- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 300 คุณค่าของบุคคลผู้เป็นแบบอย่าง
ตอนที่ 300 คุณค่าของบุคคลผู้เป็นแบบอย่าง
ตอนที่ 300 คุณค่าของบุคคลผู้เป็นแบบอย่าง
จากปลายฤดูใบไม้ร่วงล่วงเข้าสู่ต้นฤดูหนาว กาลเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วนัก
ในแต่ละวันเสิ่นซีใช้เวลาไปกับการท่องตำรา นาน ๆ ครั้งถึงจะออกไปร่วมงานชุมนุมบทกวีกับซูทงบ้าง ทว่าก็มักจะไม่เป็นที่ต้อนรับเท่าใดนัก ด้วยรัศมีของตำแหน่งอันดับสองในการสอบระดับท้องถิ่นที่เปล่งประกายอยู่บนตัวเขา ทำให้ผู้อื่นมักจะถือว่าเขาเป็นคู่แข่งโดยไม่รู้ตัว กอปรกับบทความของเขาที่เชิดชูปรัชญาซินเสวีย ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดกระแสหลักในปัจจุบันอย่างปรัชญาหลี่เสวียที่เน้นเรื่อง “การสืบเสาะสรรพสิ่งเพื่อหยั่งรู้ความจริง” ทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาและถูกจ้องจับผิดจากบรรดาผู้พิทักษ์จารีตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฤดูหนาวของดินแดนฝูเจี้ยนตะวันตกในปีนี้ ค่อนข้างอบอุ่นกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา เรื่องสำคัญที่สุดที่เสิ่นซีช่วยฮุ่ยเหนียงจัดการก่อนสิ้นปี ก็คือการตรวจทานความเรียบร้อยของนิยายเรื่อง “หลี่เหลียนเหมย” ฉบับภาพประกอบสี ก่อนจะส่งเข้าโรงพิมพ์เพื่อตีพิมพ์จำหน่าย
หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ในนามของซูทง โดยที่ซูทงจะไม่ได้รับส่วนแบ่งรายได้แม้แต่แดงเดียว ผลประโยชน์เพียงอย่างเดียวที่เขาจะได้รับก็คือ การได้ชื่นชมต้นฉบับงานเขียนและภาพวาดของจริงก่อนที่หนังสือจะตีพิมพ์เป็นเล่ม และเมื่อตีพิมพ์เสร็จ เขาก็จะได้รับมอบหนังสือไปสองสามเล่ม เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกหรือนำไปมอบให้สหาย
เมื่อถึงปลายเดือนตงเยวี่ย หนังสือ “หลี่เหลียนเหมย” ชุดแรกจำนวนแปดร้อยเล่มก็ถูกปล่อยออกสู่ตลาด และเกิดปรากฏการณ์กระดาษลั่วหยางราคาพุ่งขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว (
(เชิงอรรถผู้แปล:
เดือนตงเยวี่ย (冬月) หมายถึงเดือน 11 ตามปฏิทินจันทรคติจีน
กระดาษลั่วหยางราคาพุ่ง (洛阳纸贵) สำนวนเปรียบเปรยถึงผลงานเขียนที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนผู้คนแย่งกันซื้อไปคัดลอก ทำให้กระดาษในเมืองลั่วหยางขาดตลาดและมีราคาแพงขึ้น)
บรรดาปัญญาชนที่ปกติแล้วไม่ค่อยมีสิ่งบันเทิงเริงใจให้ทำนัก ต่างก็พากันแห่ไปซื้อหามาอ่าน เป็นเพราะจำนวนหนังสือมีน้อยนิด ฉบับคัดลอกด้วยมือจึงทยอยปรากฏขึ้น และถูกส่งต่อให้ยืมอ่านกันในหมู่ปัญญาชน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบางคนที่ถึงขั้นพยายามลอกเลียนแบบภาพประกอบสีฝีมือของเสิ่นซี ต่อให้ภาพที่วาดออกมาจะดูหยาบกระด้างและด้อยฝีมือเพียงใด แต่ก็ยังได้รับการยกย่องจากผู้คนมากมาย อย่างไรเสียการจะได้ยลโฉม “หลี่เหลียนเหมย” ฉบับภาพประกอบสีของแท้สักเล่มนั้น ก็เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก
สิ่งที่เสิ่นซีทำก็คือกลยุทธ์ยั่วน้ำลาย เขาตั้งใจที่จะไม่ตีพิมพ์ออกมาครั้งละมาก ๆ ประการแรกคือเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ขัดต่อศีลธรรมอันดีงามอยู่บ้าง หากตีพิมพ์มากเกินไปก็อาจนำภัยมาสู่ตัวได้ หากถูกทางการสั่งห้ามขึ้นมา นั่นคงถึงคราววอดวายแน่ ๆ
ทว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ เสิ่นซีย่อมรู้ดีว่า “หลี่เหลียนเหมย” ฉบับที่ตีพิมพ์ในครั้งนี้เป็นเพียงฉบับร่าง กอปรกับการมีภาพประกอบสี ทำให้ยากต่อการลอกเลียนแบบ ต่อให้จะมีฉบับคัดลอกและของปลอมเกลื่อนตลาด แต่หนังสือฉบับพิมพ์ดั้งเดิมก็ยังทรงคุณค่าคู่ควรแก่การสะสมอยู่ดี เสิ่นซีเตรียมแผนการที่จะทยอยปล่อยฉบับที่สองและฉบับที่สามออกมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากการเพิ่มเนื้อหาให้เข้มข้นขึ้นแล้ว เขายังจะเพิ่มภาพประกอบสีใหม่ ๆ เข้าไปอีก เพื่อสร้างกระแสความนิยมให้ลุกฮือขึ้นมาอีกระลอก
เมื่อเข้าสู่เดือนล่าเยวี่ย เสิ่นซีก็จงใจนำแบบร่างของหนังสือฉบับที่สองและฉบับที่สามไปให้ฮุ่ยเหนียงดู ฮุ่ยเหนียงหน้าแดงก่ำไปถึงใบหูขณะนั่งฟังแนวคิดการตีพิมพ์หนังสือ “หลี่เหลียนเหมย” ของเสิ่นซี
(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนล่าเยวี่ย (腊月) เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติจีน)
ในมุมมองของเสิ่นซี หนังสือฉบับแรกนั้น จะตีพิมพ์สูงสุดไม่เกินสี่พันเล่ม และยอดพิมพ์ของแต่ละฉบับในภายหลังก็จะอยู่ในระดับไล่เลี่ยกัน โดยเริ่มตั้งแต่ฉบับที่สองเป็นต้นไป หนังสือจะวางจำหน่ายหลัก ๆ ในเมืองถิงโจวและเมืองหนานจิง หากคิดจะกอบโกยกำไรเป็นกอบเป็นกำ ก็ไม่อาจจำกัดวงอยู่แค่ในเมืองเล็ก ๆ อย่างถิงโจวได้ เมืองหนานจิงนั้นเจริญรุ่งเรืองกว่าถิงโจวมากนัก หากสามารถใช้ “หลี่เหลียนเหมย” เบิกทางเข้าสู่ตลาดหนานจิงได้สำเร็จ ก็จะสามารถผลักดันหนังสือภาพแบบสีและภาพมงคลปีใหม่แบบสีควบคู่กันไปในเมืองหนานจิงได้ด้วย ซึ่งจะช่วยสร้างเม็ดเงินให้แก่โรงพิมพ์ได้อย่างมหาศาล
…
ไม่นานก็ล่วงเลยมาถึงปลายเดือนล่าเยวี่ย ถึงเวลาสิ้นปีที่ต้องสะสางบัญชีอีกครั้ง
ฮุ่ยเหนียงจัดการสรุปบัญชีธุรกิจต่าง ๆ ภายใต้ชื่อของนาง โรงเงินยังคงเป็นกิจการที่สร้างกำไรสูงสุด ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา นางได้รับส่วนแบ่งกำไรจากที่นั่นมากถึงห้าพันกว่าตำลึง ส่วนโรงพิมพ์แม้ยอดขายจะไม่พุ่งกระฉูดเหมือนเมื่อสองปีก่อน ทว่าก็ยังสร้างรายได้ประมาณสามพันสี่ร้อยถึงสามพันห้าร้อยตำลึง ร้านขายยาและโรงงานผลิตยาเมื่อรวมกันแล้วก็มีกำไรราวหนึ่งพันหกร้อยตำลึง แม้กระทั่งกิจการรถม้าและกิจการเดินเรือที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ ก็ยังมีกำไรเหลืออยู่ประมาณสี่ร้อยถึงห้าร้อยตำลึง
เมื่อเงินก้อนโตตกมาถึงมือ ฮุ่ยเหนียงก็เลิกคิดที่จะขยายกิจการอีกต่อไป สิ่งที่นางให้ความสำคัญในตอนนี้คือการก้าวขึ้นเป็นคหบดีที่ดินรายใหญ่ที่มีบ้านเรือน ร้านค้า และที่นาเป็นของตนเอง จากนั้นก็ปล่อยให้ชาวนาเช่าทำกิน ถือเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตในบั้นปลายของนาง และเป็นสินสอดทองหมั้นสำหรับลู่ซีเอ๋อร์ในอนาคต
…
หลังผ่านพ้นช่วงปีใหม่ หลินไต้ก็อายุครบสิบห้าปีบริบูรณ์ เติบโตเป็นหญิงสาวแรกรุ่นเต็มตัว สำหรับเด็กสาวในครอบครัวทั่วไป การออกเรือนในวัยสิบห้าปีนั้นพบเห็นได้ดาษดื่น ทว่าว่าที่สามีในอนาคตของนางกลับมีอายุเพียงแค่สิบสองปี ซ้ำร้ายนางยังถูกลดขั้นจาก “ภรรยาตัวจริง” กลายมาเป็นเพียง “ผู้ท้าชิง” นี่เป็นเพราะหลี่ซื่อไม่โปรดปรานนาง นางจึงยังไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าในภายภาคหน้าตนจะได้แต่งงานกับเสิ่นซีหรือไม่
หลินไต้ในวัยสิบห้าปีเริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์แห่งความไม่มั่นคง สิ่งที่นางต้องทำมิใช่การเรียนรู้ที่จะแต่งเนื้อแต่งตัว เพราะนางรู้สึกว่าการทำเช่นนั้นไม่ต่างอะไรกับนังตัวร้ายลู่ซีเอ๋อร์เลยสักนิด สิ่งที่นางต้องทำก็คือการทำตัวเป็น “ภรรยาที่แสนดี” ที่เชื่อฟังและรู้ความ นอกจากการช่วยซักผ้าทำกับข้าวให้เสิ่นซีแล้ว นางยังต้องช่วยทำงานบ้าน เพื่อเอาอกเอาใจโจวซื่อ ต้องอดทนไม่ตอบโต้ไม่ด่าทอกลับ ต่อให้ต้องรองรับความอยุติธรรมก็ต้องก้มหน้ายอมรับอย่างว่าง่าย แล้วค่อยลอบเข้าไประบายความอัดอั้นตันใจในห้องของเสิ่นซีในยามค่ำคืน
ในแต่ละวันเสิ่นซียุ่งอยู่กับการร่ำเรียนจนไม่ได้ใส่ใจความเปลี่ยนแปลงของคนรอบข้าง เมื่อเขารู้สึกตัวขึ้นมากะทันหันว่าหลินไต้ได้เติบโตเป็นหญิงสาวที่พร้อมจะออกเรือนแล้ว เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าตนยังคงมีสภาพเป็นเด็กชาย กว่าที่เขาจะอายุสิบห้าสิบหกและได้ร่วมหอลงโรงกับหลินไต้ นางก็คงจะอายุสิบแปดสิบเก้าเข้าไปแล้ว จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าวันเวลาช่างผ่านไปเชื่องช้าเหลือเกิน…
พอถึงเดือนสอง เสิ่นซีก็ต้องเดินทางกลับไปที่อำเภอหนิงฮว่าเพื่อเข้าร่วมการประเมินผลซุ่ยเข่า นี่ถือเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการสอบระดับมณฑลในปีหงจื้อที่สิบเอ็ด
เสิ่นซีไม่อาจชะล่าใจได้เลยแม้แต่เสี้ยววินาที เพราะนี่คือการสอบที่ชี้ชะตาอนาคตของเขา หากสอบผ่าน ชีวิตเขาก็เท่ากับได้กำไรเพิ่มมาเปล่าๆ ถึงสามปี ทว่าหากสอบไม่ผ่าน เมื่อถึงเวลาในอีกสามปีข้างหน้า เขาไม่เพียงต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบระดับมณฑล แต่ยังต้องมาคอยกังวลว่าจะสามารถแต่งหลินไต้เข้าบ้านได้หรือไม่ หน้าที่การงานและเรื่องครอบครัวคงวุ่นวายจนจัดการไม่ทันเป็นแน่
ในช่วงเดือนอ้าย (เดือนแรกของปี) ซึ่งยังคงเป็นฤดูว่างเว้นจากการทำนา ซูทงเดินทางมาเยี่ยมเยียน พร้อมกับบอกว่าจะเชิญเสิ่นซีไปร่วมงานชุมนุมบทกวีที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ ดูเหมือนว่าผู้ที่มาร่วมงานในครั้งนี้จะมีขุนนางใหญ่จากราชสำนักรวมอยู่ด้วย
หลังจากซักถามรายละเอียด เสิ่นซีจึงได้รู้ว่าผู้ตรวจการการศึกษาคนใหม่แห่งมณฑลฝูเจี้ยนได้เดินทางมาถึงเมืองถิงโจวแล้ว และในช่วงปลายเดือนอ้าย เขาจะเริ่มคุมการประเมินผลซุ่ยเข่าที่อำเภอฉางถิงเป็นแห่งแรก ก่อนจะทยอยประเมินผลในอำเภออื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองถิงโจวต่อไป การได้เข้าไปแสดงความเคารพผู้ตรวจการการศึกษาแห่งมณฑลฝูเจี้ยนล่วงหน้านั้น ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อการประเมินผลซุ่ยเข่าในครั้งนี้ แต่ยังอาจส่งผลให้ได้รับความโปรดปรานเป็นพิเศษในการสอบระดับมณฑลอีกด้วย
ผู้ตรวจการการศึกษาคนใหม่แห่งมณฑลฝูเจี้ยนผู้นี้ มีนามว่าซูขุย เพิ่งจะถูกย้ายจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้ตรวจการการศึกษาแห่งมณฑลเจียงซี มาดำรงตำแหน่งรองผู้ตรวจการการศึกษาแห่งมณฑลฝูเจี้ยน บุคคลผู้นี้มีพื้นเพมาจากสำนักฮั่นหลิน มีความรู้ความสามารถเป็นเลิศ ทว่ากลับเป็นยอดปราชญ์ผู้เชิดชูปรัชญาหลี่เสวีย ซึ่งเรื่องนี้ได้ทอดเงาทะมึนลงบนเส้นทางการศึกษาของเสิ่นซีเสียแล้ว
หากซูขุยคิดจะเอาความเขาเรื่องบทความที่เชิดชูปรัชญาซินเสวียก่อนหน้านี้ แล้วประเมินผลซุ่ยเข่าของเสิ่นซีในครั้งนี้ให้อยู่ในระดับสี่หรือระดับห้าล่ะก็ อย่าว่าแต่เรื่องสอบระดับมณฑลเลย แม้แต่คุณวุฒิซิ่วไฉของเขาจะรักษาไว้ได้หรือไม่ก็ยังเป็นปัญหา
“พี่ซู ในเมื่อท่านก็รู้ว่าใต้เท้าซูผู้ตรวจการการศึกษาท่านนี้อาจจะขัดหูขัดตากับคนรุ่นหลังที่ยังเยาว์วัยและโอหังเช่นข้า แล้วเหตุใดท่านยังชักชวนให้ข้าไปกับท่านด้วยเล่า?”
เสิ่นซีเดินพ้นประตูออกมา เมื่อสอบถามเรื่องราวเรื่อยมาจนกระจ่างก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าทอดถอนใจ ซูทงทำเช่นนี้มิใช่ตั้งใจจะทำร้ายกันชัด ๆ หรอกหรือ?
ซูทงอธิบายกลั้วหัวเราะ “น้องเสิ่น ที่จริงข้าหวังดีอยากจะช่วยเจ้านะ วันนี้ใต้เท้าซูผู้ตรวจการการศึกษาเชิญพวกเราเหล่าเซิงหยวนไปร่วมกันสืบเสาะสรรพสิ่ง หากเจ้าไม่ยอมไปเพียงคนเดียว นั่นมิใช่เป็นการตั้งใจหักหน้าใต้เท้าซูหรอกหรือ? ถึงเวลานั้นเจ้าคงได้คราวเคราะห์มาเยือนจริง ๆ เป็นแน่!”
(เชิงอรรถผู้แปล: สืบเสาะสรรพสิ่ง (格物) มาจากแนวคิด “สืบเสาะสรรพสิ่งเพื่อหยั่งรู้ความจริง” (格物致知) อันเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญาหลี่เสวีย หมายถึงการศึกษาทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ของสิ่งต่าง ๆ อย่างถ่องแท้ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้แจ้ง)
เสิ่นซีสูดลมหายใจเข้าลึก เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่า เมื่อผู้ตรวจการการศึกษาเดินทางมาถึงท้องถิ่นแล้ว จะเริ่มด้วยการผูกมิตรกับบรรดานักเรียนในพื้นที่เป็นอันดับแรก หรือว่าเขาจะไม่กลัวคำครหา? ทว่าเมื่อลองตรึกตรองดูอีกที เมื่อก่อนตอนที่เขายังเป็นแค่ถงเซิง หลิวปิ่งเดินทางมายังเมืองถิงโจว ก็สามารถเมินเฉยต่อการเข้าคารวะของพวกตนได้ ทว่ายามนี้อย่างไรเสียทั้งเขาและซูทงต่างก็มีคุณวุฒิซิ่วไฉติดตัวกันแล้ว การที่ผู้ตรวจการการศึกษาจะแสดงความใส่ใจต่อการเล่าเรียนของเหล่านักเรียนแห่งสำนักศึกษา ย่อมมิใช่เรื่องปกติธรรมดาหรอกหรือ?
สถานที่ที่ซูขุยจัดงาน “สืบเสาะสรรพสิ่ง” ขึ้นในเมืองถิงโจวครั้งนี้ อยู่ภายใน “สถานศึกษาหมิงชิง” ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังประจำเมือง
ทว่าซูขุยผู้นี้มีนิสัยอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใด เขามักจะชอบไปตรวจสอบสถานที่จัดการศึกษาในท้องถิ่นนั้น ๆ เสมอ หากพบว่าสถานศึกษาเก่าแก่ทรุดโทรมขาดการซ่อมแซม เขาย่อมต้องระดมกำลังจากที่ว่าการและเหล่าคหบดีในท้องถิ่นให้ร่วมกันบูรณะซ่อมแซม แม้ว่านี่จะถือเป็น “ความเมตตา” อย่างหนึ่งที่เขามอบให้แก่นักเรียนในพื้นที่ ทว่าหากลองใคร่ครวญดูให้ดี การบูรณะสถานศึกษาย่อมต้องได้รับการบันทึกลงในพงศาวดารอำเภอและพงศาวดารเมืองอย่างแน่นอน ซึ่งในทางอ้อมก็ถือเป็นการสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองเช่นกัน เสิ่นซีไม่อาจตัดสินได้ว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่เขาทำนั้นมาจากความเห็นแก่ตัวหรือเพื่อส่วนรวมกันแน่
เมื่อไปถึงสถานที่จัดงาน ซิ่วไฉจากทั่วสารทิศรอบนอกเมืองเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก มีทั้งคนหนุ่มและคนแก่ ทว่าในกลุ่มคนหนุ่มนั้น เสิ่นซีมีอายุน้อยที่สุด รองลงมาล้วนมีอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีขึ้นไปทั้งสิ้น ตรงกลางจึงเกิดช่องโหว่ของช่วงวัยที่ขาดหายไปอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนผู้ที่อายุมากหน่อยก็ปาเข้าไปห้าสิบกว่าปีแล้ว อายุอานามยังมากกว่าซูขุยเสียด้วยซ้ำ ทว่ากลับยังต้องเรียกขานตนเองว่า “นักเรียน”
ทว่าใช่ว่าผู้เข้าสอบรอบบริเวณเมืองทุกคนจะมาร่วมงาน ผู้ที่มาร่วมงานหลัก ๆ แล้วคือกลุ่มคนหนุ่มผู้มีปณิธานมุ่งมั่นในการสอบเคอจวี่ ส่วนซิ่วไฉที่มีเป้าหมายในการสอนหนังสือ และไม่มีใจฝักใฝ่ในการสอบระดับมณฑลเฉกเช่นเฝิงฮว่าฉี ย่อมไม่มาร่วมงานชุมนุมบทกวีเช่นนี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ช่วยให้เสิ่นซีรอดพ้นจากความกระอักกระอ่วนที่จะต้องมาร่วมงานชุมนุมบทกวีในฐานะศิษย์อาจารย์ไปได้อย่างพอดิบพอดี
ตอนที่เสิ่นซีและซูทงเดินทางมาถึง ซูขุยยังมาไม่ถึง เหล่าเซิงหยวนต่างจับจองเบาะรองนั่งของตนแล้วนั่งขัดสมาธิกันเป็นกลุ่ม ๆ ดูเผิน ๆ เหมือนทุกคนกำลังตั้งอกตั้งใจถกเถียงเรื่องวิชาความรู้ ทว่าเมื่อเสิ่นซีเงี่ยหูฟังให้ดี กลับได้ยินแต่เรื่องราวจำพวก ใต้เท้าซีเหมินเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือพานจินเหลียนเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ กลายเป็นว่าผู้คนที่กำลังถกเถียงเนื้อหาในเรื่อง “หลี่เหลียนเหมย” กลับมีมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
(เชิงอรรถผู้แปล:
ใต้เท้าซีเหมิน (西门大官人) อ้างอิงถึงซีเหมินชิ่ง (西门庆) ตัวเอกชายสายโจรราคะจากยอดวรรณกรรมเรื่อง จินผิงเหมย ซึ่งเสิ่นซีนำมาดัดแปลงเป็นเรื่อง หลี่เหลียนเหมย
พานจินเหลียน (潘金莲) หนึ่งในตัวละครเอกหญิงผู้มีชื่อเสียงอื้อฉาวจากวรรณกรรมเรื่อง จินผิงเหมย)
นี่ก็เป็นเพราะหนังสือ “หลี่เหลียนเหมย” เพิ่งจะตีพิมพ์ออกมาได้ไม่นาน จึงกลายเป็น “หนังสือขายดี” ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเขตเมืองถิงโจวแห่งนี้ ด้วยเนื้อหาที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ซ้ำยังมีภาพประกอบสีอันมีชีวิตชีวาประดุจของจริง บรรดานักเรียนจึงพากันหยิบยกขึ้นมาเป็นเครื่องหย่อนใจในยามว่าง
ซูทงเพิ่งจะนั่งลง ก็มีคนกรูกันเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังเพื่อทวงถามหาหนังสือ “หลี่เหลียนเหมย” จากเขา บางคนถึงขั้นสอบถามซูทงว่าแท้จริงแล้ว “หลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิง” คือผู้ใดกันแน่ และขอร้องให้ซูทงช่วยเป็นธุระแนะนำตัวให้รู้จัก
เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ซูทงคงแอบไปโอ้อวดต่อหน้าผู้คนมานานแล้วว่าหนังสือเล่มนี้เขาเป็นคนว่าจ้างให้ตีพิมพ์
“...บุคคลผู้นี้ ก่อนหน้านี้ก็เคยมีผลงานบทนิทานอิงประวัติศาสตร์มากมายปรากฏสู่สายตาชาวโลก จากนั้นยังมี ‘บทกวีอารามดอกท้อ’ ที่โด่งดังสะท้านแดนเจียงหนาน ยามนี้ยิ่งอาศัยเรื่อง ‘หลี่เหลียนเหมย’ เลื่องลือไปทั่วสี่คาบสมุทร เขาผู้นี้ต้องเป็นบุคคลผู้มีความสามารถปราดเปรื่องเป็นแน่ คู่ควรให้พวกเราเดินทางไปคารวะขอคำชี้แนะยิ่งนัก”
ทว่าก็มีบางคนที่ไม่เห็นด้วย “คนที่เขียนบทนิทานยั่วยุกามารมณ์และส่งเสริมเรื่องเสื่อมทรามเช่นนี้ จะมีความสามารถปราดเปรื่องอันใดกัน? ข้าว่าคนผู้นี้ก็แค่พวกหลอกลวงที่หวังสร้างชื่อเสียงจอมปลอมเท่านั้นแหละ!”
“เจ้ายังไม่เคยพบตัวจริงของเขาเสียหน่อย ไฉนจึงรู้ว่าเขายั่วยุกามารมณ์และส่งเสริมเรื่องเสื่อมทราม? เนื้อหาใน ‘หลี่เหลียนเหมย’ ล้วนสะท้อนถึงค่านิยมทางสังคมของแดนเจียงหนานบ้านเราทั้งสิ้น วิญญูชนดำรงตนด้วยคุณธรรม ทว่าเจ้ากลับเป็นผู้ที่มีจิตใจโสมม สิ่งที่เจ้ามองเห็นจึงมีแต่เรื่องลามกอนาจาร ทว่าสิ่งที่ข้ามองเห็น กลับเป็นความสามารถและวิชาความรู้ของเขาต่างหากเล่า!”
บรรดาซิ่วไฉหนุ่มต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะพากันมาถกเถียงเรื่องของ “หลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิง” ที่แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงก็ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ปากก็พร่ำบอกว่าวิญญูชนขยับปากไม่ขยับมือ ทว่าคนเหล่านี้กลับถึงขั้นถลกแขนเสื้อเตรียมจะลงไม้ลงมือ เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับบุคคลผู้เป็นแบบอย่างในดวงใจเสียแล้ว
“ทำตัวเช่นนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน!?”
ในขณะที่ซิ่วไฉหนุ่มหลายคนกำลังถกเถียงกันหน้าดำหน้าแดง ว่าแท้จริงแล้วหลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิงเป็นผู้มีความสามารถหรือเป็นแค่ผู้ที่ยั่วยุกามารมณ์และส่งเสริมเรื่องเสื่อมทรามกันแน่ กระทั่งเตรียมตัวจะเริ่มลงไม้ลงมือกันนั้น จู่ ๆ บริเวณหน้าประตูก็มีเสียงตวาดดังลั่น ปรากฏร่างของชายชราอายุราวห้าสิบปี รูปร่างสันทัด ใบหน้าซูบผอม สวมชุดจื๋อตัวสีหยก เดินก้าวเข้ามาโดยมีเจี้ยวอวี้ประจำสำนักศึกษาเมืองถิงโจวคอยเดินตามประกบอยู่ข้างกาย
(เชิงอรรถผู้แปล: ชุดจื๋อตัว (直裰) ชุดคลุมยาวบุรุษ คอตรง ทรงหลวม นิยมสวมใส่ในหมู่ปัญญาชนและนักพรต)
เหล่านักเรียนรีบลุกขึ้นยืน แล้วประสานมือคารวะด้วยความนอบน้อม “นักเรียน คารวะใต้เท้าซูผู้ตรวจการการศึกษาขอรับ”