาะอยู่ในใจ บางคนก็ตื่นตระหนกจนเหงื่อตก... คนหนึ่งตอบไม่ได้ ย่อมต้องเปลี่ยนเป็นคนต่อไป หากบังเอิญเคราะห์ร้ายมาตกที่ตนเองเข้าล่ะก็ คงได้คราวเคราะห์มาเยือนจริง ๆ เป็นแน่

ขณะที่ผู้คนกำลังหวาดผวาอกสั่นขวัญแขวน ซูขุยก็ชี้มือไปยังเซิงหยวนวัยยี่สิบกว่าปีในแถวที่สอง ซึ่งกำลังนั่งส่ายหน้าโอนเอนไปมาทำทีเป็นครุ่นคิดอย่างเอาจริงเอาจัง “เจ้ามาตอบ!”

“ข้าหรือขอรับ? นักเรียน... เอ้อ...”

นักเรียนผู้นั้นลุกขึ้นยืน ร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ ผ่านไปครู่ใหญ่ก็เอาแต่พูดจาอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ “นักเรียนโง่เขลาเบาปัญญา ไม่อาจสืบเสาะหาหลักการได้ขอรับ”

ซูขุยยิ่งบันดาลโทสะ “จดชื่อเอาไว้ให้หมด ข้าไม่เชื่อหรอกว่า ในพื้นที่เมืองถิงโจวแห่งนี้ จะไม่มีผู้ที่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างแท้จริงเลยแม้แต่คนเดียวเชียวหรือ?”

เมื่อซูขุยยังไม่ได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจ ย่อมไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ เขาเตรียมจะชี้ตัวคนต่อไปทันที หูเหวยพาน เจี้ยวอวี้ประจำสำนักศึกษาเมืองถิงโจวที่ยืนอยู่ด้านข้างเริ่มร้อนใจ หากยังปล่อยให้สุ่มเรียกต่อไปเช่นนี้ หรือว่าการประเมินผลซุ่ยเข่าของเมืองถิงโจวในปีนี้จะต้องล้มเหลวไม่เป็นท่ากันหมด? เขาคิดในใจ 'ข้าต้องรีบคิดหาวิธีเบี่ยงเบนความสนใจของใต้เท้าซูเสียแล้ว'

หูเหวยพานจึงเอ่ยขึ้น “ใต้เท้าซู การสอบระดับท้องถิ่นเมื่อปีกลาย มีนักเรียนวัยสิบเอ็ดปีจากอำเภอหนิงฮว่านามว่าเสิ่นซี สอบได้อันดับสองของการสอบขอรับ”

ซูขุยพยักหน้า “ขุนนางผู้นี้ก็พอจะได้ยินมาบ้าง”

หูเหวยพานกล่าวต่อ “ในการสอบระดับท้องถิ่นรอบแรกของเมืองถิงโจวเมื่อปีกลาย ข้อสอบเรียงความสี่ตำราข้อย่อยข้อแรกคือโจทย์ ‘ธำรงมั่น ณ ความดีงามอันสูงสุด’ ในบรรดากระดาษคำตอบทั้งหมด มีเพียงบทความของเสิ่นซีเท่านั้นที่อดีตผู้ตรวจการหลิวปิ่งยกย่องชื่นชมมากที่สุด ใต้เท้าซูไยไม่ลองสอบถามความคิดเห็นของเขาดูเล่าขอรับ?”

เพียงประโยคเดียว ก็ผลักให้เสิ่นซีกลายเป็นเป้าสายตาในทันที ผู้คนมากมายต่างปรายตามองมาที่เขา พวกเขาอยากรู้นักว่ายามนี้เสิ่นซีจะมีสภาพกระอักกระอ่วนน่าสมเพชเพียงใด

ในฐานะผู้เลื่อมใสในปรัชญาหลี่เสวียสำนักเฉิงจู หูเหวยพานไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับการที่หลิวปิ่งรับเสิ่นซีเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ ยามที่บรรดาเซิงหยวนแห่งเมืองถิงโจวกำลังตกที่นั่งลำบาก เขาจึงผลักเสิ่นซีออกมารับเคราะห์แทน

ซูขุยเงยหน้าขึ้นพลางถาม “เสิ่นซีอยู่ที่ใด?”

ไม่รอให้เสิ่นซีขานรับ สายตาของซูขุยก็ตวัดมาหยุดอยู่บนร่างของเขาแล้ว โทษได้เพียงว่าเสิ่นซีอายุยังน้อย จึงดูโดดเด่นสะดุดตาที่สุดในหมู่ปัญญาชน

เสิ่นซีจนใจ ทำได้เพียงลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะซูขุย “เซิงหยวนจากอำเภอหนิงฮว่า เสิ่นซี...”

“ข้ารู้ที่มาที่ไปของเจ้าแล้ว ในเมื่อเจ้าได้ยินสิ่งที่ขุนนางผู้นี้กล่าวไปก่อนหน้าอย่างชัดเจนแล้ว เช่นนั้นก็จงลองสืบเสาะสรรพสิ่งดูสักคราเถิด” ซูขุยเอ่ยตัดบทเสิ่นซีด้วยความรำคาญใจเล็กน้อย

เสิ่นซีลอบด่าทอหูเหวยพานในใจ

ทว่าเรื่องบางเรื่องเขาก็เป็นคนแกว่งเท้าหาเสี้ยนเอง ยามนี้ข้าเชิดชูปรัชญาซินเสวีย จึงไม่เป็นที่ยอมรับของพวกเจ้าเหล่าสาวกปรัชญาหลี่เสวีย ทว่ารออีกไม่กี่ปี ปรัชญาซินเสวียก็จะผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แม้แต่ขุนนางในราชสำนักก็ยังพากันเลื่อมใสศรัทธา ความเจ็บปวดในตอนนี้ ก็เพื่อรอคอยรุ่งอรุณแห่งวันใหม่…

เสิ่นซีปลอบใจตนเอง แต่ในใจเขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างรับมือยากยิ่งนัก เพราะสัจธรรมแห่งการ “สืบเสาะสรรพสิ่ง” นั้น ใช่ว่าจะสามารถอธิบายออกมาได้ง่าย ๆ

เสิ่นซีประสานมือคารวะอีกครั้งพลางกล่าว “นักเรียนบังอาจ ขออนุญาตเอ่ยถามใต้เท้าซูสักประโยค ไม่ทราบว่าใต้เท้าซูมีทรรศนะเช่นไรต่อการสืบเสาะโต๊ะยาวตัวนี้หรือขอรับ?”

เพียงประโยคเดียว ไม่เพียงแต่ทำให้เหล่านักเรียนในงานตกตะลึงจนเสียงอื้ออึง แม้แต่ซูขุยเองก็ยังชะงักงัน เขาเป็นคนออกโจทย์ทดสอบบรรดาเซิงหยวน ทว่ายามนี้กลับถูกย้อนถามด้วยคำถามเดียวกัน ซ้ำอีกฝ่ายยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบกว่าปี ทำเช่นนี้ออกจะยโสโอหังเกินไปหน่อยแล้วกระมัง

หูเหวยพานตวาดกร้าว “เสิ่นซี นี่คือท่าทีที่เจ้าใช้พูดคุยกับท่านผู้ตรวจการการศึกษาอย่างนั้นหรือ?”

เสิ่นซีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “นักเรียนเห็นว่า วิถีแห่งการศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่ความรู้กว้างขวางจดจำแม่นยำ ภายในใจของนักเรียนย่อมมีทรรศนะอันตื้นเขินอยู่บ้าง ทว่าก็อยากจะรับฟังถ้อยคำของใต้เท้าซูก่อนขอรับ วิถีแห่งการสืบเสาะสรรพสิ่ง อยู่ที่การเข้าถึงและทำให้ถึงที่สุด ทว่าทรรศนะตื้นเขินของนักเรียนยังไม่เพียงพอจะเรียกว่าถึงที่สุดได้ ดังนั้นจึงอยากจะรับฟังคำสั่งสอนของใต้เท้าซูเสียก่อน ถึงจะกล้าแสดงความคิดเห็นของตนเองออกมา ทั้งนี้ก็เพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาและพิจารณาให้ถ่องแท้มากขึ้นด้วยขอรับ”

จบบทที่ ตอนที่ 301 สืบเสาะสรรพสิ่งเพื่อหยั่งรู้ความจริง

คัดลอกลิงก์แล้ว