เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 298 ขุนนางลือนามแห่งยุคหงจื้อ

ตอนที่ 298 ขุนนางลือนามแห่งยุคหงจื้อ

ตอนที่ 298 ขุนนางลือนามแห่งยุคหงจื้อ


ยามนี้แม้อันหรู่เซิงจะยอมรับผิดและถูกลงอาญาแล้วก็จริง ทว่าพรรคพวกของเขากลับมีไม่น้อย ยังมีขุนนางอีกมากที่แอบลักลอบสมคบคิดกับอันหรู่เซิงอย่างลับ ๆ มิฉะนั้นคงไม่มีทางเกิดเหตุการณ์กักเรือเกลือขึ้นเป็นแน่

ต่อให้เสิ่นซีจะกลับมาอย่างปลอดภัย แต่เขาก็ยังคงนอนหลับไม่สนิทอยู่ดี ตามคำเตือนของเจียงลี่เหวย ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาหรือฮุ่ยเหนียง ล้วนควรเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านอย่างสงบเสงี่ยม ไม่สมควรออกไปไหน

ทว่าเพียงวันถัดมาหลังจากเกิดเรื่อง กลับมีทหารทางการเดินทางมา ‘เชิญ’ เสิ่นซีให้ไป ‘สนทนา’ ที่ที่ว่าการเมือง

“ใต้เท้าเจ้าเมืองอันมิใช่เพิ่งถูกไต่สวนความผิดไปหรือเจ้าคะ เหตุใดยังต้องไปที่ว่าการเมืองอีก?”

เสิ่นซียังไม่ทันได้เดินลงไปชั้นล่าง ฮุ่ยเหนียงก็ชิงเอ่ยปากซักถามขึ้นก่อน เป็นเพราะเหตุการณ์เมื่อวานส่งผลกระทบต่อจิตใจของนางอย่างหนัก ต่อให้กลับมาถึงบ้านแล้วนางก็ยังคงมีอาการหวาดระแวงอยู่ไม่หาย

“ใต้เท้าเจ้าเมืองอันถูกไต่สวนความผิดแล้วจริง ๆ แต่ที่มาวันนี้เป็นเพราะขุนนางผู้ใหญ่จากราชสำนักมีคำสั่งเชิญ คุณชายเสิ่นอยู่ที่ใด โปรดตามพวกเราไปสักรอบเถิด”

ทหารทางการที่มาเชิญนั้นไม่ได้มีท่าทีเป็นมิตรนัก ปากบอกว่ามาเชิญ แต่แท้จริงแล้วแทบไม่ต่างจากการมาจับกุม ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธแม้แต่น้อย เสิ่นซีเดินลงมาจากชั้นบน ตรวจสอบฐานะของผู้มาเยือนให้แน่ใจเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยเดินตามทหารทางการออกจากบ้านไป

เมื่อมาถึงหน้าประตูที่ว่าการเมือง เจียงลี่เหวยก็ยืนรอเขาอยู่ด้วยตนเอง

เจียงลี่เหวยกล่าวขึ้น “คุณชายเสิ่น มิใช่ว่าข้าอยากจะมารบกวนเจ้าหรอกนะ แต่เป็นเพราะซื่อหลางหลิวต้องการพบเจ้า ซื่อหลางหลิวคือขุนนางผู้แทนพระองค์ที่ราชสำนักส่งมาเพื่อสืบสวนคดีโจรผู้ร้าย เจ้าอย่าได้ล่วงเกินท่านเชียว”

เสิ่นซีลอบค่อนขอดในใจ ‘ยังต้องให้ท่านมาเตือนอีกหรือ!? คิดว่าข้าไม่เคยพบขุนนางผู้แทนพระองค์หรืออย่างไร คราวก่อนตอนรับมือเซี่ยตั๋ว ข้าก็จัดการได้อย่างลื่นไหลมิใช่หรือ?’

(เชิงอรรถผู้แปล: เซี่ยตั๋ว (谢铎) อดีตจี้จิ่วแห่งกั๋วจื่อเจี้ยนหนานจิง ผู้แทนพระองค์ในคราวเกิดโรคระบาด)

แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงเดินตามหลังเจียงลี่เหวยไปอย่างระมัดระวัง เพราะบุคคลในครั้งนี้ เขามั่นใจว่าต้องเป็นขุนนางลือนามแห่งยุคหงจื้อ ผู้ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองตูอวี้สื่อฝ่ายซ้าย ควบตำแหน่งซื่อหลางแห่งกรมทะเบียนและการคลัง... หลิวต้าเซี่ย อย่างแน่นอน

(เชิงอรรถผู้แปล: 

รองตูอวี้สื่อฝ่ายซ้าย (副左都御史) รองผู้บัญชาการสำนักตรวจการตูฉาหย่วน ฝ่ายซ้าย

ซื่อหลางแห่งกรมทะเบียนและการคลัง (户部侍郎) รองเสนาบดีของ หนึ่งในหกกรมใหญ่ของราชสำนัก มีหน้าที่ดูแลทะเบียนครัวเรือน ภาษี เสบียง และการคลัง)

หลิวต้าเซี่ย มีชื่อรองว่าสือยง นามแฝงตงซาน เป็นชาวเมืองฮวารงแห่งมณฑลหูกว่าง เมื่ออายุยี่สิบปีก็สอบได้ตำแหน่งเจี้ยหยวนในการสอบระดับมณฑล สอบผ่านจิ้นซื่อในปีเทียนซุ่นที่แปด รับราชการผ่านสี่รัชสมัย ได้แก่ เทียนซุ่น, เฉิงฮว่า, หงจื้อ และเจิ้งเต๋อ ในปีหงจื้อที่สิบสี่ เขาก็เข้ารับตำแหน่งเสนาบดีแห่งกรมกลาโหมสืบต่อจากหม่าเหวินเซิง นับเป็นขุนนางลือนามแห่งยุคผู้คอยเป็นกำลังหลักค้ำจุนจักรพรรดิหมิงเซี่ยวจง จนทำให้เกิดยุค "ฟื้นฟูความรุ่งเรืองแห่งหงจื้อ" ขึ้นมาได้สำเร็จ

(เชิงอรรถผู้แปล: 

เจี้ยหยวน (解元) ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบระดับมณฑล

หม่าเหวินเซิง (马文升) หนึ่งในสามวิญญูชนแห่งหงจื้อ ขุนนางตงฉินชั้นผู้ใหญ่ในยุคจักรพรรดิหมิงเซี่ยวจง)

ทว่าในแวดวงประวัติศาสตร์กลับมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับหลิวต้าเซี่ยอยู่มากมาย สาเหตุหลักมาจากในช่วงที่เขารับราชการอยู่ในกรมกลาโหมตอนต้น เขาเคยนำแผนที่เดินเรือของเจิ้งเหอที่เดินทางไปเยือนตะวันตกมาเผาทิ้งจนหมดสิ้น จึงถูกตราหน้าว่าเป็น "คนบาปหนา" ผู้ทำลายมรดกทางวัฒนธรรมของจีน

(เชิงอรรถผู้แปล: เจิ้งเหอ (郑和) ขันทีและนักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคต้นราชวงศ์หมิง ผู้นำกองเรือสำเภาจีนออกเดินทางท่องสมุทรข้ามทวีป)

เสิ่นซีเดินตามเจียงลี่เหวยมาจนถึงหน้าโถงหลังของที่ว่าการเจ้าเมือง เขายืนรอด้วยความนอบน้อม รอจนเจียงลี่เหวยเข้าไปแจ้งเรื่องด้านใน จึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้ เมื่อเข้าไปถึง ก็เห็นหลิวต้าเซี่ยนั่งอยู่บนเสื่อปูพื้น ข้างกายมีโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเล็ก บนโต๊ะมีกระดานหมากรุกจีนที่หาดูได้ยากวางอยู่ เขากำลังนั่งเดินหมากเล่นกับตัวเอง

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อกล่าวถึงศิลปะการเดินหมากในยุคโบราณ มักจะหมายถึงหมากล้อม มีน้อยคนนักที่จะเล่นหมากรุกจีน จนกระทั่งล่วงเข้าสู่ช่วงกลางราชวงศ์หมิง หมากรุกจีนจึงเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่ปัญญาชนและขุนนาง

แม้หลิวต้าเซี่ยจะมาจากสายปัญญาชน ทว่าบนเรือนร่างเขากลับแผ่ซ่านกลิ่นอายของขุนนางฝ่ายบู๊ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะสนใจหมากรุกจีนซึ่งมีรูปแบบการรุกรับบนกระดานที่ตรงไปตรงมามากกว่า

การที่หลิวต้าเซี่ยเลือกใช้เจียงลี่เหวย ซึ่งเป็นจิ้นซื่อฝ่ายบู๊แต่กลับมีกลิ่นอายของปัญญาชนมาเป็นผู้ช่วยข้างกาย ก็คงมีเหตุผลในด้านนี้ประกอบด้วยเช่นกัน

“ซื่อหลางหลิว นักเรียนจากอำเภอหนิงฮว่าแห่งเมืองถิงโจว นามเสิ่นซี มาถึงแล้วขอรับ” เจียงลี่เหวยรายงาน

หลิวต้าเซี่ยเพิ่งจะเงยหน้าขึ้นมา เขาปรายตามองเสิ่นซีปราดหนึ่ง เสิ่นซีรีบก้าวไปข้างหน้าแล้วประสานมือคารวะ “นักเรียนเสิ่นซี คารวะซื่อหลางหลิวขอรับ”

หลิวต้าเซี่ยพยักหน้ารับ พลางเอ่ย “กู้อวี้ เจ้าไปจัดการธุระของเจ้าก่อนเถิด ข้าจะพูดคุยกับเสิ่นซีเสียหน่อย หากไม่มีเรื่องสำคัญอันใดก็อย่าได้เข้ามากวนใจ”

เจียงลี่เหวยปรายตามองเสิ่นซีด้วยความอิจฉาเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือคารวะแล้วถอยออกไป เมื่อภายในโถงหลังเหลือเพียงเสิ่นซีและหลิวต้าเซี่ยสองคน เสิ่นซีก็ยังคงรู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง

แม้ว่าปัจจุบันหลิวต้าเซี่ยจะเป็นเพียงซื่อหลางฝ่ายซ้ายแห่งกรมทะเบียนและการคลัง ทว่าอย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงขุนนางลือนามแห่งยุคหงจื้อ ในอนาคตยังจะได้รับตำแหน่งรองตูอวี้สื่อฝ่ายขวา เสนาบดีแห่งกรมกลาโหม และตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย นับได้ว่าเป็นครึ่งอัครมหาเสนาบดีเลยทีเดียว บุคคลระดับนี้มีสถานะสูงส่งเพียงใดกันเล่า? การที่ยอมมานั่งประจันหน้าสนทนากับเด็กน้อยอย่างเสิ่นซี สำหรับคนทั่วไปแล้ว นี่นับเป็นวาสนาที่สั่งสมมาหลายภพหลายชาติเลยทีเดียว

หลิวต้าเซี่ยไม่ได้สั่งให้เสิ่นซีนั่งลง มิใช่ว่าเขายโสโอหังวางอำนาจแต่อย่างใด เพียงแต่สถานะของเขากับเสิ่นซีนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว แม้กระทั่งวัยวุฒิก็ยังไม่อาจเทียบกันได้ หลิวต้าเซี่ยนั่งอยู่บนเสื่อปูพื้น ส่วนเสิ่นซียืนอยู่ เขายืนได้เพียงแค่ด้านนอกม่านกั้นทับทิม รักษาระยะห่างจากหลิวต้าเซี่ยพอสมควร

หลิวต้าเซี่ยเดินหมากกระดานของตนไปพลาง เอ่ยปากถามไปพลาง “ก่อนที่ข้าจะเดินทางมาถึงเมืองถิงโจว ข้าพอจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับสมาคมการค้าเมืองถิงโจวมาบ้าง ได้ยินว่าผู้นำสมาคมคือซุนซื่อแห่งตระกูลลู่ผู้เป็นม่าย แต่ยังคงครองม่ายรักษาพรหมจรรย์ เมื่อหลายปีก่อนตอนที่แดนใต้เกิดโรคระบาดใหญ่ นางได้ใช้วิธีปลูกฝีเพื่อช่วยชีวิตผู้คน จนได้รับคำชมเชยจากราชสำนัก... มีเรื่องเช่นนี้จริงหรือไม่?”

เสิ่นซีประสานมือคารวะตอบ “มีขอรับ”

หลิวต้าเซี่ยโบกมือเล็กน้อย พลางกล่าว “ไม่ต้องเกร็งจนเกินไปนัก ตอบคำถามตามปกติเถิด” เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ “ตอนที่ฝ่าบาททรงส่งท่านผู้เฒ่าเซี่ยมาตรวจตราภัยพิบัติที่หมิ่นเจ้อ เขาเคยแวะไปเยี่ยมเยียนที่จวนของนาง และได้รับการปลูกฝีด้วยตนเอง วิธีนี้จึงถูกเขานำไปเผยแพร่ที่แดนเหนือ ในปีแรกนั้น พื้นที่กวนจงเกิดโรคระบาด พื้นที่ใดที่ไม่ได้ปลูกฝี สิบคนต้องตกตายไปเสียสามสี่คน ทว่าพื้นที่ที่มีการปลูกฝี ผู้คนและสัตว์เลี้ยงล้วนปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน แม้แต่ฝ่าบาทเองก็ยังทรงประหลาดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงมีรับสั่งให้แพทย์หลวงทำการปลูกฝีให้พระองค์ด้วยพระองค์เอง ราษฎรในพื้นที่กวนจงที่ได้รับการปลูกฝี ล้วนซาบซึ้งในบุญคุณของซุนซื่อแห่งตระกูลลู่ จึงพากันสร้างป้ายอายุวัฒนะเพื่อเซ่นไหว้บูชานาง ชื่อเสียงของซุนซื่อแห่งตระกูลลู่เลื่องลือขจรขจายไปไกล”

เสิ่นซีตกใจอยู่ลึก ๆ เขาไม่คาดคิดเลยว่าวิชาปลูกฝีจะแพร่หลายไปรวดเร็วถึงเพียงนี้ หรืออาจเป็นเพราะจิตใจคนในยุคนี้ยังคงงมงาย มักรู้สึกว่าการปลูกฝีคือการรนหาที่ตาย จึงเกิดการต่อต้านอย่างหนัก นี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้การปลูกฝีไม่แพร่หลายในวงกว้างตั้งแต่แรก ต้องรอให้ผ่านพ้นมหาภัยพิบัติไปเสียก่อน ผู้ที่รอดตายอย่างหวุดหวิดจึงจะตระหนักได้ และเริ่มทำการวันหายล้อมคอกในเมื่อฮ่องเต้ยังทรงเข้ารับการปลูกฝีด้วยพระองค์เอง แล้วราษฎรตาดำ ๆ เบื้องล่างมีหรือจะไม่แย่งกันทำตาม?

เสิ่นซีคิดในใจ 'น่าเสียดายนัก ตอนนั้นราชสำนักทำมากสุดก็แค่เอ่ยปากชมเชยไม่กี่ประโยค กลับกลายเป็นว่าหานเสียได้เลื่อนขั้นเพราะเรื่องนี้ แต่กลับไม่มีรางวัลที่เป็นชิ้นเป็นอันมอบให้ฮุ่ยเหนียงและตัวเขาเลยสักนิด ตอนนี้แดนเหนือสร้างป้ายอายุวัฒนะ ก็เป็นเพียงการยกย่องฮุ่ยเหนียงเป็นดั่งพระโพธิสัตว์ แล้วมันจะได้ประโยชน์อันใดเล่า?'

“เรื่องเก่า ๆ ไม่พูดถึงก็แล้วกัน...”

'อย่าเพิ่งไม่พูดถึงสิ ในเมื่อการปลูกฝีมีประโยชน์มหาศาลถึงเพียงนี้ ต่อให้กาลเวลาจะผ่านไปแล้ว ไม่คิดจะปรึกษาหารือเรื่องการมอบรางวัลตบรางวัลอีกสักหน่อยหรือ? หรือว่าราชสำนักมิใช่มีกฎว่าทำดีต้องตกรางวัลหรอกหรือ?'

หลิวต้าเซี่ยกล่าวต่อ “ครั้งนี้อันหรู่เซิงก่อกรรมทำเข็ญในพื้นที่ จ้างวานคนมาดักปล้นเรือสินค้า เจ้าล่วงรู้เรื่องนี้มาจากที่ใด?”

เสิ่นซีคิดในใจว่ามาถึงคำถามนี้จนได้ ที่เจียงลี่เหวยเคยบอกว่าจะมีการสืบสวนหาความจริงในภายหลัง ดูเหมือนว่าจะไม่ได้พูดเพียงเพื่อข่มขวัญเขาเท่านั้น ในเรื่องการรักษาบาดแผลให้ซีเอ๋อร์ เขาก็ปิดบังเจียงลี่เหวยไว้จริง ๆ ยามนี้เรื่องราวบานปลายใหญ่โต หากหลิวต้าเซี่ยคิดจะเอาผิดและไต่สวนความผิดเขาจริง ๆ เขาก็คงจะน้ำท่วมปากไม่อาจแก้ตัวได้

“เรียนซื่อหลางหลิว นักเรียนได้ยินข่าวคราวมาจากที่อื่นขอรับ” เสิ่นซียังคงไม่ยอมซัดทอดอวี้เหนียงออกไป อีกฝ่ายหวังดีมาเตือนเขา ทำให้ฮุ่ยเหนียงรอดพ้นจากภัยพิบัติ เสิ่นซีย่อมต้องรู้คุณคนและรู้จักตอบแทน ไม่อาจดึงผู้อื่นมาเดือดร้อนได้

หลิวต้าเซี่ยแค่นเสียงเย็นชา “ยังคิดจะปิดบังอยู่อีกหรือ?”

เสิ่นซีส่ายหน้า พลางกล่าว “มิใช่นักเรียนตั้งใจจะปิดบังขอรับ แต่เกิดเป็นคนย่อมต้องรักษาสัจจะ”

หลิวต้าเซี่ยเงียบไปกะทันหัน บรรยากาศเงียบงันจนน่าหวาดหวั่น เสิ่นซีรู้สึกพะว้าพะวงใจยิ่งนัก กังวลเหลือเกินว่าหลิวต้าเซี่ยจะพาลโกรธเกรี้ยวแล้วสั่งลงโทษตน

ผ่านไปครู่ใหญ่ จู่ ๆ หลิวต้าเซี่ยก็หยิบหมากขึ้นมาแล้วตบลงบนกระดานเสียงดัง “ปัง” พลางกล่าวว่า “เป็นหมากตาที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! ฮ่า ๆ ๆ ฉีฟางซื่อ ออกมาได้แล้ว!”

สิ้นคำกล่าว สตรีรูปงามรูปร่างอรชรอ้อนแอ่น ก้าวเดินอย่างแช่มช้อยก็ปรากฏตัวออกมาจากหลังฉากกั้น นางคืออวี้เหนียง สตรีผู้ดูแลแห่งเจี้ยวฟางซือนั่นเอง อวี้เหนียงก้มหน้าเดินมาตลอด ทว่าเมื่อเดินมาถึงด้านหลังของหลิวต้าเซี่ย นางก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใช้สายตาที่แฝงความซาบซึ้งใจมองเสิ่นซีปราดหนึ่ง ก่อนจะเดินมาถึงหน้าโต๊ะสี่เหลี่ยม คุกเข่าลงทำความเคารพแล้วกล่าว “ข้าน้อยขอคารวะใต้เท้าหลิวเจ้าค่ะ”

“อืม”

หลิวต้าเซี่ยพยักหน้าพลางโบกมือเล็กน้อย อวี้เหนียงลุกขึ้น ย่อตัวเดินถอยหลังไปสองสามก้าว เมื่อออกไปพ้นม่านกั้นก็กลับไปคุกเข่านั่งลงบนพื้นอีกครั้ง การทำเช่นนี้ก็เพื่อแสดงถึงความถ่อมตนของนาง สถานะของนางนั้นต่ำต้อยกว่าทั้งหลิวต้าเซี่ยและเสิ่นซี เสิ่นซียืนอยู่ด้านนอกเสื่อปูพื้น ทว่านางกลับต้องคุกเข่า

หลิวต้าเซี่ยปรายตามองเสิ่นซีปราดหนึ่ง ก่อนจะกล่าว “เสิ่นซี การที่เจ้าเกิดเป็นคนรู้จักรักคุณธรรมน้ำมิตรและให้ความสำคัญกับสัจจะเป็นเรื่องดี ทว่าในฐานะปัญญาชน จะแยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ออกไม่ได้ ยิ่งไม่สมควรบิดเบือนกฎหมายของราชสำนัก ครั้งนี้ฉีฟางซื่อแจ้งเบาะแสจับกุมโจรผู้ร้ายถือว่ามีความดีความชอบ ทว่าวิธีการที่ใช้กลับสุดโต่งเกินไป วันข้างหน้าห้ามทำเช่นนี้อีกเด็ดขาด”

คำพูดนี้ไม่ได้กล่าวกับเสิ่นซีเพียงคนเดียว แต่ยังจงใจกล่าวกับอวี้เหนียงด้วย อวี้เหนียงรีบโขกศีรษะลงกับพื้นอีกครั้ง “ที่ใต้เท้าอบรมสั่งสอนนั้นถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ”

เสิ่นซีเองก็ประสานมือคารวะ “นักเรียนจะจดจำใส่ใจไว้ขอรับ”

หลิวต้าเซี่ยพยักหน้า ดูท่าทางเขาคงไม่มีเรื่องใดจะพูดกับเสิ่นซีอีกแล้ว

เสิ่นซีคิดในใจ ‘ในเมื่ออวี้เหนียงแจ้งเบาะแสอันหรู่เซิงถือว่ามีความดีความชอบ ความดีความชอบหักล้างกับความผิด ขนาดอวี้เหนียงยังไม่ต้องถูกไต่สวนความผิด แล้วจะมาเอาผิดข้าก็คงจะไม่สมเหตุสมผลนัก’

“เสิ่นซี เจ้าเล่นหมากรุกจีนเป็นหรือไม่?” จู่ ๆ หลิวต้าเซี่ยก็เงยหน้าขึ้นมองเสิ่นซี

เสิ่นซีตอบ “เคยเรียนมาบ้างขอรับ”

หลิวต้าเซี่ยหัวเราะร่วน “น่าสนใจ ๆ กู้อวี้บอกว่าเจ้าหยั่งรู้ไปเสียทุกเรื่อง ข้ายังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะรู้หน้าไม่รู้ใจเสียแล้วล่ะกระมัง มาเยือนถึงดินแดนหมิ่นเยว่แห่งนี้ กลับไม่มีคู่เดินหมากด้วยเลยสักคน ช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก ลี่เหวยนั้นเล่นหมากล้อมได้เก่งกาจ แต่พอเป็นหมากรุกจีนกลับมืดแปดด้าน แค่สอนให้เขาเดินหมากก็ทำเอาปวดเศียรเวียนเกล้า... เจ้าเข้ามาสิ มาเดินหมากกับข้าสักกระดานเป็นอย่างไร?”

จากจุดนี้ เสิ่นซีสามารถสัมผัสได้ถึงความเรียบง่ายเป็นกันเองของหลิวต้าเซี่ย เขาไม่ได้วางอำนาจบาตรใหญ่ แม้แต่สรรพนามแทนตัวก็ยังใช้คำว่า “ข้า” แทนที่จะอ้าปากก็อ้างว่า “ขุนนางผู้นี้” อย่างนั้น หรือ “ชายชราอย่างข้า” อย่างนี้

เสิ่นซีก้าวเข้าไปข้างหน้า คุกเข่านั่งลงตรงหน้าโต๊ะสี่เหลี่ยมด้วยความนอบน้อม แล้วเริ่มจัดการเก็บหมากบนกระดาน เมื่อจัดวางหมากเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองฝ่ายก็เริ่มเดินหมาก

อย่างไรเสียเสิ่นซีก็เป็นผู้เยาว์ รูปแบบการเดินหมากจึงไม่อาจดุดันจนเกินไปนัก เขาจึงเลือกที่จะตั้งรับ ส่วนหลิวต้าเซี่ยก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยถนัดเรื่องการรุกโจมตีเช่นกัน ทั้งสองคนจึงคุมเชิงกันอยู่บริเวณรอบ ๆ เส้นแบ่งแม่น้ำฉู่แดนฮั่น

(เชิงอรรถผู้แปล: เส้นแบ่งแม่น้ำฉู่แดนฮั่น (楚河汉界) เส้นแบ่งตรงกลางบนกระดานหมากรุกจีน อ้างอิงจากประวัติศาสตร์การแบ่งอาณาเขตระหว่างแคว้นฉู่ของเซี่ยงอวี่และแคว้นฮั่นของหลิวปัง)

เดิมทีหลิวต้าเซี่ยคิดว่า ต่อให้ฝีมือหมากรุกจีนของเสิ่นซีจะลึกล้ำเพียงใด ทว่าด้วยอายุและประสบการณ์ชีวิตที่ยังน้อย ย่อมต้องมีข้อผิดพลาดมากมายเป็นแน่ ทว่าเสิ่นซีกลับเดินหมากได้อย่างสุขุมเยือกเย็น การตั้งรับของเขาสามารถกล่าวได้ว่ารัดกุมรอบคอบไร้ช่องโหว่

แรกเริ่มหลิวต้าเซี่ยยังไม่ค่อยใส่ใจนัก ทว่าช่วงหลัง ๆ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้น

เปิดกระดานเดินหมากไปได้ยี่สิบกว่าตา ทั้งสองฝ่ายใช้ม้าแลกกับปืนใหญ่ ในสถานการณ์ที่รูปหมากบนกระดานสูสีกัน เสิ่นซีที่เสียม้าไปกลับเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบอยู่ระดับหนึ่ง

หลิวต้าเซี่ยเดินหมากไปได้ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันไปมองอวี้เหนียงแล้วเอ่ยทัก “ฉีฟางซื่อ เจ้ามีฝีมือชงชาเป็นเลิศ มิสู้เข้ามาเติมน้ำชาให้ข้าสักจอกเถิด”

อวี้เหนียงลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปด้านใน “ไม่คิดเลยว่าใต้เท้าหลิวจะยังจดจำรสชาของข้าน้อยได้...”

“กาลเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ผ่านมาหลายปีแล้ว... เอ๊ะ?”

เดิมทีหลิวต้าเซี่ยคิดว่า ตั้งรับนานย่อมเพลี่ยงพล้ำ ขอเพียงเขาเดินหมากอีกสักสองสามตา ย่อมต้องหาช่องโหว่เจอเป็นแน่ ทว่าเพียงแค่เผลอเหม่อลอยไปชั่วขณะ จู่ ๆ เสิ่นซีก็เดินหมากตาที่เยี่ยมยอด ดันปืนใหญ่เดี่ยวข้ามแม่น้ำ หวังรุกกินรถโดยตรง ทำเอาหลิวต้าเซี่ยถึงกับสะดุ้งตกใจ

กลับกลายเป็นเสิ่นซีที่เป็นฝ่ายหาช่องโหว่ของเขาเจอเสียก่อน

หลิวต้าเซี่ยไม่มีเวลาไปสนทนาพาทีเรื่องราวในอดีตกับอวี้เหนียงอีก ทั้งสองคนกลับมาเดินหมากกันต่อ ในสถานการณ์ที่เสิ่นซีกุมความได้เปรียบเหนือกว่า เขาค่อย ๆ เริ่มแอบ “ออมมือ” ให้ สุดท้ายหลิวต้าเซี่ยที่อยู่ในสถานการณ์ตกเป็นรองอย่างหนัก กลับอาศัยความผิดพลาดของเสิ่นซีรุกฆาตเสิ่นซีจนตายคาดาน เสิ่นซีเผยสีหน้าเสียดายเล็กน้อย พลางกล่าว “นักเรียนแพ้แล้วขอรับ”

หลิวต้าเซี่ยชี้หน้าเสิ่นซีพลางหัวเราะด่าทอ “เจ้าเด็กคนนี้ ตัวแค่นี้แต่กลับไปมัวเรียนรู้เรื่องคร่ำครึพวกนี้มา เดิมทีเจ้าสามารถเอาชนะได้แท้ ๆ กลับดึงดันจะยอมแพ้ให้ได้ ทำเช่นนี้ชวนให้รู้สึกอึดอัดขัดใจยิ่งกว่าปล่อยให้ข้าแพ้เสียอีก ช่างเถอะ ก็แค่หมากกระดานเดียว วันข้างหน้าหากชนะได้ก็จงชนะ อย่าได้ให้เรื่องราวนอกกระดานหมาก เข้ามามีผลกระทบต่อรูปหมากบนกระดานเด็ดขาด”

เสิ่นซีประสานมือคารวะรับคำสั่งสอนอีกครั้ง

หลิวต้าเซี่ยหัวเราะพลางโบกมือ “เอาล่ะ กลับไปได้แล้ว ฉีฟางซื่อ เจ้าเองก็กลับไปได้เช่นกัน ส่วนเรื่องที่เจ้าขอร้องมานั้น เมื่อข้ากลับถึงเมืองหลวงแล้วจะหาคนไปจัดการให้ แต่จะสำเร็จหรือไม่ข้าไม่อาจรับปากได้หรอกนะ”

อวี้เหนียงรีบทำความเคารพ “ข้าน้อยขอขอบพระคุณใต้เท้าหลิวเจ้าค่ะ”

จบบทที่ ตอนที่ 298 ขุนนางลือนามแห่งยุคหงจื้อ

คัดลอกลิงก์แล้ว