- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 297 โทษทัณฑ์มิอาจละเว้น
ตอนที่ 297 โทษทัณฑ์มิอาจละเว้น
ตอนที่ 297 โทษทัณฑ์มิอาจละเว้น
เมื่อเสิ่นซีตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล ฮุ่ยเหนียงก็ยังคงนอนพิงเขาอยู่ ไม่รู้ว่าฮุ่ยเหนียงนำเสื้อผ้าที่คลุมร่างนางอยู่มาคลุมให้เขาตั้งแต่เมื่อใด ทว่าถึงกระนั้น เมื่อเสิ่นซีหยัดกายลุกขึ้นก็ยังรู้สึกหน้ามืดวิงเวียนอยู่ดี... การสวมเสื้อผ้าเปียกชื้นนอนหลับ เมื่อตื่นขึ้นมาย่อมหลีกเลี่ยงอาการเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ได้
เสิ่นซีนำเสื้อผ้าไปคลุมร่างให้ฮุ่ยเหนียงอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกมาจากห้องโดยสาร ยามนี้ใกล้จะถึงเวลาเที่ยงวันแล้ว ทว่าเรือก็ยังแล่นไม่ถึงตัวเมืองถิงโจว
ล่องตามน้ำนั้นง่ายดาย ล่องทวนน้ำนั้นยากแค้น ในยุคสมัยนี้ไม่มีเครื่องยนต์กลไก ทำได้เพียงพึ่งพากำลังลมและแรงคนพาย ความเร็วในการแล่นเรือจึงเชื่องช้ายิ่งนัก
"คุณชายเสิ่น เมื่อคืนนอนหลับสบายดีหรือไม่?" บนเรือทางการที่แล่นนำอยู่เบื้องหน้า เจียงลี่เหวยกำลังยืนชมทิวทัศน์อยู่บนดาดฟ้าเรือ เมื่อเห็นเสิ่นซีจึงอดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มเอ่ยถาม
"ก็พอใช้ได้ขอรับ" เสิ่นซีตอบกลับ
เจียงลี่เหวยยิ้มบาง เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี "ดูท่าทางคุณชายเสิ่นคล้ายจะจับไข้เสียแล้ว กลับไปคงต้องบำรุงรักษาร่างกายให้ดีสักหน่อย เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงคนในครอบครัวหรอก ข้าได้ส่งคนควบม้าเร็วไปแจ้งข่าวที่อำเภอฉางถิงแล้ว... บางทีตอนที่พวกเรากลับไปถึง อันหรู่เซิงอาจจะถูกจับกุมตัวมารับโทษแล้วก็เป็นได้"
เสิ่นซีลอบค่อนขอดในใจ หากราบรื่นเช่นนั้นก็ดีสิ สุนัขจนตรอกย่อมสู้ยิบตา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอันหรู่เซิงที่เป็นดั่งยอดคนโฉดชั่ว หากอันหรู่เซิงรู้ว่าเรื่องราวความแตกเป็นเพราะเขา มีหรือจะยอมปล่อยคนในตระกูลเสิ่นไป? เดิมทีเขากังวลเพียงความปลอดภัยของฮุ่ยเหนียง ทว่ายามนี้เขากลับเริ่มเป็นห่วงครอบครัวขึ้นมาแทนเสียแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: สุนัขจนตรอกย่อมสู้ยิบตา (困兽犹斗) สำนวนหมายถึง แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังและไร้ทางรอด แต่ก็ยังคงดิ้นรนต่อสู้อย่างถึงที่สุด)
ในที่สุดเมื่อตะวันคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก เรือก็เข้าจอดเทียบท่าที่ท่าเรือของกองกำลังเว่ยด้านนอกเมืองถิงโจว ทหารทางการลงจากเรือไปก่อน กองกำลังบางส่วนถูกเรียกตัวเข้าไปในเมือง ส่วนเสิ่นซีและฮุ่ยเหนียงทำได้เพียงรอคอยอยู่ด้านนอก ก่อนที่จะมีข่าวคราวแน่ชัดส่งออกมาจากในเมือง เสิ่นซีและฮุ่ยเหนียงถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องได้รับการคุ้มครอง
ยามนี้ทางฝั่งประตูเมืองดูสงบเงียบไร้ระลอกคลื่น กระทั่งประตูเมืองก็ยังไม่ได้ปิด ราษฎรยังคงสัญจรเข้าออกได้อย่างอิสระ
เจียงลี่เหวยเพิ่งจะก้าวลงจากเรือ เกี้ยวหลังหนึ่งก็มาจอดเทียบที่ท่าเรือ เจียงลี่เหวยรีบก้าวเข้าไปอย่างนอบน้อมเคารพยิ่ง เชิญชายชราวัยราวหกสิบปีผู้หนึ่งออกมาจากเกี้ยว
ชายชราผู้นั้นมิได้สวมชุดขุนนาง ทว่าผู้ติดตามข้างกายล้วนสวมชุดคลุมเฟยอวี๋ และคาดกระบี่ซิ่วชุน อันเป็นเอกลักษณ์ขององครักษ์เสื้อแพร ชายชราผู้นี้แม้ดูชราภาพ ทว่าท่วงท่าการเดินกลับคล่องแคล่วว่องไว แผ่ซ่านกลิ่นอายองอาจห้าวหาญอันน่าเกรงขาม
(เชิงอรรถผู้แปล:
ชุดคลุมเฟยอวี๋ (飞鱼服) หรือชุดคลุมปลาบินเป็นเครื่องแบบพระราชทานสำหรับขุนนางระดับสูงหรือองครักษ์เสื้อแพร
กระบี่ซิ่วชุน (绣春刀) อาวุธประจำกายขององครักษ์เสื้อแพร มีลักษณะใบกระบี่โค้งเล็กน้อย)
เจียงลี่เหวยเดินตามหลังชายชรา พลางเอ่ยรายงานบางสิ่งอยู่ตลอดเวลา เสิ่นซีอยู่ห่างออกไปจึงได้ยินไม่ถนัดนัก ทว่าก็พอจะเดาออกว่ากำลังรายงานผลการศึกเมื่อคืน
"ดีมาก หากจับตัวคนร้ายได้แล้ว ให้นำตัวมาพบข้าที่นี่ทันที!" เสียงของชายชราทุ้มต่ำทรงพลัง แม้จะอยู่ไกล เสิ่นซีก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน
เจียงลี่เหวยเร่งรีบนำกำลังทหารจากไป ส่วนชายชราก็ได้รับการคุ้มกันจากองครักษ์เสื้อแพรเข้าไปในเรือนหลังเล็กริมฝั่ง
ฮุ่ยเหนียงขยับเข้ามาใกล้พลางเอ่ย "เสี่ยวหลาง ดูเหมือนว่าคนผู้นั้นจะเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่นะ"
"อืม" เสิ่นซีพยักหน้ารับ "ดูจากที่ผู้ติดตามของเขาล้วนเป็นองครักษ์เสื้อแพร ก็มีความเป็นไปได้สูงยิ่งว่าฮ่องเต้จะทรงส่งเขามาปฏิบัติภารกิจกระมัง"
ฮุ่ยเหนียงลอบเดาะลิ้นด้วยความตกตะลึง แม้นางจะไม่ค่อยรู้ตื้นลึกหนาบางว่าองครักษ์เสื้อแพรเป็นขุนนางระดับใด ทว่าก็รู้ดีว่าคนเหล่านี้คือตัวตนที่มิอาจไปตอแยได้ คาดว่าคงจะลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่าลิ่วซ่านเหมินเสียอีก ทั้งสองทำได้เพียงยืนรออยู่ริมฝั่ง ก่อนที่จะมีข่าวคราวแน่ชัดส่งออกมาจากในเมือง เสิ่นซีและฮุ่ยเหนียงย่อมไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปในเมือง
(เชิงอรรถผู้แปล: ลิ่วซ่านเหมิน (六扇门) ในบริบทราชการหมายถึงคำเรียกรวมของหน่วยงานตุลาการสูงสุด หรือซานฝ่าซือ หาใช่หน่วยมือปราบพเนจรในยุทธภพตามนิยายกำลังภายในไม่)
เจียงลี่เหวยเข้าไปในเมืองไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็พากองทหารคุมตัวอันหรู่เซิงที่ถูกมัดแน่นหนาราวกับบ๊ะจ่าง รวมถึงขุนนางผู้ช่วยและเจ้าหน้าที่ที่ว่าการเมืองบางส่วนกลับมา
เนื่องจากผู้ที่ถูกคุมตัวมาคือคนของที่ว่าการเมือง ราษฎรที่ติดตามมามุงดูจึงมีไม่น้อย ทว่าพวกเขาก็ไม่กล้าเข้าใกล้มากนัก เพราะบนท่าเรือมีทั้งพลธนูและทหารทางการถือหอกดาบยืนคุมเชิงอยู่เป็นจำนวนมาก
เมื่อคนถูกคุมตัวมาถึงท่าเรือ เจียงลี่เหวยก็เข้าไปแจ้งข่าวในเรือนหลังเล็กด้วยตนเอง
ชายชราที่เสิ่นซีเพิ่งจะได้พบหน้าเมื่อครู่ ก้าวเดินออกมาจากเรือนหลังเล็กด้วยท่วงท่าเปี่ยมคุณธรรมความชอบธรรม อันหรู่เซิงรีบคุกเข่าโขกศีรษะร้องขอความเมตตาทันที "ใต้เท้าหลิว ท่านจะปรักปรำคนดีไม่ได้นะขอรับ ข้าน้อย... ข้าน้อยถูกใส่ร้าย"
"ดูสิว่านี่คือสิ่งใด?" ชายชรารับห่อผ้าใบหนึ่งมาจากผู้ติดตามที่อยู่ด้านข้าง แล้วโยนลงบนพื้น ด้านในมีเอกสารคดีอยู่จำนวนหนึ่ง ทั้งยังมีเครื่องหยกอีกสองสามชิ้น "กินเบี้ยหวัดของโอรสสวรรค์ ทว่ากลับไม่คิดทะนุบำรุงแว่นแคว้น สมคบคิดโจรผู้ร้ายทุจริตบิดเบือนกฎหมาย โทษทัณฑ์มิอาจละเว้น คุมตัวเขาส่งเมืองหลวง รอการไต่สวนร่วมจากซานฝ่าซือ!"
องครักษ์เสื้อแพรคุมตัวอันหรู่เซิงออกไป จากนั้นชายชราก็เดินตรงไปยังเกี้ยว
เจียงลี่เหวยเดินตามไป ทว่าชายชรากลับโบกมือเป็นเชิงบอกให้เจียงลี่เหวยไม่ต้องตามมา
เจียงลี่เหวยทอดสายตามองส่งเกี้ยวจนลับตา จึงค่อยเดินกลับมาทางท่าเรือ
"คุณชายเสิ่น ฮูหยินลู่ เรื่องราวในเมืองคลี่คลายอย่างราบรื่นแล้ว ข้าน้อยจะส่งคนคุ้มกันพวกท่านกลับจวน ช่วงสองสามวันนี้ทางที่ดีอย่าเพิ่งออกจากบ้านเลย จะมีคนคอยคุ้มกันอยู่รอบ ๆ จวนของพวกท่านอย่างลับ ๆ เกรงว่ามหาโจรอันหรู่เซิงอาจจะมีพรรคพวกหลงเหลืออยู่ ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อพวกท่านได้"
เจียงลี่เหวยคิดอ่านได้รอบคอบรัดกุมนัก แม้ยามนี้อันหรู่เซิงจะถูกจับกุมตัวมารับโทษแล้ว ทว่าเบื้องหลังของเขายังมีมหาโจรอีกไม่น้อย หากคนเหล่านี้หาจังหวะล้างแค้น ลำพังเพียงกองกำลังของสมาคมการค้าย่อมยากจะต้านทานไหว
เสิ่นซีประสานมือคารวะพลางกล่าว "ขอบพระคุณใต้เท้าเจียงซื่อเฉิงขอรับ"
เจียงลี่เหวยพยักหน้ารับ เดินไปส่งทั้งสองคนออกจากท่าเรือด้วยตนเอง ทว่าระหว่างทางจู่ ๆ เขาก็เอ่ยถามขึ้นมา "คุณชายเสิ่นทราบหรือไม่ว่านายท่านผู้เฒ่าเมื่อครู่เป็นผู้ใด?"
เสิ่นซีไม่ได้คุ้นเคยกับขุนนางในรัชศกหงจื้อมากนัก ทว่าหากกล่าวถึงคนแซ่หลิว อันดับแรกก็สมควรจะเป็น หลิวต้าเซี่ย หนึ่งใน 'สามวิญญูชนแห่งหงจื้อ' ทว่าเสิ่นซีก็ไม่กล้าฟันธงว่าคนผู้นี้คือหลิวต้าเซี่ยหรือไม่ จึงแกล้งโง่ทั้งที่รู้เต็มอก ส่ายหน้าตอบไปว่า "ไม่ทราบขอรับ"
"ไม่ทราบก็ดีแล้ว สิ่งใดไม่ควรพูดก็จงอย่าพูด รอจนจัดการเรื่องราวในเมืองถิงโจวเสร็จสิ้น ข้าก็จะขอตัวลากลับก่อน ส่วนทางฝั่งพี่ซูทง รบกวนคุณชายเสิ่นช่วยฝากคำบอกกล่าวแทนข้าด้วยก็แล้วกัน"
เจียงลี่เหวยดูรีบร้อนยิ่งนัก ถึงอย่างไรการปราบปรามโจรผู้ร้ายในท้องถิ่น และทำภารกิจที่ฮ่องเต้ทรงมอบหมายได้ลุล่วง ต่อให้เขาจะเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อย ทว่าความดีความชอบก็ย่อมไม่ธรรมดา ด้วยตำแหน่งซื่อเฉิงฝ่ายซ้ายแห่งศาลต้าหลี่เมืองหนานจิงซึ่งเป็นตำแหน่งครึ่ง ๆ กลาง ๆ เช่นนี้ เดิมทีการจะหวังเลื่อนขั้นในราชสำนักนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ทว่ายามนี้เมื่อมีผลงานชิ้นนี้เป็นฐานรองรับ อนาคตเบื้องหน้าก็พลันสว่างไสวขึ้นมาในพริบตา
หลังจากเสิ่นซีและฮุ่ยเหนียงออกจากท่าเรือ เจียงลี่เหวยก็หยุดฝีเท้าไม่ได้ตามมาส่งอีก ทว่าก็ยังคงส่งทหารหกนายมาคอยคุ้มกันตลอดเส้นทาง
เมื่อมาถึงบริเวณประตูเมือง มีราษฎรมุงดูอยู่ไม่น้อย เสิ่นซีให้ผู้ติดตามของสมาคมการค้าไปว่าจ้างเกี้ยวมาหลังหนึ่ง ประคองฮุ่ยเหนียงเข้าไปนั่งด้านใน ส่วนตัวเขาก็เดินตามไปติด ๆ มุ่งหน้ากลับไปยังร้านขายยาสกุลลู่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองด้วยกัน
กลับมาถึงร้านขายยา กลับพบว่าร้านมิได้เปิดทำการ ไม่เพียงแต่มีเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อยู่ ทว่ากระทั่งเสิ่นหมิงจวินที่ไม่ค่อยมาปรากฏตัวที่ร้านบ่อยนักก็อยู่ด้วย รวมถึงซวี่เหลียนที่กำลังตั้งครรภ์ก็เช่นกัน เนื่องจากเมื่อวานเสิ่นซีเร่งรีบออกนอกเมืองไปโดยมิได้บอกกล่าวคนในบ้าน โจวซื่อจึงคิดว่าเสิ่นซีเกิดเรื่องร้ายแรง ส่งคนออกตามหาเสียให้วุ่นวายไปทั้งคืน
"ไอ้เด็กบัดซบ! หายหัวไปตายที่ใดมาฮะ!?" พอโจวซื่อเห็นหน้าเสิ่นซี ในที่สุดก็สุดจะกลั้นไหว ร้องไห้โฮออกมาพลางพุ่งตรงเข้ามาบิดหูเขา
ฮุ่ยเหนียงที่เพิ่งจะก้าวพ้นประตูเข้ามา เมื่อเห็นท่าทีตึงเครียดกระวนกระวายของสองสามีภรรยาสกุลเสิ่น ภายในใจก็บังเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาทันที เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เอ่ยถาม "หลงจู๊ใหญ่ ท่านเดินทางไปเมืองเฉาโจวแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ? ไฉนจึงกลับมาพร้อมกับเสี่ยวหลางได้เล่า?"
ฮุ่ยเหนียงกำลังจะเอ่ยปากอธิบาย เสิ่นซีกลับชิงตัดบทขึ้นมาก่อน "ข้าบังเอิญพบท่านน้าระหว่างทางกลับมาพอดีน่ะขอรับ"
"คิดว่าข้าหลอกง่ายนักหรือไงฮะ? ไม่มีเรื่องราวอันใด จะไปบังเอิญเจอกันกลางทางได้อย่างไร? สารภาพมา! เมื่อวานเจ้าหนีไปที่ใดมา? หากพูดไม่กระจ่างแจ้งล่ะก็ ดูสิว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร!" โจวซื่อรู้สึกว่าแค่บิดหูยังไม่หนำใจ จึงหันไปคว้าไม้กวาดเตรียมจะฟาดลงมา ทว่าเสิ่นซีกลับวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เสียก่อน
จังหวะนั้นเอง ซ่งเสี่ยวเฉิงก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในร้านขายยา "หลงจู๊ใหญ่ ข้ากลับมาแล้วขอรับ"
"พี่ลิ่ว" ซวี่เหลียนเมื่อเห็นซ่งเสี่ยวเฉิง นางที่อดรนทนเป็นห่วงมาตลอดก็โผเข้าไปสวมกอดเขาไว้แน่นในทันที
โจวซื่อขมวดคิ้วมุ่น "นี่ ๆ พวกเจ้าระวังสายตาผู้คนบ้าง ฟ้าสว่างกระจ่างแจ้งแท้ ๆ มากอดรัดฟัดเหวี่ยงกันเช่นนี้ ช่างดูไม่ได้เอาเสียเลย"
ซวี่เหลียนจึงค่อยผละออกจากอ้อมอกของซ่งเสี่ยวเฉิง ทว่าก็ยังคงปาดน้ำตาปอย ๆ ซ่งเสี่ยวเฉิงแย้มยิ้มปลอบโยนภรรยา "น้องหญิง เจ้าวางใจเถิด ข้าไม่เป็นอันใด นี่ก็แคล้วคลาดปลอดภัยกลับมาแล้วมิใช่หรือ? ทว่าพี่น้องในพรรคกลับไม่ได้โชคดีเช่นข้า บางคนก็... เฮ้อ! หลงจู๊ใหญ่ขอรับ สมควรจัดเตรียมเงินปลอบขวัญให้แก่ครอบครัวพวกเขาหรือไม่ขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงรีบพยักหน้ารับ "ย่อมต้องให้อยู่แล้ว เสี่ยวเฉิง เรื่องนี้มอบหมายให้เจ้าไปจัดการก็แล้วกัน... พี่น้องที่เสียชีวิตไป ให้มอบเงินชดเชยให้ครอบครัวละยี่สิบตำลึง ส่วนคนที่ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงพี่น้องทุกคนที่ร่วมเดินทางไปเมื่อวาน ก็ให้มอบเงินค่าเหนื่อยให้คนละส่วน ประเดี๋ยวเจ้าก็ไปเบิกเงินที่บัญชีกับข้า แล้วนำไปมอบให้พี่น้องเถิด"
พอโจวซื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับ งุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก เมื่อหันไปพิจารณาสีหน้าอมทุกข์เศร้าหมองของฮุ่ยเหนียง ผนวกกับเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ของนาง ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่เดินทางออกไปแล้วแคล้วคลาดกลับมา ครานี้นางจึงคร้านจะไปวิ่งไล่ตีเสิ่นซีอีก รีบก้าวเข้าไปหาฮุ่ยเหนียงพลางเอ่ยถาม "น้องสาว ตกลงว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือ?"
ฮุ่ยเหนียงซับน้ำตาพลางกล่าว "ล้วนเป็นความผิดของข้าเอง เมื่อวันก่อนเสี่ยวหลางอุตส่าห์มาเตือนข้าแล้ว ว่าจะมีคนมาดักปล้นเรือของพวกเรา ทว่าข้ากลับไม่ใส่ใจ ดึงดันจะล่องเรือไปให้ได้ เมื่อวานนี้ระหว่างเดินทาง... เกือบจะไม่มีโอกาสรอดกลับมาเสียแล้ว โชคดีที่เสี่ยวหลางนำกำลังทหารทางการตามไปช่วยไว้ได้ทันท่วงที"
โจวซื่อตกตะลึงจนหน้าถอดสี "นี่มัน... หมายความว่าอย่างไรกัน? ไฉนจึงมีโจรผู้ร้าย... แล้วก็ทหารทางการด้วย? เมื่อวานนี้เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?"
เสิ่นซีเห็นสถานการณ์บานปลายเช่นนี้ ย่อมรู้ดีว่าไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป จึงทำได้เพียงเปิดเผยความจริง "ท่านแม่ เรื่องทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของใต้เท้าเจ้าเมืองอันผู้หน้าซื่อใจคดผู้นั้น เขาวางแผนให้สมาคมการค้าขนส่งเกลือหลวงจำนวนหนึ่งกลับมา จากนั้นก็แอบส่งข่าวให้ทางการเมืองเฉาโจวยึดเรือเกลือของพวกเราไว้ ก่อนจะย้อนกลับมาหลอกให้ท่านน้านำคนไปเจรจา เพื่อฉวยโอกาสว่าจ้างมหาโจรมาดักปล้นเรือกลางทางขอรับ"
"หลังจากที่ข้าล่วงรู้ข่าวนี้ ข้าก็รีบไปแจ้งพี่ลิ่ว แล้วบากหน้าไปขอร้องใต้เท้าเจียงซื่อเฉิง ให้เขานำกำลังทหารไปช่วยท่านน้า โชคดีที่ไปทันเวลา พวกโจรนั่นกำลังจุดไฟเผาเรืออยู่พอดี ท่านน้าเกือบจะต้องมอดไหม้ในกองเพลิงแล้วนะขอรับ!"
"หุบปากไปเลย! เจ้าเก่งกาจนักใช่หรือไม่ฮะ? เกิดเรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้ ไฉนจึงไม่กลับมาปรึกษาหารือกับคนในครอบครัวก่อน แต่กลับดึงดันออกไปจัดการเองงั้นหรือ!?"
เสิ่นซีเอ่ยเถียงเสียงดัง "ขืนกลับมาปรึกษาพวกท่านแล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า ท่านแม่ ท่านถือดาบไปฟาดฟันแลกชีวิตกับพวกโจรได้งั้นหรือขอรับ?"
โจวซื่อเงื้อไม้กวาดขึ้นหมายจะฟาดลงมาอีกหน ทว่าครานี้ฮุ่ยเหนียงกลับเป็นฝ่ายขยับเข้าไปขวางหน้าเสิ่นซีไว้ "พี่สาว หากท่านอยากจะตีก็ตีข้าเถิด เรื่องราวทั้งหมดล้วนไม่ใช่ความผิดของเสี่ยวหลาง ล้วนเป็นความผิดของข้าเอง"
โจวซื่อเอ่ยด้วยความเดือดดาล "น้องสาว เจ้าก็แค่ถูกคนเขาหลอกใช้เท่านั้น ล้วนต้องโทษใต้เท้าเจ้าเมืองอันบัดซบนั่น ไอ๊หยา แย่แล้ว! หากแผนการของมันในครานี้ล้มเหลว แล้วมันส่งคนมาตามล้างตามเช็ดอีกจะทำเยี่ยงไร? พวกเราต้องรีบหาที่หลบซ่อนตัวเสียแต่เนิ่น ๆ แล้ว..."
ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้าพลางกล่าว "พี่สาวไม่ต้องกังวลใจไปหรอก ราชสำนักได้ส่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ลงมา จับกุมตัวใต้เท้าเจ้าเมืองอันและคนในที่ว่าการบางส่วนไปหมดแล้ว ยามนี้คงกำลังคุมตัวส่งไปยังเมืองหลวงเพื่อรอรับการไต่สวนแล้วล่ะ"
"จิ๊จิ๊ เช่นนี้ก็ได้เชียวหรือ... นั่นระดับใต้เท้าเจ้าเมืองเชียวนะ นึกอยากจะจับก็จับเอาดื้อ ๆ เช่นนี้เลยหรือ? ขุนนางที่ถูกส่งมาผู้นั้น ยศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตปานใดกัน!?"
แต่ไหนแต่ไรมา ยามที่โจวซื่อพบเห็นหลี่จ่างในชนบท นางก็แทบจะกราบไหว้เทิดทูนประดุจเทพยดาแล้ว ตำแหน่งเจ้าเมืองสำหรับนางจึงเป็นดั่งตัวตนที่นางไม่มีสิทธิ์กระทั่งจะแหงนหน้ามอง ทว่าบุคคลที่ยิ่งใหญ่คับฟ้าถึงเพียงนั้น กลับถูกคนที่มีอำนาจเหนือกว่าสั่งปลดด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว นั่นยิ่งทำให้นางรู้สึกอัศจรรย์ใจเกินบรรยาย
(เชิงอรรถผู้แปล: หลี่จ่าง (里长) ตำแหน่งผู้นำชุมชนหรือหัวหน้าหมู่บ้านในระบบการปกครองท้องถิ่นระดับรากหญ้าของจีนโบราณ มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย จัดเก็บภาษี และเกณฑ์แรงงานราษฎรในท้องที่)
ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้าพลางตอบ "ไม่รู้สิ นั่นเป็นเรื่องของทางราชสำนัก ชาวบ้านตาดำ ๆ อย่างพวกเรา ลำพังแค่ดิ้นรนใช้ชีวิตให้สงบสุขไปวัน ๆ ก็ยากลำบากเต็มกลืนแล้ว เรื่องอื่นเราก็อย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย"
ฮุ่ยเหนียงเหนื่อยล้าใบหน้าซูบซีดอิดโรย ถึงอย่างไรนางและเสิ่นซีก็เพิ่งจะตกลงไปในแม่น้ำเมื่อวาน ต่อให้เสื้อผ้าบนร่างจะแห้งเหือดไปแล้ว ทว่าก็ยังคงมองเห็นเค้าลางความผิดปกติได้อย่างชัดเจน
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เป็นคนหูตากว้างไกล นางสังเกตเห็นความผิดปกตินี้มาตั้งนานแล้ว ทว่าก็มิได้เอ่ยปากทักท้วงอันใด โจวซื่อผู้มีจิตใจซื่อตรงไม่ได้คิดอะไรสลับซับซ้อน นางเพียงแค่คอยช่วยเหลือปรนนิบัติพาฮุ่ยเหนียงเข้าไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้าน ทั้งยังช่วยสางผมเผ้าให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะพากันก้าวออกมา
ยามนั้นเจียงลี่เหวยได้จัดส่งทหารทางการมาเพิ่มอีกหลายนาย พอโจวซื่อพบหน้าพวกเขาก็ถึงกับแข้งขาอ่อนระทวย "นายทหารทุกท่าน หรือว่าคนในครอบครัวข้าไปก่อเรื่องผิดกฎหมายอันใดมาหรือ?"
"ฮูหยินท่านนี้มิต้องกังวลใจไป พวกเราเพียงรับบัญชาจากใต้เท้าเจียงซื่อเฉิง ให้มาคอยคุ้มกันดูแลครอบครัวของพวกท่าน ภายภาคหน้าหากไม่มีกิจธุระอันใด ทางที่ดีพยายามอย่าเพิ่งออกจากบ้านจะดีกว่า แต่หากจำต้องออกไปจริง ๆ ก็ต้องให้พี่น้องของพวกเราคอยติดตามไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น มิเช่นนั้นทั้งท่านและข้าต่างก็จะพลอยเดือดร้อนกันทั้งสิ้น!"