เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 299 ลิขิตฟ้ากำหนดไว้ในเงามืด

ตอนที่ 299 ลิขิตฟ้ากำหนดไว้ในเงามืด

ตอนที่ 299 ลิขิตฟ้ากำหนดไว้ในเงามืด


เดินออกมาจากห้องโถงหลัง เจียงลี่เหวยยังคงรอคอยอยู่ด้านนอก หลิวต้าเซี่ยบอกให้เขาออกไปจัดการธุระของตนเองก็จริง ทว่าภารกิจที่สำคัญที่สุดของเขาก็คือการคอยประสานงานกับหลิวต้าเซี่ย และรอรับคำสั่งอยู่ทุกเมื่อ

ระหว่างที่เดินไปส่งเสิ่นซีด้านนอก เจียงลี่เหวยก็ทอดถอนใจพลางกล่าว "คุณชายเสิ่นช่างมีวาสนายิ่งนัก ข้ายังไม่มีวาสนาได้เดินหมากกับซื่อหลางหลิวสักกระดานเลย"

เสิ่นซีคิดในใจ 'ท่านคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าท่านเล่นหมากรุกจีนไม่เป็น? ขนาดหลิวต้าเซี่ยยอมสอนทฤษฎีการเดินหมากพื้นฐานให้ท่านอย่างจริงจังแล้ว ท่านยังมีสิ่งใดให้ต้องเสียดายอยู่อีก?'

คนทั้งหมดเดินมาจนถึงหน้าประตู ด้านนอกมีเกี้ยวหลังเล็กจอดรอรับอยู่ นั่นคือเกี้ยวของอวี้เหนียง ส่วนเสิ่นซีนั้นจำเป็นต้องมีทหารทางการคอยคุ้มกันกลับไปส่งที่ร้านขายยา

"คุณชายเสิ่น หากมีเวลาว่างก็แวะไปนั่งเล่นที่เรือนของข้าน้อยบ้างนะเจ้าคะ ถึงจะไม่ได้มีงานเลี้ยงต้อนรับ แต่ไปดื่มชาทานของว่างก็ยังดี" อวี้เหนียงเอ่ยชวนด้วยความจริงใจ เป็นเพราะเมื่อครู่เสิ่นซียอมแบกรับความเสี่ยงที่จะถูกไต่สวนความผิด แต่ก็ยังไม่ยอมซัดทอดนางออกมา กอปรกับการที่เสิ่นซีเคยยื่นมือเข้าช่วยเหลือมาก่อน ยิ่งทำให้นางรู้สึกว่าบุญคุณนี้มิอาจทดแทนได้หมด

เสิ่นซีพยักหน้ารับคำ ทว่าในใจกลับลอบถอนหายใจ อย่างไรเสียเจี้ยวฟางซือก็เป็นสถานที่เริงรมย์ หากไม่มีธุระอันใดแล้วเขาจะไปทำไมกัน?

เมื่อกลับมาถึงบ้าน เสิ่นซีก็เล่าเรื่องที่ได้พบกับหลิวต้าเซี่ยให้ฟัง โจวซื่อก็ดีใจจนเนื้อเต้น "ก็บอกแล้วว่าไอ้เด็กทึ่มของข้ามีฝีมือ เมื่อก่อนก็เป็นจี้จิ่วแห่งกั๋วจื่อเจี้ยน ตอนนี้ก็ยังเป็นซื่อหลางแห่งกรมทะเบียนและการคลังอะไรนั่นอีก เอ๊ะ? แล้วสองตำแหน่งนี้ ตำแหน่งไหนใหญ่กว่ากันล่ะเนี่ย?"

เสิ่นซีตอบ "ย่อมต้องเป็นซื่อหลางฝ่ายซ้ายแห่งกรมทะเบียนและการคลังใหญ่กว่าสิขอรับ"

โจวซื่อกล่าว "เช่นนั้นพวกเราก็รีบเอาของกำนัลไปมอบให้เขาเถิด บุคคลสำคัญระดับนี้ ถึงกับยอมนั่งลงเดินหมากกับไอ้เด็กทึ่มเชียวนะ นี่มันเป็นเรื่องน่าเชิดหน้าชูตาเพียงใดกัน? ไม่ได้การแล้ว ข้าต้องไปหาคนมาเขียนจดหมายส่งไปให้ท่านย่าของเจ้า ให้นางรู้ว่าเจ้าเก่งกาจถึงเพียงนี้"

เสิ่นซีหัวเราะ "ท่านแม่ ท่านนี่มีเงินทองล้นเหลือจนใช้ไม่หวาดไม่ไหวหรืออย่างไรขอรับ เจอขุนนางคนไหนก็ต้องเอาของกำนัลไปมอบให้เขาไปเสียหมด?"

"มีของกำนัลมากเข้าไว้ผู้คนย่อมไม่ตำหนินี่นา... เฮ้อ ช่างเถอะ พูดกับเจ้าไป เจ้าก็ไม่ประสีประสาอยู่ดี ข้าไปปรึกษากับท่านน้าซุนของเจ้าดีกว่า เจ้าขึ้นบ้านไปอ่านตำราเถิด ตอนนี้เพิ่งจะเป็นแค่ซิ่วไฉ ยังไม่ได้การหรอกนะ วันข้างหน้าต้องสอบเป็นจวี่เหรินให้ได้ แล้วก็ต้องสอบเป็นจิ้นซื่ออีก มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะได้เป็นขุนนางใหญ่ มิฉะนั้นต่อให้ผู้อื่นจะชื่นชมเจ้ามากเพียงใด เจ้าก็เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนที่ขนาดผายลมยังไม่มีใครเหลียวแลอยู่ดีนั่นแหละ!"

เสิ่นซีขึ้นเรือนไปได้ไม่นาน ตำรายังไม่ทันได้เปิด หลินไต้ก็วิ่งขึ้นมาบอกเขาว่าซูทงมาหา

เสิ่นซีเดินลงไปชั้นล่าง ก็เห็นโจวซื่อกำลังนั่งคุยเล่นอยู่กับซูทง หากคนไม่รู้มาเห็นเข้า คงนึกว่าท่านแม่ของเขากำลังไปเกี้ยวพาราสีชายหนุ่มรุ่นน้อง เตรียมตัวจะปีนกำแพงคบชู้เสียแล้ว: "...แหม วันข้างหน้าคุณชายซูต้องพาเสี่ยวหลางบ้านเราออกไปเปิดหูเปิดตาบ่อย ๆ นะเจ้าคะ การที่เจ้าเด็กคนนี้ได้รู้จักกับท่าน ช่างเป็นวาสนาที่เขาสั่งสมมาถึงสามภพสามชาติแท้ ๆ"

ซูทงถูกเยินยอจนรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง การที่เขามาในครั้งนี้ก็เพื่อสอบถามถึงสถานการณ์เมื่อวันก่อน

เมื่อเห็นเสิ่นซี ซูทงก็ราวกับได้พบที่พึ่งช่วยชีวิต เขารีบประสานมือคารวะบอกลาโจวซื่อ แล้วดึงตัวเสิ่นซีออกจากบ้านไปด้วยความเร่งรีบ เมื่อออกมาพ้นประตู เขาก็อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง "มารดาของเจ้านี่ช่างกระตือรือร้นจริง ๆ กระตือรือร้นเสียจนข้าเห็นกำแพงข้าง ๆ แล้วแทบอยากจะเอาหัวพุ่งชนให้รู้แล้วรู้รอด..."

เสิ่นซีได้ยินดังนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา

หากเป็นสตรีรูปงามมาพูดคุยเกี้ยวพาราสี ซูทงย่อมต้องกระตือรือร้นตอบสนองเป็นแน่ ทว่าโจวซื่อเป็นคนเช่นไร นางมีรูปร่างหน้าตาธรรมดาสามัญ ซ้ำยังเป็นคนช่างฉอดช่างเจรจา กอปรกับเป็นสตรีชาวบ้านที่ไม่มีวิสัยทัศน์อันใดนัก เวลาพูดจายังติดสำเนียงท้องถิ่นหนิงฮว่าอย่างหนัก การที่ซูทงสามารถอดทนฟังมาได้เนิ่นนานถึงเพียงนี้ ล้วนเป็นเพราะเห็นแก่หน้าของเสิ่นซีทั้งสิ้น

เป็นเพราะยามนี้เสิ่นซีถือเป็นบุคคลที่อยู่ในความคุ้มครองอย่างแน่นหนา ต่อให้เขาออกมาข้างนอก ด้านหลังก็ยังมีทหารทางการสองนายคอยเดินตามคุ้มกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นซีได้สัมผัสถึงความโอ่อ่าของการมี 'ผู้คุ้มกัน' ติดสอยห้อยตามออกมาข้างนอก

ซูทงเรียกให้เสิ่นซีไปที่โรงน้ำชาละแวกใกล้เคียง พอเพิ่งจะนั่งลง เขาก็รีบซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันก่อนทันที เสิ่นซีก็ตอบกลับไปแบบเลี่ยงประเด็นหนักไปหาเบา

(เชิงอรรถผู้แปล: เลี่ยงประเด็นหนักไปหาเบา (避重就轻) หลีกเลี่ยงเรื่องสำคัญหรือเรื่องที่เสียเปรียบ ไปพูดเรื่องที่เบากว่า)

ซูทงประหลาดใจยิ่งนัก พลางกล่าว "ที่แท้พี่กู้อวี้ก็เดินทางมาพร้อมกับซื่อหลางหลิวแห่งกรมทะเบียนและการคลังนี่เอง!"

เสิ่นซีคิดในใจ สภาพจิตใจต่างกัน จุดสนใจในการฟังย่อมแตกต่างกันไปตามระเบียบ เขาอุตส่าห์เล่าถึงความอันตรายร้ายแรงตลอดเส้นทางอย่างชัดเจน ทว่าจุดที่ซูทงให้ความสนใจกลับเป็นเรื่องบุคคลสำคัญผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังเจียงลี่เหวย ทั้งยังมัวแต่ทอดถอนใจที่ไม่มีโอกาสได้ไปคารวะอีกต่างหาก

เมื่อน้ำชาและของว่างถูกยกเข้ามา ซูทงกลับไม่มีความอยากอาหารเลยสักนิด ใจหนึ่งเป็นเพราะเขารู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ไปเข้าเฝ้าคารวะหลิวต้าเซี่ย ส่วนอีกใจหนึ่งเป็นเพราะเรื่องที่อันหรู่เซิงหมดอำนาจ อย่างไรเสียบิดาของเขากับอันหรู่เซิงก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันอยู่บ้าง ตอนที่อันหรู่เซิงเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง เขาก็เคยเอาของกำนัลไปมอบให้เพื่อเป็นการทำความเคารพ

"...คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักหนึ่งถึงสองเดือน เจ้าเมืองคนใหม่ของถิงโจวจึงจะเดินทางมารับตำแหน่ง ไม่รู้เลยว่าราชสำนักจะส่งผู้ใดมา" ซูทงทอดถอนใจ

เสิ่นซีเคยอ่านบันทึกประวัติศาสตร์เมืองถิงโจวมาก่อน สำหรับเจ้าเมืองถิงโจวในสมัยราชวงศ์หมิงแล้ว นอกเหนือจากอู๋เหวินตู้ที่เขามีความประทับใจอย่างลึกซึ้งแล้ว ก็ยังมี 'เปาก่าย' เจ้าเมืองถิงโจวที่เข้ารับตำแหน่งในปีหงจื้อที่สิบอีกคนหนึ่ง

เปาก่ายไม่อาจนับว่าเป็นขุนนางลือนามอันใด ทว่าในพื้นที่เมืองถิงโจว เขากลับมีชื่อเสียงในฐานะขุนนางผู้ทรงธรรม ตามบันทึกระบุว่าเขาเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์สุจริต มีผลงานการบริหารที่โดดเด่นล้ำเลิศ ตอนที่เขาพ้นจากตำแหน่ง ราษฎรต่างพากันหลั่งน้ำตามาส่ง เสิ่นซีไม่คาดคิดเลยว่ามันจะบังเอิญถึงเพียงนี้ การที่อันหรู่เซิงถูกไต่สวนความผิด หรือนี่จะเป็นลิขิตฟ้าที่ถูกกำหนดไว้ในเงามืดกันแน่? เดิมทีวาระการดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองของอันหรู่เซิงควรจะสิ้นสุดในปีหงจื้อที่สิบสอง ทว่ากลับถูกดึงลงจากเก้าอี้ในปีหงจื้อที่สิบเสียอย่างนั้น ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาและสถานที่ที่เปาก่ายจะเข้ามารับตำแหน่งเจ้าเมืองถิงโจวพอดี

(เชิงอรรถผู้แปล: ลิขิตฟ้าที่ถูกกำหนดไว้ในเงามืด (冥冥中天注定) หมายถึงโชคชะตาหรือเหตุการณ์ที่เบื้องบนกำหนดไว้แล้วอย่างแนบเนียน ไม่อาจมองเห็นหรือขัดขืนได้)

...

สองวันต่อมา หลิวต้าเซี่ยและเจียงลี่เหวยก็ระดมกำลังทหารทางการคุมตัวอันหรู่เซิงและพรรคพวกเดินทางขึ้นเหนือ ก่อนจากไป พวกเขายังกำชับบรรดาขุนพลแห่งกองกำลังเว่ยและกองพัน ให้ทำการค้นหาเศษซากเดนโจรในพื้นที่ต่อไป พร้อมทั้งจัดส่งกำลังคนมาคอยคุ้มกันทั้งภายในและภายนอกสมาคมการค้า

เดิมทีเสิ่นซีรู้สึกกังวลว่าพรรคพวกที่เหลือของอันหรู่เซิงจะฉวยโอกาสกลับมาแก้แค้น ทว่าเมื่อลองตรึกตรองดูอีกที ยามนี้อันหรู่เซิงซึ่งเป็นหัวหน้าโจรถูกจับตัวไปแล้ว กลุ่มอิทธิพลจึงตกอยู่ในสภาวะฝูงมังกรไร้หัว โจรพวกนั้นหากมีโอกาสก็คงรีบฉวยจังหวะหลบหนีออกจากพื้นที่ห่างไกลความเจริญอย่างแถบฝูเจี้ยนตะวันตกไปเสียมากกว่า จะเอาแก่ใจที่ไหนมาคิดแก้แค้นกัน?

อีกอย่างหนึ่ง การที่เรือสินค้าถูกปล้นในครั้งนี้ สมาคมการค้าถือเป็นผู้เสียหาย หากพวกโจรนั่นคิดจะแก้แค้น ก็ควรจะไปหาเจียงลี่เหวยและทหารทางการ ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับสมาคมการค้าเสียหน่อย

เมื่อคิดตกในเรื่องนี้ เสิ่นซีก็เริ่มวางใจลงได้ เขาต้องเตรียมตัวสำหรับการประเมินผลซุ่ยเข่าในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เพราะนี่เป็นตัวชี้วัดว่าเขาจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบชิวเหวยในปีหน้าหรือไม่ หากการประเมินผลซุ่ยเข่าครั้งนี้สอบไม่ได้ในสามอันดับแรก เขาจะต้องรอไปอีกอย่างน้อยสามปีจึงจะสอบผ่านจวี่เหรินได้ ถึงเวลานั้นเขาก็จะอายุสิบห้าปีแล้ว

อันที่จริงในความคิดของเสิ่นซี การสอบได้จวี่เหรินตอนอายุสิบห้าปีนั้นเป็นช่วงวัยที่กำลังพอดี ไม่ได้อายุน้อยจนถูกผู้อื่นดูแคลน สามารถแสดงความมุ่งมั่นปณิธานให้เป็นที่ประจักษ์ หากมีผู้ชื่นชมเห็นแวว เขายังสามารถใช้สถานะจวี่เหรินเข้าไปศึกษาในราชวิทยาลัยได้ด้วย เฉกเช่นเดียวกับหลุนเหวินซวี่ที่เตรียมตัวสำหรับการสอบระดับเมืองหลวงไปพร้อมกับร่ำเรียนวิชาความรู้ หรือกระทั่งอาจกลายเป็นยอดปราชญ์ที่ผู้คนเคารพยกย่อง

ที่สำคัญที่สุดคือ ในการสอบระดับเมืองหลวงในอนาคต อาจารย์เหล่านั้นของเขามีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะได้เป็นผู้คุมสอบ ซึ่งจะมีส่วนช่วยอย่างมหาศาลในการสอบจิ้นซื่อของเขา หรือแม้กระทั่งการมีชื่อติดอันดับซานเจี่ย

(เชิงอรรถผู้แปล: ซานเจี่ย (三甲) ลำดับขั้นทั้งสามของผู้สอบผ่านจิ้นซื่อในการสอบหน้าพระพักตร์ หรือเตี้ยนซื่อ)

แต่เสิ่นซีก็จะไม่ปล่อยปละละเลยจนรอให้ถึงอายุสิบห้าปีค่อยไปสอบแต่อย่างใด เพราะไม่มีผู้ใดกล้ารับประกันว่าตนจะสอบติดจวี่เหรินได้ในการสอบเพียงครั้งเดียว การมีโอกาสลองสอบเพิ่มอีกครั้ง ย่อมช่วยประหยัดเวลาชีวิตไปได้ถึงสามปี ยิ่งไปกว่านั้น เขายังอยากลองเสี่ยงดวงดู เผื่อว่าจะมีโอกาสได้เข้าร่วมการสอบระดับเมืองหลวงในอีกสองปี โอกาสที่จะได้ล่วงรู้เนื้อหาข้อสอบระดับเมืองหลวงและข้อสอบหน้าพระพักตร์ล่วงหน้านั้นมีไม่บ่อยนัก หากปล่อยให้สูญเปล่าไปคงน่าละอายใจแย่!

ปลายเดือนแปด หลังจากที่อันหรู่เซิงถูกจับกุมไปไต่สวนความผิดได้เดือนกว่า เจ้าเมืองถิงโจวคนใหม่ก็เดินทางมารับตำแหน่ง ผลปรากฏว่าบุคคลที่ราชสำนักส่งมานั้นเป็นไปตามทิศทางของประวัติศาสตร์ นั่นคือเปาก่าย ขุนนางผู้ซื่อสัตย์สุจริตที่ปีนี้อายุล่วงเข้าวัยหกสิบสี่ปีแล้ว

เปาก่าย มีชื่อรองว่าซุ่นชิง เป็นชาวอำเภออิ๋นเซี่ยน มณฑลเจ้อเจียง สอบได้จวี่เหรินในปีเทียนซุ่นที่สาม และสอบได้จิ้นซื่อในปีเฉิงฮว่าที่สิบเอ็ด เนื่องจากตอนที่เขาเป็นเจ้าเมืองจางเต๋อแห่งมณฑลเหอหนาน เขาสร้างผลงานไว้มากมายจนเป็นที่สรรเสริญของราษฎร ภายหลังจึงลาออกจากราชการเพื่อกลับไปไว้ทุกข์ให้บุพการี และใช้ชีวิตบั้นปลายพักอยู่แต่ในบ้านมาโดยตลอด

การถูกสั่งย้ายให้มารับตำแหน่งเจ้าเมืองถิงโจวในครั้งนี้ หลังจากที่คหบดี ขุนนาง และราษฎรในท้องถิ่นทราบข่าว ต่างก็มายืนเรียงรายสองข้างทางเพื่อต้อนรับ นี่เป็นเพราะเมืองถิงโจวเพิ่งจะมีขุนนางโฉดที่ลักลอบสมคบคิดกับมหาโจร ราษฎรกำลังรู้สึกว่าพวกตนใช้ชีวิตอย่างตกระกำลำบาก เมื่อจู่ ๆ มีขุนนางตงฉินผู้มีชื่อเสียงด้านคุณธรรมมาเยือน ทุกคนต่างก็ตบมือฉลองกันถ้วนหน้า

เปาก่ายเป็นคนสมถะเก็บตัว แม้ในวันที่เดินทางเข้าเมืองเขาจะทักทายกับเหล่าคหบดีในเมืองอย่างเป็นกันเอง ทว่าหลังจากนั้นเขาก็เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในที่ว่าการเมืองไม่ออกไปไหน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาแก่ชราและร่างกายอ่อนแอ ไม่อาจออกมาเดินเหินได้บ่อยนัก กอปรกับนโยบายฉ้อฉลบางอย่างของอันหรู่เซิงยังไม่ถูกถอนรากถอนโคน ซ้ำร้ายจากเหตุอุทกภัยเมื่อปีก่อนและการขูดรีดของอันหรู่เซิง ส่งผลให้จนถึงบัดนี้คลังเงินและคลังเสบียงน้อยใหญ่ของเมืองถิงโจวล้วนว่างเปล่า ทำเอาเขาถึงกับปวดเศียรเวียนเกล้าไปกับเรื่องนี้

ฮุ่ยเหนียงได้ยินกิตติศัพท์ในอดีตของเปาก่ายมาบ้าง ทว่าครั้งนี้นางกลับไม่ได้หลงเชื่ออย่างมืดบอด เป็นเพราะนางเพิ่งจะได้รับบทเรียนอันแสนเจ็บปวดจากเรื่องของอันหรู่เซิงมาหมาด ๆ

ตอนที่อันหรู่เซิงเพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่ง ฮุ่ยเหนียงก็เคยมองเขาเป็นใต้เท้าผู้ทรงธรรมเช่นกัน ผลสุดท้ายอันหรู่เซิงก็ช่วยสร้างผลประโยชน์ให้กับการขยายอิทธิพลของสมาคมการค้าได้บ้าง ทว่าเขาก็กอบโกยผลประโยชน์ไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเช่นกัน ถึงกระนั้น อันหรู่เซิงยังคิดจะลักพาตัวนางเพื่อมาข่มขู่สมาคมการค้าอีก ทำให้โดยไม่รู้ตัว นางเกิดความรู้สึกต่อต้านคนของทางการจากก้นบึ้งของหัวใจ

“...เหล่าคหบดีในท้องถิ่นนัดหมายกัน โดยมีคหบดีและคหบดีที่ดินเป็นแกนนำ ทำการบริจาคเงินและเสบียงเพื่อเติมเต็มคลังของทางการ สมาคมการค้าของเราก็ต้องบริจาคส่วนหนึ่งด้วย แต่ไม่รู้ว่าบริจาคเท่าใดจึงจะเหมาะสมเจ้าคะ?”

แม้ฮุ่ยเหนียงจะนับไม่ได้ว่าเป็นคหบดี ทว่าด้วยสถานะผู้นำสมาคมการค้าของนาง ไม่ว่าในท้องถิ่นจะมีเรื่องใหญ่โตอันใด โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องออกเงินออกแรง ล้วนต้องตามให้นางเข้าไปมีส่วนร่วมเสมอ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะนางกุมอำนาจในสมาคมการค้าและโรงเงิน ซ้ำยังยินดีควักกระเป๋าบริจาคอย่างใจกว้างให้ท้องถิ่นมาโดยตลอด

เสิ่นซีกล่าว “ควรบริจาคเท่าใดก็บริจาคไปเท่านั้นสิขอรับ... ราชวงศ์ต้าหมิงไม่มีกฎหมายข้อใดระบุไว้เสียหน่อย ว่าพ่อค้าวาณิชอย่างพวกเรามีหน้าที่ต้องเติมคลังให้ทางการ”

ครั้งนี้โจวซื่อยืนอยู่ข้างเสิ่นซีอย่างหนักแน่น “เจ้าเด็กคนนี้พูดถูก ปีกลายตอนที่เจ้าเมืองเกายังอยู่ในตำแหน่งแล้วเกิดน้ำท่วมใหญ่ ก็ให้พวกเราบริจาคเงินบริจาคเสบียง ต่อมาเจ้าเมืองอันเข้ารับตำแหน่งก็ยังจะให้พวกเราบริจาคอีก นี่มันดีจริง ๆ ผ่านไปไม่ถึงปีก็เปลี่ยนคนใหม่อีกแล้ว เห็นสมาคมการค้าเป็นถุงเงินของทางการหรืออย่างไร นึกอยากจะหยิบเอาเท่าใดก็เอาไปได้ตามใจชอบงั้นหรือ?”

เสิ่นซีลอบถอนหายใจในใจ ตอนนี้ทางเปาก่ายยังไม่ทันได้เอ่ยปากเลยด้วยซ้ำ กลับกลายเป็นบรรดาคหบดีในท้องถิ่นที่มองสมาคมการค้าเป็นดั่งเครื่องกดเงินเสียก่อน หากเป็นเรื่องการบริจาคพรรค์นี้ทีไร ย่อมต้องให้สมาคมการค้าเป็นผู้รับเคราะห์จ่ายเงินก้อนใหญ่ที่สุดเป็นแน่

(เชิงอรรถผู้แปล: เครื่องกดเงิน (提款机) ศัพท์ยุคใหม่ที่ปะปนมากับความคิดของเสิ่นซี หมายถึงตู้เอทีเอ็ม เปรียบเปรยถึงสถานที่หรือบุคคลที่ถูกสูบเงินออกไปได้อย่างง่ายดายตามใจนึก)

ราวกับว่าการก่อตั้งสมาคมการค้าขึ้นมา มีจุดประสงค์เพื่อให้บรรดาคหบดีในท้องถิ่นผลักภาระลดหย่อนยอดเงินบริจาคของตนเองอย่างไรอย่างนั้น

สุดท้ายฮุ่ยเหนียงจึงหันมาถามเสิ่นซี “เสี่ยวหลาง เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”

เมื่อก่อนไม่ว่าฮุ่ยเหนียงจะสอบถามความคิดเห็นของเสิ่นซีในเรื่องใด ล้วนมีท่าทีสงบเยือกเย็นและจริงใจ แววตาแฝงความกระตือรือร้นและคาดหวัง อยากได้วิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสม ทว่านับตั้งแต่เสิ่นซีกระโดดลงแม่น้ำไปช่วยชีวิตนาง ซ้ำยังทำการผายปอดด้วยวิธีเป่าปากและโอบกอดนางไว้เพื่อให้ความอบอุ่น หลังจากนั้นนางก็ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับเสิ่นซีอีกเลย เวลาเอ่ยถามก็จะจงใจหลบเลี่ยงสายตาของเสิ่นซีอยู่เสมอ

เสิ่นซีกางมือออก พลางกล่าว “รอให้เจ้าเมืองเปามีคำสั่งลงมาก่อนค่อยว่ากันเถิดขอรับ... หากพวกเราทำตัวกระตือรือร้นเอาอกเอาใจ บริจาคเงินบริจาคเสบียงไปมากเช่นนี้ ไม่แน่ว่าเจ้าเมืองเปาอาจจะคิดว่าพวกเรากำลังจะติดสินบนเขาก็เป็นได้”

เมื่อได้ยินคำว่า “ติดสินบน” ฮุ่ยเหนียงก็ระมัดระวังตัวขึ้นมาทันที

ก่อนหน้านี้เสิ่นซีเคยวิเคราะห์คดีของอันหรู่เซิงให้นางฟังแล้ว และให้ “คำเตือน” นางอย่างจริงจังว่า อันหรู่เซิงต้องหลุดจากตำแหน่งเพราะคดีโจรผู้ร้าย เบื้องบนยังไม่ได้สืบสาวราวเรื่องไปถึงคดีทุจริตรับสินบนของเขา หากที่ว่าการของทางการคิดจะสืบสวนอย่างถึงที่สุดจริง ๆ ด้วยการที่สมาคมการค้าเคยมอบ “ของกำนัล” ให้อันหรู่เซิงอย่างต่อเนื่อง ย่อมง่ายดายยิ่งนักที่จะถูกดึงเข้าไปพัวพันด้วย

ความคิดของเสิ่นซีในตอนนี้ก็คือ อาศัยจังหวะที่เมืองถิงโจวมีขุนนางผู้ทรงธรรมและไม่โลภโมโทสันมารับตำแหน่ง รีบให้สมาคมการค้าขีดเส้นแบ่งขอบเขตกับที่ว่าการเมืองให้ชัดเจนเสีย นับตั้งแต่ที่เกาหมิงเฉิงคิดจะใช้สมาคมการค้ามาสร้างผลงานให้ตนเอง จนมาถึงตอนที่อันหรู่เซิงกอบโกยเงินทองไปจากสมาคมการค้า สมาคมการค้ากับทางการก็มีข้อผูกมัดพัวพันกันลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าพลางกล่าว “เข้าใจแล้ว อีหไม่กี่วัน ท้องถิ่นจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าเมืองเปา ถึงตอนนั้นหากเจ้าเมืองเปามีเจตนาอยากเติมคลัง สมาคมการค้าก็สามารถนำเงินและเสบียงออกมาได้บ้าง แต่ไม่สมควรให้มากจนเกินไป หากเจ้าเมืองเปาไม่เอ่ยถึง พวกเราก็อย่าเสนอตัวเข้าไปพัวพันด้วย เสี่ยวหลาง เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”

โดยสัญชาตญาณ ฮุ่ยเหนียงหันไปมองเสิ่นซีเฉกเช่นดังวันวาน ทว่าเมื่อถูกเสิ่นซีมองตอบ นางก็รีบเบือนสายตาหนี พวงแก้มปรากฎสีเลือดแดงระเรื่อ

จบบทที่ ตอนที่ 299 ลิขิตฟ้ากำหนดไว้ในเงามืด

คัดลอกลิงก์แล้ว